อาหารและน้ำที่สนามบินแพงมากกกก จะทำอย่างไรดี?

หนึ่งในปัญหาสำคัญของนักเดินทางที่ต้องใช้สนามบินบ่อยๆ คือ อาหารและน้ำในสนามบินแพงมาก (ก ไก่ ล้านตัว) ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยประเทศเดียว แต่นักเดินทางชาติอื่นๆ ก็รู้สึกอย่างเดียวกัน

จริงๆแล้วไม่แปลกอะไรที่อาหารและน้ำในสนามบินจะแพง เพราะค่าใช้จ่ายหลายอย่างสูงกว่าภายนอก ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่า ค่าขนส่ง และอื่นๆ อีกมากมาย ราคาของอาหารและน้ำจึงสูงขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตามถ้าเราต้องรอในสนามบินหลายชั่วโมง หรือในกรณีโหดๆ คือเป็นวัน อาหารและน้ำล้วนแต่เป็นปัจจัยที่เราขาดแคลนไม่ได้

แล้วเราจะทำอย่างไรดีเล่า ขอให้รัฐลดราคา? คงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องบรรเทาปัญหานี้ด้วยตัวเองครับ

สนามบินสุวรรณภูมิ By Nutjaru – Own work, CC BY-SA 4.0,

1. กินมาก่อนหรือเตรียมอาหารมาจากภายนอก

วิธีการที่ดีที่สุดที่จะหลบเลี่ยงการกินอาหารที่แพงๆ ในสนามบินคือ เราต้องกินมาให้เสร็จสรรพ ตั้งแต่ก่อนเข้ามาในสนามบินนั่นเอง เพียงเท่านี้เราก็ไม่ต้องหาอะไรกินในสนามบินแล้ว เพราะถ้าหิวจริงๆ ภายในเครื่องก็มีให้กิน (ยกเว้นโลว์คอสต์ที่ต้องจ่ายเพิ่ม)

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า อ้าว ถ้าเครื่องดีเลย์ หลายชั่วโมงนี่ทำอย่างไรดี?

คำตอบคือพกขนมและอาหารที่มันแห้งๆ กินง่ายๆ ติดตัวไว้ครับ ผมมักจะพกไว้เสมอว่าบินไปไหนไกลๆ พวกนี้ไม่ค่อยมีปัญหากับการตรวจสอบสัมภาระเท่าไรด้วย ทำให้เรานำขึ้นเครื่องบินได้อย่างสบายๆ

แต่เอาเข้าจริงถ้ารอนานเป็นวันก็คงต้องกินในสนามบินนั่นแหละครับ แต่ในเคสนั้นสายการบินน่าจะให้คูปองอาหารหรือพาไปอยู่โรงแรม เราจึงไม่ต้องกังวลเรื่องค่าอาหารแต่อย่างใด

2. พกขวดเปล่าติดตัว

น้ำเป็นสิ่งที่แพงในสนามบินเช่นเดียวกัน หากแต่ว่าเป็นสิ่งที่เราแก้ปัญหาได้ง่ายที่สุด นั่นคือการใช้ขวดเปล่านั่นเอง

ตามกฎระเบียบข้อบังคับ เราไม่สามารถนำของเหลวที่มีปริมาตรเกินกำหนดขึ้นเครื่องบินได้ แต่เราสามารถนำขวดเปล่าเข้าไปได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ

ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำ เราก็นำขวดเปล่าเข้าไป แล้วไปกดน้ำใส่ขวดได้จากก๊อกน้ำดื่มในสนามบินครับ แทบทุกสนามบินจะมีก๊อกแบบนี้เสมอใกล้กับห้องน้ำ น้ำที่เรากดมาก็ดื่มจากขวดได้โดยไม่ต้องซื้อน้ำในสนามบินแล้วครับ

3. กินที่ศูนย์อาหาร

สนามบินหลายแห่งจะมีศูนย์อาหาร (Food Court) อยู่ ซึ่งนักเดินทางทั่วไปสามารถใช้บริการได้ ค่าอาหารและน้ำในที่นี่จะคิดราคาเทียบเท่ากับราคาทั่วไปในเมือง ไม่ใช่ราคาที่ถูกเพิ่มขึ้นมาสำหรับสนามบิน

อย่างที่สนามบินสุวรรณภูมิ ศูนย์อาหารจะอยู่ที่ชั้น 1 ของสนามบิน ชื่อ Magic Food Court พอเข้ามาในสนามบินแล้วก็เดินไปทางขวาสุด แล้วก็ลงลิฟต์ไปที่ชั้น 1 พอออกมาเราจะเจอศูนย์อาหารทันที นอกจากนี้ศูนย์อาหารยังเปิด 24 ชั่วโมงด้วย

ส่วนที่สนามบินดอนเมือง อยู่ที่ชั้น 2 ของ Terminal 2 ของสนามบินครับ แต่ที่ดอนเมืองนี้ปิดตอน 20.00 น นะครับ

ทั้งสองศูนย์อาหารจะอยู่ด้านนอกนะครับ ถ้าตรวจพาสปอร์ตแล้ว เช็คสัมภาระแล้ว เราจะออกมากินไม่ได้แล้วครับ ต้องกินตั้งแต่ก่อนเข้าไป

เคล็ดลับสำคัญอีกอย่างนึงคือ เลือกร้านที่สะอาดๆ หน่อย หรือว่าทำสดใหม่ก็ดีนะครับ ผมเคยกินข้าวแกงจากศูนย์อาหารที่สุวรรณภูมิทีนึง แล้วไปท้องเสียในวันรุ่งขึ้นที่จอร์แดน ผมบอกเลยตอนนั้นสภาพดูไม่จืดจริงๆ

4. เข้า Lounge

สำหรับสนามบินทุกแห่งทั่วโลกมีเล้าจน์ให้บริการ ดังนั้นอย่าลืมตรวจสอบให้ดีว่าเรามีสิทธิ์เข้า Lounge ได้หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ครอบครองบัตรเครดิตบางชนิดสามารถเข้า Lounge ได้ฟรีพร้อมผู้ติดตาม หรือสายการบินอย่างบางกอก แอร์เวย์ส (Bangkok Airways) มีบริการ Lounge ให้กับผู้โดยสารด้วย หรือเป็นสมาชิกของ Priority Pass ที่สามารถเข้าใช้งาน Lounge ได้แทบทั่วทั้งโลก

ถ้าเข้าไป Lounge แน่นอนว่ามีอาหารและน้ำให้กินหลายอย่างแล้วแต่คุณภาพของ Lounge ในส่วนนี้เราก็ไม่ต้องเสียเงินกินอาหารและน้ำที่สนามบินแล้วครับ

5. เลือกกินเฉพาะอะไรง่ายๆ

ถ้าสุดท้ายแล้ว มันต้องกินจริงๆ มันก็ต้องกินนั่นแหละครับ แต่โดยส่วนตัว ผมจะเลือกกินเฉพาะอะไรง่ายๆ ที่ชาร์จเพิ่มไม่มากนัก อย่างฟาสต์ฟู้ดอย่างเบอร์เกอร์ธรรมดาๆ หรือข้าวกล่องในซูเปอร์มาร์เก็ตของสนามบิน ที่ราคาไม่ได้เพิ่มกว่าข้างนอกมากมายนัก

สนามบินสุวรรณภูมิเองมีขายข้าวกล่องตรงโซนอาหาร (ก่อนเข้าไปด้านใน) ที่มีขายข้าวกล่องอยู่ และมีราคาไม่แพง (ไม่ถึง 100 บาท) โดยมีปริมาณและคุณภาพใช้ได้ ในส่วนนี้ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ สำหรับการประหยัดค่าใช้จ่ายในสนามบินครับ

error: Content is protected !!