ฌ้อปาอ๋อง (5): งานเลี้ยงที่หงเหมินและการทำลายเมืองเสียนหยาง

ตอนที่ 1 อยู่ที่นี่

หลังจากเซี่ยงอวี่สังหารทหารฉินสองแสนคนแล้ว เขาก็ยกกำลังเข้าตีดินแดนกวนจงของราชวงศ์ฉิน หารู้ไม่ว่าดินแดนกวนจงทั้งหมดอยู่ในมือของหลิวปังเรียบร้อยแล้ว รวมไปถึงเสียนหยาง เมืองหลวงของราชวงศ์ฉินด้วย

เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเมืองทั้งหมดในกวนจงจึงยอมจำนนอย่างง่ายดายเช่นนี้

งานเลี้ยงในสมัยราชวงศ์ฉิน-ฮั่น

กลยุทธ์ของหลิวปัง

หลิวปังใช้ยุทธศาสตร์ตรงกันข้ามกับเซี่ยงอวี่ เขาใช้ความเมตตาปรานีเป็นอาวุธ เมืองใดเปิดประตูเมืองยอมจำนนแต่โดยดีก็ไม่สังหารและปล้นสะดม ทำให้พวกทหารฉินเลือกที่จะรักษาชีวิตเอาไว้และไม่ต่อสู้ขัดขวางหลิวปัง

อีกประการหนึ่ง พวกทหารฉินทราบดีว่าถ้ากองทัพเซี่ยงอวี่มาถึง พวกตนคงจะไม่รอดชีวิต ดังนั้นการยอมจำนนต่อหลิวปังผู้มีเมตตาจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่ามาก

อย่างไรก็ตามมีอยู่บางเมืองที่หลิวปังต้องใช้กำลังเข้าตี อย่างเช่นด่านหวู่กวนเป็นต้น แต่จางเหลียงผู้เจ้าปัญหาอยู่กับหลิวปังด้วย ด่านหวู่กวนจึงแตกอย่างง่ายดาย กองทัพของหลิวปังยกเข้าประชิดเมืองเสียนหยางได้ในที่สุด

ณ เวลานั้น จื่ออิงได้สังหารจ้าวเกาไปแล้วเรียบร้อย และได้ขึ้นเป็นฉินหวางพระองค์ใหม่ (ไม่ได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้) จื่ออิงเห็นว่าคงไม่สามารถต้านทานกองทัพของหลิวปังได้ ประกอบกับหลิวปังก็เป็นคนโอบอ้อมอารี เขาจึงตัดสินใจวางอาวุธยอมจำนนต่อหลิวปัง

หลังจากหลิวปังเข้าเมืองหลวงได้สำเร็จ เขาใช้เวลาเสพสุขอยู่ในพระราชวังอยู่สองสามวัน ฝานไคว่ นายทหารคนสนิทเห็นเจ้านายหลงระเริงจึงเข้าไปทัดทาน หลิวปังได้ฟังผานไคว่ก็สำนึกตัวได้ว่าตนเองไม่น่าหลงมัวเมาในสิ่งเหล่านี้เพราะจะเสียการใหญ่ หลังจากนั้นเขาจึงออกมาอยู่นอกพระราชวัง และมีคำสั่งให้ยกเลิกกฎหมายอันโหดร้ายของราชวงศ์ฉินเสีย พร้อมกับนำกฎหมายสามมาตราที่สมเหตุสมผลเข้ามาใช้ เหล่าราษฎรต่างสรรเสริญหลิวปังอย่างมาก ส่วนจื่ออิงนั้น หลิวปังก็ให้คนคุ้มกันอย่างดี ไม่ให้ใครไปทำอันตราย

ในเวลานั้นหลิวปังรู้ดีว่า ฉู่ไหวหวางเคยสัญญาไว้ว่า ใครตีเมืองเสียนหยางได้ก่อนจะให้เป็นหวาง (กษัตริย์) ครองดินแดนกวนจง ณ บัดนั้น ถ้ายึดเอาตามคำพูดของฉู่ไหวหวาง หลิวปังต้องได้เป็นกษัตริย์ แต่เซี่ยงอวี่เล่า? เขาจะยอมหรือไม่?

เซี่ยงอวี่ตีด่านหานกู่แตก

หลิวปังรู้ดีว่าเซี่ยงอวี่คงจะไม่ยอมเป็นแน่ เซี่ยงอวี่มีกำลังทหารมากถึงสี่แสนคน ส่วนหลิวปังมีกำลังเพียงหนึ่งแสนคนเท่านั้น เซี่ยงอวี่เองก็คิดว่าตนเองควรจะได้เป็นกษัตริย์ ไม่ใช่หลิวปัง เพราะว่าตนเองทำหน้าที่กวาดล้างกองทัพฉินทั้งหมด หลิวปังถึงยาตราทัพเข้าเมืองเสียนหยางได้อย่างสะดวกโยธิน

หลิวปังเชื่อคำแนะนำของจูเซิง ที่ปรึกษาคนหนึ่งด้วยการส่งกำลังทหารส่วนหนึ่งไปรักษาการณ์ไว้ที่ด่านหานกู่ คอยป้องกันไม่ให้กองทัพของเซี่ยงอวี่เข้ามาในกวนจงได้ เซี่ยงอวี่เห็นกองทัพมาตั้งสกัดก็ไม่พอใจอย่างมาก เขาทุ่มกำลังเข้าตีด่านหานกู่ทันที กองทัพฉู่แข็งแกร่งมาก ภายในไม่ถึงวัน ด่านหานกู่ก็แตกยับ

เฉาอู๋ชาง นายทหารคนหนึ่งในกองทัพหลิวปังได้ส่งจดหมายลับไปบอกเซี่ยงอวี่ว่า หลิวปังมักใหญ่ใฝ่สูง ทำเป็นอ่อนน้อม แต่จริงๆ ต้องการจะตั้งตนเป็นกษัตริย์แห่งกวนจงตามที่ฉู่ไหวหวางได้สัญญาไว้ และในเวลานั้นหลิวปังยังยึดทรัพย์สินเงินทองไปเป็นของตนเองหมดแล้ว เฉาอู๋ชางจึงเสนอให้เซี่ยงอวี่รีบฆ่าหลิวปังเสียก่อน

ฟ่านเจิง ที่ปรึกษาของเซี่ยงอวี่ที่นั่งอยู่ด้วยคิดมาโดยตลอดว่าในอนาคต หลิวปังจะเป็นคู่แข่งสำคัญของเซี่ยงอวี่ เขาจึงเสนอให้เซี่ยงอวี่รีบเข้าตีกองทัพของหลิวปังโดยเร็วที่สุด ในวันรุ่งขึ้นเซี่ยงอวี่จึงเตรียมจะนำกำลังเข้าบดขยี้กองทัพของหลิวปังที่ตั้งอยู่ที่ป้าซ่างให้ย่อยยับไป

ข่าวการเตรียมกองทัพของฝ่ายฉู่ไปเข้าหูของเซี่ยงป๋อ อาของเซี่ยงอวี่ เซี่ยงป๋อผู้นี้สนิทสนมกับจางเหลียงที่ปรึกษาของหลิวปัง เพราะจางเหลียงเคยช่วยเหลือเขามาก่อน เซี่ยงป๋อเกรงว่าจางเหลียงจะเป็นอันตราย เขารีบควบม้าไปยังค่ายของหลิวปังเพื่อขอพบจางเหลียงในคืนนั้น

เมื่อได้เข้าพบ เซี่ยงป๋อรีบบอกให้จางเหลียงหลบหนีไปเพราะว่ากองทัพฉู่กำลังจะเข้าโจมตีในวันรุ่งขึ้น จางเหลียงตกใจจนหน้าซีดเผือด แต่ไม่อาจปักใจทิ้งเจ้านายไปได้ จางเหลียงรีบไปหาหลิวปังทันที และแจ้งให้เรื่องทั้งหมดให้ทราบ

หลิวปังได้ฟังก็ตกตะลึงจนแทบจะสิ้นสติ กองทัพของเขามีกำลังน้อยกว่าเซี่ยงอวี่มาก ประสบการณ์การสู้รบของทหารของเขาแทบจะไม่มีเลย ถ้ากองทัพฉู่เข้าโจมตีไม่ต้องสงสัยว่ากองทัพหลิวปังต้องแตกยับอย่างแน่นอน หลิวปังจึงถามจางเหลียงเพื่อหาวิธีการแก้ไข

จางเหลียงครุ่นคิดอยู่สักพักหนึ่งก็คิดหาทางแก้ไขได้ เขาบอกหลิวปังให้ดำเนินการตามแผนนี้

การแก้สถานการณ์ของจางเหลียง

จางเหลียงเดินกลับไปกระโจมของตน และบอกให้เซี่ยงป๋อเดินทางไปพบกับหลิวปัง เซี่ยงป๋อกล่าวขึ้นว่าทำไมเขาต้องไปพบหลิวปังด้วย ที่เดินทางมาที่แห่งนี้ก็เพราะว่าหวังดีจะมาเตือนจางเหลียงเท่านั้น

ด้วยความที่เป็นคนฉลาดพูด จางเหลียงพูดโน้มน้าวเซี่ยงป๋อไปมา ทำให้เซี่ยงป๋อยินยอมมาพบหลิวปัง

พอหลิวปังเห็นเซี่ยงป๋อก็ทำความเคารพอย่างสุภาพ และเชิญเซี่ยงป๋อเข้ามานั่งในกระโจมของตน พร้อมกับจัดสุราอาหารเลี้ยงเซี่ยงป๋ออย่างดี

หลังจากเสพสุราไปได้สักพัก หลิวปังก็พูดขึ้นว่า

หลังจากข้าพเจ้าเข้าด่านกวนจง ข้าพเจ้ามิได้ยักยอกทรัพย์สมบัติเลยแม้แต่น้อย ข้าพเจ้าได้ปิดท้องพระคลังและทำบัญชีรายชื่อเหล่าขุนนางไว้เพื่อรอท่านแม่ทัพเซี่ยง ทหารที่ข้าพเจ้าให้รักษาการณ์ที่ด่านหานกู่ก็เพื่อป้องกันพวกโจรผู้ร้าย หาได้ใช้ให้ไปขัดขวางท่านแม่ทัพเซี่ยงไม่ ข้าพเจ้าขอให้ท่านช่วยเรียนให้ท่านแม่ทัพทราบด้วย ข้าพเจ้านับวันรอท่านแม่ทัพมาถึงที่นี่ด้วยความซื่อสัตย์เท่านั้น

เซี่ยงป๋อได้ฟังก็เกิดความรู้สึกโน้มน้าวไปเล็กน้อย เขาจึงตอบอย่างอ้อมแอ้มว่าจะบอกเซี่ยงอวี่ให้

จางเหลียงที่นั่งอยู่ด้วยเห็นว่าเซี่ยงป๋อยังไม่ช่วยเหลืออย่างสนิทใจ เขาจึงถามเซี่ยงป๋อขึ้นว่าเขามีบุตรธิดากี่คน เซี่ยงป๋อไม่ได้ระแวงสงสัยจึงบอกเพื่อนสนิทไปตามจริง

เมื่อทราบคำตอบแล้ว จางเหลียงพูดขึ้นว่า

ท่านมีบุตรธิดาหลายคน เพ่ยกง (หลิวปัง) ก็มีบุตรธิดาหลายคน ไยท่านทั้งสองไม่ดองญาติกันเสียเล่า

หลิวปังได้ฟังก็รีบเห็นด้วยทันที เขาเสนอว่าจะยกบุตรสาวให้กับบุตรชายเซี่ยงป๋อ แต่สำหรับเซี่ยงป๋อแล้ว เขายังแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะคิดว่าตนเองเป็นเพียงลูกน้องของเซี่ยงอวี่เท่านั้น ฐานะของตนจึงไม่สมกับหลิวปัง แต่หลิวปังและจางเหลียงคะยั้นคะยออย่างหนักจนสุดท้ายก็ต้องยอม

เมื่อถึงเวลาอันสมควรแล้ว เซี่ยงป๋อจึงลากลับ ก่อนที่เซี่ยงป๋อจะไป หลิวปังได้ฝากฝังให้เซี่ยงป๋อช่วยเหลือเรียนให้เซี่ยงอวี่ทราบ เซี่ยงป๋อรับอย่างหนักแน่นว่าตนจะช่วยพูดให้ หลังจากนั้นเซี่ยงป๋อก็ลาไป

ในคืนวันนั้นเซี่ยงป๋อรีบกลับมาค่ายฉู่ และเรียนให้เซี่ยงอวี่ทราบความจริงใจของหลิวปัง เซี่ยงอวี่ได้ฟังตอนแรกก็รู้สึกโกรธ แต่ด้วยคำพูดของอาที่เคารพทำให้เซี่ยงอวี่เริ่มเปลี่ยนใจ

เซี่ยงป๋อว่าต่อไปว่าในวันรุ่งขึ้น หลิวปังเดินทางมาพบเซี่ยงอวี่ที่ค่ายฝ่ายฉู่ที่หงเหมินเพื่อขอโทษ เซี่ยงอวี่ถูกโน้มน้าวใจไปอีก สุดท้ายเลยสั่งให้กองทัพทั้งหมดพักการโจมตีไว้ก่อน เพื่อดูทีท่าของหลิวปังในวันรุ่งขึ้น

นับว่าหลิวปังรอดตายไปได้อย่างหวุดหวิด ไม่ต้องสงสัยว่าทั้งหมดคือแผนการของจางเหลียงนั่นเอง

งานเลี้ยงที่หงเหมิน

ฝ่ายฟ่านเจิง เมื่อได้ทราบว่าเซี่ยงอวี่เปลี่ยนใจก็ไม่พอใจมาก เขารีบมาหาเซี่ยงอวี่และพูดโน้มน้าวให้เซี่ยงอวี่สังหารหลิวปังเสียในวันรุ่งขึ้น ฟ่านเจิงจึงออกอุบายให้เซี่ยงอวี่กล่าวโทษหลิวปัง ถ้าหลิวปังแก้ต่างไม่ได้ ก็ให้ฆ่าเสียเลย นอกจากนี้ฟ่านเจิงยังจะให้ซุ่มกำลังทหารไว้โดยรอบด้วย เพื่อป้องกันกรณีที่เซี่ยงอวี่ใจอ่อนฆ่าหลิวปังไม่ลง

เซี่ยงอวี่ได้ฟังก็เห็นด้วย เขาจึงส่งสารไปเชิญหลิวปังมาที่ค่ายฉู่ในวันรุ่งขึ้น จางเหลียงขันอาสาว่าจะไปด้วย เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้หลิวปังเป็นอันตราย

ก่อนที่จะไปจางเหลียงได้ติวเข้มหลิวปังเรื่องท่าทางและคำพูดหลายอย่าง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็เดินทางไป ผู้ที่ออกเดินทางไปค่ายฉู่มีเพียงหลิวปัง จางเหลียง ฝานไคว่ และทหารไม่กี่นายเท่านั้น

ระหว่างที่เดินทางไปนั้น หลิวปังเกิดกังวลว่าจะเป็นอันตรายหรือไม่ จางเหลียงจึงบอกเจ้านายว่า อย่าได้กังวลไปเลย ขอให้จำคำที่เขาบอกไว้ให้ดีก็พอ

พอหลิวปังเข้ามาถึงในค่าย หลิวปังรีบโค้งคำนับ (บ้างว่าถึงกับคุกเข่าลง) เซี่ยงอวี่ก็ประกาศโทษหลิวปังสามประการ ได้แก่

  • ปล่อยจื่ออิง กษัตริย์ราชวงศ์ฉินโดยไม่ลงอาญา
  • เปลี่ยนกฎหมายเพื่อหมายใจจะให้ราษฎรรัก
  • ส่งทหารไปสกัดหมายใจจะขัดขวางกองทัพเซี่ยงอวี่

หลิวปังมีสคริปที่ได้จากจางเหลียงไว้ในหัวอยู่แล้ว เขาพูดขึ้นอย่างนอบน้อมว่า

  • ที่ไม่สังหารจื่ออิงก็เพราะจื่ออิงยอมจำนนแต่โดยดี การลงอาญาอาจจะเกินรับสั่งฉู่ไหวหวาง หลิวปังจึงขอให้เซี่ยงอวี่จัดการในเรื่องนี้แทน
  • การเปลี่ยนกฎหมายต้องทำเพราะกฎหมายราชวงศ์ฉินเข้มงวดรุนแรง ถ้าทิ้งไว้เกรงว่าเหล่าประชาชนจะลุกฮือต่อต้าน หลิวปังตั้งใจรอเซี่ยงอวี่ที่เมืองเสียนหยาง ดังนั้นจึงไม่ปรารถนาเห็นความวุ่นวาย
  • ที่ส่งกำลังไปสกัดไว้ก็เพราะว่าต้องการจะป้องกันโจรผู้ร้าย และยังไม่ไว้ใจด้วยว่ามีกองทัพฉินอื่นๆจะมาทำอันตรายหรือไม่ หลิวปังจึงต้องสั่งให้ทหารป้องกันด่านเอาไว้เพื่อรอท่าเซี่ยงอวี่

เซี่ยงอวี่ไม่ใช่คนฉลาดอะไรนัก พอได้ฟังแต่เพียงเท่านี้ก็หลงเชื่อ ตัวเซี่ยงอวี่รู้สึกว่าเขาเข้าใจหลิวปังผิดไป หลังจากนั้นจึงเชื้อเชิญให้หลิวปังเข้านั่งในกระโจม และสั่งให้ทหารนำอาหารและเหล้ามาดื่มฉลองกับหลิวปัง

ผู้ที่เป็นกังวลในเวลานั้นกลับเป็นฟ่านเจิง ที่ปรึกษาของเซี่ยงอวี่ เขารู้สึกร้อนใจเมื่อเห็นเซี่ยงอวี่ไม่ฆ่าหลิวปังอย่างที่ตกลงกันไว้เสียที

ฟ่านเจิงพยายามส่งสัญญาณให้เซี่ยงอวี่ฆ่าหลิวปัง แต่เซี่ยงอวี่กลับเฉยเสีย บ้างว่าเพราะเซี่ยงอวี่เห็นหลิวปังนอบน้อมต่อตนจึงดูหมิ่นหลิวปังว่าเป็นพวกอ่อนหัด จะฆ่าเมื่อไรก็ได้ และถ้าฆ่าหลิวปังในงานเลี้ยง ผู้คนคงจะนินทาเซี่ยงอวี่ในทางที่ไม่ดี เซี่ยงอวี่จึงทำเป็นไม่สนใจสัญญาณของฟ่านเจิง

ในที่สุดฟ่านเจิงตัดสินใจว่าเขาต้องลงมือฆ่าหลิวปังด้วยตนเอง เพราะหลิวปังเป็นเหมือนกับ “โรคร้ายภายในกาย” ที่ต้องถูกกำจัดโดยเร็วที่สุด

ฟ่านเจิงจึงสั่งให้เฉินผิง ที่ปรึกษาคนหนึ่งไปรินเหล้าให้กับหลิวปังเพื่อหมายใจให้หลิวปังเมาแล้วจะได้หาจังหวะฆ่าได้ง่ายๆ แต่เฉินผิงผู้นี้เป็นคนฉลาด เขาเห็นหลิวปังมีบารมี นานไปคงจะได้เป็นจักรพรรดิ เฉินผิงจึงรินสุราให้หลิวปังเพียงเล็กน้อย แต่เวลารินให้เซี่ยงอวี่จะรินให้มากๆ หลิวปังเองก็กลัวอันตราย เขาจึงดื่มแบบจิบๆ ทำให้หลิวปังไม่เมาเท่าใดนัก แต่เซี่ยงอวี่กลับเป็นฝ่ายเมาแทน

ผ่านไปสักพักหนึ่ง เซี่ยงจวง นายทหารคนหนึ่ง (บ้างว่าเป็นญาติผู้น้องของเซี่ยงอวี่) เดินเข้ามาในกระโจมและขออนุญาตรำดาบให้แขกทุกท่านได้รับชม การรำดาบของเซี่ยงจวงจึงเริ่มต้นขึ้น แต่ท่าทางของเขาแปลกๆ เพราะคมดาบพุ่งไปทางหลิวปังอยู่ตลอดเวลา

จริงๆแล้วฟ่านเจิงเริ่มใช้แผนสองแล้ว เขาสั่งให้เซี่ยงจวงเข้ามารำดาบภายในกระโจมและฉวยโอกาสฆ่าหลิวปังให้ได้

หลิวปังเห็นคมดาบพุ่งมาทางตนบ่อยๆ จึงตกใจจนหน้าซีด จางเหลียงตระหนักว่าไม่ได้การแล้ว เขามองไปยังเซี่ยงป่อทันทีเพื่อขอความช่วยเหลือ เซี่ยงป๋อจึงเดินออกมา และพูดขึ้นว่า การรำดาบที่ดีต้องมีคู่ เขาจึงชักดาบออกมาร่ายรำกับเซี่ยงจวงทันที โดยเอาตัวของเขาป้องกันหลิวปังเอาไว้

จางเหลียงนั่งดูอยู่สักพักก็เห็นว่าหลิวปังอยู่ที่นั่นต่อไปไม่ได้แล้ว ฟ่านเจิงคงจะหาทางสังหารหลิวปังให้ได้เป็นแน่ เขาจึงปลีกตัวออกมาและเรียกฝานไคว่มาทันที และแจ้งให้ทราบว่าหลิวปังเป็นอันตราย ขอให้ฝานไคว่เข้าไปช่วยเหลือโดยด่วนและอธิบายแผนการให้ทราบ

หลังจากนั้นไม่กี่นาที ฝานไคว่พยายามจะบุกเข้าไปในกระโจม ทหารฉู่พยายามห้ามไว้แต่ก็สู้แรงฝานไคว่ไม่ได้ ฝานไคว่เอาตัวเองเข้าไปถึงหน้าเซี่ยงอวี่ได้สำเร็จ เมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามา การรำดาบจึงหยุดลงทันที

เซี่ยงอวี่จึงถามขึ้นว่า เขาเป็นผู้ใด ฝานไคว่อ้าปากจะตอบ แต่จางเหลียงเดินเข้ามาเสียก่อน และพูดขึ้นว่า เขาเป็นทหารของเพ่ยกงชื่อ ฝานไคว่ เขาเข้ามาเพื่อขออาหารและเหล้ากิน เซี่ยงอวี่เห็นความกล้าหาญของฝานไคว่ที่กล้าบุกเข้ามา เขาจึงมอบเนื้อหมูขาหนึ่ง และเหล้าไหหนึ่งให้กับฝานไคว่

ฝานไคว่กินทั้งสองอย่างจนหมด และพูดขึ้นต่อหน้าเซี่ยงอวี่ว่า

ฉินหวางฆ่าคนเป็นผักปลา ราษฎรมากมายได้รับความเดือดร้อน ฉู่ไหวหวางโปรดให้ท่านแม่ทัพกับเพ่ยกงยกทัพมาปราบแคว้นฉิน ผู้ใดมาถึงก่อนจะได้เป็นหวาง เพ่ยกงเข้าเมืองได้ก่อนแต่กลับไม่ตั้งตนเป็นหวาง เขาสั่งไม่ให้ทหารข่มเหงราษฎร ทรัพย์สินก็ให้ลงกลอนเอาไว้อย่างดี แต่งตั้งทหารรักษาเมืองเสียนหยางไว้ แล้วจึงกลับมาอยู่ในค่ายที่ป้าซ่าง ความชอบของเพ่ยกงมีมากมายเพียงนี้ ท่านแม่ทัพหาเห็นไม่ แต่กลับเชื่อคำคนชั่วจะฆ่าเพ่ยกงเสีย ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่สมควรเลยฝ่าผู้คนเข้ามาทัดทาน

เซี่ยงอวี่ได้ฟังก็เห็นด้วย เขาสั่งให้เซี่ยงป๋อ เซี่ยงจวงเลิกรำดาบเสีย จางเหลียงเห็นฝานไคว่ทำตามที่สั่งเสร็จแล้วจึงไล่ให้เขาออกไป

ในเวลานั้นเซี่ยงอวี่กลับเมาหนักจากการดื่มเหล้ามากมายที่เฉินผิงรินให้ เซี่ยงอวี่ถึงกับฟุบหลับลงกับโต๊ะ

จางเหลียงเห็นเช่นนั้นจึงปรายตามองไปที่หลิวปังทันที หลิวปังลุกขึ้นและทำเป็นขอไปเข้าห้องน้ำ เมื่อได้จังหวะ จางเหลียงจึงให้หลิวปังกลับค่ายไปทันทีพร้อมกับฝานไคว่ ส่วนตัวเองอยู่ในค่ายฉู่คอยรับหน้าเซี่ยงอวี่

พอเซี่ยงอวี่ตื่นขึ้นมา จางเหลียงรีบบอกว่า

เพ่ยกงมึนเมาหนัก เกรงจะเสียมารยาท เพ่ยกงกราบขออภัยและมอบหมายให้ข้าพเจ้านำแผ่นหยกขาวหนึ่งคู่ให้กับท่านแม่ทัพเซี่ยง และถ้วยหยกอีกหนึ่งคู่ให้กับท่านแม่ทัพฟ่าน ด้วยความเคารพ

หลังจากนั้นจางเหลียงก็อำลาไป

เซี่ยงอวี่เห็นแผ่นหยกขาวสวยงามดีจึงเก็บเอาไว้ ส่วนฟ่านเจิงโกรธจัด เขาปาแก้วคู่นั้นลงพื้นอย่างแรง และใช้ดาบฟันจนมันแตกกระจาย และพูดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า

เจ้าเด็กน้อยไม่คู่ควรจะวางแผนร่วมกับข้า เพ่ยกงผู้นี้จะช่วงชิงแผ่นดินไปจากเซี่ยงหวาง (เซี่ยงอวี่)! พวกเรารอวันเป็นเชลยของเขาเถอะ!

หลิวปังที่รอดตายมาได้หวุดหวิดสั่งให้ประหารชีวิตเฉาอู๋ชางทันที โทษฐานที่ทรยศต่อตน

ทำลายเมืองเสียนหยาง

หลังจากนั้นทุกสิ่งก็อยู่ในกำมือของเซี่ยงอวี่จนหมด เซี่ยงอวี่ที่เข้าเมืองเสียนหยางได้สั่งให้นำตัวจื่ออิง และเชื้อพระวงศ์ฉินที่เหลืออยู่ทั้งหมดไปประหารชีวิตทันที เชื้อสายของจิ๋นซีฮ่องเต้ (ฉินสื่อหวงตี้) จึงหมดสิ้นไปเช่นนี้เอง

เซี่ยงอวี่เห็นว่าพระราชวังในเมืองนี้เป็นสิ่งก่อสร้างของคนชั่ว เขาจึงสั่งใช้ไฟเผาให้หมด พระราชวังอันใหญ่โตอลังการหลายแห่งของราชวงศ์ฉินที่ควรเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกจึงเหลือเพียงเถ้าถ่าน ชาวบ้านชาวเมืองในเมืองเสียนหยางมากมายต้องไร้ที่อยู่ พวกเขาเกลียดชังเซี่ยงอวี่ยิ่งนัก ทุกคนต่างร่ำร้องให้หลิวปังกลับมา

เมื่อเผาเมืองเสียนหยางแล้ว เซี่ยงอวี่ไม่ต้องการอยู่ที่นี่อีกต่อไป และต้องการยาตราทัพกลับบ้านเกิด หานเซิง ชายผู้หนึ่งคัดค้านเซี่ยงอวี่ว่าดินแดนกวนจงมีชัยภูมิที่ได้เปรียบควรจะตั้งมั่นอยู่ที่นี่ แต่เซี่ยงอวี่กลับตอบว่า

ร่ำรวยมียศศักดิ์แล้วไม่กลับบ้านก็ไม่ต่างอะไรกับใส่เสื้อผ้าสวยๆ ในเวลากลางคืน ไม่มีใครรู้

หานเซิงจึงออกจากกระโจม และพูดกับทหารคนอื่นว่า

คำกล่าวที่ว่าชาวฉู่เหมือนกับลิงใส่เสื้อผ้าเป็นคำกล่าวที่เป็นความจริง

มีผู้ไปรายงานต่อเซี่ยงอวี่ ทำให้เซี่ยงอวี่โกรธมาก เขาจับหานเซิงไปต้มทั้งเป็นทันที (อ้างอิงจากพงศาวดารสื่อจี้)

เหล่าชาวบ้านชาวเมืองเห็นความโหดร้ายของเซี่ยงอวี่ก็ไม่อาจรับได้ ต่างคนต่างเฝ้ารอการกลับมาของหลิวปังทุกวันคืน

เรื่องจะดำเนินไปอย่างไร ติดตามได้ในตอนหน้าครับ

error: Content is protected !!