ถ้าอยาก “ขายรูปภาพ” ทางออนไลน์จะขายที่เว็บไซต์ไหนดี?

0
60

ผมเชื่อว่าช่างภาพหรือคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพหลายคนน่าจะมีรูปภาพสวยๆ คุณภาพระดับเทพเป็นจำนวนมาก และอาจจะสงสัยว่าจะมีวิธีทำเงินจากรูปภาพสวยคุณภาพสูงๆเหล่านี้หรือไม่

คำตอบคือ “มี” ครับ คุณสามารถทำเงินได้จากการอนุญาตให้ผู้อื่นใช้ลิขสิทธิ์รูปภาพของคุณบนเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มออนไลน์หลายแห่ง บางแห่งให้ค่าตอบแทนโอเคเลยทีเดียว และให้ส่วนแบ่งมากขึ้นตามจำนวนที่ขายได้ต่อปี ทำให้คุณได้เงินเข้ากระเป๋าแบบ passive income ครับ

เราไปเริ่มต้นกันเลยดีกว่า

ข้อควรทราบ: การ “ขายรูปภาพ” ที่ผมกล่าวถึงในโพสนี้คือการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) ให้ผู้สนใจแต่ละคนนำไปใช้งานได้ ผู้สนใจในที่นี้จะมีกี่คนก็ได้ และทุกคนต้องจ่ายเงินให้กับคุณ ไม่ใช่ว่ามอบลิขสิทธิ์รูปภาพของคุณให้กับผู้ซื้อคนใดคนหนึ่งไปเลย ลิขสิทธิ์ของรูปภาพยังอยู่กับคุณตามเดิม แต่ที่ใช้คำว่า “ขาย” ก็เพราะต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย และเพิ่มความกระชับของบทความครับ

1. Shutterstock

Shutterstock น่าจะเป็นเว็บไซต์ซื้อขายรูปภาพที่คนไทยรู้จักดีที่สุดแล้ว และเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้ และทำเงินจากการขายรูปภาพได้จริง

Shutterstock

วิธีการขายรูปบน Shutterstock จัดว่าง่ายถึงง่ายมาก โดยมีขั้นตอนต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1: Create – คุณสร้างรูปภาพหรือวีดิโอที่มีคุณภาพสูงออกมา ซึ่งถ้าคุณเป็นช่างภาพ คุณคงจะมีรูปเหล่านี้อยู่เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว

ขั้นตอนที่ 2: Submit – อัพโหลดรูปของคุณลงแพลตฟอร์ม ขั้นตอนนี้อาจจะฟังดูง่ายแต่จริงๆไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะคุณต้องเลือก Keyword Suggestions ให้ดีด้วย เพราะว่าเวลาลูกค้า search หารูปภาพจะได้เจอรูปภาพของคุณ ถ้าคุณใส่ Keyword ไม่ดี ลูกค้าจะไม่เห็นรูปภาพของคุณ และคุณก็จะขายรูปไม่ได้ครับ

หลังจากที่คุณส่งรูปไปแล้ว ทีมงานของ Shutterstock จะพิจารณารูปภาพของคุณอย่างละเอียดถี่ถ้วน ถ้ารูปภาพของคุณผ่านก็จะวางขายได้ทันที แต่ถ้าไม่ผ่าน ตัวแพลตฟอร์มจะแจ้งให้คุณทราบว่าทำไมถึงไม่ผ่าน หลังจากนั้นก็จะเปิดโอกาสให้คุณแก้ไขได้ครับ

ขั้นตอนที่ 3: Get Paid – รับเงินเมื่อมีลูกค้าของ Shutterstock ดาวน์โหลดรูปของคุณไปใช้

ถ้าคุณต้องการขายรูปที่อยู่ในโทรศัพท์ของคุณ อย่าลืมดาวน์โหลดแอพ Shutterstock Contributor มาลงในโทรศัพท์ของคุณด้วยครับ เพราะคุณจะได้ Submit รูปให้ Shutterstock ผ่านทางโทรศัพท์ได้เลยทันที นอกจากนี้แอพยังบอกคุณด้วยว่าวันนี้ได้รายได้เท่าไร

ได้เงินค่ารูปภาพจาก Shutterstock เท่าไร?

ถัดไปคือคำถามสำคัญที่สุด นั่นคือคุณจะได้เงินเท่าไรจาก Shutterstock

ก่อนอื่นคุณต้องทราบก่อนว่า รูปภาพที่ขายใน Shutterstock จะขายเป็น Royalty-free หรือพูดง่ายๆ คือลูกค้าจ่ายค่าลิขสิทธิ์ทีเดียว พวกเขาสามารถนำรูปไปใช้ได้หลายๆ ครั้งโดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ครั้งใหม่แต่อย่างใด

รายได้ของคุณจะเกิดขึ้นเมื่อมีลูกค้าซื้อลิขสิทธิ์รูปของคุณ (Licensing) ไปใช้ โดยรายได้นี้จะแปรตามระบบ Tier หรือพูดง่ายๆ คือยิ่งคุณขายรูปภาพที่คุณอัพโหลดใน portfolio ของคุณได้เท่าไร คุณยิ่งได้ส่วนแบ่งจากการขายมากขึ้นเท่านั้น

Levelจำนวน License ที่ขายได้ต่อปีส่วนแบ่ง
11-10015%
2101-25020%
3251-50025%
4501-2,50030%
52,501-25,00035%
625,000+40%

พูดง่ายๆ คือในปีหนึ่งๆ ถ้าคุณขายรูปภาพได้เกิน 100 รูป คุณจะได้อัพเกรดเป็น Level 2 หลังจากนั้นส่วนแบ่งจากการขายของคุณจะเพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 20%

สมมติ Shutterstock ขายรูปภาพของคุณไปให้ลูกค้าในราคา $10 ถ้าคุณเป็น Level 1 คุณจะได้ $1.5 แต่ถ้าเป็น Level 2 คุณจะได้ $2 เป็นต้น แต่ Level เหล่านี้จะ reset ทุกครั้งที่ขึ้นปีใหม่

รายละเอียดเรื่องส่วนแบ่งสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

คำถามต่อไปคือ Shutterstock ขายรูปของคุณในราคาเท่าไร?

ส่วนนี้สำคัญเพราะเงินที่คุณได้เป็นระบบส่วนแบ่งนั่นเอง แต่ผมบอกเลยว่ามันซับซ้อนมาก

เริ่มแรก Shutterstock มีรูปแบบการขายสองแบบด้วยกัน นั่นคือ Standard License และ Enhanced License

Standard License คือแบบที่ใช้กันมากที่สุด โดยลิขสิทธิ์แบบนี้จะไม่มีข้อจำกัดในการเผยแพร่ทางเว็บไซต์ แต่จะมีข้อจำกัดในการพิมพ์ ทำ packaging รวมไปถึงการโฆษณาผ่านทางสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น TV ภาพยนตร์ ฯลฯ

เวลา Shutterstock จะขายรูปแบบนี้ 2 แบบด้วยกัน นั่นคือแบบ Subscription และ On-Demand packs

แบบ Subscription ก็คือแบบสมาชิก ราคาสมาชิกมีหลากหลายราคาขึ้นอยู่กับจำนวนรูปภาพที่ลูกค้าต้องการ และสมัครเป็นรายเดือนหรือรายปี อาทิเช่น

ค่าสมาชิกรายเดือน (1 เดือนดาวน์โหลดได้ 10 รูป)

  • $49 ต่อเดือน หรือ $4.9 ต่อรูป (จ่ายเงินเป็นรายเดือน ไม่มีพันธะว่าจะต้องจ่ายเป็นรายปี)
  • $29 ต่อเดือน หรือ $2.9 ต่อรูป (จ่ายเงินเป็นรายเดือน มีพันธะว่าจะต้องจ่ายเป็นรายปี)

ค่าสมาชิกรายเดือน (1 เดือนดาวน์โหลดได้ 50 รูป)

  • $125 ต่อเดือน หรือ $2.50 ต่อรูป (จ่ายเงินเป็นรายเดือน ไม่มีพันธะว่าจะต้องจ่ายเป็นรายปี)
  • $99 ต่อเดือน หรือ $1.98 ต่อรูป (จ่ายเงินเป็นรายเดือน มีพันธะว่าจะต้องจ่ายเป็นรายปี)

ดูรายละเอียดค่าสมาชิกเต็มๆ ได้ที่นี่

สังเกตว่ายิ่งลูกค้าเลือกแพลนที่ซื้อรูปได้มากขึ้นต่อเดือน ราคาต่อรูปจะยิ่งลดลง นั่นหมายความว่า Shutterstock ทำเงินได้ต่อรูปลดลง ผลที่ตามมาคือคุณทำเงินต่อรูปได้ลดลงด้วย เพราะรายได้ของคุณขึ้นอยู่กับส่วนแบ่งจากการขายต่อรูปของ Shutterstock

ยกตัวอย่างเช่น (คิดกรณีได้ส่วนแบ่ง 15%)

ถ้าลูกค้า A สมัครแพลนรายเดือนไร้พันธะที่ได้ 10 รูปต่อเดือนมาดาวน์โหลดรูปของคุณ คุณจะได้ส่วนแบ่ง 15%*4.9 = $0.735 ต่อรูป

แต่ถ้าลูกค้า B ที่สมัครแพลนรายเดือนไร้พันธะที่ได้ 50 รูปต่อเดือนมาซื้อรูปของคุณ คุณจะได้ส่วนแบ่ง 15%*2.5 = $0.375 ต่อรูป

ส่วนแบบ On-demand packs ก็ตรงตามชื่อ นั่นคือลูกค้าจะซื้อเหมาสิทธิ์ในการดาวน์โหลดรูปภาพตามจำนวนที่กำหนดไว้ โดยไม่มีกำหนดเวลา ราคาแพลนนี้อยู่ที่

  • 5 ภาพในราคา $49 หมายความว่า Shutterstock ได้เงินต่อรูป $9.80
  • 25 ภาพในราคา $229 หมายความว่า Shutterstock ได้เงินต่อรูป $9.16

ถ้าลูกค้าในกรณีนี้มาซื้อลิขสิทธิ์ภาพของคุณ เงินที่ได้ก็จะเยอะกว่า เพราะว่า Shutterstock ทำเงินได้มากกว่า อย่างเช่นถ้าได้ส่วนแบ่ง 15% คุณจะได้เงินต่อรูปที่ $15*9.8 = $1.47 ซึ่งเงินที่ได้ต่อครั้งก็จะได้เยอะกว่าแบบ Subscription นั่นเอง

ทั้งนี้แบบที่คุณจะทำเงินต่อรูปได้มากๆ คือแบบ Enhanced License ซึ่งข้อจำกัดในการเผยแพร่ลดลงกว่าเดิมมาก เช่นลูกค้าสามารถพิมพ์ได้ไม่จำกัด ใช้ทำ packaging ได้ไม่จำกัด ใช้ในการโฆษณาตามทีวีได้เป็นต้น

ดังนั้นแบบ Enhanced License ย่อมแพงกว่าแบบแรก โดยราคาต่อรูปจะเริ่มต้นที่ $68 นั่นหมายความว่าถ้าคุณได้ส่วนแบ่ง 15% คุณจะได้เงินต่อรูปมากถึง 68*15% = $10.2 เลยทีเดียว และมากยิ่งกว่านี้ถ้าคุณเป็นสมาชิก Level สูง

ในกรณีสงสัยเรื่องสัญญา อ่านเพิ่มเติมได้ที่ License Comparison

สรุป

สรุปแล้วถ้าวัดกันที่รายได้ต่อรูป แบบ Enhanced License จะทำเงินให้คุณมากที่สุด รองมาคือแบบ On-demand packs และแบบ Subscription ตามลำดับ

แต่คุณต้องคำนึงด้วยว่า แบบ Subscription นั้นมีจำนวนลูกค้ามากที่สุด ถ้ารูปของคุณสวยจริงและตรงต่อความต้องการของลูกค้า คุณมีสิทธิ์ขายรูปภาพเพียงรูปเดียวได้เป็นร้อยเป็นพันครั้งต่อเดือน สมมติมีคนดาวน์โหลดรูปทะเลเกาะสมุยรูปเดียวของคุณไป 100 คน รายได้ของคุณอาจจะเป็น $0.75*100 = $75 หรือว่า 2,250 บาท และนั่นเป็นแค่รูปเดียว แถมยิ่งขายได้เยอะ ค่าส่วนแบ่งของคุณก็จะยิ่งพุ่งด้วยครับ

ทั้งนี้เพราะผู้ต้องการใช้รูปภาพมีเป็นจำนวนมากและมีอยู่ทั่วโลก อย่างเว็บไซต์ของผมก็ต้องใช้รูปภาพใหม่แทบทุกวันครับ ในปี ค.ศ.2017 มีผู้ดาวน์โหลดรูปภาพจาก Shutterstock ถึง 172 ล้านครั้งเลยทีเดียว

ทั้งนี้ Shutterstock ไม่มีข้อกำหนดเรื่อง Exclusivity เหมือนกับบางแพลตฟอร์ม ทำให้คุณสามารถวางขายรูปเดียวกันได้ที่แพลตฟอร์มอื่นได้ด้วยครับ ส่วนเรื่องลิขสิทธิ์ก็ไม่ต้องกังวล เพราะคุณยังเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์รูปภาพตามเดิมครับ

สมัครขายรูปภาพกับ Shutterstock และอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Become a Contributor

2. Getty Images

Getty Images เป็นอีกหนึ่งเจ้าตลาดในวงการเว็บไซต์ซื้อขายรูปภาพ ถ้าคุณเคยไปดูรูปภาพในเว็บไซต์ของ Getty Images คุณจะพบว่าราคารูปภาพสูงมาก ยิ่งถ้าเป็นรูปใหญ่ ราคาอาจจะสูงเป็นหมื่นบาทเลยทีเดียว

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ Getty Images วางตัวเองเป็นเว็บไซต์ขายรูปภาพระดับพรีเมียม คุณภาพของรูปจะต้องอยู่ในระดับสุดยอดเท่านั้น ไม่เพียงเท่านั้นรูปจะต้องไม่ถูกวางขายที่อื่นด้วย เรียกได้ว่ามีความ Exclusive อยู่อย่างเต็มเปี่ยม

Getty Images

สำหรับ Getty Images นั้นจะขายรูปแบบเดี่ยวๆเท่านั้น (อยากได้รูปไหนก็ซื้อไป) และไม่มีแบบเหมาและสมัครสมาชิก โดยราคาต่อรูปจะเริ่มต้นที่ 3,750 บาท และอาจจะสูง 15,000 บาทเลยทีเดียว โดย Getty Images จะให้ส่วนแบ่งทั้งหมด 20% แก่ผู้นำรูปภาพมาวางขายบนแพลตฟอร์ม

นั่นแปลว่าคุณมีโอกาสได้รายได้มากถึง 3,000 บาทต่อครั้งเลยทีเดียว แต่อย่าลืมว่ารูปที่มีราคาสูงจะขายยากกว่า และคุณยังวางขายที่อื่นไม่ได้อีกด้วย ค่าส่วนแบ่งก็ถือว่าต่ำเป็นอันดับล่างๆ ของอุตสาหกรรม

นอกจากนี้การสมัครให้ผ่านถือว่ายากไม่น้อย เพราะคุณจะต้องอัพโหลดรูปที่มีคุณภาพสูงมาก 3-6 รูปผ่าน app ของ Getty Images เพื่อให้ทีมงานพิจารณา ถ้าคุณผ่าน คุณถึงจะนำรูปภาพไปขายลงในแพลตฟอร์มได้ครับ ลองอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

3. iStock

iStock เป็นเว็บไซต์ลูกของ Getty Images โดยจะแตกต่างกับบริษัทแม่เล็กน้อย นั่นคือให้บริการแบบ non-exclusive ด้วย เช่นเดียวกับแบบ exclusive

ดังนั้นถ้าคุณวางขายรูปภาพแบบ non-exclusive ที่ iStock คุณสามารถนำไปขายได้ที่ Shutterstock และที่อื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน แต่ถ้าเลือกแบบ exclusive ก็ไม่ได้เหมือนเดิม

iStock

ส่วนแบ่งที่ iStock ให้กับช่างภาพที่ขายรูปแบบ non-exclusive นั้นอยู่ที่ 15% และ 25%-45% สำหรับรูปแบบ exclusive ซึ่งแบบหลังนี้จะใช้ระบบ Tier เหมือนกับ Shutterstock ทุกประการ ยกเว้นยอดขายที่ต้องทำได้ของแต่ละ Tier จะสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ กว่าคุณจะได้ส่วนแบ่ง 40% คุณจะต้องขายรูปให้ได้ 34,500 ครั้ง แต่ก็มีข้อดีอยู่ที่อัตราเริ่มต้นอยู่ที่ 25%

ในส่วนนี้ผมมองว่าอัตราส่วนแบ่ง Shutterstock แฟร์กว่ามาก เพราะขายรูปแบบ non-exclusive ไปเท่าไร iStock ก็ไม่เพิ่มให้เลย แต่เป็น 15% ตลอดกาล

ลูกค้าของ iStock จะใช้ระบบสมัครสมาชิก และระบบ Credit Packs ซึ่งใกล้เคียงระบบของ Shutterstock ทั้งการใช้งาน และราคา ถ้าสงสัยว่ารายได้ของคุณจาก iStock จะอยู่ในช่วงไหนก็ลองขึ้นไปดูของ Shutterstock ได้เลยครับ

การสมัครเป็น Contributor ของ iStock เหมือนกับ Getty Images ทุกประการ เพราะเป็นเครือเดียวกันครับ ซึ่งจัดว่าสมัครยาก เพราะต้องได้รับการตอบรับก่อนถึงจะเข้าถึง app ได้

4. Adobe Stock

Adobe Stock เป็นเว็บไซต์ซื้อขายรูปภาพของ Adobe และเป็นอีกแพลตฟอร์มที่น่าสนใจสำหรับการวางขายรูปภาพ เพราะมีผู้ใช้งานมาก เป็นแบบ non-exclusive ด้วย ทำให้คุณสามารถวางขายที่อื่นได้ด้วยเช่นกัน

ในการจ่ายเงิน Adobe Stock จะใช้ระบบ Flat Payout ไม่มี Tier เหมือนกับ Shutterstock โดยจะให้ค่าส่วนแบ่งอยู่ที่ 33% สำหรับการขายรูปทุกรายการ ดังนั้นทำให้ Adobe Stock เป็นทางเลือกที่ดีมาก สำหรับมือใหม่ที่ยังขายรูปได้น้อย

Adobe Stock

ส่วนฝั่งลูกค้า ทาง Adobe Stock จะใช้ระบบสมัครสมาชิก (Subscription) ซื้อเหมา (Credit Packs/On-demand) รวมไปถึง Enhanced License เช่นเดียวกับ Shutterstock โดยราคาจะแพงกว่าประมาณ 20% ทำให้รายได้ต่อรูปของคุณสูงกว่าไปด้วย

สิ่งที่ดีเยี่ยมอีกอย่างคือ Adobe Stock มี guarantee รายได้ครับ กล่าวคือถ้าคนมีคนมาซื้อรูปของคุณ คุณจะได้ค่าตอบแทนอย่างน้อย $0.33 อย่างแน่นอน ทำให้ถ้ามีบริษัทที่ซื้อแพลนเหมาใหญ่ๆ มาซื้อรูปของคุณ คุณยังจะได้เงินแบบเป็นเนื้อเป็นหนังบ้าง ไม่ใช่แค่บาทสองบาทครับ

การสมัคร Adobe Stock เรียบง่ายมาก เพราะคุณสมัครได้ทันที และทีมงานจะรีวิวรูปภาพของคุณเมื่อคุณอัพโหลดเพื่อที่จะขายบนแพลตฟอร์มทีหลังครับ นอกจากนี้ app ยังมีให้ใช้เช่นเดียวกัน การอัพโหลดรูปจึงทำได้ง่ายมากๆ ทุกที่ทุกแห่งครับ

ด้วยกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นมิตร ค่าตอบแทนที่น่าสนใจ และทีมงานที่ Professional มาก ทำให้ Adobe Stock เป็นอีกเว็บไซต์หนึ่งที่คุณควรจะนำรูปภาพมาขายครับ

5. Alamy

ถ้าคุณอยากจะทำเงินจากรูปภาพ Alamy เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ควรจะอยู่ในเรดาร์อย่างยิ่ง เพราะสาเหตุสำคัญเลยคือค่าส่วนแบ่งครับ Alamy จ่ายให้ช่างภาพมากถึง 40% สำหรับรูปแบบ non-exclusive และมากถึง 50% สำหรับรูปแบบ exclusive! โดยไม่ต้องกังวลเรื่องระบบ Tier อะไรทั้งสิ้น เรตของ Alamy จึงน่าจะดีที่สุดแล้วในบรรดาเว็บไซต์ซื้อขายรูปทั้งปวง

ไม่เพียงเท่านั้น ถ้าคุณยังเป็นนักเรียนนักศึกษา Alamy ยินดีจ่ายค่าส่วนแบ่งให้คุณ 100% เต็มโดยไม่หักอะไรเลยสำหรับรูปแบบ Non-Exclusive!

นอกจากนี้ในส่วนของลูกค้า Alamy ยังไม่มีระบบ Subscription ด้วย ถ้าลูกค้าต้องการรูปใดๆ บนแพลตฟอร์ม ลูกค้าจะต้องซื้อแบบซื้อเดี่ยวๆ เท่านั้น โดยราคาจะเริ่มต้นที่ $19.99 (สำหรับการใช้งานทั่วไป) ไปจนถึง $249.99 (สำหรับการเผยแพร่ใน TV)

ดังนั้นเงินต่อภาพอย่างต่ำๆ ที่คุณจะได้ก็คือ 40%*19.99 = $8 ซึ่งสูงกว่าเว็บไซต์อื่นอย่างชัดเจน และได้อย่างมากถึง 50%*250 = $125 เลยทีเดียว

วิธีการสมัคร Alamy เองก็ไม่ได้ยุ่งยาก และซับซ้อนอะไร แค่สมัครและอัพโหลดรูปลงแพลตฟอร์ม ถ้าทีมงานตรวจสอบแล้วรูปผ่าน คุณก็จะขายได้ทันทีครับ

อย่างไรก็ดีคนใช้งาน Alamy ยังน้อยกว่า Shutterstock, iStock และ Adobe Stock และราคารูปที่แพงจะทำให้ขายยากกว่า แต่ด้วยเรตที่ดีขนาดนี้ ถ้าคุณมีรูปแบบ non-exclusive คุณควรอย่างยิ่งที่จะลองขายบน Alamy ครับ

สรุป: ขายรูปออนไลน์ที่ไหนดี?

  • Non-Exclusive (คุณควรสมัครทุกเว็บไซต์): Shutterstock, iStock, Alamy, Adobe Stock
  • ค่าส่วนแบ่งดีที่สุด: Adobe Stock, Alamy
  • ไม่มีระบบ Tier: Adobe Stock, Alamy, Getty Images
  • ใช้งานง่าย สมัครสะดวกที่สุด: Shutterstock
  • มีโอกาสได้เงินต่อรูปสูงที่สุด: Getty Images
  • คนใช้งานเยอะที่สุด รูปของคุณมีโอกาสเห็นมากที่สุด: Shutterstock, iStock

ข้อควรทราบ: เรื่อง Exclusive เป็นประเด็นที่คุณควรจะให้ความสำคัญ จริงอยู่ว่าคุณสามารถขายรูปนั้นได้หลายแพลตฟอร์ม แต่ทุกแพลตฟอร์มจะต้องเป็นแบบ non-exclusive ด้วยกันเท่านั้น คุณห้ามไปวางขายแพลตฟอร์มที่เป็น Exclusive ใดๆ เลยเด็ดขาดครับ มิฉะนั้นคุณอาจจะเกิดปัญหากับแพลตฟอร์มที่คุณวางขายได้ครับ