ประวัติศาสตร์โกคูรยอล่มสลาย (2): เมื่อทหารจีนล้านกว่าคนบุกเกาหลี

โกคูรยอล่มสลาย (2): เมื่อทหารจีนล้านกว่าคนบุกเกาหลี

ความเดิมตอนที่แล้ว สุยหยางตี้ ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์สุยให้ทหาร 1,133,000 นายยกไปตีเกาหลี กองทัพสุยในครั้งนี้ใหญ่กว่ากองทัพใดๆ ที่เคยมีมา เพียงแค่กระบวนทัพก็ยาวเป็นร้อยกิโลเมตรแล้ว

เป้าหมายของกองทัพนี้คือทำลายโกคูรยอให้แหลกลาญไป

โกคูรยอจะรับมือศัตรูที่มีจำนวนมหาศาลเช่นนี้ได้อย่างไรกันแน่?

สุยหยางตี้

เตรียมการรับศึก

กองทัพโกคูรยอเป็นกองทัพที่มีประสบการณ์และเคยต่อสู้ในสมรภูมิมาแล้ว ทหารประจำการของโกคูรยอมีประมาณ 200,000-300,000 นาย แต่ทหารจำนวนนี้ต้องแยกกันเพื่อรักษาชายแดนที่ติดกับแพ็คเจและชิลลาด้วย กำลังที่เผชิญหน้ากับกองทัพสุยจึงไม่น่าจะเกิน 150,000-200,000 คน

ดังนั้นกษัตริย์หยงยางจึงมีรับสั่งให้ถอนกำลังออกจากดินแดนที่ไม่มีความสำคัญ อย่างดินแดนบริเวณชายแดนสุยที่โกคูรยอได้มาจากสงครามครั้งแรก ทหารโกคูรยอเร่งถอนทัพในฤดูหนาวที่เย็นจัด โดยข้ามแม่น้ำเหลียวที่แข็งเป็นน้ำแข็งไปก่อนล่วงหน้า

ฝ่ายกองทัพสุยเริ่มปั่นป่วนตั้งแต่ออกเดินทัพแล้ว เพราะสุยหยางตี้มีรับสั่งว่า ก่อนที่กองทัพจะเคลื่อนหรือดำเนินการใดๆ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องรายงานให้พระองค์ทราบและพิจารณาก่อน แม่ทัพแต่ละนายห้ามตัดสินใจกระทำการใดๆ โดยพลการ ดังนั้นเหล่าแม่ทัพต้องส่งม้าเร็วเดินทางนับพันกิโลเมตรไปกลับเพื่อส่งสาร กองทัพสุยจึงไม่อาจรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ทันท่วงที

ทหารม้าสุย

ด้วยความล่าช้า กองทัพสุยเดินทางมาถึงแม่น้ำเหลียวเมื่อน้ำในแม่น้ำละลายแล้ว กองทัพสุยจำต้องสร้างสะพานขึ้นสามจุดเพื่อข้ามแม่น้ำและเข้าตีที่มั่นของฝ่ายโกคูรยอ แต่เพราะความผิดพลาด ทำให้สะพานที่สร้างสั้นเกิดไปกว่าที่จะข้ามแม่น้ำได้ การโจมตีของฝ่ายสุยจึงล้มเหลวลง

ทหารสุยจึงต้องเสริมสะพานใหม่แล้วยกทัพเข้าตีที่มั่นของโกคูรยออีกครั้ง จนสุดท้ายก็ยึดได้สำเร็จ แต่ก็ต้องเสียทหารไปจำนวนมาก

การชะงักงันของกองทัพสุย

หลังจากนั้นกองทัพสุยจำนวนมหาศาลทะลักเข้าไปในดินแดนทางตอนเหนือของโกคูรยอ (ปัจจุบันคือแมนจูเรียของจีน) ราวกับน้ำที่เชี่ยวกราก

การโจมตีของกองทัพสุยทำให้ป้อมปราการบางป้อมของโกคูรยอต้องการจะยอมจำนน แต่แม่ทัพสุยไม่อาจรับการยอมจำนนได้ นอกจากต้องส่งไปขออนุญาตจากสุยหยางตี้เสียก่อน กว่าที่ม้าเร็วจะเดินทางไปกลับก็ใช้เวลานับเดือนหรือสองเดือน ทำให้โกคูรยอฉวยโอกาสเสริมกำลังที่ป้อมปราการเหล่านั้น ผลที่ตามมาคือป้อมเหล่านั้นเปลี่ยนใจไม่ยอมจำนนต่อกองทัพสุยแล้ว

ป้อมที่ควรจะแตกไปแล้ว แต่กลับไม่แตก ทำให้ฝ่ายสุยเสียทั้งเวลาและเสบียงอาหารไปอย่างเปล่าประโยชน์ เพราะความไร้สาระของสุยหยางตี้เอง

ไม่มีใครรู้ว่าทำไมสุยหยางตี้ถึงมีคำสั่งเช่นนั้น พระองค์อาจจะทรนงว่าเก่งกาจในการสงคราม หรืออยากสร้างชื่อก็เป็นได้

ผลที่ตามมาคือ ผ่านไปหลายเดือน ไม่มีป้อมปราการใดในคาบสมุทรเหลียวตงสักป้อมเดียวที่กองทัพสุยสามารถยึดได้ ดังนั้นเมืองใหญ่ๆ ก็ไม่ต้องไปหวัง

ยุทธศาสตร์ใหม่

สุยหยางตี้เห็นกองทัพที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ชะงักงันก็ขัดพระทัย พระองค์โปรดให้แบ่งกองทัพบกออกมา 305,000 นาย และทหารเรืออีก 120,000 นาย เพื่อยกไปตีเปียงยาง เมืองหลวงของโกคูรยอโดยตรง ส่วนป้อมปราการในแนวป้องกันที่เหลียวตงที่ตีไม่ได้ ก็ให้กองทัพที่เหลือล้อมไว้ไม่ให้ยกไปช่วยเมืองหลวงได้

พระองค์น่าจะดำริว่าเมืองหลวงอย่างเปียงยางน่าจะว่างเปล่า ซึ่งในเวลานั้นเหมือนว่าสุยหยางตี้จะคาดการณ์ถูกต้อง เพราะในเมืองมีทหารเหลือไม่มากจริงๆ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะตีได้ง่ายๆ

กองทัพเรือฝ่ายสุยยกทัพมาถึงก่อนกองทัพบก และเข้าใกล้เปียงยางจนฝ่ายโกคูรยอเห็นได้ ฝ่ายโกคูรยอจึงส่งกำลังเข้าต่อต้าน เมื่อต่อสู้ไปได้พักหนึ่งก็แสร้งทำเป็นถอยทัพ ปล่อยให้ทหารสุยยึดป้อมปราการรอบนอกไปได้

ฝ่ายกองทัพสุยเห็นทหารโกคูรยอถอยไปก็คิดว่าตนเองกำลังได้รับชัยชนะ จึงทำการปล้นสะดมปราสาทที่อยู่รอบนอก หารู้ไม่ว่ากองทัพโกคูรยอค่อยๆ โอบล้อมเข้ามาอย่างช้าๆ และต่อมาก็เข้าโจมตีทหารสุยที่กำลังปล้นสะดมอยู่จากทุกด้าน ทหารสุยถูกสังหารคนแล้วคนเล่า แม่ทัพสุยต้องหนีกลับเรือไปอย่างไม่คิดชีวิต

หลังจากนั้นทหารเรือสุยก็สูญเสียกำลังใจ และไม่ได้โจมตีเปียงยางต่อไปอีก เหลือแต่รอกองทัพบกยกมาเท่านั้น ทหารเรือสุยเริ่มขาดแคลนเสบียงอาหารและล้มตายลงราวกับใบไม้ร่วง

ยุทธการแห่งซัลซู

ขณะเดียวกันกองทัพบกที่ยกมาจากเปียงยางกำลังประสบกับปัญหาการขาดแคลนเสบียงอย่างหนัก เพราะจอมพลอึลจิ มึนดอก (Eulji Mundeok) แม่ทัพใหญ่ฝ่ายโกคูรยอสั่งให้ทหารโกคูรยอแยกย้ายกันเป็นกองโจร คอยตัดเสบียงของกองทหารสุย นอกจากนี้ในช่วงนั้นยังเข้าสู่ฤดูฝน ทำให้การขนส่งเสบียงของฝ่ายสุยยากและช้าลงไปอีก

อึลจิ มึนดอก

เมื่อถูกตัดเสบียงมากๆ เข้า สุยหยางตี้จึงให้พวกทหารที่ออกรบนำเสบียงติดตัวไปด้วยเพื่อป้องกกันการโดนขโมย นั่นทำให้ทหารสุยจำนวนมากเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ทหารจำนวนมากถึงกับโยนเสบียงทิ้ง ผลที่ตามมาคือกองทัพสุยขาดแคลนเสบียงอย่างหนัก

ฝ่ายโกคูรยอเองก็เหมือนจะทราบ ดังนั้นอึลจิ มึนดอกจึงแสร้งเปิดการเจรจาให้ล่าช้าไปเรื่อย ทหารสุยจึงล้มตายมากขึ้นทุกวัน

หลังจากการเจรจาล้มเหลว อึลจิ มึนดอก ทำการถอยทัพเพื่อล่อให้กองทัพสุยติดตามมา ตลอดทางอึลจึ มึนดอกแสร้งให้กองทัพโกคูรยอออกสกัดกั้นกองทัพสุยและแกล้งแพ้ พวกทหารสุยเห็นกองทัพโกคูรยอถอยไปหลายต่อหลายครั้งจึงคิดว่าตนเองกำลังจะชนะ พวกเขารีบร้อนยกติดตามมา จนสุดท้ายกองทัพสุยก็มาถึงชานเมืองเปียงยาง

ยี่ว์จงเหวิน แม่ทัพใหญ่ฝ่ายสุยเริ่มสังเกตเห็นถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพของเขาเหนื่อยล้าจากการติดตามทหารโกคูรยอมานานนับเดือน แถมเสบียงอาหารก็ขาดแคลน เปียงยางเองก็มีการป้องกันที่แข็งแรง การจะโจมตีให้แตกด้วยทหารที่อ่อนล้าเช่นนี้จึงเป็นไปไม่ได้

แต่ถ้าถอยไปก็อาจจะไม่รอดเช่นกันเพราะทหารโกคูรยอคงจะยกทัพเข้าโจมตีติดตาม

ด้วยเหตุนี้ยี่ว์จงเหวินจึงตัดสินใจไม่ได้ เขาตั้งทัพอยู่เฉยๆ ทั้งไม่โจมตี และไม่ถอย สุดท้ายอึลจิ มึนดอก ส่งสาส์นไปว่า ถ้ากองทัพสุยยอมถอย โกคูรยอจะยอมแพ้ ยี่ว์จงเหวินในใจก็อยากถอยไปอยู่แล้ว จึงฉวยโอกาสนั้นรับข้อเสนอของโกคูรยอและถอนกำลังออกจากเปียงยางไปทันที

หารู้ไม่เลยว่าทุกอย่างเป็นแผนลวงของอึลจิ มึนดอก

กองทัพสุยถอนกำลังไปถึงแม่น้ำซัลซู และกำลังข้ามแม่น้ำ หารู้ไม่เลยว่ากองทัพโกคูรยอได้ดักรออยู่ ณ ที่นั่น

อึลจิ มึนดอก สั่งให้สร้างเขื่อนอย่างง่ายๆ กั้นแม่น้ำเอาไว้ล่วงหน้า ทำให้น้ำในแม่น้ำดูตื้น และสามารถข้ามได้ กองทัพสุยจึงข้ามแม่น้ำไปโดยไม่ได้สงสัยอะไร

จังหวะนั้นเองอึลจิ มึนดอกสั่งให้ทำลายเขื่อนและปล่อยน้ำทั้งหมดลงไป ทำให้เกิดเป็นคลื่นยักษ์ซัดเข้าใส่ทหารสุย พวกทหารสุยที่ไม่ระวังตัวจึงจมน้ำตายกันเป็นจำนวนมาก

เท่านั้นยังไม่พอ อึลจิ มึนดอก มีคำสั่งให้กองทหารโกคูรยอที่เตรียมไว้อยู่แล้วโจมตีกองทัพสุยจากทุกด้าน โดยเฉพาะเหล่าทหารม้าที่เตรียมเอาไว้ไล่ตามศัตรู ในวันนั้นทหารสุยต้องหนีตายอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อเอาชีวิตรอด บ้างว่าทหารบางคนต้องวิ่งหนีหลายวันเป็นระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร กว่าจะหลบการไล่ตามมาได้ ทหารสุยที่เหนื่อยล้าจึงล้มตายมากมายเหนือคณานับ

สรุปแล้วจากกองทัพบก 305,000 นาย ที่ยกลงไปตีเปียงยาง พงศาวดารราชวงศ์สุยว่า เหลือทหารกลับมาเพียง 2,700 นายเท่านั้น ความสูญเสียนี้พินาศยับเยินกว่าที่กองทัพสุยจะทนทานได้ สุยหยางตี้จึงต้องมีรับสั่งให้กองทัพทั้งบกทั้งเรือถอยทัพ

ด้วยความสามารถของอึลจึ มึนดอก ทำให้เขาเป็นสัญลักษณ์ในการต่อต้านการรุกรานจากชาวต่างชาติ เช่นเดียวกับกับ อี ซุน ซิน โดยเฉพาะในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่เกาหลีต้องเผชิญกับการคุกคามของญี่ปุ่น

ผลที่ตามมา

สุยหยางตี้ยังไม่ยอมแพ้ พระองค์สั่งให้ยกทัพกลับมาโจมตีโกคูรยออีกในปี ค.ศ.613 และ ค.ศ.614 แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก นอกจากสร้างปัญหากับบริเวณชายแดนของโกคูรยอ

การโจมตีโกคูรยอไม่หยุดทำให้ประชาชนสุยจำนวนมากต่างไม่ทนกับความบ้าคลั่งของสุยหยางตี้อีกต่อไป พวกเขาถูกขูดรีดภาษี ถูกสั่งให้มาสร้างพระราชวัง และถูกเกณฑ์เป็นทหารไปตีโกคูรยออีก ท้ายที่สุดเสียงร้องว่า “ขอไม่ไปตายที่เหลียวตง (โกคูรยอ)” จึงดังไปทั่วแผ่นดิน

ทั่วทั้งอาณาจักรเกิดกบฏต่อต้านราชสำนัก สุยหยางตี้ไม่อาจจะปราบปรามได้ ท้ายที่สุดพระองค์ก็ถูกปลงพระชนม์โดยเหล่าทหารองครักษ์ หลี่ยวน ขุนศึกคนหนึ่งได้รวบรวมแผ่นดินขึ้นเป็นหนึ่งและสถาปนาราชวงศ์ถังขึ้นมาปกครองแผ่นดินแทนที่

ภัยคุกคามของโกคูรยอเหมือนว่าจบสิ้นไป แต่มิใช่เป็นเช่นนั้นเลย ราชวงศ์ถัง ราชวงศ์ใหม่ของจีนก็ต้องการทำลายโกคูรยอเช่นเดียวกัน โกคูรยอจะทำอย่างไรต่อไปกันแน่

ติดตามได้ในตอนหน้าครับ

บทความการศึกษา

Victory Tale ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปโพสที่ใดทุกกรณี การฝ่าฝืนมีโทษทางกฎหมาย

error: Content is protected !!