ค่าโฆษณาบน Facebook/Instagram แพงมากมีตัวเลือกอื่นหรือไม่?

ทุกวันนี้ผมเชื่อว่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์น่าจะโฆษณาสินค้าผ่านทาง Facebook หรือ Instagram กันเป็นหลัก แต่ในระยะหลังนั้นค่าโฆษณาบน social media ทั้งสองแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ เราจ่ายค่าโฆษณาเท่าเดิมกลับได้ Impression ที่น้อยกว่าเดิมมาก ทำให้ต้องเสียเงินค่าโฆษณาเพิ่ม กำไรของผู้ค้าจึงลดน้อยถอยลงกันไปตามๆ กัน

ยิ่งคนที่ทำ dropshipping ก็ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะส่วนต่างหลังค่าโฆษณาเหลือน้อยมากจนแทบไม่คุ้มค่าที่จะทำเลยทีเดียว

หลายคนจึงสงสัยว่ามีทางเลือกในการโฆษณาทางออนไลน์อื่นๆ หรือไม่ที่ไม่ใช่ Facebook และ Instagram

คำตอบคือมีครับ และมีไม่น้อยด้วย

เราไปดูกันเลยดีกว่ามีที่ไหนบ้าง?

1. Google Ads

Google Ads เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่น่าสนใจมาก และมีทางเลือกในการโฆษณาที่หลากหลาย อาทิเช่น

SERP (Search Engine Results Pages) – โฆษณาร้านค้าออนไลน์ของคุณบนผลการค้นหา Keyword ต่างๆ ของ search engine ทำให้ผู้ search เห็นเว็บไซต์ของคุณเป็นลำดับแรก ทั้งนี้ Traffic ที่ได้ส่วนมากจะมีคุณภาพ เพราะมาจากการค้นหาเรื่องดังกล่าวโดยตรง

Google Display Network – โฆษณาร้านค้าออนไลน์ของคุณบนเว็บไซต์ต่างๆ ที่ใช้งาน Google Adsense (อย่างเช่นโฆษณาในโพสนี้เป็นต้น) การโฆษณาแบบนี้จะต่างกับ SERP ตรงนี้จะใช้เป็นแบบ Banner หรือ Video ครับ

Google Ads ใช้ระบบประมูล (Auction System) และส่วนมากจะใช้ระบบ PPC (Pay per Click) นั่นหมายความว่าคุณจะจ่ายเงินเมื่อมีลูกค้ากดคลิกโฆษณาของคุณเท่านั้น ถ้าไม่มีคลิกเลยก็ไม่ต้องจ่ายครับ เรื่องคลิกเล่นก็ไม่ต้องกลัวเพราะ Google มีระบบตรวจสอบการคลิกมั่วซั่วที่เข้มงวดมาก (คนทำเว็บไซต์น่าจะเข้าใจดี)

นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาจะแปรตาม Keyword ที่คุณเลือกใช้ นั่นหมายความว่าคุณอาจจะเจอ Keyword มหัศจรรย์ที่มีคนแข่งประมูลโฆษณาน้อย แต่มีคน search มากและมีคุณภาพ ผมแนะนำให้ลองใช้ Keyword Planner Tools ในการช่วยเหลือคุณครับ

จุดแข็งของ Google Ads มีอีกมากมาย อาทิเช่นควบคุมรายจ่ายได้ง่าย มีความโปร่งใส และมีเครื่องมือช่วยเหลือคุณในการโฆษณานับสิบตัว เพราะฉะนั้นจึงเป็นตัวเลือกที่ดีไม่แพ้ Facebook และ Instagram อย่างแน่นอนครับ

2. Tiktok For Business

ถ้าเอ่ยถึง app ที่มาแรงที่สุดทั่วโลกในปี ค.ศ.2019-2020 คงไม่มี app ไหนจะดังและปังเท่ากับ Tiktok อีกแล้ว app สัญชาติจีนนี้ได้กลายเป็นหนึ่งใน social media สาย viral อันดับต้นๆ ของยุทธจักรเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นหรือ Generation Z ดังนั้นถ้าใครอยากทำการตลาดสายไวรัล Tiktok คือตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ ครับ

Tiktok For Business

สิ่งที่ผมชอบในตัว Tiktok Ads ก็คือความหลากหลายในการโฆษณา หลายแบบที่ Tiktok มีนั้นต่างไปจากการโฆษณาบน Facebook และ Instagram อย่างมาก ปัจจุบัน Tiktok มีถึง 5 วิธีให้คุณเลือกในการโฆษณาได้แก่

  • Top View – โฆษณา Video แบบ autoplay เต็มจอได้นานที่สุดถึง 60 วินาที (แต่ User ยังสามารถกดข้ามได้) ทำให้ความสนใจในอยู่ในโฆษณาของคุณอย่างเต็มเปี่ยม
  • Brand Takeover – โฆษณาสั้นๆ แบบ Full screen ความยาว 3-5 วินาทีจะใช้เป็นภาพนิ่งหรือว่า video ก็ได้ครับ ตัวโฆษณาจะเปิดทันทีหลังจากที่ผู้ใช้งานเข้า app Tiktok
  • In-Feed Ads – โฆษณาราวกับว่าคุณเป็น Tiktok Creator คนหนึ่ง โดยโฆษณานี้จะอยู่ในช่อง “For You” feed ของ Tiktok ตัวโฆษณาเป็นแบบ autoplay video และมีความยาวได้ถึง 60 วินาที
  • Branded Hashtag Challenge – เชิญ users บน Tiktok ให้มาสร้าง content ที่เกี่ยวข้องกับ theme ของสินค้าของคุณ วิธีมีประสิทธิภาพมากในการเพิ่ม Brand Awareness ครับ
  • Branded Effects – โฆษณาสินค้าของคุณผ่านทาง Stickers, filters และ special effects ต่างๆ ซึ่งอาจจะทำให้สินค้าของคุณเป็นไวรัลได้ครับ

อย่างไรก็ดีแพลตฟอร์มการโฆษณา Tiktok ยังถือว่าใหม่มากถ้าเทียบกับ Facebook หรือ Instagram ทำให้อยู่ในช่วงพัฒนา ช่วงปี ค.ศ.2020 Tiktok ได้นำเสนอฟีเจอร์ใหม่ในการโฆษณา รวมไปถึงเปิดให้การโฆษณาเข้าถึงผู้ค้ารายย่อยมากขึ้น (ก่อนหน้านี้มีการตั้งงบโฆษณาขั้นต่ำที่ $500 แต่ปัจจุบันลดเหลือ $50)

3. Twitter Ads

Twitter เป็น social media อีกแห่งหนึ่งที่คนไทยนิยมใช้มาก ทั้งนี้ Hashtag ดังๆ ที่โด่งดังในโลกโซเชียลล้วนมาจาก Twitter ทั้งสิ้น ผู้ใช้ส่วนใหญ่ของ Twitter มีอายุ 18-30 ปีถึงเกือบครึ่งหนึ่ง ดังนั้นถ้าคุณต้องการกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักศึกษา กลุ่มวัยทำงานตอนต้น Twitter เป็นทางเลือกที่ควรค่าแก่การพิจารณาครับ

Twitter Ads

ลักษณะของการโฆษณาบน Twitter นั้นหลายคนน่าจะคุ้นเคยอยู่แล้ว นั่นคือมี Promoted Tweet หรือ Hashtag ขึ้นมาระหว่างที่ผู้ใช้กำลังใช้งาน Twitter นั่นเองครับ

ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาของ Twitter จัดว่าแฟร์มาก นั่นคือคุณจะเสียเงินเมื่อมีการ follow/retweet/like/reply/click ที่ Promoted Tweet ของคุณเท่านั้น (คุณสามารถเลือกได้) และยังไม่มีค่าโฆษณาขั้นต่ำอีกด้วยครับ

4. Youtube Ads

คงไม่มีสงสัยในความเป็นแพลตฟอร์ม Video อันดับหนึ่งของ Youtube อีกต่อไป ปัจจุบันมีผู้ใช้งาน Youtube ทั่วโลกมากถึง 1.8 พันล้านคนต่อเดือน คนรุ่นใหม่จำนวนมากมายก็ใฝ่ฝันว่าจะเป็น Youtuber ในอนาคต

Youtube Ads

รูปแบบการโฆษณาบน Youtube นั้นทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันอยู่แล้ว แต่ผมขอสรุปให้ว่ามีทั้งหมด 6 แบบครับ

  • Display Ads – วาง banner เหนือ Video Suggestions List แต่จะมีแค่ user ที่ใช้งานผ่าน desktop เท่านั้นถึงจะเห็น ad นี้
  • Overlay Ads – วาง banner บนใต้คลิป แต่จะมีแค่ user ที่ใช้งาน desktop เท่านั้นที่เห็น
  • Skippable Video Ads – ใส่โฆษณาแบบ video ที่สามารถข้ามได้เข้าไปใน Video ที่ user กำลังดูอยู่โดยจะอยู่ในส่วนไหนของ Video ก็ได้ และแสดงผลทุก device
  • Non Skippable Video Ads – แบบเดียวกับ Skippable Video Ads แต่ข้ามไม่ได้ และต้องมีความยาวเพียง 15-20 วินาที แน่นอนว่าแสดงผลทุก device
  • Bumper Ads – เหมือนกับ Non Skippable Video Ads แต่มีความยาวแค่ 6 วินาที ในการใช้งานมักจะควบคู่กับ Skippable Video Ads (คุณน่าจะเคยเห็น ad ซ้อนกันสองตัวก่อนที่เราจะดูคลิป) ตัวนี้แสดงผลทุก device
  • Sponsored Cards – โฆษณาที่คล้ายกับ banner แต่จะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ user กำลังดูอยู่ เช่นสินค้าที่กล่าวถึงในคลิปเป็นต้น โดยโฆษณาแบบนี้จะมีให้เห็นไม่กี่วินาที และจะหายไปเอง ตัวนี้แสดงผลทุก device เช่นกัน

สำหรับ Skippable Video Ads นั้น ผู้โฆษณาจะจ่ายเงินก็ต่อเมื่อมีลูกค้าดูโฆษณาของคุณเกิน 30 วินาที หรือว่ากดคลิกที่โฆษณาของคุณครับ

ในการจะทำโฆษณาจะทำผ่านแพลตฟอร์ม Google Ads เช่นเดิม เพราะว่า Google เป็นเจ้าของ Youtube นั่นเองครับ

5. Influencer Marketing

Influencer Marketing คือการที่คุณเข้าไปติดต่อกับ Influencer หรือว่าเซเลปหรือเพจที่มีผู้ติดตามสูงใน Youtube, Facebook, Instagram, Tiktok และจ่ายเงินให้พวกเขาหรือเธอโปรโมตสินค้าของคุณโดยตรง

ถ้าเซเลปเหล่านั้นมีความน่าเชื่อถือสูง ผู้ติดตามของเขาและเธออาจจะสนใจสินค้ามากกว่าการที่คุณไปทำโฆษณาเอง ใน 2-3 ปีที่ผ่านมาการตลาดลักษณะจึงได้รับความนิยมสูงมากทั่วโลก รวมไปถึงประเทศไทย

หากแต่ว่าในปัจจุบัน การปรับ Algorithm ของ Facebook และ Instagram ส่งผลมากต่อยอด Organic Reach ของ Influencer แต่ละคน เพราะทำให้ยอดการเห็นโฆษณาตลอดจน Engagement จากการโพสแต่ละครั้งของ Influencer ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นผู้โฆษณาจึงต้องพิจารณาดีๆ ว่าจะเลือก Influencer จากแพลตฟอร์มไหนดีครับ

6. Email Marketing

Email Marketing คือการส่งอีเมล์การตลาดไปให้ลูกค้าหรือผู้สนใจนั่นเอง ทั้งนี้ลูกค้าได้อนุญาตให้คุณส่งอีเมล์ไปแล้วดังนั้นจึงไม่เป็น spam แต่อย่างใด

ทั้งนี้ Email Marketing เป็นเครื่องมือการตลาดที่สำคัญ เพราะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการตลาดแบบอื่น และยังเป็นส่วนเสริมการตลาดแบบอื่นได้เป็นอย่างดี เพราะคุณสามารถส่งข่าวสารและข้อมูลโปรโมชั่นให้กับลูกค้าเก่าหรือผู้สนใจที่คุณได้มาจากการโฆษณาด้วยวิธีอื่นได้นั่นเองครับ

ตัวอย่าง Email Marketing ของโรงพยาบาลกรุงเทพ

ปัจจุบันเครื่องมือในการทำ Email Marketing ดีๆ อย่าง Constant Contact นั้นมีตัวช่วยเหลือมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่ม contact หรือว่าการออกแบบ Email ให้สวยงาม ดูเป็นมืออาชีพ เพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะกดอ่านครับ

7. SEO

SEO หรือ Search Engine Optimization คือการทำ Optimization ให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในหน้าแรกของ Google นั่นเอง วิธีนี้เป็นวิธีสุดท้ายที่ผมอยากจะกล่าวถึง แต่ผมมองว่าเป็นวิธีที่ยั่งยืนที่สุดถ้าคุณทำอย่างถูกต้อง เพราะเว็บไซต์ของคุณสามารถได้ traffic ฟรีๆ จาก Google โดยไม่ต้องพึ่ง Google Ads ครับ

NetDesign

แม้ว่าคุณสามารถลงมือทำได้ด้วยตัวของคุณเองก็ตาม แต่การทำ SEO ให้ได้ดีถือว่าซับซ้อนมาก และใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลสัมฤทธิ์ ตัวผมทำเองก็ใช้เวลาหลายเดือน เพราะฉะนั้นถ้าใครต้องการจะให้ผลแบบเร็วๆ ผมแนะนำให้ใช้บริการของมืออาชีพอย่าง Netdesign จะดีกว่าครับ เพราะมืออาชีพสามารถทำอันดับให้คุณได้อย่างรวดเร็วทันใจครับ

error: Content is protected !!