ประวัติศาสตร์จีนจ้านกว๋อเถียนตัน ผู้เรืองปัญญาแห่งอันผิงใช้วัวเพลิงกอบกู้แคว้นฉี

เถียนตัน ผู้เรืองปัญญาแห่งอันผิงใช้วัวเพลิงกอบกู้แคว้นฉี

ในช่วงกลางยุคจ้านกว๋อ แคว้นเยียนกับพันธมิตรอีกสี่แคว้นรวมกำลังโจมตีแคว้นฉี กองทัพฉีแตกกระจัดกระจาย เมืองเจ็ดสิบกว่าเมืองอยู่ในมือกองทัพเยียนรวมไปถึงเมืองหลินจวือด้วย ฉีหมิ่นหวางจอมเย่อหยิ่งถูกสังหาร แคว้นฉีอยู่ในสภาพที่เกือบจะล่มสลายอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามได้มีวีรบุรุษคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมากอบกู้แคว้นฉี ชายผู้นี้คือเถียนตัน

เถียนตันใข้วัวเพลิงโจมตีกองทัพฉี Cr: Read01.com

ชาติกำเนิดของเถียนตัน

เถียนตันเป็นชายผู้มีสติปัญญาทั้งบุ๋นและบู๊ของแคว้นฉี ตัวเขาเป็นเชื้อพระวงศ์คนหนึ่ง แต่เขากลับได้รับหน้าที่เป็นแค่ ผู้ช่วยขุนนางดูแลตลาดในเมืองหลินจือเท่านั้น เมื่อกองทัพเยียนตีเมืองหลินจือแตก เถียนตันและครอบครัวหลบหนีไปอยู่เมืองอันผิง

ระหว่างที่เดินทางมาเมืองอันผิงนั้น เถียนตันได้สังเกตว่าเพลาของรถม้ายื่นออกมามากเกินไป ทำให้กินที่และล้อรถเสียหายง่ายจากการกระทบกับเพลาของรถคันอื่น เมื่อมาถึงเมืองอันผิง เถียนตันจึงสั่งให้คนใช้เลื่อยเพลารถที่ยื่นออกมาจากตรงกลางล้อทิ้งทั้งหมด แล้วถากบริเวณกระดุมเพลาให้เรียบเสมอกัน เพื่อนำแผ่นเหล็กมาหุ้มเพลาเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง

เถียนตันสั่งให้ทำแบบนี้กับรถของตระกูลเถียนทั้งหมด เมื่อชาวบ้านชาวเมืองคนอื่นเห็นก็พากันหัวเราะว่าทำเพื่ออะไรเสียเวลาเปล่า เถียนตันกลับไม่ใส่ใจกับคำถากถางนั้น

เมื่อกองทัพเยียนยกมาตีเมืองอันผิงแตก ราษฎรแคว้นฉีต่างหลบหนีขึ้นรถออกจากเมืองอย่างวุ่นวาย หากแต่ว่ารถที่ไม่ได้แก้เพลาต่างชนกันจนไปไม่ได้ ทำให้ถูกทหารเยียนไล่ตามจับได้เกือบทั้งหมด

ส่วนรถตระกูลเถียนที่ถูกแก้โดยเถียนตัน  เพลาของรถที่แก้ใหม่ไม่ไปกระแทกกับเพลาคันอื่น รถจึงสามารถวิ่งไปได้อย่างรวดเร็ว ตระกูลเถียนสามารถหลบหนีกองทัพเยียนไปได้อย่างง่ายดาย         

เถียนตันที่หลบหนีมาถึงเมืองจี๋ม่อได้สำเร็จ ตัวเขาได้รับมอบหมายให้เป็นแม่ทัพรักษาเมือง ภารกิจที่เถียนตันได้รับช่างหนักหนาเพราะภายในเมืองมีทหารเพียงห้าพันคน และเมืองที่เหลืออยู่ยกเว้นเมืองจีว์ก็ตกอยู่ในมือแคว้นเยียนหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม ราวกับฟ้าได้ช่วยเหลือเถียนตันทางอ้อม เพราะสถานการณ์การเมืองในแคว้นเยียนแปรเปลี่ยนไป

ปลดเยว่อี้

ระหว่างที่เยว่อี้ล้อมเมืองทั้งสองของแคว้นฉีอยู่นั้น ที่จิ้เฉิง (อยู่ใกล้กับกรุงปักกิ่งในปัจจุบัน) เมืองหลวงของแคว้นเยียนได้เกิดเรื่องขึ้น เนื่องจากฉีเชี่ยว์ คนสนิทขององค์รัชทายาทแคว้นเยียนต้องการได้อำนาจทางการทหาร ฉีเชี่ยว์จึงกล่าวกับองค์รัชทายาทว่า

ฉีหวางสวรรคตแล้ว เมืองที่ยังตีไม่ได้ก็มีไม่ได้ก็มีเพียงเมืองจี๋ม่อ กับเมืองจีว์เท่านั้น เยว่อี้เป็นแม่ทัพยกไปตีแคว้นฉี ตีได้เมืองเจ็ดสิบกว่าเมืองในเวลาหกเดือน แม้กระทั่งเมืองหลวงหลินจือ ก็ยังตีแตก แล้วเพราะสาเหตุใดถึงตีเมืองเล็กๆ สองเมืองไม่แตก ข้าพระองค์ว่าเยว่อี้ไม่ยอมยึดเมืองทั้งสอง ก็เพราะต้องการจะแสดงความเมตตาให้ชาวเมืองฉีเห็น และให้ชาวฉียอมมอบใจให้เขา เพื่อสุดท้ายจะได้ตั้งตนเป็นฉีหวางเป็นแน่

องค์รัชทายาทรู้สึกเอะใจเช่นกัน เขาจึงนำความไปทูลเยียนจาวหวาง เพื่อได้รับฟังเยียนจาวหวางกลับโกรธบุตรของตนเองอย่างหนัก เยียนจาวหวางบริภาษว่า

ความแค้นของแคว้นเยียนเราตกทอดมาถึงข้า ถ้าไม่ใช่ท่านชางกว๋อจวิน (เยว่อี้) จะล้างแค้นได้กระนั้นหรือ ถ้าเขาต้องการเป็นฉีหวางจริงๆ เพราะเหตุใดความดีความชอบของเขาจะไม่เหมาะสมกันเล่า เจ้าอย่ามาพูดจาเลอะเทอะต่อหน้าข้า

หลังจากนั้นเยียนจาวหวางสั่งให้ทหารนำตัวองค์รัชทายาทไปเฆี่ยนตียี่สิบที และสั่งให้ขุนนางไปแต่งตั้งให้เยว่อี้เป็นฉีหวางทันที

เยว่อี้เป็นขุนนางที่ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง เขาให้ขุนนางนำตราตั้งกลับไปและไม่รับตำแหน่งฉีหวางแต่อย่างใด เยียนจาวหวางยินดียิ่งนักที่เยว่อี้ซื่อสัตย์ต่อแคว้นเยียน

หากแต่ว่าเยียนจาวหวางกลับโปรดปรานการเล่นแร่แปรธาตุเพราะปรารถนาจะเป็นอมตะตามความเชื่อของลัทธิเต๋า เมื่อกินยาที่เชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะไปนานๆเข้า เยียนจาวหวางจึงสวรรคตในเวลาไม่นานหลังจากนั้น

องค์รัชทายาทได้ขึ้นครองราชย์ เขามีนามว่าเยียนฮุ่ยหวาง

เยียนฮุ่ยหวางเคยถูกบิดาลงโทษเพราะเยว่อี้ ในใจจึงเกลียดเยว่อี้ขึ้นมาทั้งๆ ที่เยว่อี้ไม่ได้ทำอะไรเลย เยียนฮุ่ยหวางจึงต้องการจะปลดเยว่อี้อยู่ตลอดเวลา

สายลับของแคว้นฉีได้กลับไปแจ้งให้เถียนตันทราบ เถียนตันปิติยินดียิ่งนัก เขากล่าวกับเหล่าทหารว่า

เยียนหวางเสด็จสวรรคตแล้ว เยียนหวางพระองค์ใหม่ทรงบาดหมางกับเยว่อี้ เห็นทีจะเป็นโอกาสให้ฝ่ายเราได้ชิงดินแดนที่เสียไปคืนมาเป็นแน่

ใช้จารชน

เถียนตันจึงเริ่มดำเนินการทันที ด้วยการใช้ “จารชน”

เขาส่งจารชนมากมายเข้าไปปล่อยข่าวในเมืองหลวงแคว้นเยียนโดยมีความว่า

เยว่อี้ต้องการอยากจะเป็นฉีหวางมานานแล้ว แต่เพราะได้รับความเมตตาจากเยียนหวางองค์ก่อนอมากมายเลยไม่ทรยศ เยว่อี้ได้วางแผนไม่โจมตีเมืองทั้งสองให้แตก เพื่อรอเวลาให้เยียนหวางองค์ก่อนสวรรคต บัดนี้เยียนหวางเสด็จสวรรคตแล้ว เขาจะต้องตั้งตนเป็นฉีหวางเป็นแน่

เยียนฮุ่ยหวางระแวงเยว่อี้อยู่นานแล้ว เมื่อได้ข่าวที่แพร่สะพัดทั่วเมืองก็หลงเชื่ออย่างสนิทใจ เขาจึงปลดเยว่อี้ออกจากตำแหน่งแม่ทัพทันทีและให้ฉีเชี่ยว์ มาเป็นแม่ทัพแทนเยว่อี้

พอเยว่อี้กลับมาถึงเมืองหลวงจิ้เฉิงก็เกรงว่าเยียนหวางจะสังหารตนเอง เขาจึงหนีไปที่แคว้นจ้าว จ้าวหวางทรงแต่งตั้งให้เป็นขุนนางระดับสูง

ฝ่ายฉีเชี่ยว์มาถึงเมืองจี๋ม่อ เขาเปลี่ยนคำสั่งของเยว่อี้ทั้งหมดแล้วให้เข้าตีเมืองจี๋ม่อทันที ทหารเยียนโจมตีเมืองอย่างดุเดือดแต่ทหารฉีในเมืองต่อสู้อย่างเข้มแข็ง กองทัพเยียนไม่สามารถเข้าเมืองได้

ในใจเถียนตันมีแผนการอยู่แผนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นจึงประกาศว่า

เมื่อคืนข้าฝันเห็นเทพเจ้าแห่งสวรรค์ ท่านมาบอกกับช้าว่า แคว้นฉีจะต้องรุ่งเรือง กองทัพเยียนจะต้องพินาศ เร็วๆนี้ท่านจะส่งเทวดามาเป็นอาจารย์ให้กองทัพเรา กองทัพเราจะไปแพ้กองทัพเยียนได้อย่างไร

ทหารฉีได้ยินเช่นนั้นจึงพากันกระซิบกระซาบกันว่าจริงหรือไม่ ทหารเลวผู้หนึ่งอ่านเจตนาของเถียนตันออก เขาจึงแอบไปเข้าพบเถียนตันเพื่อขอสวมบทบาทเป็นอาจารย์เทวดา

ในวันต่อมาเถียนตันประกาศกับทหารทั้งกองทัพว่าตนเองได้พบผู้ที่มาเป็นอาจารย์แล้ว แล้วจึงเปิดตัวทหารเลวผู้นั้นในฐานะอาจารย์ หลังจากนั้นเถียนตันให้ทหารผู้นั้นใส่เสื้อผ้าสำหรับขุนนางชั้นสูงและนั่งเป็นอาจารย์อยู่ในกองทัพ โดยให้ทหารเรียกว่าอาจารย์เทวดา ถ้ามีคำสั่งใดต้องรายงานให้อาจารย์เทวดาทราบก่อนจึงจะดำเนินการได้

ทหารเลวผู้นั้นจึงแอบมาบอกกับเถียนตันว่าตนเองไร้ความสามารถจะเป็นอาจารย์เทวดาได้อย่างไร

เถียนตันจึงตวาดทหารผู้นั้นว่าอย่าพูดมาก แล้วสั่งให้เขาทำตัวเป็นอาจารย์เทวดาต่อไป

จริงๆแล้วเถียนตันเล่นกับจิตวิทยาของคนสมัยโบราณ เนื่องจากคนจีนโบราณ (และคนไทยจำนวนมากในปัจจุบัน) เชื่อถือในผีสางเทวดา เขาจึงใช้ประโยชน์ในความงมงายของคนเหล่านั้นในการทำสงคราม ดั่งที่จะได้ปรากฎต่อไป

ผ่านไปหลายวัน เถียนตันประกาศว่า

อาจารย์เทวดา สั่งให้ข้ามาบอกพวกเจ้าว่า ผู้ใดจะกินอาหารจะต้องวางเครื่องเซ่นให้บรรพบุรุษเสียก่อน จะได้รับการคุ้มครองช่วยเหลือจากสวรรค์

คนในเมืองต่างเชื่อเถียนตัน ก่อนจะกินอาหารจึงนำเครื่องเซ่นมาวางไว้นอกบ้าน พวกนกที่อยู่รอบๆ จึงพากันลงมากินเครื่องเซ่นเหล่านั้นมากมาย

ทหารเยียนที่อยู่นอกเมืองได้ยินการปล่อยข่าวของเถียนตันว่ามีอาจารย์จากสวรรค์มาช่วยเหลือกองทัพฉี แล้วยังเห็นเหตุการณ์แปลกๆ อย่างฝูงนกมากันบินลงไปที่ในเมืองจี๋ม่ออีก เหล่าทหารเยียนจึงพากันเล่าลือว่า

กองทัพฉีมีสวรรค์คอยช่วยเหลือ พวกเราเป็นศัตรูกับกองทัพฉี ก็เท่ากับว่าเป็นศัตรูกับสวรรค์ด้วย เห็นทีครั้งนี้กองทัพเราจะพ่ายแพ้เป็นแน่

หลังจากนั้นกำลังใจจะทำการรบของทหารเยียนก็หย่อนยานลงไป

เถียนตันเห็นแผนการแรกได้ผลอย่างงดงาม เขาเริ่มใช้แผนการที่สองทันที เขาให้จารชนไปปล่อยข่าวว่า

ท่านเยว่อี้มีใจปรานีกับชาวฉีมาก จับได้ก็ไม่ฆ่าทิ้ง ชาวเมืองจี๋ม่อจึงไม่เกรงกลัว ถ้าตัดจมูกพวกเชลยทิ้งเสีย พวกในเมืองจะอยู่ได้อย่างไร จะต้องยอมแพ้ในเร็ววันเป็นแน่

ฉีเชี่ยว์ได้ยินเช่นนั้นจึงรีบสั่งให้ทหารเยียนไปตัดจมูกเชลยฉีทั้งหมดตามข่าวลือ

เมื่อทหารในเมืองได้ยินว่าถ้าสวามิภักดิ์แล้วจะถูกตัดจมูก ทุกคนจึงต่อสู้อย่างลืมความตาย ทหารเยียนเข้าตีเมืองเท่าไรก็ตีไม่แตก

เถียนตันยังไม่พอแต่เพียงเท่านี้ ตัวเขาเป็นเทพเจ้าแห่งการปล่อยข่าว เขาส่งจารชนไปที่กองทัพเยียนเพื่อปล่อยข่าวว่า

ชาวเมืองจี๋ม่อต่างมีฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษอยู่นอกเมือง ถ้าถูกทหารเยียนทำลายทิ้งเสีย เห็นทีพวกชาวเมืองจะเสียกำลังใจอย่างแน่นอน”

ฉีเชี่ยว์จึงสั่งให้กองทัพเยียนไปขุดศพบรรพบุรุษชาวเมืองขึ้นมาทำลายบ้าง ประจานบ้าง บางส่วนก็เผาทิ้ง ทหารฉีที่อยู่ในเมืองโกรธแค้นอย่างมาก ทุกคนต้องการเอาชีวิตของตนเองแลกกับทหารเยียนให้ตายไปข้างหนึ่ง

เผด็จศึกกองทัพเยียน

เถียนตันเห็นทหารฉีต้องการจะรบฆ่าฟันอย่างเต็มที่แล้ว เขาเริ่มแผนการเผด็จศึกแคว้นเยียนทันที ในวันรุ่งขึ้นเขาให้พวกเศรษฐีไปที่กองทัพเยียนพร้อมข้าวของมากมายเพื่อกล่าวว่า

ในเมืองนั้นไม่มีอาหารเหลืออีกแล้ว ต้องการจะสวามิภักดิ์ในสามวัน ถ้ากองทัพเยียนเข้าเมืองได้ ขอให้ท่านแม่ทัพคุ้มครองพวกข้าด้วยเถิด

ฉีเชี่ยว์กับทหารเยียนเห็นดังนั้น ไม่มีใครคิดว่าเป็นกลลวง ทั้งนายทั้งบ่าวพากันเฉลิมฉลอง ทุกคนพักผ่อนไม่คิดจะป้องกันค่ายแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันเถียนตันสั่งให้ทหารไปนำวัวมาทั้งเมือง ปรากฏว่าทหารรวบรวมมาได้พันกว่าตัว เขาสั่งให้นำผ้าสีแดงมาคลุมวัวเหล่านั้นทั้งหมด แล้ววาดลวดลายต่างๆบนผ้านั้น นอกจากนั้นยังสั่งให้นำมีดใหญ่มาผูกไว้กับเขาวัวทั้งหมดทั้งพันตัวอีกด้วย

ในคืนก่อนวันที่นัดแนะว่าจะสวามิภักดิ์ เถียนตันสั่งให้ทหารทั้งหมดห้าพันคนมาชุมนุมกัน แล้วจัดงานเลี้ยงใหญ่ในเมือง กินข้าวกันให้อิ่ม ในขณะเดียวกันก็ให้ราษฎรเจาะกำแพงเมืองให้เป็นรูขนาดใหญ่ได้หลายสิบแห่ง แล้วนำวัวไปอยู่ที่แต่ละรูนั้น

เมื่อทหารฉีกินข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เถียนตันสั่งให้เตรียมทำการรบทันที ทหารฉีทุกนายได้รับคำสั่งให้นำสีห้าสีมาทาที่หน้า

หลังจากที่ทุกอย่างเรียบร้อย เถียนตันสั่งให้นำหญ้าชุบน้ำมันมาผูกที่หางของวัวแต่ละตัวเหล่านั้น แล้วจุดไฟที่หางวัวทันที

วัวทั้งพันตัวเกิดอาการคลั่งเมื่อหางถูกจุดไฟ นอกจากนั้นผ้าที่คลุมพวกมันยังเป็นสีแดงอีกด้วย พวกมันวิ่งออกจากเมืองอย่างรวดเร็วตามรูที่เถียนตันสั่งให้เจาะไว้  พวกมันวิ่งไปที่ค่ายทหารเยียนที่อยู่นอกเมืองไปไม่ไกล

ทหารเยียนไม่ได้มีการเตรียมตัว ทุกคนไม่ได้ใส่เกราะติดอาวุธ เมื่อวัวทั้งพันตัวพุ่งออกมาเช่นนั้นก็วุ่นวายสับสนอลหม่าน วัวที่คลั่งถูกติดมีดไว้ด้วยทุกตัว เมื่อมันวิ่งกระแทกทหารเยียนคนใด ทหารเยียนไม่ตายก็บาดเจ็บสาหัสจำนวนมาก

เถียนตันเห็นกองทัพเยียนวุ่นวายเพราะวัวเพลิงจึงสั่งให้ทหารฉีบุกตามวัวออกไปทันที ทหารฉีทุกนายถือดาบเล่มใหญ่เมื่อเจอทหารเยียนที่ไม่ได้แม้กระทั่งใส่เกราะและถืออาวุธ ทหารฉีจึงไล่สังหารอยู่ฝ่ายเดียว

ที่ผ่านมาบรรดาทหารเยียนคิดว่ากองทัพฉีมีเทวดาลงมาช่วย ในตอนนี้เห็นทหารฉีมีสีห้าสีทาหน้าในเวลากลางคืน ก็คิดว่าเป็นเทวดา ทุกนายหวาดกลัวไม่คิดจะต่อสู้

ในเมืองจี๋ม่อนั้น บรรดาราษฎรอย่าง ผู้หญิง เด็ก และคนชรา ต่างช่วยกันตีกลองลั่นฆ้องอย่างหนักจนเป็นเสียงดังไปรอบเมืองจี๋ม่อ ความตกใจกลัวเป็นสิ่งที่แปลกของมนุษย์เนื่องจากมันสามารถติดต่อกันได้ เมื่อทหารบางส่วนเกิดกลัวขึ้นมาจะส่งผลเป็นโดมิโนไปทั้งกองทัพ

กองทัพเยียนจึงแตกหนีไปอย่างรวดเร็ว ทำให้กลายเป็นเหยื่ออันโอชะของทหารฉี

บรรดาทหารฉีเก็บงำความแค้นที่ทหารเยียนทำลายฮวงซุ้ยบรรพบุรุษมาโดยตลอด ทุกวันต่างต้องการจะล้างแค้นพวกทหารเยียน เมื่อเจอทหารเยียนจึงฟาดฟันโดยไม่ไว้ชีวิต กองทัพเยียนสองแสนคนจึงแตกพ่ายยับเยินด้วยฝีมือของทหารฉีเพียงห้าพันคนเท่านั้น

ฉีเชี่ยว์เห็นกองทัพของตนแตกยับจึงรีบนั่งรถม้าหนีไป หากแต่ว่าฉีเชี่ยว์กลับพบกับเถียนตันโดยบังเอิญและได้ต่อสู้กัน ภายในไม่กี่เพลง เถียนตันใช้ทวนแทงฉีเชี่ยว์ตายบนรถศึก กองทัพเยียนจึงถูกขับไล่ไปจากเมืองจี๋ม่อตั้งแต่บัดนั้น

เมื่อได้รับชัยชนะครั้งใหญ่แล้ว เถียนตันจึงสั่งให้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัพแล้วยกออกไปโจมตีหัวเมืองที่ถูกยึดครอง บรรดาหัวเมืองฉีที่สวามิภักดิ์เห็นกองทัพเยียนแตกพ่ายไปหมดแล้วจึงฆ่าฟันทหารเยียนที่อยู่ในเมืองจนหมดสิ้น และเปิดประตูให้กองทัพของเถียนตันเข้าเมือง

เถียนตันฉวยโอกาสตีกระหน่ำไปถึงเมืองหลินจือ และเมืองอื่นๆ ปลดปล่อยเมืองทั้งเจ็ดสิบกว่าเมืองที่ถูกยึดไปได้ทั้งหมด

บรรดาราษฎรและทหารทั้งหลายเห็นเถียนตันมีสติปัญญา และมีความดีความชอบใหญ่หลวงด้วย ทุกคนต้องการสถาปนาให้เถียนตันเป็นฉีหวาง แต่เถียนตันกลับกล่าวว่า

ข้าเป็นเชื้อพระวงศ์ปลายแถวที่เชื้อสายออกห่างจากวงศ์ตระกูลหลักมานานแล้ว มิอาจจะตั้งตนเป็นหวาง นอกจากนั้นฉีเซียงหวาง ยังประทับอยู่เมืองจีว์  ข้าจะกล้าสถาปนาตนเองได้อย่างไร

หลังจากนั้นเถียนตันจึงไปทูลเชิญฉีเซียงหวางกลับมาเมืองหลวง พร้อมศพของฉีหมิ่นหวาง

ฉีเซียงหวางฝังศพบิดาตามประเพณีแล้วจึงเลือกวันมงคลออกว่าราชการ ในวันนั้นฉีเซียงหวางกล่าวกับเถียนตันต่อหน้าขุนนางทั้งปวงว่า

แคว้นฉีเราประสบกับอันตรายเสี่ยงต่อการล่มสลาย แต่ว่าในบั้นปลายแคว้นเราได้กำจัดผู้รุกราน และกลับมาสงบสุขอีกครั้ง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความดีความชอบของพระปิตุลาทั้งสิ้นทั้งปวง พระปิตุลาเริ่มมีชื่อเสียงที่เมืองอันผิง ข้าขอสถาปนาพระปิตุลาเป็นอันผิงจวิน ปกครองเมืองอันผิงพร้อมกับพื้นที่ศักดินาหนึ่งหมื่นครัวเรือน

แคว้นฉีจึงกู้ชาติได้สำเร็จด้วยสติปัญญาของเถียนตัน อย่างไรก็ตามอำนาจและอิทธิพลของแคว้นฉีกลับเสื่อมสลายไปอย่างถาวร หลังจากนี้แคว้นฉีเริ่มใช้ยุทธศาสตร์อยู่กับตนเอง และไม่ยุ่งเกี่ยวกับความวุ่นวายภายนอก

จนสุดท้ายแคว้นฉีจึงถูกทำลายอย่างราบคาบในสมัยของฉินอ๋องเจิ้ง หรือว่า จิ๋นซีฮ่องเต้นั่นเอง

Sources:

  • Sima Qian, Records of The Grand Historian
  • วิวัฒน์ ประชาเรืองวิทย์, เลียดก๊ก เล่ม 3

Pun Anansakunwat
Pun Anansakunwathttps://victorytale.com/about-victorytale/
ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Victory Tale ผมชื่นชอบในหลากหลายสาขาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยว เทคโนโลยี ไปจนถึงการลงทุน หลังจากที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) ผมก็ได้เป็นนักลงทุนในหุ้น, ติวเตอร์, นักเขียน (ตีพิมพ์ไปแล้ว 3 เล่ม) และในปัจจุบันก็เป็นเจ้าของเว็บไซต์ครับ

บทความการศึกษา

Victory Tale ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปโพสที่ใดทุกกรณี การฝ่าฝืนมีโทษทางกฎหมาย

error: Content is protected !!