ท่องเที่ยวแกะรอยชัยปุระ (Jaipur) มหานครสีชมพูแห่งนี้มีที่เที่ยวใดบ้าง?

แกะรอยชัยปุระ (Jaipur) มหานครสีชมพูแห่งนี้มีที่เที่ยวใดบ้าง?

ชัยปุระ หรือ Jaipur เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐราชสถาน รัฐที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือกับเดลี เมืองหลวงของอินเดียไม่ไกลนัก ชัยปุระอุดมไปด้วยสิ่งก่อสร้างที่สวยงามและสร้างขึ้นด้วยสีชมพูอ่อน ทำให้เมืองนี้ได้รับสมญานามว่า มหานครสีชมพู (Pink City)

ในโพสนี้ ผมจะแนะนำให้ทุกคนได้ทราบถึงความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับตัวเมืองเสียก่อนเพื่อที่ได้เข้าใจความเป็นมาของสถานที่ท่องเที่ยวได้ดีขึ้น หลังจากนั้นผมถึงจะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเป็นลำดับต่อไปครับ

ชัยปุระ (Jaipur)

แนะนำเมืองชัยปุระ (Jaipur)

ชัยปุระ (Jaipur) ถือว่าเป็นเมืองใหม่มากในอินเดีย ตัวเมืองสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1727 ทำให้ชัยปุระยังมีอายุไม่ครบ 300 ปีดีนัก ถ้าเทียบกับหลายเมืองโดยรอบที่มีอายุ 2,000 ปีขึ้นไปแล้ว คุณอาจจะเปรียบว่าชัยปุระเป็นเด็กน้อยเลยก็ได้ครับ

ตัวเมืองถูกสร้างขึ้นเพราะมหาราชาชัยสิงห์ที่ 2 แห่งอเมอร์ต้องการสร้างเมืองใหม่เพื่อให้รับกับประชากรที่เพิ่มขึ้น และการขาดแคลนน้ำที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

การก่อสร้างเริ่มต้นขึ้นโดยอ้างอิงจากคัมภีร์วัสดุศาสตร์และศิลปศาสตร์เก่าแก่ของอินเดียทุกประการ ทำให้สุดท้ายแล้วชัยปุระถูกแบ่งเป็นเก้าส่วน สองส่วนถูกใช้เป็นวังของมหาราชาและสถานที่ราชการ ส่วนอีกเจ็ดส่วนเป็นของประชาชนทั่วไป ทุกส่วนมีถนนเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

หลังจากอินเดียตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ชัยปุระยังคงรุ่งเรืองสืบต่อมา จนกระทั่งในปี ค.ศ.1876 รัฐบาลบริติชอินเดียได้ทาสีเมืองทั้งเมืองเป็นสีชมพูเพื่อต้อนรับเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด (ต่อมาคือเอ็ดเวิร์ดที่ 7) เจ้าชายแห่งเวลส์ที่เสด็จมาเยือนอินเดีย ทำให้นับตั้งแต่บัดนั้นชัยปุระได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองสีชมพูครับ

ชัยปุระ (Jaipur) ในปี ค.ศ.1875

เมื่ออินเดียได้รับอิสรภาพ ชัยปุระได้รับสถานะเป็นเมืองหลวงของรัฐราชสถาน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ในปี ค.ศ.2019 ชัยปุระก็ได้เป็นเมืองมรดกโลกขององค์กร UNESCO ด้วยครับ

อย่างไรก็ดีนอกจากเป็นเมืองสีชมพูแล้ว ชัยปุระยังเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องความร้อนด้วย ในช่วงฤดูร้อน (เมษายน-กรกฎาคม) ชัยปุระอาจจะมีอุณหภูมิสูงถึง 48.5 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าร้อนปรอทแตกเลยทีเดียว ถ้าเป็นไปได้คุณควรจะหลีกเลี่ยงการเดินทางไปชัยปุระในช่วงดังกล่าวครับ

นักท่องเที่ยวมักจะเรียกเดลี อัครา และชัยปุระว่า “Golden Triangle tourist circuit” เพราะว่ามีความสวยงามอลังการ ตั้งอยู่ใกล้กัน และสามารถไปเที่ยวได้ในทริปเดียวครับ

ถัดไปเรามาดูดีกว่าที่ชัยปุระมีอะไรน่าไปชมบ้าง

หมายเหตุ: 1 รูปี = 0.44 บาท (ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2020) โดยคร่าวๆ แล้วคุณเอารูปีหารสองและลดไปนิดหน่อยจะได้เงินบาทครับ

1. City Palace

City Palace เป็นพระราชวังขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยมหาราชาชัยสิงห์ที่ 2 เมื่อครั้งที่สร้างเมืองชัยปุระ พระราชวังแห่งนี้จึงตั้งอยู่กลางเมืองเลยครับ และถูกโอบล้อมด้วยกำแพงสูงใหญ่รอบด้าน

Inside the City Palace, Jaipur, By Avinash Bhat, CC By SA 2.0

พระราชวังถูกสร้างขึ้นโดยใช้สถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างราชบุตร (Rajput) และโมกุล (Mughal) ความประณีตของส่วนต่างๆ ทำให้เราเห็นว่าสถาปนิกให้ความสำคัญของรายละเอียดปลีกย่อยมาก

ด้วยเหตุนี้City Palace จึงเป็นพระราชวังที่งดงามไม่แพ้ที่ใดๆ ในอินเดีย แม้ว่าชัยปุระจะไม่เคยเป็นเมืองหลวงของอินเดียมาก่อนเลยก็ตาม (มหาราชาอยู่ใต้อำนาจของจักรพรรดิโมกุลอีกทีหนึ่ง)

เมื่อคุณเดินเข้าไปในพระราชวัง คุณจะเห็นประตูนกแก้ว (peacock gates) อันสวยงาม และห้องอันโอ่โถงสวยงามที่ตบแต่งด้วยโคมไฟคริสตัล รูปแกะสลัก และงานศิลปะอันหลากหลายอย่างเช่น Shobha Niwas, Sri Niwas, Sukh Niwas ซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจมากเลยทีเดียว

Peacock Gates, Jaipur By Avinash Bhat, Flickr, CC By SA 2.0

อย่างไรก็ดีไฮไลท์ของพระราชวังอยู่ที่ Sarvato Bhadra หรือลานขนาดใหญ่ที่เคยใช้เป็นสถานที่ว่าราชการของมหาราชาแห่งชัยปุระ ใกล้กับลานแห่งนี้มีแจกันเงินไซส์ยักษ์นามว่า Gangajalis มันเป็นสิ่งของที่สร้างจากเงินแท้ๆที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ

Sarvato Bhadra

นอกจากนี้บางส่วนของพระราชวังยังเป็นพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง เช่น พระราชวังมหารานี พระราชวังเก่าที่เป็นที่ประทับของมหารานี แต่ปัจจุบันถูกใช้เป็นสถานที่จัดแสดงอาวุธต่างๆ ครับ

ราคาค่าเข้าชมพระราชวังแห่งนี้อยู่ที่ 700 รูปีต่อคน ถ้าคุณจะชมพิพิธภัณฑ์พิเศษด้วย ราคาจะอยู่ที่ 1,000 รูปีขึ้นไป แล้วแต่ว่าคุณต้องการจะชมอะไรบ้าง ถ้าอยากชมหลายแห่งก็จะเพิ่มเข้าไปครับ

Sabha Niwas By Redaloes , CC0,

ในช่วงเย็นพระราชวังแห่งนี้จะจัดแสดงแสงสีเสียง และคุณสามารถชมพระราชวังในเวลากลางคืนและรับประทานอาหารค่ำในพระราชวังได้ได้ ค่าเข้าจะอยู่ที่ 1,000 รูปีครับ

สำหรับในช่วงเทศกาลอย่างเช่นดิวาลี ชาวชัยปุระจะจัดงานขึ้นที่นี่ ดังนั้นถ้าคุณเข้าชมพิพิธภัณฑ์ คุณจะมีโอกาสเห็นพิธีกรรมต่างๆ ที่หาชมได้ยากด้วยครับ

พิเศษ! ปัจจุบันถ้าคุณต้องการพักในพระราชวังอันหรูหราแห่งนี้สามารถทำได้แล้วครับ เพราะสมาชิกพระราชวงศ์นำบางส่วนของพระราชวังให้เช่ารายวันใน Airbnb เรียบร้อยแล้ว ใครสนใจก็ตามไปจองได้เลยที่นี่ แค่คืนละ 248,000 บาทเท่านั้นเองครับ!

2. Hawa Mahal

Hawa Mahal หรือ Palace of the Winds (พระราชวังแห่งสายลม) เป็นสิ่งก่อสร้างอันโดดเด่นและเป็นสัญลักษณ์ของเมืองชัยปุระและประเทศอินเดียเลยก็ว่าได้ ที่นี่เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวทุกคนผู้มาเยือนชัยปุระต้องมาชมสักครั้งหนึ่งครับ

พระราชวังแห่งนี้อยู่ติดกับ City Palace อาจจะดูเหมือนว่าเป็นส่วนต่อขยายของ City Palace ด้วยซ้ำไป

Palace of the Winds

ด้านหน้าของพระราชวังถูกสร้างขึ้นให้มีรูปลักษณ์เหมือนกับรังผึ้งห้าชั้น ซึ่งประกอบด้วยหน้าต่าง 953 บานด้วยกัน หน้าต่างเหล่านี้ช่วยให้ภายในพระราชวังมีลมโกรกสบายตลอดทั้งปี มหาราชาจึงมักเสด็จมาประทับที่นี่ในช่วงฤดูร้อนครับ

นอกจากนี้มันยังช่วยไม่ให้คนนอกมองเข้ามาด้านในได้ง่าย และเป็นที่ให้นางในฮาเร็มของมหาราชาจะแอบมองดูบรรยากาศด้านนอกจากหน้าต่างบานเล็กๆ เหล่านี้ได้ด้วยครับ

ส่วนบริเวณด้านในก็สวยงามไม่แพ้กัน ซึ่งคุณสามารถเข้าไปชมได้ครับ

ค่าเข้าชม: 50 รูปี

3. Amber Fort

Amber Fort หรือ Amber Palace เป็นพระราชวังที่ตั้งอยู่บนภูเขาหิน Aravalli ใกล้กับเมือง Amer เมืองหลวงเก่าของมหาราชาก่อนที่จะย้ายมายังเมืองชัยปุระ เนื่องจากตั้งอยู่ที่เมืองหลวงเก่า ทำให้พระราชวังแห่งนี้เก่ากว่าชัยปุระประมาณ 100 ปี ในปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ห่างจากชัยปุระประมาณ 11 กิโลเมตร คุณสามารถนั่งรถมาชมได้ไม่ยากครับ

ตัวพระราชวังสร้างขึ้นจากหินทรายสีแดงและหินอ่อนสีขาว ทำให้คุณสัมผัสได้ถึงความอลังการเมื่อเดินเข้าใกล้ตัวพระราชวังครับ

Amber Fort

ด้านหน้าของพระราชวังมีกำแพงสูงใหญ่ตั้งอยู่ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันผู้รุกรานจากภายนอก แต่เมื่อคุณย่างก้าวเข้าไปด้านใน คุณจะพบเห็นถึงความหรูหราแทนครับ ไม่ว่าจะเป็นฝาผนังที่ตบแต่งด้วยของมีค่ามากมาย และยังมีภาพเขียนอันวิจิตรให้คุณได้ชมด้วย

อาคารที่เป็นไฮไลท์ของพระราชวังแห่งนี้คือ Sheesh Mahal ตัวพระราชวังจะสว่างทั้งหลังทันทีที่มีแสงอาทิตย์ทอดผ่านเข้ามาครับ ทำให้ไม่มีจุดอับแสงเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ด้านในยังถูกตบแต่งอย่างวิจิตร ซึ่งงดงามมากเลยทีเดียว

Sheeh Mahal By Vssun , CC BY-SA 3.0,

ค่าเข้าอยู่ที่ 500 รูปี และถ้าต้องการจะเข้าชมตอนกลางคืน คุณต้องเสียตั๋วแยกต่างหากอีกใบหนึ่งครับ

4. Jal Mahal

Jal Mahal หรือ Water Palace เป็นวังขนาดเล็กที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบ Man Sagar ทะเลสาบใกล้กับเมืองชัยปุระ ตัววังถือว่าเป็นยอดมงกุฎของสถาปัตยกรรมราชบุตรเลยก็ว่าได้ ทั้งนี้ Jal Mahal สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษ 18 เพื่อใช้เป็นสถานที่ประทับเวลามหาราชาออกไปล่าสัตว์ครับ

Jal Mahal

ตัววังมีทั้งหมด 5 ชั้นด้วยกัน แต่เมื่อคุณอยู่นอกตัววัง คุณจะเห็นแค่ชั้นเดียว เพราะอีก 4 ชั้นอยู่ใต้น้ำครับ วิศวกรอินเดียสามารถใช้กำแพงหินสกัดไม่ให้น้ำไหลบ่าเข้ามาท่วมพระราชวังได้มานานเกือบ 300 ปีแล้ว น่าทึ่งหรือไม่ละครับ

น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ในปัจจุบันรัฐบาลอินเดียไม่อนุญาตให้คุณเข้าชมด้านในพระราชวังได้อีกแล้ว อย่างไรก็ดีก่อนที่คุณจะไป ผมแนะนำให้ตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งจะได้ไม่พลาดโอกาสถ้ารัฐบาลเปิดให้เข้าชมครับ

Jal Mahal ในยามค่ำคืน By cprogrammer, Flickr, CC By 2.0

4. Jaigarh Fort

Jaigarh Fort เป็นป้อมปราการที่สร้างขึ้นที่ขุนเขา Aravalli เพื่อใช้ป้องกันเมือง และเก็บรักษาอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ด้วย ในอดีตป้อมปราการแห่งนี้ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดในชัยปุระ เพราะมีความยาวถึง 3 กิโลเมตร และสร้างจากหินทรายสีแดงชั้นเยี่ยมครับ

Jaigarh Fort By A.Savin , FAL,

ตลอดแนวกำแพงคุณจะเห็นป้อมและหอคอยเรียงรายกันไป รวมไปถึงโรงเสบียง คลังเก็บน้ำที่ใช้เลี้ยงเหล่าทหารในกรณีที่ถูกปิดล้อม แต่ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือ พิพิธภัณฑ์อาวุธครับ คุณจะได้เห็นว่าในอดีตกองทัพราชบุตรและโมกุลใช้อาวุธประเภทไหนบ้างในการสู้รบ

หนึ่งในอาวุธชั้นเยี่ยมที่ถูกเก็บรักษาไว้ที่นี่คือ ปืนใหญ่ชื่อ Jaivana ปืนใหญ่ติดล้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกครับ

เมื่อคุณขึ้นไปบนยอดของปราสาทแล้ว อย่าลืมลองไปรอบๆ คุณจะเห็นวิวอันสวยงามของขุนเขาโดยรอบ และทะเลสาบที่อยู่ใกล้เคียงด้วยครับ

ค่าเข้าชม 85 รูปี

5. Nahargarh Fort

Nahargarh Fort เป็นป้อมปราการเก่าแก่ที่มหาราชาชัยสิงห์ที่ 2 โปรดให้สร้างขึ้น ป้อมปราการแห่งนี้อยู่ห่างไม่ไกลจาก Jaigarh Fort นัก และมีหน้าที่ใกล้เคียงกัน นั่นคือป้องกันเมืองชัยปุระจากผู้รุกราน

Nahargrah Fort และเมืองชัยปุระ By Sanyam Bahga, CC BY-SA 3.0,

อย่างไรก็ดีเชื้อพระวงศ์ชัยปุระในอดีตใช้ป้อมแห่งนี้เป็นสถานที่พักผ่อนด้วย เพราะที่นี่ตั้งอยู่บนเขาทำให้มีอากาศเย็นสบาย ภายในจึงมีพระราชวังย่อมๆ แต่ก็สวยงามอลังการ เพื่อให้มหาราชาและครอบครัวได้พักผ่อนครับ

ในปัจจุบันที่นี่เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองชัยปุระ และเป็นจุดชมวิวเมืองชัยปุระที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งด้วย โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนครับ ชาวเมืองจึงมักจะเดินทางมาปิกนิกกันโดยทั่วไป

6. Jantar Mantar Observatory

Jantar Mantar Observatory เป็นหอดูดาวและสถานศึกษาดาราศาสตร์ของมหาราชา เนื่องจากมหาราชาชัยสิงห์โปรดปรานการศึกษาท้องฟ้าและดวงดาวมากจึงโปรดให้สร้างที่นี่ขึ้นในเมืองชัยปุระเพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะ ปัจจุบันที่นี่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกขององค์กร UNESCO ด้วยครับ

Jantar Mantar Observatory , Public Domain,

เครื่องมือ 14 ชิ้นที่มหาราชาเคยใช้ดูดาวต่างมีขนาดใหญ่โต อย่างเช่น Samrat Yantra นาฬิกาแดดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีเครื่องมืออื่นๆที่ใช้คำนวณการเกิดสุริยปราคาและการเคลื่อนที่ของดวงดาวด้วยครับ

ค่าเข้า 200 รูปี

7. Albert Hall Museum

Albert Hall Museum เป็นสิ่งก่อสร้างสไตล์ Indo-Saracenic ที่สร้างเสร็จในปี ค.ศ.1887 เพื่อระลึกถึงการเสด็จของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด (เจ้าชายแห่งเวลส์ในเวลานั้น) แต่มหาราชาแห่งชัยปุระได้โปรดให้เปลี่ยนเมืองนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ในเวลาต่อมา

Albert Hall Museum By Ajit Kumar Majhi , CC BY-SA 4.0,

เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งของจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์เพิ่มจำนวนมากขึ้นตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สมบัติของมหาราชา โบราณวัตถุที่พบเจอ หรือผลงานศิลปะของชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ใกล้กับชัยปุระ ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีชื่อเสียงมากขึ้นในระดับประเทศ และเป็นสถานที่ที่คุณควรไปเยือนสักครั้งครับ

8. Galtaji

การเดินทางมายังอินเดียคงไม่ครบสมบูรณ์ ถ้าคุณยังไม่ได้ไปเยือนวัดฮินดู สำหรับวัดที่คุณควรจะไปเยือนคือวัด Galtaji หรืออีกชื่อหนึ่ง Galta Monkey Temple ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองชัยปุระประมาณ 10 กิโลเมตรครับ

Galtaji By China Crisis , CC BY-SA 3.0,

วัดนี้เป็นสถานที่แสวงบุญของชาวฮินดูที่นับถือศรัทธาหนุมาน แม่ทัพเอกของรามในมหากาพย์รามายณะ (หรือรามเกียรติ์ที่ไทยนำมาดัดแปลง) ภายในวัดจะมีบ่อน้ำอยู่ ซึ่งชาวฮินดูเชื่อว่าบ่อนี้ไม่มีวันเหือดแห้ง เพราะเป็นบ่อที่เทพเจ้าได้มอบให้ไว้ครับ ชาวฮินดูมักจะนำมือจุ่มลงไปในบ่อเพื่อความเป็นสิริมงคลและชำระล้างบาป

บริเวณวัดแห่งนี้เต็มไปด้วยลิงจำนวนมาก ดังนั้นระหว่างที่อยู่ในวัดคุณต้องระมัดระวังด้วยครับ

9. Govind Dev Ji Temple

Govind Dev Ji Temple เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างโดยอักบาร์มหาราช จักรพรรดิอันยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์โมกุล ตัววัดอุทิศให้กับพระวิษณุ ทำให้ในแต่ละปีวัดแห่งนี้รับศาสนิกและผู้แสวงบุญนิกายไวษณพจำนวนนับล้านคนเลยครับ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ ที่ผู้คนล้นหลามเลยทีเดียว

รูปเคารพพระกฤษณะ By Sameergoyal, CC BY-SA 3.0,

ตรงกลางของวัดมีรูปเคารพของพระกฤษณะ (ปางที่ 8 ของพระวิษณุ) ตั้งอยู่ ชาวอินเดียเชื่อว่ารูปเคารพองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์มากเพราะว่ารูปลักษณ์เหมือนกับพระกฤษณะองค์จริงที่เคยอวตารลงมาบนพื้นโลกในมหากาพย์มหาภารตะ และตัวรูปเคารพนี้ยังถูกสร้างขึ้นโดยเชื้อสายของพระกฤษณะด้วยครับ

10. Birla Mandir

Birla Mandir เป็นวัดในชัยปุระที่สร้างขึ้นที่เขา Moti Dungari และอุทิศให้กับพระวิษณุ ตัววัดมีความโดดเด่นจากระยะไกลเพราะว่าสร้างขึ้นด้วยหินอ่อนสีขาวทั้งหมด ทำให้มันดูสว่างและสดใสอย่างมากเมื่อคุณเดินเข้าไปใกล้ครับ

Birla Mandir By Abhishek b4u

ภายในวัดมีรูปเคารพของเทพเจ้าในศาสนาฮินดูอยู่หลายองค์ที่ทำจากหินอ่อนสีขาว อาทิเช่น พระวิษณุ พระลักษมีเป็นต้น นอกจากนี้ยังมีรูปแกะสลัก รูปปั้นทางศาสนาอื่นๆ ที่สวยงามตั้งอยู่ด้วยครับ น่าเสียดายที่รัฐบาลอินเดียไม่อนุญาตให้คุณถ่ายรูปด้านในครับ

11. Sisodia Rani Garden

Sisodia Rani Garden เป็นสวนสวยๆ ที่สร้างขึ้นโดยมหาราชาชัยสิงห์เพื่อมอบให้กับมหารานีของพระองค์ ภายในสวนประกอบด้วยน้ำพุ บ่อน้ำ และทางเดินที่โอบล้อมด้วยพืชสีเขียว นอกจากนี้ยังมีวังขนาดเล็กอันเป็นที่ประทับของมหารานีอยู่ด้วย

Sisodia Rani Garden By Mangesh Kalelkar, Flickr, CC By SA 2.0

สวนที่นี่จัดว่างามไม่แพ้สวนใดในอินเดีย ดังนั้นถ้าคุณมีเวลา อย่าได้พลาดที่จะมาเยือนสวนแห่งนี้ครับ

ข้อควรทราบในการเที่ยวชัยปุระ

  • ราคาค่าเข้าในโพสนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ก่อนหน้านี้รัฐบาลอินเดียเคยขึ้นค่าเข้ามาแล้วหลายเท่าครับ
  • ในเมืองยังมีสถานที่อื่นๆ ที่น่าสนใจที่ผมยังไม่ได้กล่าวถึง อาทิเช่น Jhalana Leopard Safari (สวนเสือ), Elefantastic (สวนช้าง) หรือ Rambagh Palace (อดีตวังแต่ปัจจุบันเป็นโรงแรม)
  • ชัยปุระ (Jaipur) ห่างจากเดลีเกือบ 300 กิโลเมตร คุณสามารถเดินทางมายังชัยปุระได้โดยรถยนต์หรือรถไฟครับ โดยจะใช้เวลา 4-6 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับว่ารถและรถไฟทำเวลาได้ดีขนาดไหน
  • ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการไปเที่ยวชัยปุระคือช่วงฤดูหนาว หรือ ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เพราะว่าอากาศจะเย็นสบาย ไม่ร้อนครับ
  • คุณสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บท่องเที่ยวราชสถาน และชัยปุระ
  • ในการซื้อตั๋ว คุณควรซื้อตั๋วแบบ Composite เพราะจะได้รับส่วนลดในการเข้าสถานที่ทั้งหมด ใครเป็นนักเรียนนักศึกษาอย่าลืมนำบัตร ISIC ไปด้วยเพื่อใช้ลดราคาเพิ่มเติมครับ

ไปเที่ยวชัยปุระอย่างไรดี?

คุณสามารถเที่ยวชัยปุระเองได้อย่างไม่ยากนัก เนื่องจากการคมนาคมสะดวกสบายในระดับหนึ่ง โดยมีรถบัส รถไฟใต้ดิน แท็กซี่ สามล้อ และ Uber ให้บริการครับ เวลาที่เหมาะสมสำหรับการเที่ยวชัยปุระเองจะอยู่ที่ 3-4 วันครับ

ในการเดินทางมาชัยปุระสามารถเริ่มต้นด้วยการบินมาลงที่เดลีก่อน แล้วจึงเดินทางมายังชัยปุระ สายการบินจากกรุงเทพไปเดลีมีหลากหลายเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น Low Cost อย่าง GoAir, SpiceJet, NokScoot หรือ Full Service อย่าง Air India และการบินไทย

สำหรับตั๋วเครื่องบินราคาถูก สามารถหาได้ที่ Cheaptickets ครับ

แต่สำหรับท่านที่ต้องการความสะดวกสบาย และปลอดภัยจากอาหารเป็นพิษที่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายในอินเดีย ผมแนะนำให้เดินทางไปกับทัวร์ครับ ทัวร์ไทยที่เดินทางไปอินเดียมีมากมายหลากหลาย แต่ถ้าจะแนะนำผมแนะนำ Oceansmile และ Planet Worldwide ครับ เพราะจัดทัวร์อินเดียมานานแล้ว และมีประสบการณ์สูง

บทความล่าสุด

Victory Tale ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปโพสที่ใดทุกกรณี การฝ่าฝืนมีโทษทางกฎหมาย

error: Content is protected !!