ประวัติศาสตร์บาเบอร์ ปฐมกษัตริย์โมกุล: พ่ายแพ้สิบครั้งไม่เท่าชนะครั้งเดียว (1)

บาเบอร์ ปฐมกษัตริย์โมกุล: พ่ายแพ้สิบครั้งไม่เท่าชนะครั้งเดียว (1)

บาเบอร์ (Babur) เป็นปฐมกษัตริย์ หรือ ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โมกุล (Mughal Dynasty) ราชวงศ์นี้ปกครองอินเดียอยู่นานหลายร้อยปี จนกระทั่งล่มสลายไปในศตวรรษที่ 19

ชีวิตของบาเบอร์เป็นชีวิตที่สมบุกสมบัน ถึงแม้บาเบอร์จะเกิดมาสูงส่ง แต่ชีวิตเขาต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย เขาพ่ายแพ้ในสนามรบครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้านับครั้งที่เขาแพ้รบอาจจะมากถึงเกือบสิบครั้งเลยก็ว่าได้ แต่บาเบอร์ไม่เคยยอมแพ้ เขาลุกกลับมายืนได้ทุกครั้ง และแย่งชิงทุกสิ่งกลับคืนมาได้ในที่สุด

ในบทความเหล่านี้ ผมได้อ้างอิงจากบันทึกของตัวบาเบอร์เอง (Baburnarma) เป็นสำคัญ รวมไปถึงหนังสืออื่นๆ อีกสองสามเล่มครับ

บาเบอร์

วัยเด็กของเจ้าชายหนุ่ม

บาเบอร์เกิดในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1483 บาเบอร์มีชื่อจริงว่า ซาฮิรุดดิน มูฮัมหมัด (Zahiruddin Muhammad) แต่คนทั่วไปมักรู้จักชื่อเล่นของเขามากกว่า ชื่อเล่นของเขาที่บิดามารดาตั้งให้คือ บาเบอร์ อันแปลว่า เสือ

นักประวัติศาสตร์วิจารณ์ว่าเชื้อสายของบาเบอร์นั้นสุดยอด บิดาของเขาคือ อูมาร์ ชีค เมียร์ซา อามีร์แห่งเฟอร์กานา ผู้สืบเชื้อสายมาจากติมูร์ (Timur) โดยตรง ดังนั้นเขาเป็นชนรุ่นหลังรุ่นที่ 6 ลงมาจากติมูร์ หรือพูดง่ายๆ เขาเป็นลูกของโหลนของติมูร์

แม่ของเขาเป็นเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรชาตาไกตะวันออก ดังนั้นเธอมีสายเลือดของเจงกิสข่าน ผู้พิชิตโลกมาอย่างเต็มเปี่ยม ถ้านับจริงๆ แล้ว บาเบอร์จัดว่าเป็นชนรุ่นหลังรุ่นที่ 13 ของเจงกิสข่าน

ดังนั้นบาเบอร์จึงมีเลือดของจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองคนอยู่ในตัว และจัดว่าเป็นเจ้าชายเติร์ก-มองโกล แต่เอาเข้าจริงแล้ว บาเบอร์รักความเป็นเติร์กของตนเองมากกว่ามองโกลมาก

บาเบอร์ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในการดูแลของบิดาที่เฟอร์กานา (ปัจจุบันคือประเทศอุซเบกิสถาน) จนกระทั่งเมื่อเขาอายุได้เพียง 11 ย่าง 12 ปี ทุกสิ่งก็บังคับให้เจ้าชายหนุ่มเข้าสู่วงเวียนของการเป็นกษัตริย์

นั่นก็คือการแย่งชิงบัลลังก์นั่นเอง

บิดาสวรรคต

อูมาร์ บิดาของบาเบอร์สวรรคตจากอุบัติเหตุ เรื่องมีอยู่ว่าอูมาร์เป็นคนรักนกพิราบเป็นอย่างมาก ในวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ.1494 อูมาร์ได้ไปตรวจเยี่ยมรังนกเสมือนที่ตนเองสร้างเอาไว้ใช้เลี้ยงนกพิราบ รังแห่งนี้ตั้งอยู่บนโตรกผาแห่งหนึ่งเหนือแม่น้ำ ทุกอย่างปกติดีไม่มีสัญญาณว่าจะเกิดเหตุร้ายเลย

อูมาร์ พ่อของบาเบอร์

แต่จู่ๆ ได้เกิดดินถล่มครั้งใหญ่ มันพัดทั้งอูมาร์ นกพิราบของเขา และรังนกเสมือนลงไปในแม่น้ำ บาเบอร์เขียนในบันทึกของเขาว่า

อูมาร์ ชีค เมียร์ซา บินพร้อมกับนกพิราบและบ้านของพวกมัน และได้กลายเป็นอินทรีไปแล้ว

เมื่ออูมาร์จากไป บาเบอร์รู้ทันทีว่าจะต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ๆ บัลลังก์ติมูริดและมองโกลไม่เคยปราศจากการนองเลือด ตามหลักแล้วเขาในฐานะโอรสองค์โตมีสิทธิ์ในบัลลังก์เต็มเปี่ยม แต่ที่นี่คือเอเชียกลาง สิทธิ์ในบัลลังก์มาจากสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ ดาบและการต่อสู้

บาเบอร์จึงรีบกลับมายังเมืองหลวงและขึ้นครองราชย์ทันทีเป็นอามีร์แห่งเฟอร์กานา แต่เขากำลังจะต้องเผชิญกับบททดสอบแรกในไม่ช้า

ปัญหาเรื่องราชบัลลังก์

บาเบอร์ต้องเผชิญบททดสอบแรกเมื่อ อาทั้งสองของเขาที่เคยเป็นปฏิปักษ์กับอูมาร์บิดาของเขามาก่อนพยายามที่จะรุกรานเฟอร์กานา และภายในเฟอร์กานาเองก็มีพวกชนชั้นสูงที่ต้องการล้มบาเบอร์และให้จาฮานกีร์ (Jahangir) น้องชายต่างมารดาของเขาเป็นอามีร์แทน

ภัยรุกรานจากอาทั้งสองถือว่าไม่เท่าไรนัก เพราะเป็นภัยรุกรานจากภายนอก แต่ภัยจากพวกชนชั้นสูงเป็นปัญหาที่น่ากลัวยิ่งกว่า

โชคเป็นของบาเบอร์เมื่อ ยายของบาเบอร์ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เธอเป็นผู้หญิงที่เฉลียวฉลาดมาก เธอเริ่มต้นด้วยการจัดการพวกชนชั้นสูงที่ก่อความวุ่นวายในอาณาจักรก่อน กองทัพของบาเบอร์ได้ทำลายกองทัพกบฏจนแตกกระเจิงในการซุ่มโจมตีตอนกลางคืน พวกชนชั้นสูงที่เป็นกบฏต่างแตกหนีหรือหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต

บัลลังก์ของบาเบอร์จึงอยู่รอดปลอดภัยมาได้ แต่นั่นเป็นการเตือนครั้งใหญ่ว่า ตัวเขามีศัตรูมากมาย อย่างในครั้งนี้ถ้าไม่ได้ยายของเขาช่วยเหลือไว้ เห็นทีเขาคงจะไม่รอดแน่

ศึกซามาร์คันด์

ในปีแรกที่ครองราชย์ บาเบอร์เล่าว่าเขาต้องระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่แตะต้องอาหารใดๆ ที่น่าสงสัย แม้กระทั่งมีด ช้อน หรือว่ากระดาษรองโต๊ะ เพราะว่าเขาเกรงกลัวว่าจะถูกปองร้ายนั่นเอง

สามปีต่อมา บาเบอร์รวบรวมอำนาจอยู่ในมือได้ในระดับหนึ่งแล้ว เขาก็สนใจในเรื่องการขยายเขตแดนออกไปบ้าง เขาเห็นว่าเมืองซามาร์คันด์ (Samarkand) อดีตเมืองสำคัญของติมูร์กำลังมีการต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์อย่างวุ่นวาย เขาจึงต้องการจะเข้าร่วมการชิงเมืองดังกล่าวด้วย ในเวลานั้นเขาอายุได้เพียง 14 ปีเท่านั้น

Registan Square แลนด์มาร์กของเมืองซามาร์คันด์ Cr: Ekrem Canli

ปรากฏว่าการรุกรานซามาร์คันด์ครั้งแรกจบลงด้วยความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง บาเบอร์ไม่อาจจะเข้าเมืองได้ และต้องถอยกลับไปเฟอร์กานาในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ

ในปีถัดมา บาเบอร์ยกทัพมาตีซามาร์คันด์อีกครั้ง เขาโอบล้อมเมืองไว้ถึง 7 เดือน ในที่สุดก็เข้าเมืองได้สำเร็จ บาเบอร์นั่งลงบนบัลลังก์ของติมูร์ช่างเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่โดยแท้ของอามีร์วัย 15 ปีผู้นี้

พ่ายแพ้ยับเยิน

หากแต่ว่าบาเบอร์กลับเผชิญปัญหาอย่างรวดเร็ว กองทหารของเขาบางส่วนหนีทัพ และตัวเขาก็ป่วยหนักอยู่ที่ซามาร์คันด์ นอกจากนี้ได้เกิดพวกกบฏในเฟอร์กานา บ้านเกิดเมืองนอนของเขาเพื่อสนับสนุนจาฮานกีร์ น้องชายต่างมารดาของบาเบอร์ พวกกบฏได้ยึดครองเฟอร์กานาได้สำเร็จ ทำให้รอบตัวบาเบอร์ที่ป่วยหนักมีแต่ศัตรู

บาเบอร์หายจากอาการป่วยในไม่ช้า เขาตัดสินใจนำกำลังที่เหลืออยู่ไปปราบกบฏในเฟอร์กานา และให้แม่ทัพของเขาคุมกำลังส่วนหนึ่งรักษาเมืองซามาร์คันด์ไว้

ระหว่างนั้นสุลต่านแห่งบูคารา ญาติของเขาอีกคนหนึ่งได้ส่งกองทัพเข้าตีซามาร์คันด์จนแตก บาเบอร์จึงเสียซามาร์คันด์ไปอีกแห่งหนึ่ง ทำให้บาบาร์สิ้นเนื้อประดาตัว เขาเหลือแต่ทหารกองเดียว เสบียงไม่มากนัก โดยไม่มีเมืองที่เป็นมิตรเลยสักเมืองเดียว เพราะโดนศัตรูยึดไปหมดแล้ว

อามีร์หนุ่มรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง ตัวเขาคิดว่าตัวเขากำลังรุ่งโรจน์ หนึ่งร้อยวันก่อนเขาเพิ่งจะเข้าเมืองซามาร์คันด์และนั่งลงบนบัลลังก์ของติมูร์ แต่บัดนี้ เขากลับไม่มีเมืองใดๆเป็นของตนเอง ไม่ว่าใครก็ตามที่เผชิญกับการพลิกผันเช่นนี้ย่อมยากจะรับได้

บาเบอร์เล่าว่าในเวลานั้น

เขาไม่อาจห้ามตนเองไม่ให้ร้องไห้อย่างหนักได้

เฟริชต้า นักประวัติศาสตร์โมกุลเปรียบเปรยว่า

บาเบอร์เหมือนกับตัวคิงในกระดานหมากรุก เขาเดินไปๆมาๆ จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง

เมื่อโชคชะตาเป็นเช่นนี้ บาเบอร์จะทำอย่างไรกันแน่เพื่อให้ได้ทุกสิ่งกลับคืนมา??

ติดตามต่อในตอนที่สอง

บทความล่าสุด

Victory Tale ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปโพสที่ใดทุกกรณี การฝ่าฝืนมีโทษทางกฎหมาย

error: Content is protected !!