ประวัติศาสตร์จีนจ้านกว๋อแคว้นฉี แคว้นเยียน รบราฆ่าฟันกันสะท้านฮวงซุ้ย

แคว้นฉี แคว้นเยียน รบราฆ่าฟันกันสะท้านฮวงซุ้ย

เรื่องนี้เป็นเรื่องของความแค้นที่ไม่มีวันลืมของสองแคว้นใหญ่ในยุคจ้านกว๋อ แคว้นทั้งสองคือแคว้นฉี และ แคว้นเยียน แคว้นทั้งสองได้รบราฆ่าฟันกันอย่างรุนแรงจนถึงขนาดทำลายฮวงซุ้ยหรือสุสานของบรรพบุรุษของอีกฝ่ายหนึ่งในยุคจ้านกว๋อ

มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทั้งสองแคว้นเคยร่วมอยู่ในสัญญาร่วมประสานเหมือนกันแท้ๆ

ภาพจำลองเมืองหลินจือ เมืองหลวงของแคว้นฉีในสมัยโบราณ

ปัญหาแย่งชิงบัลลังก์

หลังจากที่ซูฉินจากแคว้นเยียนไปแล้ว ได้มีเรื่องใหญ่มากเกิดขึ้นในแคว้นเยียน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสมัยชุนชิว แต่เกิดขึ้นน้อยครั้งในสมัยจ้านกว๋อ

นั่นคือปัญหาแย่งชิงบัลลังก์ภายในแคว้น

เยียนยี่หวางครองราชย์อยู่เพียงสิบเอ็ดปีก็เสด็จสวรรคต องค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์สืบต่อมา พงศาวดารเรียกกษัตริย์ผู้นี้ว่า เยียนหวางไขว้

ชื่อของกษัตริย์ผู้นี้ต่างกับกษัตริย์คนอื่นในแคว้นเยียน ที่ผิดประหลาดจากชื่อของคนอื่นเพราะว่าไม่ใช่ชื่อแบบ Posthumous Name หรือชื่อที่มอบให้หลังสวรรคตไปแล้ว

ตามธรรมเนียมจีน ชื่อของกษัตริย์หรือจักรพรรดิที่กล่าวถึงในพงศาวดารจะเป็นชื่อลักษณะดังกล่าว นั่นก็คือชื่อที่มอบให้เป็นเกียรติหลังจากสวรรคตไปแล้ว ถ้ากษัตริย์ยังมีชีวิตอยู่จะเรียกว่า ต้าหวาง หรือ ชื่อแคว้น + หวาง อย่าง ฉีหวาง ก็ว่ากันไป

การที่เยียนหวางไขว้มีชื่อแบบนี้ในพงศาวดารคงจะเพราะว่า หลังจากที่เยียนหวางไขว้สวรรคตแล้วไม่มีการมอบนามดังกล่าวให้กับเขา ดังนั้นพงศาวดารจึงเรียกเขาว่าเยียนหวางไขว้ หรือ กษัตริย์แคว้นเยียนที่ชื่อว่าไขว้เท่านั้น

เรามาดูกันว่าทำไมกษัตริย์ผู้นี้ถึงไม่มีชื่อหลังสวรรคต

เยียนหวางไขว้เป็นกษัตริย์ที่มัวเมาในสุรานารี ตัวเขาไม่สนใจในราชการแผ่นดิน แคว้นเยียนเริ่มมีลางของความหายนะมากขึ้นตามลำดับ

ในเวลานั้นแคว้นเยียนมีสมุหนายกชื่อ จื่อจือ เขามีร่างกายสูงใหญ่และมีพละกำลังมาก จื่อจือได้เป็นสมุหนายกตั้งแต่สมัยเยียนยี่หวาง แต่ตำแหน่งสมุหนายกไม่เพียงพอสำหรับคนอย่างจื่อจือ

จื่อจืออยากจะเป็นเยียนหวางแทนที่เยียนหวางไขว้ เมื่อเขาเห็นเยียนหวางไขว้ทรงไม่ใส่ใจการบริหารราชการแผ่นดิน ก็สบโอกาสอยากจะแย่งชิงบัลลังก์เป็นของตนเอง

สมัยที่ซูฉินอยู่ที่แคว้นเยียน จื่อจือสนิทสนมกับซูฉินอย่างมาก ก่อนจะหนีไปซูฉินได้แนะนำซูไต้และซูหลี น้องชายทั้งสองของตนให้รู้จักกับจื่อจือ สองคนนี้ได้นำตำราของพี่ชายมาศึกษาทำให้มีฝีปากดีเหมือนกับพี่ชาย เมื่อซูฉินออกจากแคว้นไป ทั้งสองยังอยู่ที่แคว้นเยียนและเป็นคนสนิทของจื่อจือ

อยู่มาวันหนึ่ง เยียนหวางไขว้รับสั่งให้ซูไต้ไปเจริญไมตรีกับแคว้นฉี ซูไต้ได้ไปแคว้นฉีแล้วเดินทางกลับมารายงาน

เยียนหวางไขว้ถามว่า ฉีหวางมีเมิ่งฉางจวินเป็นสมุหนายก แคว้นฉีจะยิ่งใหญ่ได้หรือไม่

ซูไต้ตอบว่าไม่สามารถทำได้ เพราะเหตุผลต่อไปนี้

ฉีหวางทรงทราบในสติปัญญาของเมิ่งฉางจวินและแต่งตั้งให้เมิ่งฉางจวินเป็นสมุหนายก แต่พระองค์กลับไม่ให้เมิ่งฉางจวินให้มีอำนาจสิทธิ์ขาดให้การดำเนินงานในฐานะสมุหนายกเช่นเดียวกับครั้งฉีหวนกงแต่งตั้งก่วนจ้งเลย แล้วฉีหวางจะทรงเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้ได้อย่างไร

เยียนหวางได้รับฟังจึงบอกซูไต้ว่ารู้สึกเสียดายที่ตนเองไม่มีขุนนางอย่างเมิ่งฉางจวิน

ซูไต้เห็นได้ทีจึงรีบฉวยโอกาสส่งเสริมเจ้านายของตนโดยทูลว่า

ท่านสมุหนายกจื่อจือก็มีสติปัญญาบริหารราชการได้ยอดเยี่ยมได้อย่างเมิ่งฉางจวินอยู่แล้ว ต้าหวางจะทรงต้องการเมิ่งฉางจวินไปอีกเพื่อสาเหตุใด

หลังจากนั้นเยียนหวางไขว้ยิ่งให้ความสำคัญกับจื่อจือมากขึ้น โดยให้เขาว่าราชการแผ่นดินแคว้นเยียนโดยสิทธิ์ขาด ขุนนางแคว้นเยียนต่างอยู่ใต้อำนาจจื่อจือทั้งหมด

เมื่อจื่อจือมีอำนาจเช่นนั้น เขายิ่งปรารถนาตำแหน่งหวางไปมากกว่าเดิม แต่แทนที่จะยึดอำนาจจากเยียนหวางตรงๆ เขากลับไม่ทำเช่นนั้นเพราะทราบว่าเยียนหวางโง่เขลา ใครพูดจาอะไรก็หลงเชื่อโดยง่าย จื่อจือจึงมีแผนการหนึ่งเพื่อให้เยียนหวางมอบบัลลังก์ให้เขาอย่างนิ่มนวล

นั่นก็คือการใช้งานคนสนิทเหมือนเดิม

ผ่านไปไม่นานนัก เยียนหวางทรงปรารภกับขุนนางคนหนึ่งชื่อลู่เหมาโช่วว่า เพราะเหตุใดในสมัยโบราณ จักรพรรดิเหยาและซุ่นถึงได้รับการเคารพยกย่องอย่างสูงล้ำ

ลู่เหมาโช่วเป็นพรรคพวกของจื่อจือเช่นเดียวกัน เขาเลยตอบว่า

จักรพรรดิโบราณทั้งสองได้รับการยกย่องอย่างสูง เพราะทรงไม่ได้สืบทอดตำแหน่งให้ราชบุตร จักรพรรดิเหยาทรงสละตำแหน่งให้ซุ่นผู้มีความสามารถให้สืบต่อตำแหน่งของพระองค์ ส่วนจักรพรรดิซุ่นเล่าก็สละราชสมบัติให้จักรพรรดิหยูผู้มีสติปัญญาเช่นเดียวกัน นั่นทำให้สองพระองค์ได้รับการยกย่องอย่างสูงสุด

เยียนหวางขัดขึ้นมาว่าเพราะเหตุใดจักรพรรดิหยูถึงมอบราชสมบัติให้แก่พระราชบุตร

ลู่เหมาโช่วทูลว่า

จักรพรรดิหยูทรงคิดจะมอบราชสมบัติให้ ยี่ เช่นเดียวกัน หากแต่ว่าเมื่อทรงแต่งตั้งให้ยี่เป็นรัชทายาทแล้ว ทรงไม่ได้ถอดถอนตำแหน่งของราชบุตรฉี ภายหลังราชบุตรฉีกำจัดยี่ แล้วขึ้นครองตำแหน่งแทน หลังจากจักรพรรดิหยูสวรรคต ผู้คนจึงพากันโจษว่า จักรพรรดิหยู ไม่อาจจะเทียบกับจักรพรรดิเหยา และ ซุ่น

เยียนหวางครื้มใจอยากจะทำอย่างจักรพรรดิเหยาและซุ่น เขาจึงถามลู่เหมาโช่วว่าจะสละตำแหน่งให้จื่อจือดีหรือไม่

ลู่เหมาโช่วเห็นโอกาสจึงรีบทูลเหมาะสมแล้ว หลังจากนั้นไม่นานเยียนหวางไขว้จึงถอดถอน องค์รัชทายาทผิง และประกาศว่าจะสละราชสมบัติให้จื่อจือ

จื่อจือปฎิเสธอยู่ถึงสามครั้งกว่าจะยอมรับตำแหน่งเยียนหวาง เยียนหวางไขว้ที่สละบัลลังก์ไปแล้วจึงย้ายออกไปอยู่ที่อื่น

หากแต่ว่าประชาชนในแคว้นเยียนตลอดจนเหล่าขุนนางไม่อาจจะยอมรับจื่อจือได้ คลื่นใต้น้ำจึงเกิดในราชสำนักอย่างเงียบๆ สามปีผ่านมา การกบฏแบบเปิดเผยถึงจะเริ่มต้นขึ้น

แม่ทัพชื่อเป้ยและเหล่าเชื้อพระวงศ์แคว้นเยียนได้นำกำลังทหารของตนเองก่อกบฎ โดยประกาศเทิดทูนให้องค์รัชทายาทผิงเป็นเยียนหวางคนใหม่ แล้วจึงนำกำลังทหารเข้าโจมตีจื่อจือ

ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันอย่างนองเลือดในเมืองหลวงจี้เฉิง (ปักกิ่งในปัจจุบัน) จนมีผู้คนบาดเจ็บล้มตายมากถึงหลายหมื่นคน หากแต่ชื่อเป้ยกลับพลาดท่าถูกจื่อจือสังหาร ทำให้พวกกบฎพ่ายแพ้ องค์รัชทายาทผิงต้องหลบหนีไปอยู่ในภูเขาแห่งหนึ่งเพื่อรอภัยพิบัติสงบลง

หมายเหตุ: หนังสือประวัติศาสตร์ให้ข้อมูลที่ขัดกันอยู่บ้างว่า องค์รัชทายาทผิงทรงร่วมในการกบฎหรือไม่ ในบางฉบับอธิบายว่าไม่ได้เข้าร่วม แต่จื่อจือต้องการประหารเขาเพื่อไม่ให้ผู้ใดนำมาเป็นข้ออ้างในการกำจัดตนเช่นการจลาจลครั้งนี้อีก

แคว้นฉีตระบัดสัตย์

เหล่าเชื้อพระวงศ์แคว้นเยียนไม่สามารถเอาชนะจื่อจือได้จึงให้ทูตไปทูลขอกำลังจากแคว้นฉี แคว้นใหญ่ที่เข้มแข็งที่อยู่ทางใต้ของแคว้นเยียน

ในเวลานั้นกษัตริย์ที่ปกครองแคว้นฉีอยู่คือ ฉีหมิ่นหวาง

เมื่อฉีหมิ่นหวางได้ทราบข่าวว่าแคว้นเยียนเกิดจลาจล เขานั่งอยู่กับเมิ่งจื่อ นักปราชญ์ลัทธิขงจื้อผู้หนึ่ง เมิ่งจือทูลให้ฉีหมิ่นหวางใช้โอกาสนี้ยึดครองแคว้นเยียน ฉีหมิ่นหวางผู้นี้มีความทะเยอทะยานสูงอยู่แล้ว เขาจึงไม่ปล่อยโอกาสดังกล่าวให้ผ่านไป ภายในเวลาไม่นานทหารฉีหนึ่งแสนคนยกขึ้นเหนือยกไปช่วยเหลือปราบกบฎจื่อจือ

แต่อันที่จริงแล้วคือ ฉีหมิ่นหวางกำชับเหล่าแม่ทัพอย่างเข้มงวดว่าให้ใช้โอกาสนี้ทำลายแคว้นเยียนให้ราบคาบ และผนวกดินแดนให้เข้ามาอยู่กับแคว้นฉี!

กองทัพฉีบุกเข้าไปในแดนแคว้นเยียนอย่างรวดเร็ว บรรดาราษฎร ทหาร รวมไปถึงเหล่าเชื้อพระวงศ์แคว้นเยียน ต่างเกลียดชังจื่อจือ ดังนั้นแทนที่พวกเขาจะสู้รบต่อต้านศัตรูต่างแคว้น ชาวเยียนกลับนำเสบียงอาหารมามอบให้กองทัพฉี เพราะต่างเชื่อกันว่ากองทัพฉีจะมาช่วยตนเองปลดแอกจากจื่อจือ

ภายในเวลาห้าสิบวัน กองทัพฉียาตราทัพมาถึงเมืองหลวงจี้เฉิง เหล่าชาวเมืองถึงกับเปิดประตูต้อนรับกองทัพฉีเข้าไปในเมืองโดยไม่มีการต่อสู้ แต่จื่อจือเป็นชายชาตินักรบผู้หนึ่ง ถึงแม้เมืองจะแตกแล้ว เขากลับนำทหารของตนเองเข้าต่อสู้ตามตรอกซอกซอยอย่างเข้มแข็ง

หากแต่ว่าทหารแคว้นฉีมีมากถึงหนึ่งแสนคน จื่อจือสู้อย่างเต็มกำลังเพียงใดก็ไม่สามารถต้านทานได้ สุดท้ายจื่อจือโดนทหารแคว้นฉีจับตัวได้ ส่วนลู่เหมาโช่วถูกทหารฉีสังหาร ฝ่ายซูไต้สามารถหนีกลับไปที่แคว้นโจว บ้านเกิดของตนเองได้

เมื่อปราบแคว้นเยียนได้เรียบร้อยแล้ว กองทัพฉีได้เผยธาตุแท้ของตนเองออกมา ทหารฉีได้เผาทำลายฮวงซุ้ยของเจ้าผู้ครองแคว้นเยียนทั้งหมด รวมไปถึงปล้นสะดมทรัพย์สมบัติในเมืองหลวงจี้เฉิงไปจนหมดสิ้น ดินแดนสองพันกว่าลี้ของแคว้นเยียนถูกแคว้นฉียึดได้อย่างเด็ดขาด  

ระหว่างที่เมืองจี้เฉิงแตก เยียนหวางไขว้ที่สละราชย์ไปแล้วผูกคอตายหนีความอัปยศ ทำให้เขาไม่ได้รับชื่ออย่างเป็นทางการอย่างที่ควรจะเป็น

ส่วนจื่อจือประสบกับชะตากรรมที่แตกต่างออกไป

จื่อจือถูกนำตัวเข้ากรงขังเพื่อส่งไปยังเมืองหลินจือ เมืองหลวงของแคว้นฉี เขาถูกนำตัวไปพบกับฉีหมิ่นหวาง ฉีหวางกล่าวโทษจื่อจือหลากหลายกระทง แล้วจึงสั่งให้ประหารชีวิตด้วยวิธีหลิงฉือ ซึ่งเป็นวิธีที่โหดเหี้ยมที่สุด นั่นคือ ตัดแขน ตัดขา แล้วจึงตัดศีรษะ

หลังจากฉีหวางประหารชีวิตจื่อจือแล้ว เขาสั่งให้สับเนื้อของจื่อจือจนเละ แล้วนำไปหมักเป็นเหล้าเพื่อแจกจ่ายให้บรรดาขุนนางฉีทุกคน

ฉีหมิ่นหวางไปเก็บเอาความแค้นมาจากที่ใดก็ไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ เขาเหี้ยมโหดสุดยอดทีเดียว!!

เพลิงแค้นของเยียนจาวหวาง

ในขณะนั้นแคว้นฉิน หาน เว่ยเห็นแคว้นฉีทำลายแคว้นเยียนด้วยวิธีสกปรกเช่นนั้น ทั้งสามแคว้นจึงร่วมมือกันเป็นพันธมิตรมาช่วยแคว้นเยียน กองทัพพันธมิตรปะทะกับกองทัพฉีที่ยึดครองแคว้นเยียนอยู่ เหล่าราษฎรแคว้นเยียนโกรธแค้นแคว้นฉีที่ทำลายแคว้นเยียนจึงช่วยกันต่อต้าน กองทัพฉีจึงถูกตีแตกต้องถอยกลับแคว้นฉีไป

ในขณะนั้น องค์รัชทายาทผิงลี้ภัยไปอยู่ที่แคว้นจ้าว จ้าวหวู่หลิงหวางจึงส่งเขากลับแคว้นเยียน รัชทายาทผิงจึงขึ้นเป็นกษัตริย์ชื่อเยียนจาวหวาง เยียนหวางคนใหม่แต่งตั้งกว๋อเวย ขุนนางที่ลี้ภัยกับตนเองมาตลอดขึ้นเป็นสมุหนายก

เยียนจาวหวางโกรธแค้นที่แคว้นฉีใช้วิธีสกปรกมาทำลายแคว้นเยียน เขาชักชวนผู้มีความรู้ความสามารถมาช่วยกันพัฒนาแคว้นเยียนให้กลับมารุ่งเรือง เขากล่าวกับกว๋อเวยว่า

“ข้า เยียนจาวหวางกินไม่ได้นอนไม่หลับ ต้องการจะล้างแค้นฉีหวาง ข้าต้องการผู้มีสติปัญญามาช่วยข้าในการนี้ ถึงแม้จะเสียทรัพย์สินเท่าใด หรือได้รับความอับอายเท่าใด ข้าก็ไม่สนใจ ขอให้ท่านไปเลือกเฟ้นหาคนมาให้ข้าเถิด

กว๋อเวยจึงทูลว่า

ขอให้ต้าหวางทรงมีมารยาทและให้ความเคารพนบนอบแก่ผู้มีสติปัญญา เมื่อต้าหวางทรงมีชื่อเสียงแล้ว อีกไม่นานบุคคลเหล่านั้นก็จะมาหาพระองค์เอง

หลังจากนั้นเยียนหวางยิ่งเพิ่มความเคารพแก่เหล่าขุนนางในราชสำนัก รวมไปถึงสมุหนายกกว๋อเวย ที่เยียนหวางให้ความเคารพอย่างสูงยิ่ง

ในเวลาไม่นานนัก ผู้มีความสามารถก็มาที่แคว้นเยียนจำนวนมาก แคว้นเยียนเริ่มกลับเจริญรุ่งเรืองขึ้น

ฉีหวางกักขฬะ

ส่วนฉีหมิ่นหวาง เขายังคงกักขฬะหยาบคาย มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาต้องการจะปราบปรามแคว้นซ่ง แต่กลับเกรงกลัวความเข้มแข็งของกองทัพซ่ง เขาจึงทรงนัดแนะกับแคว้นเว่ยและแคว้นฉู่ให้มาร่วมกันโจมตีแล้วแบ่งพื้นที่ออกเป็นสามส่วน

ฉีหวางสามารถทำลายแคว้นซ่งได้สำเร็จด้วยการช่วยเหลือของทหารเว่ยและทหารฉู่ แต่เขากลับคิดว่า

ในศึกครั้งนี้แคว้นฉี ออกแรงมากที่สุด เสียทหารไปมากมาย แล้วเพราะเหตุใดข้าจะต้องไปแบ่งดินแดนให้แคว้นเว่ย แคว้นฉู่ด้วย

ฉีหมิ่นหวางจึงสั่งให้ทหารฉีซุ่มโจมตีทหารแคว้นฉู่และทหารแคว้นเว่ยจนแตกพ่ายระหว่างเดินทางกลับ ต่อมาไม่นานก็สั่งให้กองทัพบุกเข้าตีแคว้นสามจิ้น กองทัพแคว้นหาน จ้าว เว่ยเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีอย่างไม่รู้ตัวของกองทัพฉี

ผลที่ตามมาคือทุกแคว้นต่างโกรธแค้นฉีหวางยิ่งนัก แคว้นฉู่ หาน จ้าว เว่ย จึงส่งทูตไปยังแคว้นฉินขอเป็นพันธมิตร

ฉินจาวเซียงหวางได้ยินว่าแคว้นฉีเข้มแข็ง ตัวเขาจึงอยากจะทำลายความเข้มแข็งของแคว้นฉีเสีย และจะได้ทำลายพันธมิตรสัญญาร่วมประสานด้วย เมื่อแคว้นทั้งสี่มาขอเป็นไมตรี เขาดีใจยิ่งนักและให้การต้อนรับทูตอย่างดี

ฝ่ายฉีหมิ่นหวางยังคงเหิมเกริมไม่มีที่สิ้นสุด เขาคิดว่าผู้คนในใต้หล้าต่างไม่มีผู้ใดสู้ตนเองได้ เขาจึงสั่งให้บรรดาเจ้าผู้ครองแคว้นเล็กๆ มาเข้าเฝ้าเป็นขุนนาง นอกจากนั้นยังคุยโตโอ้อวดมากมายว่า วันใดวันหนึ่งเขาจะไปบุกราชสำนักโจว แล้วตั้งตนเป็นจักรพรรดิอย่างสง่างาม

บรรดาขุนนางที่ทัดทานฉีหมิ่นหวางนั้น ไม่ตายก็ถูกปลดไปทีละคนสองคน แม้กระทั่งเมิ่งฉางจวินที่เฉลียวฉลาดและมีสติปัญญาก็ไม่รอดเช่นกัน เมิ่งฉางจวินหนีไปอาศัยซิ่นหลินจวินที่แคว้นเว่ย

ตั้งแต่นั้นขุนนางที่กล้าวิจารณ์ฉีหมิ่นหวางแม้แต่เพียงเล็กน้อยก็จะถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด ด้วยการต้มในหม้อทั้งเป็น

แคว้นเยียนชำระแค้น

เวลาผ่านไปอีกหลายปี นับจากที่ฉีหมิ่นหวางทำลายแคว้นเยียนก็เป็นเวลาสิบกว่าปีแล้ว แคว้นเยียนกลับมาเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่งภายใต้เยียนจาวหวาง

เยียนจาวหวางเปลี่ยนจากกษัตริย์หนุ่มเป็นกษัตริย์วัยกลางคนแล้ว เขาเห็นว่า แคว้นฉีรังแกแคว้นอื่นไปทั่ว บรรดาแคว้นทั้งหลายต่างแค้นเคืองแคว้นฉี ถึงเวลาแล้วที่เขาจะชำระหนี้เลือดกับฉีหมิ่นหวางเสียที

เยียนจาวหวางมุ่งหมายจะล้างแค้นแคว้นฉีให้ได้ เมื่อได้เยว่อี้ (หรือเล่ออี้) มาเป็นสมุหนายกก็ยิ่งฝึกซ้อมกองทัพให้เข้มแข็ง ตลอดเวลาที่ฉีหมิ่นหวางกดขี่แคว้นอื่น แคว้นเยียนอยู่อย่างสุขสงบนานถึงสามสิบปี ไพร่พลเข้มแข็ง แคว้นมั่งคั่งเจริญรุ่งเรือง เยียนจาวหวางโอกาสมาถึงจึงเรียกเยว่อี้มาเข้าเฝ้าและกล่าวกับเขาว่า

ข้าได้เก็บความแค้นของหวางองค์ก่อนมานานถึงสามสิบปี ข้าก็เริ่มมีอายุแล้ว ข้าเกรงว่าวันใดเกิดตายไป แต่ยังไม่ได้สังหารฉีหวางเพื่อล้างแค้นให้ชนรุ่นก่อน วิญญาณของข้าจะไม่มีวันอยู่ได้อย่างสุขสงบ บัดนี้ฉีหวางทรงกักขฬะ แว่นแคว้นอื่นต่างเกลียดชัง ข้าขอให้ท่านสมุหนายกเป็นแม่ทัพนำกำลังทั้งแคว้นยกไปบดขยี้แคว้นฉีให้ข้าจะได้หรือไม่

เยว่อี้ทูลว่า

แคว้นฉีเข้มแข็ง ดินแดนกว้างใหญ่ ไพร่พลล้วนมีประสบการณ์ทำสงคราม ถ้าต้าหวางทรงต้องการทำลายแคว้นฉี ก็ต้องให้แคว้นอื่นเข้าร่วมทั้งแผ่นดิน แคว้นจ้าวสนิทสนมกับแคว้นเยียนของเราย่อมส่งทหารเข้าช่วยรบ ถ้าแคว้นจ้าวยินดีเข้าร่วม แคว้นหานที่สนิทกับแคว้นจ้าวก็ต้องตามด้วย เมิ่งฉางจวินเล่าก็เพิ่งจะถูกฉีหวางเนรเทศไปแคว้นเว่ยและได้เป็นสมุหนายก เขาย่อมสนับสนุนให้ทำสงครามเป็นแน่

เยียนหวางให้เยว่อี้เป็นทูตไปยังแคว้นจ้าว ปรากฏว่าเป็นไปอย่างที่เยว่อี้คิดไว้ จ้าวฮุ่ยเหวินหวางยินดีที่จะเข้าร่วมทำสงครามพร้อมกับแคว้นเยียน

นอกจากนี้แคว้นเยียนยังมีโชคเพราะทูตแคว้นฉินอยู่ในแคว้นจ้าวพอดี เยว่อี้จึงฉวยโอกาสบอกข้อดีของการทำสงครามกับแคว้นฉีให้ทูตแคว้นฉินฟัง ทูตแคว้นฉินรีบกลับไปเสียนหยางเพื่อทูลฉินจาวเซียงหวางถึงเรื่องดังกล่าว

ฉินจาวเซียงหวางแต่ไหนแต่ไรมาเกรงกลัวว่า แคว้นฉีจะคุกคามแคว้นฉิน และเกรงว่าฉีหวางจะฟื้นฟูสัญญาร่วมประสานมาโจมตีแคว้นฉินอีก อีกประการหนึ่งการที่หกแคว้นตะวันออกรบกันเองเป็นเรื่องที่แคว้นฉินปรารถนาอยู่แล้ว ฉินจาวเซียงหวางจึงตอบรับเข้าร่วมทำสงครามกับแคว้นฉี

ส่วนแคว้นเว่ยแค้นแคว้นฉีเรื่องแคว้นซ่งอยู่แล้ว เมิ่งฉางจวินที่เพิ่งถูกเนรเทศก็เกลียดชังฉีหวาง เขาจึงสนับสนุนให้เว่ยหวางสนับสนุนกองทัพพันธมิตร

ดังนั้นเยียนหวางได้กองทัพสี่แคว้นมาสมทบ เขาจึงให้เยว่อี้เป็นแม่ทัพใหญ่นำกำลังทหารในแคว้นทั้งหมดเข้าสู่สมรภูมิ แคว้นฉินให้ไป๋ฉี แม่ทัพผู้ไร้พ่ายเป็นแม่ทัพ ส่วนแคว้นจ้าวให้เหลียนโป แม่ทัพฝีมือฉกาจเป็นแม่ทัพ ซึ่งทั้งสองคนนี้เป็นสองในสี่แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคจ้านกว๋อ

ฉีหมิ่นหวางจำต้องเผชิญกับแม่ทัพที่เก่งกล้าที่สุดแห่งยุคจ้านกว๋อ รวมไปถึงเยว่อี้ที่มีชื่อเสียงด้านการทำสงครามอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพราะความกักขฬะของตัวเขาเอง

เยียนหวางมีคำสั่งให้กองทัพห้าแคว้น (เยียน หาน เว่ย จ้าว ฉิน) อยู่ภายใต้คำสั่งของเยว่อี้ กองทัพพันธมิตรมีทหารหลายแสนคน เยว่อี้บุกเข้าตีแคว้นฉีทันทีหลังจากการรวมพล

ฉีหมิ่นหวางนำกองทัพเข้าต่อสู้กับกองทัพพันธมิตรด้วยตัวเอง ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือดที่ชายแดนตะวันตก ทหารเยียนต่างต้องการล้างแค้น กำลังใจในการต่อสู้จึงเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า กองทัพฉีถูกฆ่าฟันล้มตายเต็มทุ่งหญ้าจนแตกกระจัดกระจาย ทหารฉีนับแสนถูกสังหารอย่างไม่ปรานี

กองทัพพันธมิตรฉวยโอกาสไล่ตามไป เมื่อปะทะกับทหารฉีที่ใด กองทัพพันธมิตรก็ไล่สังหารอย่างไม่ปรานี เยว่อี้ยกเข้าโจมตีหัวเมืองแคว้นฉีติดต่อกันไป

หัวเมืองแคว้นฉีถูกตีแตกพ่ายระนาว ภายในเวลาไม่กี่วันเยว่อี้ก็เข้ามาใกล้หลินจือ เมืองหลวงของแคว้นฉี

หลังจากฉีหมิ่นหวางสูญเสียกองทัพทั้งหมด เขากลับเกิดความขลาดกลัวขึ้นมา ฉีหมิ่นหวางทิ้งราษฎรของพระองค์และหลบหนีจากเมืองหลินจือไปยังแคว้นลู่ แคว้นเว่ย

แต่ทว่าฉีหมิ่นหวางกลับยังไม่ละทิ้งนิสัยเดิม เขายังคงโอหังและไร้มารยาทกับเจ้าผู้ครองแคว้นที่อุตส่าห์รับตนเองเข้ามา เหล่าเจ้าผู้ครองนครแคว้นเว่ย แคว้นลู่ จึงไล่ฉีหมิ่นหวางออกไปจากแคว้น

ฉีหมิ่นหวางหนีตายไปยังเมืองจี่ว์ หนึ่งในสองเมืองของแคว้นฉีที่ยังไม่โดนกองทัพเยียนยึดครอง

ขณะเดียวกันเยว่อี้ตีเมืองหลินจือ เมืองหลวงของแคว้นฉีแตก แต่เยว่อี้กลับไม่ได้ทำลายเมืองหลวงแคว้นฉีอย่างที่กองทัพฉีได้กระทำกับแคว้นเยียน เยว่อี้กลับให้บูชารักษาฮวงซุ้ยแคว้นฉีตามปกติและไม่ให้ปล้นสะดมชาวเมืองด้วย เยว่อี้ยกเลิกกฎหมายที่เหี้ยมโหดของฉีหวางทั้งหมด ทำให้ราษฎรแคว้นฉีได้รับความสงบสุข

อย่างไรก็ตาม หนังสือหลี่ว์ชื่อชุนชิว ที่เขียนในปลายยุคจ้านกว๋อให้ข้อมูลที่ตรงกันข้าม โดยกล่าวว่า ทหารเยียนปล้นสะดมเมืองหลินจือโดย “พากันแย่งสำริดจำนวนมหาศาลที่เก็บเอาไว้ในท้องพระคลังแคว้นฉี” แต่ไม่ปรากฏว่าทำลายฮวงซุ้ยหรือไม่

เยว่อี้มองว่าแคว้นฉีจวนจะล่มสลาย เหลือเพียงสองเมือง คือเมืองจี๋ม่อและเมืองจีว์ที่ฉีหวางทรงหลบหนีไปเท่านั้น ทั้งสองเมืองคงไม่สามารถจะต่อต้านกองทัพเยียนที่มีมากกว่ามากได้ ทำให้เขาไม่ได้รีบเร่งไปโจมตีแต่อย่างใด ส่วนกองทัพสี่แคว้นที่เป็นพันธมิตรบรรลุวัตถุประสงค์แล้วจึงถอยกลับแคว้นตนเองไป

วาระสุดท้ายของฉีหมิ่นหวาง

ฉีหมิ่นหวางที่หนีไปอยู่ที่เมืองจีว์ให้ทูตไปแคว้นฉู่ที่คนเองเคยทรยศเพื่อขอกองทัพสนับสนุน ตัวเขาสัญญากับแคว้นฉู่ว่าถ้ากองทัพฉู่ยกมาช่วย เขายินดีมอบหัวเมืองทั้งหมดที่อยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำไฮว้เป็นข้อแลกเปลี่ยน

ฉู่ฉิ่งเซียงหวางเห็นสินบนมากมายเช่นนั้นจึงให้เน่าฉื่อ แม่ทัพฉีเก่าที่หนีมาสวามิภักดิ์กับแคว้นฉู่ยกกองทัพสองแสนคนไปช่วยแคว้นฉี แต่ก่อนจะเดินทัพนั้น ฉู่หวางกลับทรงปรารภกับแม่ทัพเน่าฉื่อว่า

ท่านแม่ทัพเห็นสิ่งใดที่เป็นประโยชน์กับแคว้นเรา ข้าอนุญาตให้ท่านแม่ทัพทำได้ทุกสิ่งตามที่ท่านเห็นสมควร

เน่าฉื่อนำทหารฉู่สองแสนคนมาที่เมืองจีว์เพื่อเข้าพบฉีหมิ่นหวางเจ้านายเก่า ฉีหมิ่นหวางเห็นเน่าฉื่อนำทหารมาช่วยจึงปรารถนาแต่งตั้งให้เขาเป็นสมุหนายกแคว้นฉี

แม้เน่าฉื่อคิดจะรับตำแหน่งสมุหนายกแคว้นฉี แต่ในใจคิดว่ากองทัพเยียนในการควบคุมของเยว่อี้เข้มแข็งมาก ถ้าต่อสู้ไปก็เหมือนกับไข่ไปกระทบหิน เน่าฉื่อจึงลอบให้คนใช้นำจดหมายของตนไปให้เยว่อี้มีความว่า

ข้าแม่ทัพเน่าฉื่อขอเรียนมายังแม่ทัพเยว่อี้แห่งกองทัพเยียน ข้าไม่ปรารถนาสู้รบกับท่าน ข้ายินดีจะลอบปลงพระชนม์ฉีหมิ่นหวางเสีย หากแต่ว่าข้าขอให้แคว้นเยียนมอบพื้นที่แคว้นฉีส่วนหนึ่งให้ข้า และยอมรับให้ข้าเป็นฉีหวางจะได้หรือไม่

เยว่อี้ตอบกลับไปว่า

ท่านแม่ทัพสังหารทรราชย่อมได้รับการยกย่อง วีรกรรมของฉีหวนกง จิ้นเหวินกงไม่อาจจะไปเทียบเท่าได้ การสถาปนาท่านเป็นฉีหวางก็ตามแต่ท่านแม่ทัพจะปรารถนาเถิด

เน่าฉื่อปิติยินดียิ่งที่แคว้นเยียนให้การสนับสนุนตนเอง เขาจึงเตรียมการสังหารฉีหมิ่นหวางทันที

ในวันรุ่งขึ้นเน่าฉื่ออัญเชิญฉีหมิ่นหวางมาตรวจกำลังพลที่ตนเองนำมา และฉวยโอกาสนั้นจับตัวเอาไว้ เขาประกาศต่อหน้าขุนนางและทหารทั้งหมดว่า

แคว้นฉีพินาศแล้ว ท้องพระโรงของพระองค์เต็มไปด้วยเลือด พระองค์ก็ยังทรงไม่ทราบใช่หรือไม่

ฉีหมิ่นหวางตอบว่าเขาไม่ทราบด้วยความอับอายยิ่งนัก แต่ไม่อาจจะทำอะไรได้ ได้แต่ก้มหน้านิ่งอยู่

เน่าฉื่อจับฉีหมิ่นหวางมัดไว้กับเสาตำหนัก ฉีหมิ่นหวางอายุมากแล้ว เขาอยู่ได้สามวันก็เสด็จสวรรคต

ฉีหมิ่นหวางจึงกลายเป็นตัวอย่างของผู้ปกครองในประวัติศาสตร์จีนที่หยิ่งผยอง และชั่วร้าย ที่พบกับความพินาศเพราะความหยิ่งผยองของตนเอง สวินจื่อ นักปราชญ์ลัทธิขงจื้อได้กล่าวไว้ว่า

ฉีหวางสวรรคต แคว้นฉีพินาศย่อยยับ นั่นเพราะสวรรค์ลงโทษ เมื่อชนรุ่นหลังกล่าวถึงผู้ปกครองที่ชั่วร้าย เขาก็จะกล่าวถึงพระองค์อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดีขุนนางแคว้นฉี หวางซุนเจี้ยเพิ่งจะมาถึงเมืองจีว์เพราะพลัดหลงกับฉีหวางระหว่างที่หนีกองทัพเยียนมา หวางซุนเจี้ยได้ทราบว่าฉีหวางทรงถูกเน่าฉื่อปลงพระชนม์ก็โกรธมาก เขาเดินเข้าไปในตลาดเมืองจีว์และกล่าวร้องว่า

ไอ้เน่าฉื่อ มันได้รับพระมหากรุณาธิคุณแต่งตั้งให้เป็นสมุหนายก แต่กลับปลงพระชนม์พระองค์เสีย ใครจะไปล้างแค้นกับข้าไปสังหารไอ้โจรชั่วผู้นี้บ้าง

ถึงแม้พวกราษฎรจะเกลียดชังฉีหมิ่นหวาง แต่ก็มีความจงรักภักดีกับตระกูลเถียนที่ปกครองแคว้นฉีมาหลายชั่วคน พวกเขารวมตัวกันได้สี่ร้อยกว่าคน หวางซุนเจี้ยจึงพาผู้คนดังกล่าวบุกฆ่าฟันเข้าไปที่วังเพื่อที่จะสังหารเน่าฉื่อ

เน่าฉื่อมีทหารฉู่สองแสนคน แต่ทหารส่วนมากตั้งค่ายอยู่นอกเมือง ตนเองอยู่ในตำหนักของฉีหวาง เสพสุราและหาความสุขจากสาวงามจึงไม่ได้ระมัดระวังแต่อย่างใด หวางซุนเจี้ยบุกเข้ามาอย่างไม่กลัวตาย เขาจับตัวเน่าฉื่อได้อย่างง่ายดาย และพากันรุมสับเน่าฉื่อจนร่างเละเทะไปหมด

บรรดาทหารฉู่ไม่มีผู้ใดควบคุมจึงหลบหนีกลับแคว้นตนเอง อีกส่วนหนึ่งหนีไปสวามิภักดิ์กับแคว้นเยียน

เยว่อิ้เห็นได้ทีจึงนำกองทัพเยียนสองแสนคนมาโอบล้อมเมืองจีว์และเมืองจี๋ม่อไว้อย่างหนาแน่น เพื่อจะเผด็จศึกแคว้นฉีให้พินาศย่อยยับไป

ในขณะนั้นหวางซุนเจี้ยได้พบกับองค์รัชทายาทแคว้นฉี เขาจึงเทิดทูนพระองค์ขึ้นเป็นฉีหวางพระองค์ใหม่ ชื่อว่าฉีเซียงหวาง

เมื่อกองทัพเยียนมาถึงหวางซุนเจี้ยได้สั่งให้ตั้งรับอย่างเข้มแข็ง กองทัพเยียนโจมตีอย่างหนักก็ไม่สามารถเข้าเมืองทั้งสองได้ เยว่อี้จึงให้ถอยทัพไปห้าลี้ห่างจากเมือง และสร้างค่ายขนาดใหญ่โอบล้อมไว้อย่างยาวนาน และห้ามไม่ให้ทหารจับกุมชาวฉีที่ออกมาหาเสบียง เยว่อี้หวังให้ชาวฉีสำนึกในบุญคุณและยอมอ่อนน้อมด้วยตนเอง

หากแต่ว่าชาวฉีในเมืองทั้งสองต่อต้านอย่างเข้มแข็ง และไม่ยอมแพ้ต่อกองทัพเยียนแต่อย่างใด เมื่อเวลาผ่านไปถึงสามปี กองทัพเยียนก็ยังเข้าเมืองจีว์ กับเมืองจี๋ม่อไม่ได้

สงครามจะดำเนินไปอย่างไร ติดตามต่อไปได้ในตอนหน้า

Sources:

  • Sima Qian, Records of The Grand Historian
  • วิวัฒน์ ประชาเรืองวิทย์, เลียดก๊ก เล่ม 3

บทความล่าสุด

Victory Tale ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปโพสที่ใดทุกกรณี การฝ่าฝืนมีโทษทางกฎหมาย

error: Content is protected !!