6 Keyword Planner ดีๆ สำหรับการเขียน blog และโฆษณา

0
338

“Keyword” หรือ “คีย์เวิร์ด” คือคำสำคัญที่ใช้ในวงการ SEO และการโฆษณาผ่าน Google Adwords เพราะทั้ง Blogger/Publisher และ Advertiser (ผู้ต้องการโฆษณาอย่างเช่น พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ตลอดจนเว็บไซต์ e-commerce ทั้งหลาย) ล้วนแต่ต้องการ keyword ที่มีคน search มาก เพื่อดึง traffic เข้ามาในเว็บไซต์ของตน และนำไปสร้างยอดขายหรือ conversion เป็นลำดับต่อไป

หากแต่ว่าการจะหา keyword ที่ดีไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ keyword หรือคำที่ผู้ใช้งานระบุลงไปใน search engine มีมากกว่าเม็ดทรายในห้วงมหาสมุทร ดังนั้นเราจึงต้องใช้ keyword planner หรือ keyword tool ซึ่งเครื่องมือที่มีศักยภาพในการค้น keyword ดังกล่าวออกมาให้นั่นเองครับ

ในโพสนี้ ผมจะมาแนะนำว่า keyword planner ดีๆ มีอะไรบ้าง เราไปเริ่มต้นกันเลยดีกว่าครับ

ข้อควรทราบ: ราคาและเงื่อนไขของ keyword planner แต่ละตัวอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับทางเว็บไซต์โดยตรงเพื่อความชัดเจนครับ

1. KWFinder

KWFinder เป็นเครื่องมือค้นหา keyword ที่มาแรงในระยะหลัง เพราะให้ความสำคัญกับการค้นหา keyword แบบยาว (Long tailed keyword) โดยตรง ซึ่ง keyword ลักษณะนี้จะมีคู่แข่งต่ำกว่า ทำให้เว็บไซต์ของคุณมีโอกาสติดหน้า 1 ได้ง่ายกว่านั่นเอง

ข้อมูลที่ KWFinder ให้จะมีตั้งแต่ยอด Search ในแต่ละเดือน, CPC, Trend, KD (ความยากในการ rank) และยังให้ข้อมูลเว็บไซต์ที่ติดหน้า 1 ด้วยว่ามีค่า Domain Authority เท่าไร และมี Backlink มีจำนวนมากขนาดไหนครับ คุณจะได้เข้าใจคร่าวๆ ว่า “คู่แข่งของคุณแข็งขนาดไหน”

นอกจากการ Search แบบทั่วไปแล้ว KWFinder ยังสามารถ search หา keyword แบบ “Autocomplete” และ “Question” ได้ด้วยเช่นกัน คุณภาพในการค้นหา keyword ของคุณจึงจะหลากหลายขึ้นและมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างชัดเจนครับ (โดยเฉพาะถ้าคุณหา Keyword เป็นภาษาอังกฤษ แต่ Keyword ภาษาไทยก็ใช้ได้ดีครับ)

KWFinder's Keyword planner result
KWFinder เป็นหนึ่งใน Keyword Planner ที่ผมชอบมากที่สุดตัวหนึ่งในปัจจุบัน

จุดแข็งของ KWFinder

  • ข้อมูลที่ได้จากการ keyword planner มีคุณภาพมาก รองรับภาษาไทยได้เป็นอย่างดี
  • สามารถหาข้อมูล keyword แบบซับซ้อนได้ ไม่ว่าจะเป็น Long tail keywords หรือใช้ Autocomplete และ Questions ทำให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์เป็นอันดับต้นๆ
  • ตรวจสอบ keyword ของเว็บคู่แข่งได้อย่างง่ายๆ
  • User Interface สวย โหลดเร็ว และใช้งานง่าย โดยรวมแล้วผมชอบมากครับ
  • เจาะลึกจังหวัดได้ อย่างเช่นคุณสามารถเจาะหา keyword ที่คนในจังหวัดเชียงใหม่ search เป็นจำนวนมากได้ ดังนั้นเหมาะต่อการโฆษณาที่เน้นเจาะเข้าถึงกลุ่มค้นหาให้ได้มากที่สุด
  • ราคาน่าคบหา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ (รายละเอียดอยู่ด้านล่าง)

ราคา

สิ่งนี้คือจุดแข็งอันดับต้นๆ ของ KWFinder เลยก็ได้ เพราะคุณจะได้ Keyword planner คุณภาพสูงในราคาที่ย่อมเยาไม่แพงจนเกินไป เรามาดูโครงสร้างราคาของ KWFinder กันดีกว่าครับ

KWFinder แบ่งระดับสมาชิกเป็น 3 แบบได้แก่

  • Mangools Basic ($29.90 หรือประมาณ 900 บาทต่อเดือนถ้าคุณจ่ายเป็นรอบปี)
  • Mangools Premium ($39.90 หรือประมาณ 1,200 บาทต่อเดือนถ้าคุณจ่ายเป็นรอบปี)
  • Mangools Agency ($79.90 หรือประมาณ 2,400 บาทต่อเดือนถ้าคุณจ่ายเป็นรอบปี)

แต่ละแพลนจะมีฟีเจอร์เหมือนกันหมด นั่นคือ

  • keyword planner สำหรับการทำ keyword research
  • SERP Analysis
  • Rank Tracking – ตรวจสอบ Ranking ของคุณว่าอยู่ในระดับไหน
  • Backlink Analysis – ตรวจสอบ Backlink ว่ามีใคร link มาหาคุณบ้าง มี Spam Link ที่ต้อง Disavow หรือไม่
  • SEO Metric & Insights

สิ่งที่ KWFinder ให้มาแทบจะเหมือนกับที่ keyword planner ที่แพงกว่าให้แทบจะทุกประการ แต่ค่าใช้จ่ายของ KWFinder กลับถูกกว่ามากเลยทีเดียว นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ผมบอกว่าตัวนี้เป็น keyword planner ที่คุ้มค่าราคาครับ

ในแต่ละแพลนปริมาณทรัพยากรที่คุณใช้ได้จะต่างกันออกไป เช่นแบบ Basic จะหาใช้ keyword planner หา keyword ได้เพียง 100 ครั้งต่อวัน แต่แบบ Premium จะเพิ่มเป็น 500 ครั้งเป็นต้น คุณสามารถดูรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ KWFinder Pricing ครับ

ข้อเสียของ KWFinder ก็อยู่ตรงนี้นี่เอง เพราะ Keyword Planner ตัวอื่นนั้นให้การ search ต่อวันที่มากกว่าอย่างชัดเจน ถ้าคุณใช้คนเดียวในส่วนนี้ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ถ้าคุณมีทีมเขียน content ที่ต้องการหา keyword มากๆ ในแต่ละวันแล้ว โควตาที่ให้มาน่าจะไม่พออย่างแน่นอนครับ

ทั้งนี้ถ้าคุณสมัครสมาชิกทันทีใน 1 ชั่วโมงหลังจากที่สมัคร account เสร็จสิ้น คุณจะได้ลดค่าสมาชิกตลอดชีพอีก 10% ครับ สมัครหรือลองใช้งานได้เลยด้วยการกดปุ่มด้านล่าง

2. SEMrush

ในวงการ SEO แล้ว SEMrush เป็นอีกหนึ่งเจ้าตลาดสำคัญ และเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ สำหรับใครที่ต้องการใช้ keyword planner ครับ

ทั้งนี้ keyword planner ของ SEMrush จะรายงานข้อมูลสำคัญๆ อย่างเช่น CPC, Difficulty, Competition, Trend และ keyword Ideas ให้คุณทราบและนำไปใช้โฆษณาหรือเขียนบทความต่อไปได้อย่างง่ายดาย

SEMrush
SEMrush

จุดแข็งของ SEMrush

  • เป็น keyword planner ที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในตลาด ข้อมูลทุกอย่างละเอียด ชัดเจน และเข้าใจง่าย ไม่มีการกั๊กแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังสามารถใช้หา long-tail keywords ที่มีคุณภาพได้ด้วย
  • ใช้ฟรีได้ 10 Requests ต่อวัน
  • ใช้ตรวจสอบเว็บไซต์คู่แข่งได้ โดยเป็นผู้ให้บริการ SEO service ไม่กี่แห่งที่คุณสามารถทำ Advertising Research ของคู่แข่ง รวมไปถึงภาพรวมของตลาดได้
  • รองรับภาษาไทยได้ดีในระดับหนึ่ง
  • เชื่อถือข้อมูลได้
  • มี Sensor ที่ใช้ตรวจดู Google Ranking โดยรวมว่ามีความผันผวนหรือเปล่า ถ้ามีความผันผวนมากมีโอกาสที่กำลังจะมี Google Update คุณจะได้รับมือทัน
Keyword Planner ของ SEMRush

ราคา

SEMrush ไม่ได้ขาย keyword planner แต่เพียงอย่างเดียว ถ้าคุณสมัครสมาชิกกับ SEMrush คุณจะได้เครื่องมืออื่นๆ ด้วย อาทิเช่น

  • Site Audit
  • Rank Tracker
  • Traffic Analytics
  • Ad Research Tools
  • SEO Writing Assistant (ดีมากสำหรับ Blogger ต่างๆ)
  • SEO Checker
  • และอื่นๆ อีกมากมาย รวมแล้วมีเครื่องมือกว่า 40 ตัวด้วยกัน

ด้วยเครื่องมือที่มากมาย นี่จึงทำให้ SEMRush เป็นหนึ่งใน SEO services provider อันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรมครับ แต่ทั้งหมดนี้มีค่าใช้จ่าย ราคาอยู่ที่

  • Pro ($99.95 หรือประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน)
  • Guru ($199.95 หรือประมาณ 6,000 บาทต่อเดือน)
  • Business ($399.95 หรือประมาณ 12,000 บาทต่อเดือน)

สามารถอ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ SEMrush pricing

ถ้าคุณจ่ายเป็นรายปี ราคาต่อเดือนจะลดลงไป 16% ครับ สำหรับแต่ละแพลนจะแตกต่างกันที่ฟีเจอร์ครับ กล่าวถึงแพลน Guru ขึ้นไปจะใช้ content marketing platform ได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณเจาะลึก การทำ keyword research ให้ละเอียดมากยิ่งขึ้น ส่วนแพลน Business จะเพิ่มทรัพยากรที่ใช้ได้ต่อเดือน อย่างเช่นในแต่ละเดือนจะ search หา keyword ได้เพิ่มมากขึ้นเป็นต้น

ในส่วนของจำนวน Keyword ที่หาได้ในแต่ละวันนั้น ผมเชื่อว่าเพียงพอแน่นอนเพราะแค่แพลน Pro ก็ให้หาได้ถึง 3,000 ครั้งต่อวันแล้วครับ

สำหรับเว็บไซต์หรือธุรกิจขนาดเล็ก-กลางที่ต้องการใช้ keyword planner ผมว่าแค่แพลน Pro หรือ Guru ก็เพียงพอต่อความต้องการแล้วครับ เพราะฟีเจอร์การหา keyword นั้นใช้ได้สมบูรณ์อยู่แล้ว และไม่มีความจำเป็นที่ต้องการทรัพยากรของระดับ Business ครับ

3. Ahref Keyword Explorer

Ahrefs เป็นหนึ่งในผู้บริการชั้นนำในเรื่องของ SEO (Search Engine Optimization) ส่วนในเรื่องของ keyword planner นั้น Ahrefs มีแพลตฟอร์มที่เรียกว่า “Ahrefs Keyword Explorer” ซึ่งจะให้ข้อมูลคุณอย่างละเอียดไม่ว่าจะเป็น

  • Keyword Difficulty (ความยากในการ rank)
  • Search Volume (จำนวนยอด search ต่อเดือน)
  • CPC
  • Keyword Ideas (ถ้าคิดไม่ออก โปรแกรมจะไล่เรียง keyword ที่น่าสนใจให้กับคุณ)
  • ข้อมูลเชิงลึกอื่นๆ อีกมากมาย
Ahref Keyword Explorer
Ahrefs keyword Explorer

จุดแข็งของ Ahrefs

  • ข้อมูลใน Keyword Planner ละเอียดครบถ้วน และมีความเที่ยงตรงเป็นอันดับต้นๆ ของตลาด
  • การแสดงผลข้อมูลต่างๆ ทำให้ผู้ใช้เข้าใจง่าย ไม่งง หรือพูดง่ายๆ คือ User Interface ดีเยี่ยมนั่นเอง
  • บริษัทเชื่อถือได้ เป็นที่ไว้วางใจมานานนับสิบปี
  • keyword ideas เยอะมาก
  • นาจะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการตรวจสอบ Backlink ของคุณ

ราคา

เนื่องจาก Ahrefs keyword planner เป็นเครื่องมือหนึ่งของการบริการทางด้าน SEO ทั้งหมดของ Ahrefs และบริษัทไม่ได้แยกขายแพลตฟอร์มดังกล่าว ดังนั้นคุณจะต้องสมัครเป็นสมาชิกของ Ahrefs ถึงจะใช้บริการได้ครับ

นอกจาก keyword planner แล้วสิ่งที่คุณจะได้จาก Ahrefs อีกนั่นก็คือ

  • Rank Tracker (ให้โปรแกรมติดตาม keyword ว่ามีคน search เท่าไรอย่างไร มีแนวโน้มเป็นอย่างไร)
  • Site Audit (ให้โปรแกรมตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของคุณมีปัญหาในหน้าไหนบ้าง)
  • Site Explorer (เว็บไซต์ของคุณได้ backlink จากที่ไหนบ้าง หรือ Ranking ของคุณบน search engine ดีขึ้นหรือลดลง ฯลฯ)

รูปแบบของสมาชิกจะแบ่งออกเป็น 4 แบบด้วยกันได้แก่

  • Lite ($99 หรือประมาณ 2,970 บาทต่อเดือน)
  • Standard ($179 หรือประมาณ 5,370 บาทต่อเดือน)
  • Advanced ($399 หรือประมาณ 11,970 บาทต่อเดือน)
  • Agency ($999 หรือประมาณ 29,970 บาทต่อเดือน)

ถ้าคุณจ่ายรายปี คุณจะได้ใช้ฟรีไปอีก 2 เดือน หรือแปลว่าค่าบริการจะลดลงไป 20% ครับ

แต่ละรูปแบบไม่มีความแตกต่างกันมากนักในเรื่องของฟีเจอร์ แต่แบบที่สูงกว่า คุณจะสามารถได้ทรัพยากรที่มากขึ้น อย่างเช่น audit ได้มากถึง 10-25 เว็บไซต์ นอกจากนี้ยังได้ข้อมูลของ keyword ที่ลึกมากขึ้นจาก keyword planner อย่างเช่นแบบ Lite อาจจะให้ข้อมูลแค่ 30 วันหลังสุด แต่แบบ Advanced อาจจะย้อนหลังไปได้หลายปีเป็นต้น

อย่างไรก็ดีผมมองว่า ถ้าคุณมีเว็บไซต์ที่เพิ่งเริ่มต้น หรือเว็บไซต์ขนาดกลางเพียงเว็บเดียว สมาชิกแบบ Lite น่าจะเพียงพอสำหรับคุณแล้วครับ

4. Keyword Tool

Keyword Tool เป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการเป็น keyword planner อย่างเดียวเท่านั้น แต่โปรแกรมของ Keyword Tool นั้นแตกต่างกับของเจ้าอื่นๆ อย่างมาก เพราะ keyword Tool จะสรรหา keyword ตามระบบ Autocomplete ทำให้คุณสามารถหา keyword ลับที่แอบอยู่และไม่ได้แสดงใน Google Keyword Planner ได้ครับ

นอกเหนือจาก Google แล้ว คุณยังสามารถค้นหา keyword ที่ถูก search บน Youtube, Bing, Instagram, Twitter ฯลฯ ได้อีกด้วย ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกเครื่องมือจะทำได้ครับ โดยเฉพาะ Youtube ที่เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือตัวเดียวเลยก็ว่าได้

หนึ่งในข้อดีของ Keyword Tool คือคุณลองใช้งานได้ฟรี เมื่อคุณลองใช้งาน Keyword Tool ผลการค้นหาจะออกมาตามนี้ อย่างเช่นผมลอง search หาคำว่า “ข้าวผัดปู”

Keyword Tool
keyword Tool

Keyword Tool จะแสดงผลการค้นหาคำว่า “ข้าวผัดปู” ทั้งหมด 184 คำ รวมไปถึง Search Volume, Trend, CPC และ Competition แต่แน่นอนว่าผมจะไม่เห็นข้อมูลดังกล่าว เพราะไม่ได้เสียเงินสมัครสมาชิกนั่นเองครับ

แต่ที่ดีจริงๆ คือคุณสามารถหา keyword ในรูปแบบ “คำถาม” ได้ด้วย

การที่สามารถ search แบบคำถามได้ ทำให้ keyword ที่คุณได้เป็นทั้งแบบ Long-tailed ซึ่งมีคู่แข่งน้อยกว่า โอกาสที่จะได้ rank ดีๆ ย่อมมากกว่า นอกจากนี้ยังรองรับ Voice Search ซึ่งเป็น trend ที่กำลังจะมาถึงอีกด้วย

ในส่วนของ keyword แบบคำถามนี้ จากที่ลองมาหลายตัว ผมพบว่า Keyword Tool น่าจะเป็นเครื่องมือที่หา keyword ภาษาไทยรูปแบบนี้ได้ดีที่สุดแล้วครับ ส่วนมากแล้วเครื่องมือตัวอื่นจะใช้แล้วหาไม่เจอ

จุดแข็งของ Keyword Tool

  • keyword ที่ได้มาจาก keyword planner มีคุณภาพและมีข้อมูลทุกอย่างที่เราจำเป็นต้องใช้
  • สามารถหา keyword ที่เป็นรูปแบบคำถามได้
  • สามารถ search หา keyword จาก platform ได้หลากหลายโดยไม่จำกัดเฉพาะ search engine ไม่ว่าจะเป็น Youtube, Twitter, Instagram, Amazon
  • รองรับภาษาไทยได้อย่างดี
  • สามารถลองใช้เบี้องต้นได้ฟรี
  • ข้อมูลต่างๆ ในแบบพรีเมียมไม่ได้เป็นช่วงให้รู้สึกรำคาญใจ
  • ถ้าสมัครแล้วไม่พอใจ สามารถรับเงินคืนได้ใน 30 วัน

ราคา

Keyword Tool ขายเฉพาะ keyword planner เท่านั้น ไม่ได้ขาย SEO Service ทั้งหมดแบบ Ahref และ Moz ดังนั้นคุณจะไม่ได้ Site Audit หรือ Rank Tracker แต่ก็เป็นเรื่องดีเพราะคุณไม่จำเป็นต้องเสียเงินในสิ่งที่คุณไม่ได้ใช้ครับ

รูปแบบสมาชิกประกอบด้วย 3 แบบได้แก่

  • Pro Basic ($89 ต่อเดือน, $69 ต่อเดือนถ้าจ่ายเป็นรายปี)
  • Pro Plus ($99 ต่อเดือน, $79 ต่อเดือนถ้าจ่ายเป็นรายปี)
  • Pro Business ($199 ต่อเดือน, $159 ต่อเดือนถ้าจ่ายเป็นรายปี)

ในทั้งสามรูปแบบนี้ ผมแนะนำให้สมัคร Pro Plus เนื่องจาก Pro Basic คุณจะไม่ได้ข้อมูล CPC และ Competition ซึ่งสำหรับ Advertiser และ Blogger แล้ว keyword ที่ได้มาแทบจะไม่มีประโยชน์เลย เพราะคุณไม่รู้ข้อมูลสองตัวนี้ครับ ส่วน Pro Business จะเหนือกว่าตรงที่สามารถใช้ API Requests ได้ และสามารถหา keyword ต่อวันได้มากกว่า Pro Plus

อย่างไรก็ดีค่าใช้จ่ายถือว่าแพงไม่น้อย โดยเฉพาะถ้าพิจารณาว่าไม่ได้มี SEO service ที่ครบถ้วนเหมือนกับ Ahrefs ครับ

5. Neil Patel / Ubersuggest

Neil Patel เป็นกิจการ SEO ของ “Neil Patel” ชายผู้เป็น digital marketer อันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเว็บไซต์ของเขาก็ใช้ชื่อเดียวกัน และในเว็บไซต์ของเขามี keyword planner ชั้นยอดชื่อว่า Ubersuggest อยู่ครับ

Ubersuggest จะรายงานข้อมูลเกี่ยวกับ keyword ที่คุณต้องการไม่ว่าจะเป็น keyword ideas, CPC, Competition, SEO difficulty, Paid search difficulty, Trend ทั้งหมดจะรายงานเป็นเลขตรงๆ ไม่ได้เป็นช่วงเหมือนกับบางเว็บไซต์ครับ

Ubersuggest
Neil Patel/Ubersuggest

จุดแข็งของ Neil Patel/Ubersuggest

  • Ubersuggest รายงานข้อมูลเบี้องต้นอย่างละเอียดให้คุณได้ฟรีแบบไม่มีกั๊กใน keyword ที่คุณ search และอีก 9 keyword ideas ที่เกี่ยวข้อง (UPDATE: June 2020 ก่อนหน้านี้ Ubersuggest ไม่จำกัดครั้งการค้นหาแบบฟรี แต่ในปัจจุบันจำกัดแล้วเป็นที่เรียบร้อย)
  • มีการจัดลำดับให้เห็นชัดเจนว่าถ้าอยากจะได้ rank ในหน้า 1 ควรจะมี Domain score และ backlink เท่าไร
  • สามารถใช้หา long-tailed keywords ได้ รวมถึงแบบ questions ด้วย แม้ว่าจะเป็นแบบฟรีก็ตาม
  • รวบรวม content ideas จากเว็บคู่แข่งมาให้คุณเห็นว่าเขาเขียนอะไรกันบ้าง
  • แบบ Pro ราคาถูกมาก เหมาะสำหรับเว็บหรือผู้ประกอบการที่เพิ่งเปิด และยังมีรายได้ไม่มากนัก
  • ถ้าคุณสมัครแบบ Pro คุณจะ search หา keyword เท่าไรก็ได้ ไม่มีจำกัดเหมือนบางเว็บไซต์

ราคา

ในปัจจุบัน Ubersuggest เปลี่ยนโครงสร้างราคาใหม่เป็นที่เรียบร้อย โดยราคาใหม่จะมีแบบรายเดือน (Monthly) และตลอดชีพ (Lifetime) โดยประกอบด้วย 3 แพลนได้แก่

  • Individual – $12 (360 บาท) ต่อเดือน หรือ $120 (3,600 บาท) แบบตลอดชีพ
  • Business – $20 (600 บาท) ต่อเดือน หรือ $200 (6,000 บาท) แบบตลอดชีพ
  • Enterprise/Agency – $40 (1,200 บาทต่อเดือน) หรือ $400 (12,000 บาท) แบบตลอดชีพ

เราจะเห็นว่าแบบรายตลอดชีพนั้นมีราคาเท่ากับแบบรายเดือน 10 เดือน ดังนั้นถ้าคุณคิดว่าจะทำเว็บไซต์หรือใช้ทำโฆษณาแบบจริงจัง เลือกแบบตลอดชีพไปเลยดีที่สุดครับ

Neil Patel ให้บริการ Rank Tracking, Site Audit, Competitive Analysis, ติดตาม Backlinks รวมไปถึง keyword planner ด้วย ทำให้ดูเผินๆ แล้วคุ้มค่า

อย่างไรก็ดีจากที่ผมใช้งานแบบตลอดชีพมา ผมมองว่า Ubersuggest พอใช้ได้แค่ระดับนึงเท่านั้น อย่างเรื่อง keyword planner ไม่อาจเทียบได้กับ KWFinder หรือ SEMRush ในเรื่องความละเอียด นอกจากนี้คุณยังต้องเผชิญปัญหาต้อง Login ใหม่ทุกครั้งที่เข้าใช้งาน แถมบางทียังค้างอีกต่างหากครับ

โดยรวมแล้วผมจึงมองว่าถ้าคุณมีงบประมาณนึง การใช้งาน KWFinder จะดีกว่ามากครับ

6. Moz Keyword Explorer

Moz Keyword Explorer เป็นเครื่องมือค้นหา keyword ของผู้ให้บริการ SEO ชั้นนำอย่าง Moz ที่เป็นที่ไว้วางใจในตลาดมานานนับสิบปี

Moz จะให้ผลการค้นหาออกมาใน 4 รูปแบบใหญ่ๆ ได้แก่

  • Monthly Volume
  • Difficulty (ความยากในการ Rank)
  • Organic CTR
  • Priority (คุณภาพของ keyword วัดโดยปัจจัยต่างๆ ของ Moz)

นอกจากนี้ยังมี keyword Suggestions และ SERP Analysis ด้วย

Moz keyword Explorer

จุดแข็งของ Moz

  • การจัดเรียงข้อมูลเข้าใจง่าย
  • SERP Analysis บอก Domain Authority (DA) และ Page Authority (PA) ของเว็บไซต์คู่แข่ง ทำให้เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่าคู่แข่งเราแข็งเพียงใด
  • Keyword Suggestions ละเอียดมาก เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการ Long-tail keywords ที่เจาะจงมากๆ
  • มีให้ใช้ค้นหาฟรี 10 ครั้งต่อเดือน และมีให้ลองใช้แบบพรีเมียมฟรีเป็นเวลา 30 วัน

อย่างไรก็ดีจากที่ผมลองใช้มา ผมพบว่า Moz มีปัญหาที่สำคัญมากต่อการพิจารณาได้แก่

  • ไม่แสดง Monthly Volume ของ keyword ภาษาไทยบางคำ
  • ไม่แสดง CPC

จากปัญหาทั้งสอง ทำให้ผมมองว่าตัวเลือกอื่นเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่าถ้าคุณต้องการใช้ keyword ภาษาไทยครับ

ราคา

เช่นเดียวกับ Ahrefs นั่นคือ Moz ไม่ได้ขาย Keyword Explorer แบบแยก ถ้าคุณต้องการจะใช้งาน คุณต้องสมัครสมาชิกที่เรียกว่า Moz Pro ซึ่งจะแบ่งออกเป็น

  • Standard ($99 หรือประมาณ 2,970 บาทต่อเดือน)
  • Medium ($179 หรือประมาณ 5,370 บาทต่อเดือน)
  • Large ($249 หรือประมาณ 7,470 บาทต่อเดือน)
  • Premium ($599 หรือประมาณ 17,970 บาทต่อเดือน)

ถ้าคุณจ่ายเป็นรายปีจะได้ส่วนลด 20%

เช่นเดียวกับ Ahrefs ถ้าคุณสมัคร Moz Pro คุณจะได้ฟีเจอร์อื่นๆ ด้วยได้แก่ Rank Tracking และ Site Crawl แต่ที่น่าสนใจคือ Page Optimization ซึ่งโปรแกรมของ Moz จะสแกนเว็บไซต์ของคุณแต่ละหน้า และวิเคราะห์ว่า คุณสามารถแก้ไขอย่างไรให้ ranking ของคุณสูงขึ้นได้

ระดับของ Moz Pro จะกำหนดว่าคุณสามารถใช้ทรัพยากรของ Moz ได้เท่าไร อาทิเช่น Premium จะสามารถ search หา keyword ได้เยอะกว่าแบบ Standard นั่นเอง

งบน้อยจะใช้ Keyword Planner อย่างไรดี?

ถ้าคุณกำลังเปิดเว็บไซต์ใหม่ (อย่างเช่นเว็บของผมเป็นต้น) เราคงอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน นั่นคืองบน้อย และยังไม่สามารถจ่ายเงินซื้อ keyword planner ที่ราคาหลายพันบาทต่อเดือนได้ แล้วเราจะหา keywords ดีๆ อย่างไรดี?

ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยครับ ลองทำตามวิธีเหล่านี้ดู

วิธีแรก: ใช้ Google Keyword Planner ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่อยู่ใน Google Ads คุณสามารถใช้ฟรีหลังจากที่คุณ login เข้าไปใน Google Ads แล้ว (ไม่จำเป็นต้องเสียเงินโฆษณาก็ใช้ได้ครับ)

Google Keyword Planner จะให้ข้อมูลที่ละเอียดประมาณนึง และให้ keyword ideas ได้พอสมควร เช่นเดียวกับข้อมูล CPC และ Competition แต่แน่นอนว่าไม่ละเอียดเท่า 6 เครื่องมือด้านบนแน่นอนครับ

(UPDATE: June 2020 ตอนนี้ Google keyword planner จะไม่แสดงผลของ keyword บางคำ ทำให้การค้นหายากขึ้น แต่ก็ยังพอใช้ได้อยู่ครับ)

วิธีที่ 2: ใช้ Ubersuggest ครับ เพราะ Ubersuggest ให้ข้อมูล keyword ฟรี เพราะฉะนั้นก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ครับ หรือถ้ามีงบประมาณนึง แนะนำให้สมัครแบบตลอดชีพครับ

วิธีที่ 3: บางผู้ให้บริการอย่างเช่น SEMrush จะให้คุณหา keyword ฟรีๆ 5-10 ครั้งต่อวัน ดังนั้นก็อย่าลืมใช้ครับ

เพียงเท่านี้คุณจะได้ keywords ในเรื่องนั้นๆ มาเป็นจำนวนมากแล้ว ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปมากโข แต่ถ้าเว็บไซต์ของคุณใหญ่ขึ้น หรือธุรกิจมียอดขายมากขึ้นแล้ว การลงทุนกับ keyword planner ที่มีคุณภาพจะช่วยเว็บไซต์ของคุณมี traffic พุ่งขึ้นเป็นจรวดเลยครับ ดังนั้นการสมัครสมาชิกระดับพรีเมียมย่อมเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอย่างแน่นอน

ส่งท้าย

โพสนี้จะมีการอัพเดตอยู่เรื่อยๆ นะครับ ถ้าผมเจอ keyword planner ตัวไหนดีๆ ผมจะนำมาแชร์ในโพสนี้ครับ