ประวัติศาสตร์รัสเซียครอบครัวซาร์เมื่อซาร์นิโคลัสที่ 2 ได้พบหน้าครอบครัว และกลายเป็นนักโทษ (1)

เมื่อซาร์นิโคลัสที่ 2 ได้พบหน้าครอบครัว และกลายเป็นนักโทษ (1)

เมื่อได้ทราบข่าวว่าปาปา หรือ ซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งราชวงศ์โรมานอฟสละราชสมบัติ สมาชิกในครอบครัวตกใจยิ่งนักและไม่มีใครเชื่อโดยเฉพาะซาริซาอเล็กซานดรา

หลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนในพระราชวังก็ได้ทราบว่า แกรนด์ดยุคไมเคิลปฏิเสธที่จะขึ้นครองบัลลังก์ทันทีในเวลานั้น เขาขอให้รัสเซียได้เลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญเสียก่อน และถ้าเป็นเจตจำนงของชาวรัสเซีย เขายินดีที่ขึ้นเสวยราชย์เป็นซาร์และจักรพรรดิของรัสเซีย

ซาร์นิโคลัสที่ 2

การปฏิเสธของไมเคิลเปลี่ยนรัสเซียให้เป็นสาธารณรัฐ (อย่างน้อยก็ชั่วคราว) ในเวลานั้น

ทุกคนที่พระราชวังอเล็กซานเดอร์ได้อ่านประกาศดังกล่าว เหล่าองครักษ์และข้าราชบริพารต่างมีน้ำตาในดวงตาของเขา แต่เหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาอยากให้นิโคลัสติดต่อและเดินทางกลับมายัง “บ้าน” โดยเร็วที่สุด ครอบครัวนี้ไม่อาจทานทนกับการที่มีใครคนหนึ่งห่างออกไปได้

แต่ว่านิโคลัสอยู่ที่ใดกันแน่?

ก้าวต่อไปของนิโคลัส

หลังจากที่นิโคลัสสละราชสมบัติ เขาได้กลายเป็นสามัญชนอย่างเต็มตัว นิโคลัสเดินทางมาบอกลาพวกทหารเป็นครั้งสุดท้ายในกองบัญชาการใหญ่ที่ Mogilev

ที่กองบัญชาการใหย๋ นิโคลัสได้คุยกับ อนาตอลี มอร์ดวีนอฟ (Anatoly Mordvinov) หนึ่งในผู้ช่วยของเขาในกองทัพว่า เขาต้องการจะอยู่เงียบๆ เป็นคนธรรมดาทั่วไปคนหนึ่ง เขาหวังว่าเขาจะได้ไปอาศัยที่ไครเมีย อากาศและทะเลที่นั่นจะทำให้อาการป่วยของอเล็กเซย์ดีขึ้นก็เป็นได้

มอร์ดวีนอฟกลับทูลต่อนิโคลัสว่า

พระองค์ต้องเสด็จไปยังต่างประเทศให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้แต่ไครเมียก็ไม่ปลอดภัยสำหรับพระองค์ ในสถานการณ์ตอนนี้

นิโคลัสตอบกลับมอร์ดวีนอฟว่า

ไม่! ไม่มีวัน! ฉันไม่ต้องการที่จะออกจากรัสเซีย ฉันรักรัสเซียมาก มาก มากจนเกินไป (ที่จะทำเช่นนั้น)

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านิโคลัสนำสิ่งที่มอร์ดวีนอฟไปไตร่ตรองอยู่บ้าง และตระหนักว่าอาจจะจำเป็นที่เขาต้องเดินทางออกนอกประเทศ ถึงแม้จะไม่เต็มใจก็ตาม ในเวลาต่อมานิโคลัสได้ส่งข้อเรียกร้องสี่ข้อไปยังรัฐบาลชั่วคราว (ที่ทำหน้าที่เป็นรัฐบาลของรัสเซียในเวลานั้น) ว่า

  1. ขอให้ฉันเดินทางกลับไปยังซาร์โคเย ซีโล โดยปราศจากการขัดขวาง พร้อมกับคนของฉัน
  2. ขอให้ฉันและครอบครัวได้อาศัยที่ซาร์โคเย ซีโล จนกว่าบุตรของฉันทั้งหมดจะหายป่วย พร้อมกับคนของฉัน
  3. ขอให้ฉันและครอบครัวได้เดินทางไปยังเมืองโรมานอฟนามูร์มันสต์ (ปัจจุบันคือเมืองมูร์มันสค์) โดยปราศจากการขัดขวางพร้อมกับคนของฉัน
  4. ขอให้พวกเราได้กลับมาอาศัยอยู่ที่ไครเมีย ที่พระราชวังลิวาเดีย หลังสงครามสงบ

(ทั้งนี้ซาร์โคเย ซีโล คือที่ตั้งของพระราชวังหลายพระราชวัง เช่น พระราชวังแคทเทอรีน และพระราชวังอเล็กซานเดอร์ ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้คือเมืองพุชกิ้นนั่นเอง)

เจตจำนงของนิโคลัสคือ เขาและครอบครัวจะออกไปอาศัยที่ต่างประเทศชั่วคราว (อย่างที่ควรจะเป็น) แต่ขอกลับมายังรัสเซียเมื่อเหตุการณ์สงบแล้ว

หากแต่ว่านิโคลัสไม่เคยรู้เลยว่า ข้อ 4 นั้นไม่มีทางเป็นไปได้ ดังนั้นแม่ทัพอเล็กซีเยฟ (Alekseyev) เห็นว่าป่วยการที่จะส่งข้อเรียกร้องข้อ 4 ไปให้รัฐบาลชั่วคราว เขาเลยตัดข้อ 4 ทิ้งเสีย และส่งโทรเลขไปเพียงสามข้อ

อเล็กซีเยฟ

สาเหตุที่ข้อ 4 จะถูกปฏิเสธอย่างแน่นอน คือในเวลานั้นเหล่าผู้นำของรัฐบาลชั่วคราวเองก็กลัวมากอยู่แล้วที่จะให้นิโคลัสอยู่ในรัสเซียต่อไป พวกเขากลัวว่าพวกนายทหารที่จงรักภักดีจะลุกฮือขึ้นเพื่อกู้บัลลังก์ของนิโคลัสกลับมา พวกเขาจึงต้องการมากกว่าผู้ใดที่จะให้นิโคลัสออกนอกประเทศ

ปรากฏว่าโทรเลขของนิโคลัสที่ส่งไปยังไม่มีการตอบใดๆ กลับมาจากรัฐบาลชั่วคราว อเล็กซีเยฟจึงส่งโทรเลขไปย้ำอีกครั้งหนึ่งในอีกสามวันต่อมา เขาไม่รู้เลยว่าที่รัฐบาลชั่วคราวตอบช้านั้น เพราะว่าพวกเขาหาประเทศที่จะยอมรับให้นิโคลัสและครอบครัวไปอาศัยอยู่ยังไม่ได้นั่นเอง

ข้อเสนอของนายทหารพันธมิตร

ระหว่างที่รอการตอบกลับจากรัฐบาลชั่วคราวอยู่นั้น นิโคลัสได้ขอให้อดีตซาริซามาเรีย แม่ของเขาวัย 69 ปีให้เดินทางมาหาเขาที่ Mogilev

แกรนด์ดยุคอเล็กซานเดอร์ เพื่อนสนิทของนิโคลัสเป็นผู้พามาเรียมาพบกับนิโคลัสที่ Mogilev เมื่อมาเรียพบหน้าบุตรชายคนโต เธอก็ร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง และโผเข้ากอดนิโคลัส เขายืนสงบนิ่งโดยไม่เคลื่อนไหวใดๆ ตาทั้งสองข้างของเขามองไปยังพื้นราวกับว่าเขาขอให้มารดายอมรับในการตัดสินใจของเขา

นิโคลัสใช้เวลาอยู่กับแม่เป็นเวลาสามวัน เขาพาแม่ไปเดินเล่น พาเธอไปยังโบสถ์ และนั่งรับประทานอาหารด้วยกัน เหมือนกับเป็นการสั่งลาว่าเขาจะไม่ได้ดูแลแม่อีกต่อไปแล้ว

ในวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ.1917 นิโคลัสได้ทราบข่าวดีว่าโอลกา ทาเทียน่า และอเล็กเซย์ที่ป่วยเป็นโรคหัดอาการดีขึ้นมากแล้ว เหลือแต่เพียงมาเรีย และอนาสตาเซียเท่านั้นที่ยังมีไข้สูงอยู่

นั่นทำให้นิโคลัสยิ่งอยากจะกลับไปหาครอบครัวเขามากขึ้นไปอีก

ในเวลานั้น อดีตซาริซามาเรียได้พูดคุยกับนายทหารระดับสูงฝ่ายพันธมิตรหลายนายที่อยู่ในกองบัญชาการใหญ่ของรัสเซีย เธอซักถามพวกเขาว่านิโคลัสควรจะทำอย่างไรต่อไปดี พวกนายทหารเสนอว่าขอให้นิโคลัสเดินทางออกจากประเทศทันทีจากกองบัญชาการใหญ่ โดยการคุ้มครองของอังกฤษ และไม่ต้องหวนกลับไปยังซาร์โคเย ซีโลอีก

ซาริซามาเรีย มารดาของนิโคลัส

นั่นแปลว่านิโคลัสจะออกไปตัวคนเดียวและทิ้งครอบครัวไว้ในรัสเซีย ไม่ต้องสงสัยว่านิโคลัสไม่เลือกตัวเลือกนี้แน่นอน เขาไม่มีทางที่จะไปไหนโดยไม่มีครอบครัวของเขา

พวกนายทหารพันธมิตรจึงเสนอว่า พวกเขาจะคุ้มกันนิโคลัสกลับไปยังซาร์โคเย ซีโล เพื่อให้นิโคลัสรับครอบครัว หลังจากนั้นพวกเขาจะนำนิโคลัสและครอบครัวของเขาไปยังท่าเรือ พวกเขาจะได้ออกจากประเทศอย่างปลอดภัย เพื่อเป็นการตอบแทนที่นิโคลัสได้ดูแลพวกเขาอย่างดีเสมอมา

นิโคลัสรู้สึกดีกับตัวเลือกนี้ แต่ในใจของเขานั้น เขายังหวังว่าจะได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในรัสเซียต่อไปอีก เขาหวังว่ารัฐบาลชั่วคราวจะให้เขาไปอยู่ที่ไครเมียโดยที่ไม่ต้องออกจากรัสเซียไปไหน

ในวันเดียวกัน รัฐบาลชั่วคราวก็อนุญาตตามข้อเรียกร้องสามข้อที่ Alexeev ได้ส่งไป นิโคลัสจึงเตรียมการกลับไปหาบุตรและภรรยาของเขาทันที

นิโคลัสพบหน้าแม่ครั้งสุดท้าย

เช้าวันที่ 21 มีนาคม นิโคลัสโบกมืออำลานายทหารทั้งหลาย โดยเฉพาะพวกคอสแซกที่ติดตามปกป้องเขาเสมอมา ในที่แห่งนั้น ดูเหมือนว่าในที่แห่งนั้น เหล่านายทหารและพวกคอสแซกทั้งหลายจะเจ็บปวดมากกว่านิโคลัสเสียอีก อย่างไรก็ตามนิโคลัสได้เขียนไว้ในบันทึกของเขาว่า

ราวกับว่าใจของฉันแตกสลาย

เที่ยงวันนั้น นิโคลัสได้รับประทานอาหารกับอดีตซาริซามาเรีย แม่ของเขาเป็นครั้งสุดท้าย มาเรียขอนิโคลัสว่า เมื่อเขาเดินทางไปถึงซาร์โคเย ซีโลแล้ว ขอให้เขานำทุกคนออกจากรัสเซียทันที แม้ว่าลูกๆของเขาบางคนจะยังป่วยอยู่ก็ตาม แต่นิโคลัสยังยืนกรานว่า เขาไม่อยากจะไปไหน เขาอยากจะอยู่ที่รัสเซียต่อไป

ซาร์นิโคลัสและซาริซามาเรียบนรถไฟ ไม่ปรากฏว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองได้พบกันหรือไม่

สำหรับนิโคลัสแล้ว มันคงปวดร้าวมากที่เขาไม่อาจอยู่ในประเทศที่เขารักที่สุดได้อีกต่อไป ความจริงนี้เป็นสิ่งที่นิโคลัสไม่สามารถยอมรับได้เลย

นิโคลัสนั่งอยู่ในรถไฟกับแม่จนกระทั่งถึงเวลาสี่โมงครึ่ง หลังจากนั้นเขาก็อำลาแม่ รถไฟของเขาเริ่มออกจากสถานีเพื่อมุ่งหน้าไปยังซาร์โคเย ซีโล นิโคลัสในชุดเรียบง่ายมีท่าทีโศกเศร้าอย่างมาก มาเรียมองบุตรชายของเขาจากไปด้วยความเศร้าใจ นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะได้เห็นหน้าเขา ทั้งสองไม่ได้พบกันอีกเลย

หลังจากนั้นแกรนด์ดยุคอเล็กซานเดอร์ได้พามาเรีย แม่ยายของเขากลับไปยังเคียฟ แต่เมื่อสถานการณ์ดูเหมือนจะไม่เป็นใจ ครอบครัวโรมานอฟที่อยู่ที่เคียฟจึงรีบเดินทางไปยังไครเมียทันที ไครเมียมีท่าเรือ ถ้าเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินจะได้หลบหนีไปได้โดยทันที

นิโคลัสและครอบครัวกลายเป็นนักโทษ

ระหว่างที่อยู่ในรถไฟ นิโคลัสได้พูดกับผู้ติดตามว่า พวกเขารู้หรือไม่ว่า ตัวเขา (นิโคลัส) ได้สูญเสียอิสรภาพทั้งหมดแล้ว เมื่อเหล่าผู้ติดตามได้ยินคำกล่าวของนิโคลัส หลายคนต่างคิดไปถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศสที่มีชะตากรรมคล้ายกันในบัดดล

ขณะเดียวกันที่ซาร์โคเย ซีโล กองกำลังของแม่ทัพโคนีลอฟได้เข้ารักษาการณ์ที่พระราชวังอเล็กซานเดอร์ที่ครอบครัวซาร์อาศัยอยู่ โคนีลอฟบอกกับอเล็กซานดราว่า เธอและครอบครัวถูกควบคุมตัวแล้ว แต่ก็เพื่อความปลอดภัยของพวกเธอเอง และทุกคนจะได้เดินทางออกจากที่นั่นไปยังเมืองท่ามูร์มันสค์ เมื่อลูกของเธอทุกคนหายจากอาการป่วย

คำสั่งให้จับกุมครอบครัวซาร์มาจากรัฐบาลชั่วคราวก็จริงอยู่ แต่เป็นความพยายามของรัฐบาลชั่วคราวที่จะสงบอารมณ์ของพวกสภาโซเวียตแห่งเมืองเปโตรกราด (Petrograd Soviet) องค์กรฝ่ายซ้ายที่พวกแรงงานที่เป็นแกนนำในการปฏิวัติสังกัดอยู่ รัฐบาลชั่วคราวตัดสินใจที่จะลงมือจับครอบครัวซาร์ด้วยตนเอง ดีกว่าให้พวกโซเวียตเป็นผู้ลงมือ เพราะครอบครัวซาร์อาจจะเป็นอันตรายก็ได้

ซาริซาอเล็กซานดรา

สำหรับอเล็กซานดราแล้ว เธอยังเฝ้าพะวงว่าเมื่อไรสามีของเธอจะกลับมาถึงเสียที ก่อนหน้านี้นิโคลัสเคยโทรมาหาเธอครั้งหนึ่ง ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า อเล็กซานดรากระโดดขึ้นมาจากเก้าอี้ราวกับว่าเป็นเด็กสาววัย 16 ปี และวิ่งไปที่โทรศัพท์ทันที แต่ทั้งสองก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก เพราะว่าต่างรู้ดีว่ามีผู้แอบฟังอยู่จากทั้งสองฝากของโทรศัพท์

ระหว่างที่รอนิโคลัส อเล็กซานดราหยิบจดหมายและบันทึกเก่าๆ ของเธอมาทั้งหมด และเผาทิ้งทีละใบ เพราะเธอกลัวว่า “พวกเขา” อาจจะหาเรื่องจากจดหมายเหล่านี้มาโจมตีเธอในชั้นศาล จดหมายบางฉบับเป็นจดหมายที่เธอเขียนโต้ตอบกับควีนวิกตอเรีย ยายของเธอ ทั้งหมดนี้ถูกเผาทิ้งจนหมดสิ้น

ช่วงนี้เองเหล่าข้าราชบริพารต่างได้ตัวเลือกสองอย่าง อย่างแรกคือ อยู่กับครอบครัวโรมานอฟต่อไป แต่ทุกคนต้องอยู่ในสถานะนักโทษไม่ต่างอะไรกับครอบครัวโรมานอฟ อย่างที่สองคือ ออกจากวังไปเสีย แต่คนที่ออกไปจะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับมาอีก

ตัวเลือกดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทมากมายในหมู่ข้าราชบริพาร บางคนถูกด่าว่าไม่ซื่อสัตย์และทอดทิ้งเจ้านายในเวลายากลำบาก สุดท้ายแล้วมีชายหญิงหลายสิบคนเลือกที่จะอยู่กับครอบครัวโรมานอฟต่อไปในเวลาสนธยานี้

นิโคลัสกลับมาถึง “บ้าน” และเผชิญกับความจริง

เช้าวันที่ 22 มีนาคม อเล็กซานดรากระสับกระส่ายและอยู่ไม่นิ่ง วันนี้เป็นวันที่สามีของเธอจะเดินทางกลับมาถึงซาร์โคเย ซีโล ตามกำหนดการ เธอกลัวว่าจะเกิดการล่าช้าเกิดขึ้นทำให้เธอนั่งไม่ติด เธอเลยไปนั่งรวมกับลูกๆ ของเธอทุกคน อเล็กเซย์เองก็ไล่นับเวลาว่าอีกกี่นาทีพ่อของเขาจะกลับมาถึง “บ้าน”

พระราชวังอเล็กซานเดอร์ บ้านของครอบครัวซาร์

นิโคลัสกลับมาถึงตามกำหนดการที่วางไว้ เขาและผู้ติดตามเดินทางมาถึงหน้าพระราชวังอเล็กซานเดอร์ แต่ปรากฏว่าที่หน้าวังมีทหารรักษาการณ์อย่างแน่นหนา

นายทหารที่ดูแลบริเวณนั้นอยู่ตะโกนถามว่าใครอยู่ในรถ พลทหารคนหนึ่งจึงตะโกนว่า “นิโคลัส โรมานอฟ”

เหตุการณ์นั้นเป็นสิ่งที่เตือนใจนิโคลัสว่า เขาไม่ได้เป็นจักรพรรดิแห่งรัสเซียอีกต่อไปแล้ว

นิโคลัสเดินตรงเข้าไปในห้องโถง เขาพบว่ามีพวกทหารอยู่มากมาย นิโคลัสที่อยู่ในชุดทหารเลยพยายามทำท่าอย่างที่เขาทำประจำ นั่นก็คือรับการทำความเคารพจากพวกทหาร ถึงแม้ว่าจะไม่มีทหารสักนายเดียวที่ทำความเคารพเขาก็ตาม

เมื่อนิโคลัสเดินเข้ามาใกล้ถึงบริเวณที่ครอบครัวของเขาพำนักอยู่ ข้าราชบริพารรีบวิ่งไปหาอเล็กซานดราทันที และพูดขึ้นว่า

องค์จักรพรรดิเสด็จกลับมาแล้ว!

อเล็กซานดราร้องไห้ทันที เธอรีบลุกขึ้นยืนและวิ่งไปหานิโคลัสทันที ทั้งสองโผเข้ากอดกันด้วยความรัก หนึ่งเดือนที่ผ่านมามันช่างยาวนานเหมือนกับสิบปี อเล็กซานดราน้ำตาไหลพราก เธอบอกนิโคลัสว่าสามีและพ่อของลูกๆ สำคัญกว่าบัลลังก์แห่งรัสเซียที่เสียไป

นิโคลัสเห็นเช่นนั้นก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ เขาซบลงที่อ้อมอกของภรรยาของเขา และร้องไห้อย่างมากมาย ลูกๆทั้งห้าคน ตั้งแต่ โอลกา ทาเทียน่า มาเรีย อนาสตาเซีย และอเล็กเซย์ต่างวิ่งเข้ามาหาพ่อของพวกเขาและเธอด้วยน้ำตา

ทั้งครอบครัวได้กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้งหนึ่งแล้ว และพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น

อ่านตั้งแต่ตอนแรกและติดตามตอนต่อไปได้ใน วันสุดท้ายของครอบครัวโรมานอฟ หรืออ่านตอนที่ 2 ได้ที่นี่

หนังสืออ้างอิงอยู่ ที่นี่

บทความการศึกษา

Victory Tale ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปโพสที่ใดทุกกรณี การฝ่าฝืนมีโทษทางกฎหมาย

error: Content is protected !!