3 เครื่องมือ Push Notifications ดีๆที่ช่วยเพิ่ม Traffic และยอดขายให้เว็บไซต์

Push Notifications คือการที่เว็บไซต์หรือ app ส่ง Notifications หรือข้อความแจ้งเตือนที่จะเด้งบนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือของผู้ใช้งานที่อนุญาตให้ส่งแจ้งเตือนไปได้

ในโพสนี้ ผมขอกล่าวถึงกลุ่มคนที่อนุญาตให้ส่งแจ้งเตือนไปได้ว่าเป็น “สมาชิก” ของเว็บไซต์นะครับเพื่อความชัดเจนและสั้นกระชับของบทความ

หลายคนอาจจะงงว่าสิ่งนี้คืออะไร?

ถ้าคุณสังเกตดีๆ ระหว่างที่คุณใช้งาน Desktop หรือ Smartphone อยู่ อาจจะมีแจ้งเตือนเด้งจากเว็บไซต์หรือ app ที่คุณคุ้นเคย โดยข้อความแจ้งเตือนเหล่านี้มักจะแจ้งว่าเว็บไซต์นั้นๆ มีบทความใหม่แล้ว หรือว่ามีโปรโมชั่นลดราคาสินค้าพิเศษ ฯลฯ

ตัวอย่างการส่ง Push Notifications แจ้งเตือนโปรโมชั่นพิเศษ ของ OneSignal ใน Desktop

สมมติว่าคุณเกิดสนใจและกดที่ข้อความแจ้งเตือนนั้น คุณจะถูกส่งไปยังเว็บไซต์หรือ app ดังกล่าวทันที

การใช้งาน Push Notifications เหล่านี้เป็นเครื่องมือทำการตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นทั้งในเว็บไซต์ไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Blog หรือว่าเว็บไซต์ e-commerce ก็ตาม เพราะมีประสิทธิภาพมากในการเรียก Traffic เข้าเว็บไซต์ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างยอดขายหรือ conversion ต่อไป

แถมราคาการใช้งานยังถูกกว่ามากถ้าเปรียบกับการ Boost Post ใน Facebook และมีโอกาสที่ผู้ใช้งานจะเปิดดูมากกว่า Email Marketing (มากกว่าถึง 3-10 เท่า) เพราะว่าแจ้งเตือนจะขึ้นที่หน้าจอของผู้ใช้งานโดยตรง

อย่างไรก็ดีการใช้งานเครื่องมือตัวนี้ก็ต้องระมัดระวังไม่น้อย เพราะถ้าคุณส่งบ่อยเกินไป ผู้ใช้งานอาจจะรู้สึกรำคาญ จนปิด Notifications ของคุณไปเสีย หลังจากนั้นคุณจะส่งแจ้งเตือนไปหาพวกเขาไม่ได้อีกต่อไป จนกว่าผู้ใช้งานจะอนุญาตให้ส่งแจ้งเตือนไปได้ใหม่ครับ

ตัวอย่างการขออนุญาตส่ง Push Notifications ของเว็บไซต์ Business Insider

สำหรับในโพสนี้ ผมจะแนะนำเครื่องมือ Push Notifications สำหรับเว็บไซต์ (Web Push Notifications) เท่านั้น โดยจะไม่กล่าวถึง Mobile Push Notifications ซึ่งจะเป็นการส่งการแจ้งเตือนจาก app ครับ

ทั้งนี้ในปัจจุบัน (สิงหาคม 2020) iPhone และ iPad ยังไม่สามารถรับ Push Notifications จากเว็บไซต์ได้ แม้ว่าจะมีแนวโน้มว่าจะทำได้ในอนาคตก็ตาม ดังนั้นถ้าคุณใช้งานเครื่องมือนี้ ผู้ใช้งานที่คุณส่งไปได้จะต้องใช้ Desktop หรือไม่ก็ Smartphone ระบบ Android เท่านั้นครับ

ข้อควรทราบ: ราคา เงื่อนไข หรือฟีเจอร์อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการของผู้ให้บริการ โปรดตรวจสอบกับทางเว็บไซต์ผู้ให้บริการอีกครั้งเพื่อความชัดเจนครับ

1. PushEngage

PushEngage เป็นหนึ่งในผู้บริการ Push Notifications ที่น่าสนใจ และมีฟีเจอร์หลากหลายที่ช่วยให้คุณเพิ่มศักยภาพการทำการตลาดด้วย Push Notifications ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ทุกวันนี้แม้ว่า PushEngage จะไม่ใช่บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในตลาดผู้ให้บริการ แต่เป็นหนึ่งในบริษัทได้รับคะแนนรีวิวสูงสุดอย่างเป็นเอกฉันท์ครับ นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้งานจาก 115 ประเทศเลยทีเดียว ผู้ใช้บริการของ PushEngage มีบริษัทหรือสถาบันใหญ่ๆ มากมายเช่น S&P Global และ Harvard Business Review ครับ

PushEngage

ฟีเจอร์ของ PushEngage

ถัดไปเรามาดูฟีเจอร์ที่น่าสนใจของ PushEngage กันครับ

  1. Push Notifications – ส่งแจ้งเตือนทั่วไปอย่างเช่นมีบทความใหม่หรือข่าวสารที่เกี่ยวเนื่องกับเว็บไซต์ที่คุณคิดว่าพวกเขาควรจะทราบ ภายในแจ้งเตือนสามารถส่งรูปภาพขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ หรือแม้กระทั่งใส่ Emoji ลงไปได้ ซึ่งถ้าคุณใช้รูปภาพขนาดใหญ่ CTR จะเพิ่มกว่าไม่ใช้ถึง 62% เลยทีเดียว
  2. Frequency Capping – เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานรู้สึกรำคาญ คุณสามารถตั้งให้ PushEngage จำกัดการส่งแจ้งเตือนในแต่ละวันได้ โดยจำนวนที่แนะนำคือ 2-3 ครั้งต่อวันครับ
  3. Analytics – วิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เช่น ผู้ใช้งานกดที่แจ้งเตือนกี่ % เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อไปว่า ส่งแจ้งเตือนไปเวลาไหนจะได้รับการตอบสนองมากที่สุดจาก User ครับ
  4. Drip Autoresponders – ตัวซอฟต์แวร์จะแจ้งเตือนผู้ใช้งานตาม action ของพวกเขา อาทิเช่นหลังจากสมัครสมาชิกเป็นต้น
  5. A/B Testing – ตรวจสอบโดยการใช้สถิติว่าการใช้งานแบบไหนมีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นอันตัดปัญหาเดาสุ่มว่าส่งแจ้งเตือนแบบไหนจะดีที่สุดครับ
  6. Trigger Notification – สร้าง Auto Trigger เมื่อ User มี Interact กับเว็บไซต์ของคุณ เช่นดาวน์โหลด ดูคลิป ฯลฯ
  7. Abandoned Cart Notifications – ส่งแจ้งเตือนไปยังลูกค้าว่ายังไม่ได้ซื้อของที่พวกเขาต้องการในตะกร้า (มีประโยชน์มากๆ สำหรับเว็บไซต์ e-commerce)
  8. Inventory Alert – สำหรับลูกค้าที่เคยสนใจจะซื้อสินค้า แต่สินค้าหมด คุณสามารถแจ้งพวกเขาได้ว่าสินค้าที่พวกเขาเคยต้องการนั้นมาแล้ว
  9. Price Drop Alert – ให้ลูกค้าตั้งได้ว่า ถ้าราคาลดลงถึงเท่าไรจะได้รับแจ้งเตือน ดังนั้นถ้าคุณลดราคาสินค้าจนถึงจุดที่พวกเขารับได้ พวกเขาจะได้รับแจ้งเตือนจากคุณ เพิ่มโอกาสที่พวกเขาจะซื้อสินค้า
  10. Customer Timezone – สำหรับเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานจากทั่วโลก PushEngage จะส่งแจ้งเตือนไปในเวลาที่เหมาะสมสำหรับพวกเขาโดยอัตโนมัติ
  11. Dynamic Segmentation – แยก User ออกเป็นกลุ่มๆ ตาม action ของพวกเขา, ถิ่นที่อยู่, URL ที่ตอบรับเป็นสมาชิก หรือแม้กระทั่งหน้าที่พวกเขาเปิดในเว็บไซต์ของคุณ ทำให้มีโอกาสที่แจ้งเตือนจะถูกกดมากขึ้น เพราะผู้ใช้งานเห็นสิ่งที่ตรงกับความต้องการ
  12. Automatic Segmentation – เมื่อคุณจัดกลุ่มเรียบร้อยแล้ว ตัวซอฟต์แวร์จะแยก User และส่งแจ้งเตือนที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้คุณยังสามารถสั่งให้ส่ง Push Notifications แค่บางกลุ่มก็ได้เช่นกัน
  13. Browser Abandonment Campaign – สำหรับลูกค้าที่ออกจากหน้าเพจไปหลังจากดูสินค้า โดยยังไม่ได้นำของใส่ตะกร้า คุณสามารถส่งแจ้งเตือนไปโน้มน้าวใจได้ครับ
  14. และอื่นๆ อีกมากมาย

ทั้งนี้ Push Notifications ทุกตัวของ PushEngage ใช้เป็นภาษาไทยได้ ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องผู้ใช้งานแปลไม่ออกอย่างแน่นอนครับ นอกจากนี้ถ้าเว็บไซต์คุณมีผู้ใช้งานหลายสัญชาติ คุณยังสามารถใช้ระบบจัดกลุ่ม (segmentation) เพื่อส่งแจ้งเตือนที่ต่างกันในแต่ละภาษาได้ครับ

ส่วนแพลตฟอร์มที่รองรับคือแพลตฟอร์มต่อไปนี้ครับ เรียกได้ว่าครอบคลุมผู้ใช้งาน Desktop และ Android ส่วนใหญ่อย่างแน่นอน

  • Desktop: Chrome, Firefox, Edge, Safari, Opera
  • Mobile: Chrome, Samsung Internet Browser, UC Browser (Browser ยอดนิยมของชาวจีนครับ)

ข้อเสียอย่างหนึ่งที่คุณควรทราบคือ PushEngage ไม่มีบริการ Push Notifications จาก app (หรือที่เรียกว่า Mobile Push) ดังนั้นถ้าคุณมีทั้ง app และเว็บ ตัวเลือกอื่นอย่างเช่น OneSignal อาจจะดีกว่าเพราะทำได้ทั้งสองอย่าง แต่ถ้าคุณไม่มี app อยู่แล้ว ข้อเสียข้อนี้ก็จะไม่มีครับ

ผมแนะนำมาถึงตรงนี้ คงมีหลายคนอยากใช้แล้ว เราไปดู “ราคา” กันดีกว่าครับ

ราคาของ PushEngage

เช่นเดียวกับซอฟต์แวร์อื่นๆ ในปัจจุบันที่ใช้ระบบสมาชิก PushEngage ก็ใช้เช่นกัน โดยแบ่งเป็น 4 แพลนครับ

  • Free
  • Business – เริ่มต้นที่ $25 หรือ 750 บาทต่อเดือน
  • Premium – เริ่มต้นที่ $50 หรือ 1,500 บาทต่อเดือน
  • Enterprise – โปรดติดต่อสอบถาม

สำหรับข้อมูลราคาเพิ่มเติมอ่านได้ที่ PushEngage Pricing

เรามาเริ่มก่อนที่แพลนแบบ Free แพลนนี้เหมาะสำหรับเหล่า Blogger ที่มีเว็บไซต์ขนาดเล็กเท่านั้น เพราะส่ง Push Notifications ไปได้แค่ 120 ครั้งต่อเดือน โดยจะไม่มีฟีเจอร์ใดๆ ทั้งสิ้น ในบรรดาฟีเจอร์ที่ผมเขียนไป 14 ข้อด้านบน สายฟรีได้เฉพาะข้อแรกเท่านั้นครับ นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดด้วยว่าส่งไปให้สมาชิกได้แค่ 2,500 คน

ส่วนทั้งแพลน Business และ Premium จะส่ง Push Notifications ไปกี่ครั้งก็ได้ไม่จำกัดต่อเดือน แต่จะต่างกันที่ความครบเครื่องของฟีเจอร์

สิ่งที่เหนือกว่าของ Premium คือมีฟีเจอร์อย่างเช่น Drip Autoresponders และ A/B Testing ครับ นอกจากนี้จำนวนสมาชิกของ Premium จะเริ่มต้นที่ 10,000 คน แต่ Business จะเริ่มที่ 5,000 คนครับ เช่นเดียวกับจำนวนเว็บไซต์และทีมงานที่ใช้งานได้ก็จะมากกว่าด้วย

ตัวอย่างราคาของ PushEngage คร่าวๆ

อย่างไรก็ดีผมมองว่าถ้าคุณมี Blog ธรรมดาแห่งเดียวที่ต้องการแค่เพิ่ม traffic ผมว่าแพลนแบบ Business ก็เพียงพอแล้วครับ เพราะฟีเจอร์ที่เพิ่มขึ้นมา ผมว่าไม่คุ้มค่าเท่าไรนัก แต่ถ้าคุณมีหลายเว็บไซต์และทีมงานหลายคน คุณถึงจะใช้แบบ Premium ครับ

ส่วนใครที่มีร้านค้าออนไลน์ขนาดใหญ่บน Shopify หรือ Woocommerce คุณควรจะใช้แบบ Enterprise เพราะจะมีฟีเจอร์ทางด้าน e-commerce เพิ่มขึ้นมามากมาย แต่ในเรื่องราคา คุณต้องสอบถามกับทาง PushEngage โดยตรงครับ

ข้อควรทราบอย่างยิ่งสำหรับแพลน Business และ Premium คือ ราคาที่ผมให้ไว้เป็นราคาสำหรับสมาชิก 5,000 และ 10,000 คนตามลำดับ ถ้าคุณต้องการส่งให้สมาชิกมากกว่านั้นจะต้องจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนเพิ่มครับ

อย่างเช่นคุณสมัครแพลน Business ที่ราคา $25 คุณจะส่ง Push Notifications ได้แค่สมาชิก 5,000 คนเท่านั้น แต่ถ้าคุณต้องการจะส่ง 25,000 คน ราคาจะเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ $50 ครับ

รูปแบบราคาจะเป็นลักษณะนี้ไปเรื่อย จนกระทั่งคุณต้องการส่งมากกว่า 500,000 คน ถ้าคุณถึงระดับนั้น คุณจะโดนบังคับให้สมัครแพลน Enterprise ครับ

PushEngage ให้คุณลองใช้บริการแพลน Business/Premium ได้ฟรี 15 วัน หรือใช้แพลนฟรีได้ไม่จำกัด สมัครได้ด้วยการกดปุ่มด้านล่างครับ

รีวิว: g2 4.8/5.0, Capterra 4.9/5.0

2. OneSignal

นาทีนี้คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า หนึ่งในเจ้าตลาด Push Notifications ก็คือ OneSignal เพราะให้บริการทั้ง Web Push และ Mobile Push และมีผู้ใช้งานเป็นอันดับต้นๆ

OneSignal

เรามาดูกันดีกว่าครับเครื่องมือของ OneSignal จะมีฟีเจอร์อะไรบ้าง

  • Rich Media Push Notifications – ส่งแจ้งเตือนที่ดูสวยงาม เช่นมีรูป มีไอคอน และมีแบรนด์ของคุณ นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้วีดิโอสั้นๆ (ไฟล์ gif) ลงไปในแจ้งเตือนได้อีกด้วย
  • Targeted Campaigns & Segmentation – จัดกลุ่มสมาชิกของคุณโดยอ้างอิงจากหน้าที่พวกเขาสมัครสมาชิก หรือว่าจะใช้เพจหรือหน้าที่พวกเขาสนใจก็ได้ นอกจากนี้การจัดกลุ่มยังเลือกตาม interaction กับเว็บไซต์ของคุณได้ เช่นถ้าเข้ามาชมบ่อยจะอยู่ในกลุ่ม active users ขณะที่หายหน้าหายตาไปสักพักแล้วจะอยู่ในกลุ่ม inactive users เพื่อที่คุณจะได้ส่งแจ้งเตือนตามความเหมาะสมของแต่ละกลุ่ม
  • A/B Testing – ทดสอบว่าส่งแจ้งเตือนแบบไหนมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยใช้ A/B Testing
  • Analytics – OneSignal จะรวบรวมข้อมูลต่างๆ จากการส่งแจ้งเตือนและส่งกลับมาให้คุณวิเคราะห์อย่างละเอียด
  • Mentions & Followers – สำหรับเว็บไซต์ที่มีเว็บบอร์ดหรือการสมัครสมาชิก หรือ direct message คุณสามารถให้ตัวเว็บไซต์ส่ง Push Notifications ไปให้ผู้ใช้ได้ ถ้ามีผู้ใช้อีกคนกด like โพสของเขา หรือส่ง Direct message ไป
  • Abandoned Cart Remainder – ส่งแจ้งเตือนไปยังลูกค้าที่กดของใส่ตะกร้า แต่ไม่ได้ checkout
  • Notify Bell – สิ่งนี้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของ OneSignal เลยก็ว่าได้ เพราะผู้ใช้งานสามารถกดระฆังสีแดงที่อยู่มุมของเว็บไซต์ของคุณเพื่อสมัครสมาชิกได้ทันที
  • Intelligent Delivery – ส่งแจ้งเตือนในเวลาที่เหมาะสม โดย OneSignal จะพิจารณาจากช่วงเวลาที่สมาชิกมักเข้ามาชมเว็บไซต์ของคุณ

แพลตฟอร์มที่ Support การใช้งาน Push Notifications ของ OneSignal มีดังต่อไปนี้

  • Windows PC: Chrome, Firefox, Edge, Opera, Yandex, UC Browser
  • macOS: Chrome, Firefox, Safari, Edge, Opera, Yandex
  • Android: Chrome, Firefox, Edge, Opera, Samsung Internet Browser, Yandex, UC Browser

ถัดไปเราไปดูกันดีกว่าครับว่าราคาของ OneSignal เป็นอย่างไร

ราคาของ OneSignal

OneSignal ใช้ระบบสมัครสมาชิกเช่นเดียวกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 แพลน ได้แก่

  • Free – ฟรี แพลนนี้ใช้งานได้กับสมาชิกมากที่สุด 30,000 คน
  • Starter – เริ่มต้นที่ $99 หรือ 2,970 บาทต่อเดือน สำหรับสมาชิกที่มากกว่า 30,000 คนขึ้นไป
  • Pro – เริ่มต้นที่ $500 หรือ 15,000 บาทต่อเดือน

ข้อควรทราบ: ราคาของ OneSignal นี้จะครอบคลุม Mobile Push ซึ่งในโพสนี้ไม่ได้กล่าวถึงด้วยครับ

จากแพลนทั้งสามนี้ ผมบอกได้เลยว่า OneSignal น่าจะเป็นผู้ให้บริการที่เอื้อกับผู้ใช้ซอฟต์แวร์ฟรีมากที่สุดแล้ว เพราะว่าคุณสามารถส่ง Push Notifications ได้ฟรีถึง 30,000 คน แถมยังมีฟีเจอร์ดีๆอย่าง A/B Testing ให้ใช้ฟรีอีกด้วย ดังนั้นผมไม่สงสัยเลยครับว่าทำไมถึงมีผู้ใช้งานเยอะ

แต่ทันใดที่คุณมีสมาชิกมากกว่า 30,000 คน คุณจะต้องสมัครแพลน Starter นั่นคือเริ่มที่ $99 และหลังจากนั้นค่าใช้จ่ายจะเพิ่มตามสัดส่วนการใช้งาน อย่างเช่น 31,000 คน ค่าสมาชิกรายเดือนจะอยู่ที่ $102 แต่ถ้ามีสมาชิก 35,000 คน ค่าสมาชิกจะอยู่ที่ $112 เป็นต้น

อย่างไรก็ดีแพลน Starter จะเพิ่มฟีเจอร์เข้ามาเช่น Advanced Analytics, Intelligent Delivery ฯลฯ ทำให้ประสิทธิภาพของ Push Notifications ดีขึ้นครับ ส่วนแพลน Enterprise นั้นไม่มีอะไรต่างจาก Starter นอกจากว่าได้ Account Manager มาดูแลคุณโดยตรงครับ

ถ้าเทียบกับ PushEngage แบบตัวต่อตัว แล้วผมมองว่า OneSignal ฟีเจอร์น้อยกว่า ดังนั้นถ้าจะสมัครแบบเสียเงิน PushEngage น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่ถ้าอยากจะใช้แบบฟรี แน่นอนว่า OneSignal ดีกว่าแบบมีนัยสำคัญครับ

รีวิว: g2 4.7/5.0, Capterra 4.6/5.0

3. VWO Engage

VWO Engage หรือในอดีตคือ Pushcrew คือหนึ่งในผู้ให้บริการ Push Notifications ที่ได้รับความนิยมที่สุด แต่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อและเพิ่มรูปแบบการให้บริการจนกลายเป็นบริษัท Marketing Automation ที่น่าสนใจไม่น้อยครับ

VWO Engage

สำหรับการบริการของ VWO Engage นั้นจะครอบคลุมเฉพาะ Web Push Notifications หรือแจ้งเตือนจากเว็บไซต์ และไม่มีการแจ้งเตือนผ่าน app (Mobile Push) เหมือนกับ OneSignal ครับ

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจของ VWO Engage ได้แก่

  • Target Audience Selection – เลือกได้ว่าจะส่งแจ้งเตือนไปให้สมาชิกทุกคนของคุณ หรือว่าส่งให้บางกลุ่มเท่านั้น โดยกลุ่มเหล่านี้สามารถสร้างได้หลากรูปแบบตามข้อมูลของผู้ใช้ อาทิเช่น action ของผู้ใช้บนเว็บไซต์ของคุณ หรือว่าสิ่งที่พวกเขาคลิกก็ได้เป็นต้น
  • Entry Trigger Conditions – คุณอาจจะไม่ต้องการให้หน้าจอสมัครสมาชิกปรากฏขึ้นบนหน้าจอของผู้ใช้ทุกคน ดังนั้น VWO Engage ให้คุณใส่เงื่อนไขที่ต้องการลงไปได้
  • Exit Trigger Conditions – ตั้งค่าได้ว่าคุณต้องการให้การเป็นสมาชิกของแต่ละผู้ใช้สิ้นสุดลงเมื่อใด เช่น เมื่อพวกเขาซื้อสินค้าแล้ว การแจ้งเตือนจะสิ้นสุดลงเป็นต้น
  • Time Delay – คุณสามารถสร้างการแจ้งเตือนแบบติดต่อกัน เพื่อสื่อสารกับลูกค้าได้ ทั้งนี้การแจ้งเตือนจะถูกตั้งเวลาได้ว่าให้ห่างกันกี่ชั่วโมง
  • Advanced Analytics – VWO Engage จะเก็บสถิติอย่างละเอียดเพื่อให้คุณนำไปวิเคราะห์ต่อไป
  • Personalized Push Notifications – สร้าง Push Notifications ให้แบบเฉพาะตัวให้ผู้ใช้งานแต่ละคน อาทิเช่นส่งแจ้งเตือนโดยมีชื่อของผู้ใช้ไปด้วย ทำให้ผู้ใช้รู้สึกใกล้ชิดกับแบรนด์ของคุณมากขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ดีๆ ต่อไป
  • Rich Push Notifications – แจ้งเตือนแต่ละตัวของคุณสามารถติดรูปภาพคุณภาพสูงขนาดใหญ่ (อาทิเช่นที่คุณซื้อมาจาก Shutterstock) หรือ Emoji ต่างๆลงไปด้วย เพื่อเพิ่มความสวยงามและดึงดูดสายตา
  • CTA Buttons – แจ้งเตือนของคุณสามารถแนบปุ่ม CTA Buttons เพื่อให้สมาชิกคลิกได้ทันที
  • Opt-in Message – ส่งข้อความไปเสนอให้ User ตอบรับเป็นสมาชิก คุณเลือกได้ว่าให้ส่งไปอย่างไร เช่นเวลาไหน และค้างอยู่บนหน้าจอนานเท่าไร ฯลฯ
  • A/B Testing – ตรวจสอบว่าการส่งแจ้งเตือนแบบไหนดีหรือไม่ดี ด้วยการใช้ A/B Testing

สำหรับ Browser ที่ VWO Engage รองรับได้แก่

  • Desktop: Chrome, Firefox, Opera, Safari, Edge
  • Android: Chrome, Firefox, Opera, Samsung Internet Browser, UC Browser

ถัดไปเราไปดูเรื่องราคากันดีกว่าครับ แน่นอนว่าใช้ระบบสมัครสมาชิกเหมือนเดิม

รูปแบบของ VWO Engage ประกอบด้วย 3 แพลนดังต่อไปนี้

  • Growth – $99 หรือ 2,970 บาทต่อเดือน สำหรับสมาชิก 10,000 คน และเพิ่มขึ้นตามจำนวนสมาชิก
  • Pro – โปรดสอบถาม
  • Enterprise – โปรดสอบถาม

สิ่งที่แตกต่างกันในแต่ละแพลนคือฟีเจอร์ครับ เพราะแพลน Growth จะส่งได้แค่ฟีเจอร์อย่างง่ายเท่านั้น ส่วน Pro เพิ่มฟีเจอร์ขึ้นมาอีกนิดหน่อย โดยรวมแล้วก็ยังใช้งานได้ไม่มากอยู่ดีโดยเฉพาะถ้าไปเทียบกับ PushEngage และ OneSignal

ผมจึงมองว่าถ้าจะใช้ VWO Engage ควรจะพิจารณาเป็นแบบ Enterprise เท่านั้นครับ

ใช้เครื่องมือ Push Notifications ตัวไหนดี?

สำหรับสายใช้งานฟรี ผมมองว่าตัวเลือกที่ดีที่สุดคือ OneSignal เพราะให้ใช้งานได้ฟรีจนยอดสมาชิกของคุณมากถึง 30,000 คน และยังมี A/B Testing ให้ใช้อีกด้วย

ในกรณีที่คุณต้องการจะเสียเงิน เช่นมีสมาชิกมากกว่า 30,000 คนไปแล้ว ผมมองว่า PushEngage คุ้มค่าที่สุด เพราะฟีเจอร์ครบเครื่องและราคาถูกกว่า OneSignal

ส่วนใครที่มีเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ขนาดใหญ่ ผมมองว่าน่าจะใช้ PushEngage หรือ VWO Engage เพราะฟีเจอร์ดีที่สุด

แต่ถ้าคุณมีทั้งเว็บไซต์และ app ทางเลือกที่ดีที่สุดของคุณคือ OneSignal เพราะเครื่องมือตัวเดียวทำได้ทั้ง Web Push และ Mobile Push Notifications ครับ

error: Content is protected !!