10 สถานที่ท่องเที่ยวเก่าแก่ใน “อินเดีย” ที่ต้องไปเที่ยวชมสักครั้ง

อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสน่ห์ในการท่องเที่ยวอย่างมากมาย โดยเฉพาะเรื่องวัฒนธรรม ประเพณี และศาสนาที่ขลังและยิ่งใหญ่ นอกจากนี้อินเดียยังเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและน่าหลงใหลด้วย ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าอินเดียมีสถานที่มากมายที่เก่าแก่อาทิเช่น โบราณสถาน วัด และสุสานต่างๆ ที่น่าไปชมสักครั้งหนึ่ง

มาดูกันดีกว่าครับว่ามีที่ไหนบ้าง

1. ทัชมาฮาล

ทัชมาฮาล (Taj Mahal) เป็นสถานที่ที่เรียกกันว่าเป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่ชาห์จาฮาน (Shah Jahan) จักรพรรดิแห่งราชวงศ์โมกุลสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับมุมตัส มาฮาล พระมเหสีที่สิ้นพระชนม์หลังจากที่ให้กำเนิดบุตรคนที่ 14 ทัชมาฮาลสร้างเสร็จสิ้นในปี ค.ศ.1653 หลังจากใช้เวลาสร้างมานานถึง 21 ปี

By Rajesnewdelhi – Own work, CC BY-SA 3.0,

แม้จะได้ชื่อว่า “อนุสรณ์” แต่จริงๆ แล้วตัวทัชมาฮาลเป็นสุสาน ร่างของชาห์จาฮานและมุมตัสมาฮาลถูกเก็บรักษาไว้ที่นี่มาจนถึงทุกวันนี้

ทัชมาฮาลถือเป็นยอดของสถาปัตยกรรมในยุคศตวรรษที่ 17 ของอินเดีย มันแสดงถึงการผสมผสานอันงดงามและลงตัวของศิลปะโมกุล เปอร์เซีย และเอเชียกลาง (บางส่วนได้แรงบันดาลใจมาจากสุสานของติมูร์ที่ซามาร์คันด์)

ตัวทัชมาฮาลสร้างขึ้นจากหินอ่อนชั้นเยี่ยม ทำให้สีขาวสวยของมันสามารถเห็นได้ไกลจากระยะไกล ในฟ้าสดใสมันจึงงดงามมาก ส่วนด้านในก็ตบแต่งอย่างประณีตไม่แพ้กันตามแบบศิลปะมุสลิม

ท่านที่ต้องการชมทัชมาฮาล ต้องเดินทางไปยังเมืองอัครา (Agra) เมืองที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของจักรวรรดิโมกุล ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย

หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

2. ถ้ำอชันตาและเอลโลร่า

ถ้ำอชันตา (Ajanta Caves) และเอลโลร่า (Ellora Caves) เป็นถ้ำทางศาสนาสองแห่งที่อยู่ใกล้กับเมืองออรังกาบัด (Aurangabad) รัฐมหารัชตะ (Maharashtra) ในประเทศอินเดีย นักท่องเที่ยวมักจะไปถ้ำทั้งสองควบคู่กันไปทริปเดียวเพราะถ้ำทั้งสองอยู่ใกล้กัน (104 กิโลเมตร)

ถ้ำอชันตา By Soman, CC BY 2.5,

สำหรับถ้ำอชันตา เป็นถ้ำทางศาสนาพุทธที่ถูกแบ่งได้เป็นถ้ำเล็กๆอีก 30 แห่ง ตัวถ้ำทั้งหมดรวมกันแล้วใหญ่พอๆ กับภูเขาทั้งลูก ภายในถ้ำมีรูปแกะสลักจากหิน และภาพเขียนจำนวนมากมาย บ้างเล่าถึงเหตุการณ์ในพุทธประวัติและชาดกต่างๆ ในศาสนาพุทธ อย่างไรก็ตามพื้นที่ส่วนใหญ่ของถ้ำเคยถูกใช้เป็นวิหารสำหรับอุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ และภิกษุณีที่สัญจรหรือจาริกมายังแถบนี้

ตัวถ้ำถูกสร้างตั้งแต่สมัยก่อนคริสตกาล 200 ปี ถึงประมาณ ค.ศ.500 ทำให้ตัวถ้ำมีอายุมากกว่า 1,500 ปี เป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างยิ่งที่ภายในถ้ำยังสมบูรณ์มากๆ

เราปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้ำอชันตาเป็นตัวอย่างของงานศิลปกรรม สถาปัตยธรรม และวิศวกรรมของชาวอินเดียโบราณได้ดีที่สุดแห่งหนึ่ง และเหนือสิ่งอื่นใดถ้ำแห่งนี้ได้แสดงถึงศรัทธาอันมากมายของชาวอินเดียโบราณที่มีต่อพระพุทธศาสนาด้วย

ส่วนถ้ำเอลโลร่าก็เป็นถ้ำทางศาสนาเช่นเดียวกัน แต่เป็นถ้ำของสามศาสนาได้แก่ พุทธ ฮินดู และเชน ตัวถ้ำเอลโลรานี้อาจจะใหญ่กว่าถ้ำอชันตาอีกด้วยซ้ำไปเพราะมีมากกว่า 100 ถ้ำ แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเพียง 34 ถ้ำเท่านั้น

ถ้ำหมายเลข 16 ของถ้ำเอลโลร่า By Pratheepps – Own work, CC BY-SA 2.5,

34 ถ้ำดังกล่าวแบ่งออกเป็น ถ้ำหมายเลข 1-12 ที่เป็นถ้ำพุทธ ถ้ำหมายเลข 13-29 ที่เป็นถ้ำฮินดู และถ้ำ 30-34 ที่เป็นถ้ำเชน ถ้ำเหล่านี้เรียงรายกันไปในระยะทางยาวถึง 2 กิโลเมตร ไฮไลท์ของถ้ำแห่งนี้คือถ้ำหมายเลขที่ 16 ซึ่งมีวัดไกรลาส (Kailash Temple) วัดอันยิ่งใหญ่ที่อุทิศให้กับพระศิวะ ภายในถ้ำยังมีรูปปั้นของช้างขนาดเท่าตัวจริงอยู่ด้วย

ถ้าเปรียบเรื่องความเก่าแก่แล้ว ถ้ำเอลโลร่าเป็นถ้ำที่ใหม่กว่าอชันตา เพราะว่าสร้างขึ้นในช่วง ค.ศ.600-1000 ทำให้มตัวถ้ำมีอายุประมาณ 1,000-1,400 ปี วัตถุประสงค์ในการสร้างคล้ายคลึงกัน นั่นคือเป็นวิหารให้กับนักบวช และเป็นที่พักให้กับผู้เลื่อมใสทางศาสนา

ความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมของถ้ำอชันตาและเอลโลร่าสามารถเรียกได้ว่าเป็นระดับโลกอย่างแท้จริง ท่านที่ชื่นชอบในการเที่ยวโบราณสถานจึงห้ามพลาดโดยเด็ดขาด

3. สังเวชนียสถาน

สำหรับชาวพุทธแล้ว ถ้ากล่าวถึงอินเดียคงไม่มีสถานที่ใดสำคัญไปกว่าสังเวชนียสถาน 4 ของพระพุทธเจ้า แต่ในปัจจุบันมีแต่ลุมพินี สถานที่ประสูติเท่านั้นที่ไม่ได้อยู่ในประเทศอินเดีย แต่อยู่ในประเทศเนปาล สถานที่อื่นๆ อย่าง พุทธคยา (สถานที่ตรัสรู้) สารนาถ (สถานที่แสดงปฐมเทศนา) และกุสินารา (สถานที่ปรินิพพาน) ล้วนแต่อยู่ในอินเดียทั้งสิ้น

พุทธคยา By Bpilgrim – Own work, CC BY-SA 2.5,

สังเวชนียสถานจึงเป็นสถานที่ที่ชาวพุทธควรมาเยี่ยมเยือนสักครั้งหนึ่ง การได้จาริกและตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมเป็นสิ่งที่ประเสริฐ นอกจากนี้เรายังสามารถได้เห็นซากโบราณสถานของเมืองที่เคยปรากฏนามอยู่ในพุทธประวัติอย่างราชคฤห์ หรือ สาวัตถีที่มีอายุมากถึง 2,500 ปีขึ้นไปด้วย

ปัจจุบันสายการบินบางสายสามารถบินตรงจากกรุงเทพไปลงที่เมืองคยาได้ ทำให้การเดินทางสะดวกมากยิ่งขึ้น

4. คาชุราโฮ

คาชุราโฮ (Khajuraho Temples) เป็นโบราณสถานในศาสนาฮินดูและเชนที่อยู่ในเมืองคาชุราโฮ รัฐมัธยประเทศ (Madhya Pradesh) ในอดีตโบราณสถานแห่งนี้เคยมีวัดย่อยๆมากถึง 85 แห่งแต่ในปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 25 แห่งเท่านั้น

คาชุราโฮ By Blessedapples – Own work, CC BY-SA 3.0,

ตัววัดแห่งนี้มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือมันมีรูปปั้นที่แสดงถึงท่าทางการร่วมรักอันหลากหลายตามคัมภีร์กามสูตรของศาสนาฮินดูอยู่เป็นจำนวนมาก (จริงๆแล้วสัดส่วนอยู่ที่เพียง 10%-15% เท่านั้น แต่ด้วยความที่โบราณสถานมีขนาดใหญ่ ทำให้รูปปั้นเหล่านี้ดูเหมือนว่ามีจำนวนมาก)

แต่ถ้ามองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป เราจะพบว่ารูปปั้นเหล่านี้ถูกแกะสลักอย่างประณีต แสดงถึงฝีมืออันสูงล้ำของช่างในสมัย ค.ศ.1000 ที่วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมา คาชุราโฮจึงได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกจากองค์กร UNESCO และเป็นสถานที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไปท่องเที่ยวในอินเดีย

5. ป้อมแดง (Red Fort)

ป้อมแดง (Red Fort) เป็นโบราณสถานสำคัญที่ตั้งอยู่ในกรุงนิวเดลีของประเทศอินเดีย ผู้สร้างป้อมปราการแห่งนี้คือชาห์จาฮาน ผู้สร้างทัชมาฮาล ตัวป้อมปราการถูกสร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และงดงามโดยเป็นส่วนผสมของศิลปะเปอร์เซีย โมกุล และเอเชียกลางเช่นเดียวกับทัชมาฮาล ในอดีตมันถูกประดับประดาอย่างอลังการด้วยของมีค่ามากมาย แต่ของเหล่านี้ถูกปล้นไปหมดเมื่อ เนเดอร์ชาห์แห่งเปอร์เซียพิชิตเดลีได้สำเร็จ

Red Fort By Anjisnu Raha – Own work, CC BY-SA 4.0,

จุดเด่นของป้อมแดงอยู่ที่หินสีแดงอันสวยงามและแปลกตา ในช่วงวันที่ 15 สิงหาคมของทุกปีซึ่งเป็นวันที่อินเดียได้รับอิสรภาพ นายกรัฐมนตรีอินเดียจะเดินทางมาที่นี่เพื่อนำธงขึ้นสู่ยอดเสา และกล่าวสุนทรพจน์แก่ประชาชนชาวอินเดียจากที่นี่

6. ฟาเตห์ปูร์ สิครี

ครั้งหนึ่งฟาเตห์ปูร์ สิครี (Fatehpur Sikri) หรือ โบราณสถานที่ห่างจากเมืองอัครา 40 กิโลเมตรแห่งนี้เคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์โมกุลในสมัยของอักบาร์มหาราช หลานปู่ของบาเบอร์ อักบาร์ทำให้จักรวรรดิโมกุลเป็นมหาอำนาจของโลกในศตวรรษที่ 16

Buland Darwaza ประตูสู่ Fatehpur Sikri By Marcin Białek – Own work, CC BY-SA 3.0,

ปัจจุบันฟาเตห์ปูร์ สิครียังเหลือความยิ่งใหญ่ตั้งแต่ครั้งโบราณอยู่ ภายในโบราณสถานแห่งนี้ยังมีมัสยิดจามา (Jama Masjid) วังเก่าอย่าง Panch Mahal หรือประตูอันยิ่งใหญ่อย่าง Buland Darwaza ส่วนมากแล้วพวกมันถูกสร้างด้วยหินทรายสีแดงทั้งหมด สิ่งก่อสร้างเหล่านี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นยอดของสถาปัตยกรรมโมกุลที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน

เนื่องจากฟาเตห์ปูร์ สิครีมีสถานที่ที่น่าสนใจหลายแห่ง ดังนั้นนักท่องเที่ยวสามารถใช้เวลาหลายชั่วโมงในที่แห่งนี้ วิธีเดินทางไปยังฟาเตห์ปูร์ สิครีที่ง่ายดายที่สุดคือเดินทางไปจากเมืองอัครานั่นเอง

7. ฮาวา มาฮัล

ฮาวา มาฮัล (Hawa Mahal) หรือพระราชวังแห่งสายลม เป็นพระราชวังที่อยู่ในเมืองไจปูร์ (Jaipur) ประเทศอินเดีย ปราสาทแห่งนี้สร้างโดยมหาราชาแห่งไจปูร์ในปี ค.ศ.1799 ในปัจจุบันวังแห่งนี้เป็นโบราณสถานที่สำคัญและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมากที่สุดของเมืองแห่งหนึ่ง

Hawa Mahal By Marcin Białek – Own work, CC BY-SA 4.0,

จุดเด่นของฮาวา มาฮัลคือ บริเวณด้านหน้าของพระราชวังมีลักษณะเหมือนกับรวงผึ้ง และมีหน้าต่างเกือบถึงพันกว่าบาน (บางบานเป็นหน้าต่างเล็กๆ) สาเหตุที่สถาปนิกออกแบบเป็นเช่นนี้เพราะต้องการใช้เป็นจุดให้เหล่านางในฮาเร็มดูเทศกาลที่จัดขึ้นจากในวัง โดยที่คนภายนอกไม่สามารถเห็นพวกเธอได้

ด้วยรูปร่างที่แปลกตาเช่นนี้ทำให้ตัวพระราชวังนี้โดดเด่นมาก และเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของประเทศอินเดียเลยทีเดียว

8. คูตูป มินาร์

คูตูป มินาร์ (Qutub Minar Complex) เป็นโบราณสถานที่อยู่ในกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของประเทศอินเดีย โบราณสถานแห่งนี้มีความโดดเด่นตรงที่เป็นโบราณสถานที่ย้อนไปได้ถึงยุครัฐสุลต่านแห่งเดลี (Delhi Sultanate) อาณาจักรที่หยุดยั้งกองทัพมองโกลที่เข้ามารุกรานอินเดียเอาไว้ได้

ภายในโบราณสถานมีสิ่งก่อสร้างอันน่าสนใจหลายแห่ง อาทิเช่น มัสยิดและสุสาน แต่ที่เป็นไฮไลท์ของคูตูป มินาร์ หรือสองอย่างนี้ได้แก่

หอคอย Qutub Minar By I, Ondřej Žváček, CC BY 2.5,

หอคอยคูตูป มินาร์ (Qutub Minar Tower) เป็นหอคอยที่สูงมากถึง 72.5 เมตร และเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในยุคกลาง ตัวหอคอยถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานแห่งชัยชนะของกองทัพมุสลิมเหนือกองทัพของเจ้าราชบุตรแห่งอินเดีย หอคอยแห่งนี้สร้างเสร็จสิ้นในปี ค.ศ.1192 แต่ความรู้ยังไม่ได้สูงเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สุลต่านแห่งเดลีได้เสริมหอคอยคูตูป มินาร์ให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไปในเวลาต่อมา

เสาเหล็กแห่งเดลี (Iron Pillar of Delhi) เป็นโบราณวัตถุที่เก่าแก่มากกว่า 1,600 ปี โดยมันถูกสร้างขึ้นมาในช่วงปลายศตวรรษที่ 4 เรื่องน่าแปลกคือตัวเสาที่สูงถึง 7 เมตรเศษนี้แทบไม่มีการสึกกร่อนเลย แม้ว่ามันจะสร้างขึ้นมาจากเหล็กก็ตาม

ทั้งหอคอยและเสาเหล็กจึงเป็นสิ่งที่แสดงถึงภูมิปัญญาและทักษะอันเยี่ยมยอดทางด้านวิศวกรรมของชาวอินเดียโบราณได้เป็นอย่างดี

9. วัดทองคำ

วัดทองคำ (Golden Temple) หรือ Harmandir Sabib เป็นสถานที่แสวงบุญอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวซิกข์ และเป็นโบราณสถานที่โดดเด่นแห่งหนึ่งในอินเดีย วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองอัมริตสา (Amritsar) ในรัฐปัญจาบของอินเดีย

วัดทองคำ By Oleg Yunakov, CC BY-SA 3.0,

ตัววัดเริ่มสร้างในปี ค.ศ.1589 แต่เสร็จสิ้นในปี ค.ศ.1604 แต่เดิมวัดแห่งนี้ยังไม่ถูกหุ้มด้วยทองคำและถูกทำลายหลายครั้งจากความขัดแย้งทางศาสนา แต่ทุกครั้งจะมีการสร้างขึ้นมาใหม่ ในศตวรรษที่ 19 มหาราชาแห่งอัมริตสาได้หุ้มวัดแห่งนี้ด้วยทองคำ ทำให้วัดได้ชื่อว่าวัดทองคำมาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบันวัดแห่งนี้เป็นศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของชาวซิกข์ ทุกวันมีชาวซิกข์มากกว่าหนึ่งแสนคนที่มาสักการะบูชาที่วัดทองคำแห่งนี้ ใกล้ๆกับวัดทองคำยังมีครัวกลางของชาวซิกข์ที่แจกอาหารให้กับทุกคนทุกผู้ โดยไม่มีการแบ่งศาสนา ชนชั้น เชื้อชาติ ฐานะใดๆ ทั้งสิ้นอีกด้วย

10. พาราณสี

พาราณสี (Varanasi) เป็นเมืองสำคัญทางด้านจิตวิญญาณของประเทศอินเดีย เมืองแห่งนี้เป็นสถานที่แสวงบุญอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู พวกเขาเดินทางมาเมืองแห่งนี้เพื่อลงอาบน้ำในแม่น้ำคงคาที่ท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์หรือ ghat ท่าน้ำบางแห่งมีอายุมากกว่าหนึ่งพันปี ท่าน้ำแห่งนี้จึงเป็นโบราณสถานขนาดย่อมๆ ไปโดยปริยาย

Mahakarnika Ghat By Dennis Jarvis, CC BY-SA 2.0,

นอกเหนือจากท่าน้ำแล้ว พาราณสียังมีวัดศักดิ์สิทธิ์อีกเป็นจำนวนมาก ภายในเมืองมีวัดมากถึง 23,000 แห่ง แต่วัดที่สำคัญที่สุดคือ วัดกาสีวิษวนาถ (Kashi Vishwanath Temple) ที่อุทิศให้กับพระศิวะ ตัววัดถูกทำลายหลายครั้ง แต่ก็ถูกสร้างใหม่ทุกครั้ง จนกระทั่งอยู่ยืนยงมาจนถึงปัจจุบัน

พาราณสีจึงเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวควรมาเยือนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าท่านต้องการสัมผัสถึงศาสนาและความเชื่อซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในใจของชาวอินเดียมานานหลายพันปี

error: Content is protected !!