กรณีพระยันตระ อมโรภิกขุ ข่าวฉาวครั้งสำคัญแห่งวงการสงฆ์ไทย

0
285

กรณีพระยันตระ อมโรภิกขุ เป็นกรณีอันโด่งดังที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการพระพุทธศาสนาในไทย และสร้างความตื่นตระหนกในหมู่พุทธศาสนิกไทยเป็นอย่างมาก

คุณจะคิดอย่างไรถ้าคุณรู้ความว่าพระรูปหนึ่งที่เป็นที่นับหน้าถือตาของคนจำนวนมากในประเทศ แท้จริงแล้วเป็นพระทุศีลที่ต้องอาบัติหนักที่สุดอย่างอาบัติปาราชิก!

ความรู้สึกของชาวพุทธไทยในเวลานั้นเต็มไปด้วย ความเสียใจ และตกใจ

พระรูปนี้เป็นใครกันแน่?

พระยันตระ

พระยันตระคือใคร?

พระยันตระมีชื่อเดิมว่า นายวินัย ละอองสุวรรณ เขาเกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อปี พ.ศ.2494 การเข้าสู่พระพุทธศาสนาของนายวินัยแตกต่างจากพระที่มีชื่อเสียงรูปอื่น เพราะพระวินัยเคยบวชเป็นฤาษีอยู่หลายปี จนเป็นที่รู้จักดีในภาคใต้ในระดับหนึ่ง

ด้วยความที่ศาสนาพุทธไม่มี “ฤาษี” ดังนั้นเราอาจจะกล่าวได้ว่านายวินัยเป็นนักบวชในศาสนาอื่นมาก่อนด้วยซ้ำไป

ในปี พ.ศ. 2518 นายวินัยลาพรตจากการเป็นฤาษีแล้วเข้ามาบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา เขาได้ชื่อว่า “พระวินัย อมโร”

หลังจากบวชเป็นพระแล้ว พระวินัยกลับเรียกตนเองว่า “พระยันตระ” คำว่ายันตระนี้แปลว่า “ผู้ห่างไกลจากกิเลส” ซึ่งเป็นชื่อที่พระวินัยใช้เรียกตนเองมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นฤาษี ผู้คนที่รู้จักหรือนับถือพระวินัยจึงพากันเรียกเขาว่า “พระยันตระ” ตามไปด้วย

จะว่าไปการที่พระวินัยใช้คำๆนี้ขนานนามของตัวเองน่าจะคาบเกี่ยวกับการต้องอาบัติ “อวดอุตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตน” เพราะพระวินัยไม่ได้เป็นพระอริยบุคคล ถ้าพระวินัยต้องอาบัติข้อนี้จริง เขาน่าจะขาดจากความเป็นพระไปตั้งนานแล้ว

รุ่งโรจน์

จากภายนอกพระยันตระเป็นพระหนุ่มที่มีวัตรปฏิบัติดีงาม เขามีความสามารถในการเทศน์และสอนธรรมะสูงมาก และยังสอนวิปัสสนากรรมฐานให้เข้าใจได้ง่ายด้วย

ไม่เพียงเท่านั้นน้ำเสียงของพระยันตระยังนิ่มนวลไพเราะน่าฟัง ชาวพุทธที่ติดใจการเทศน์ของพระยันตระจึงมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหาของพระยันตระมากมาย จำนวนศิษยานุศิษย์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว

ภายในเวลาไม่กี่ปี พระยันตระก็มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศไทย

ตลอดช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรือง พระยันตระรับนิมนต์ไปเทศน์และสอนทั้งในและต่างประเทศอย่างไม่หยุดหย่อน ทั่วทั้งประเทศมีวัดต่างๆ มากมายที่สอนวิปัสสนากรรมฐานตามแบบพระยันตระ วัดที่สังกัดสำนักของพระยันตระจะใช้คำว่า “สุญญตาราม” ทุกแห่ง

ช่วงปี พ.ศ.2530-2535 ความนิยมของพระยันตระพุ่งขึ้นสูงสุด มีอยู่วันหนึ่งพระยันตระมีกำหนดจะเดินทางมาเทศนาแสดงธรรมที่สนามหลวง เหล่าสานุศิษย์ที่เข้ามาจองที่ฟังธรรมนั้นแน่นขนัดเต็มพื้นที่ราวกับว่าเป็นคอนเสิร์ตของวงอย่าง BTS หรือ Blackpink!

แต่แล้วดวงดาวที่ชื่อพระยันตระก็ดับแสงไปในปี พ.ศ.2537

ถูกร้องเรียน

ในปี พ.ศ.2537 กลุ่มสีกากลุ่มหนึ่งได้ร้องเรียนต่อมหาเถรสมาคมว่า พระยันตระมีท่าทีอันไม่เหมาะสมต่อเหล่าสีกาโดยเฉพาะเมื่อพระยันตระเดินทางไปต่างประเทศ

คดีแรกมีการร้องเรียนว่า พระยันตระแสดงกิริยาไม่เหมาะสมต่อสุภาพสตรีเมื่อระหว่างลงเรือเดินสมุทรที่ยุโรป

ข้อกล่าวหานี้เหมือนกับปลดล็อกความฉาวโฉ่ของพระยันตระ หลังจากนั้นไม่นานข่าวลือทางลบของพระยันตระจำนวนมากก็ถูกเผยแพร่ออกมา

ก่อนที่ผู้เขียนจะเล่าต่อไป ผู้เขียนขออธิบายอาบัติของพระสงฆ์ให้ท่านผู้อ่านทราบคร่าวๆ

ถ้าพระจับเนื้อต้องตัวสตรี หรือ พูดจาเกี้ยวพาราสีสตรี แต่ไม่ได้เสพเมถุน พระรูปนั้นจะต้องอาบัติสังฆาทิเสส ซึ่งเป็นอาบัติหนัก พระที่ต้องอาบัติต้องไปปริวาสถึงจะทำศีลให้บริสุทธิ์ได้ แต่พระรูปนั้นยังไม่ขาดจากความเป็นพระ

ถ้าพระเสพเมถุนกับสตรีในกรณีนี้พระจะต้องอาบัติปาราชิก ทำให้พระรูปนั้นจะขาดจากความเป็นพระทันที

“ทันที” ในที่นี้คือไม่ต้องทำพิธีสึกอะไร พระที่ต้องอาบัติปาราชิกสามารถถอดสบง จีวร สังฆาฏิ และออกจากวัดไปได้เลย

กลับมาที่กรณีของพระยันตระ ถ้าพระยันตระแสดงท่าทีอันไม่เหมาะสมในกรณีเรือเดินสมุทร อย่างมากพระยันตระก็ต้องอาบัติสังฆาทิเสสเท่านั้น เท่ากับว่าพระยันตระยังไม่ขาดจากความเป็นพระ

มรสุมเริ่มซัดเข้าฝั่ง เมื่อมีผู้กล่าวหาว่าพระยันตระได้ล่อลวงสีกาผู้หนึ่งไปเสพเมถุนจนตั้งครรภ์ และคลอดบุตรสาวออกมาคนหนึ่ง โดยมีหลักฐานเป็นเทปเสียงระหว่างพระยันตระกับสีกาผู้นั้น

หนังสือพิมพ์ทุกฉบับล้วนแต่ลงข่าวนี้เป็นข่าวหน้าหนึ่ง เพราะพระยันตระมีชื่อเสียงระดับประเทศ หรือถ้าสมัยนี้ก็คงจะติดเทรนด์ทวิตเตอร์ประเทศไทยกันไปยาวๆ

ที่ติดเทรนด์กันยาวๆ เพราะมีมรสุมลูกใหม่มาถล่มพระยันตระอีก

ตั้งแต่มีหลักฐานเทปบันทึกเสียงพระยันตระพูดคุยเกี้ยวพาราสีทางโทรศัพท์ และหลักฐานอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นว่าพระยันตระมีเสพเมถุนกับสตรีมากหน้าหลายตาในต่างประเทศ

ทั้งหมดนี้ถ้าเป็นจริง ถือว่าพระยันตระต้องอาบัติปาราชิกและขาดจากความเป็นพระ

ขาดจากความเป็นพระ?

พระยันตระปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดและพยายามต่อสู้ว่าตนเองไม่ผิดวินัยสงฆ์ข้อใดเลย พระยันตระยืนกรานว่าตนเองเป็นพระที่มีศีลบริสุทธิ์ เหล่าลูกศิษย์เองก็แน่นอนว่าต้องช่วยปกป้องพระยันตระ

แม้พระยันตระจะไม่ยอมรับ แต่หลักฐานต่างๆ บีบพระยันตระมากขึ้นตามลำดับ ส่วนหนึ่งเพราะสื่อมวลชนในเวลานั้นช่วยกันทำข่าวแฉพระยันตระ ทำให้ความจริงปรากฏออกมาในเวลาไม่นาน

สีกาที่มีลูกกับพระยันตระนำตัวบุตรสาวที่อ้างว่าเกิดกับพระยันตระออกมาแสดงตัวต่อสื่อมวลชน และแสดงหลักฐานรูปถ่ายที่ว่าเธอและพระยันตระอยู่ร่วมชายคาเป็นสามีภรรยาอย่างเปิดเผย แต่พระยันตระก็ยังปฏิเสธเสียงแข็ง ทำให้สีกาคนดังกล่าวท้าพระยันตระให้ตรวจ DNA เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างพระยันตระกับบุตรสาว พระยันตระกลับไม่ยินยอมที่จะตรวจตามคำท้า

พระยันตระจนมุมเมื่อมีผู้ออกนำใบเสร็จมาแสดงว่าพระยันตระได้ใช้เงินบริจาคของญาติโยมไปเที่ยวสถานบริการในต่างประเทศ เหล่าสานุศิษย์ของพระยันตระต่างตกตะลึง และไม่สามารถช่วยแก้ต่างได้อีกต่อไป

หลังจากนั้นไม่นานมหาเถรสมาคมตัดสินว่าพระยันตระต้องอาบัติปาราชิกข้อเสพเมถุน ทำให้พระยันตระพ้นจากความเป็นภิกษุ แต่พระยันตระกลับไม่ยอมรับมติของมหาเถรสมาคม เขาใช้คงสวมใส่เครื่องแต่งกายคล้ายพระสงฆ์อยู่เช่นเดิม แต่เปลี่ยนสีจีวรเป็นสีเขียว

ดังนั้นพระยันตระได้กลายเป็น “สมี” ซึ่งแปลว่า “อดีตพระที่พ้นจากความเป็นนักบวชเพราะต้องอาบัติปาราชิก” ผู้ที่เป็นสมีไม่สามารถบวชเป็นพระภิกษุได้อีกเลยตลอดชีวิต สื่อต่างๆ จึงเรียกอดีตพระยันตระว่าสมียันตะ หรือ จิ้งเขียว

หลังจากได้รับคำตัดสินจากมหาเถรสมาคมไม่นาน ยันตระก็ได้หลบหนีออกจากประเทศไทยไปขอลี้ภัยทางการเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกา เขาใช้ชีวิตอยู่เงียบๆที่นั่น จนกระทั่งคดีความในประเทศไทยของเขาทั้งหมดหมดอายุความ

20 ปีผ่านไป เมื่อคดีหมดอายุความแล้ว ยันตระเดินทางกลับมาประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2557 เพื่อมาเยี่ยมบ้านเกิดและกราบพระอุปัชฌาย์

ยันตระเดินทางกลับสหรัฐอเมริกาไปและไม่ได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยเป็นการถาวรแต่อย่างใด เขายังคงมีชีวิตอยู่และตั้งสำนักอยู่ที่สหรัฐอเมริกามาจนถึงทุกวันนี้