บูเช็คเทียน ตอนที่ 1: กำเนิดหวู่เหม่ยเหนียงและตระกูลผู้ดีใหม่

บูเช็คเทียน หรือ ในภาษาจีนกลางว่าหวู่เจ๋อเทียน (武則天) เป็นฮ่องเต้หรือจักรพรรดินีคนเดียวที่ปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์จีน การขึ้นสู่อำนาจของเธอสามารถเรียกได้ว่าเป็นตำนานเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ เรื่องของเธอเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักประวัติศาสตร์ และถูกนำมาทำเป็นซีรีส์จีนหลายครั้ง

ครั้งล่าสุดที่มีการทำเป็นซีรีส์คือ ซีรีส์ฟอร์มยักษ์ของฟ่านปิงปิงเรื่อง “Empress of China” ในปี ค.ศ.2015 แต่จากประสบการณ์ที่ผมได้ดูเรื่องดังกล่าวมาบ้าง เนื้อหาส่วนใหญ่ไม่ตรงกับประวัติศาสตร์สักเท่าใดนัก

สำหรับเรื่องนี้ผมขอนำเสนอของบูเช็คเทียนหรือหวู่เจ๋อเทียนในรูปแบบของประวัติศาสตร์แท้ๆ ชื่อของบุคคลจะถูกใช้เป็นภาษาจีนกลางทั้งหมดเพื่อความง่ายในการศึกษาต่อนะครับ ดังนั้นต่อไปนี้ บูเช็คเทียน = หวู่เจ๋อเทียน

บูเช็คเทียน หรือ หวู่เจ๋อเทียน

ผู้ดีเก่า-ใหม่

ชีวิตวัยเด็กของหวู่เจ๋อเทียน (บูเช็คเทียน) คลุมเครือมาก แม้แต่ชื่อวัยเด็กของเธอเองก็หายสาบสูญไปกับประวัติศาสตร์ ในส่วนนี้ไม่แปลกอะไร เพราะในขณะนั้นตระกูลของเธอไม่ใช่ตระกูลสำคัญ และเวลาก็ผ่านไปมากกว่าพันกว่าปีแล้วด้วย

ในปัจจุบันนักประวัติศาสตร์มักเรียกหวู่เจ๋อเทียนในวัยเด็กว่า หวู่เหม่ยเหนียง (武媚娘)

หวู่เหม่ยเหนียงในปี ค.ศ 624 ตระกูลหวู่ของเธอมาชานซี ที่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของอาณาจักร เมื่อเธอเกิดนั้นอยู่ในสมัยรัชกาลถังเกาจู่ จักรพรรดิพระองค์แรกของราชวงศ์ถัง และก่อนเหตุการณ์ที่ประตูเสวียนหวู่สองปีเศษ

บิดาของหวู่เหม่ยเหนียงชื่อหวู่ชื่อฮั่ว (武士彟) เขาเป็นพ่อค้าขายไม้ หวู่ชื่อฮั่วเพาะชำต้นไม้ขายจนมีฐานะ แต่แน่นอนว่าความสูงศักดิ์ของตระกูลไม่อาจเทียบได้กับพวกผู้ดีเก่า ่

ก่อนที่ผมจะเล่าต่อไปนั้น ขออธิบายเรื่องผู้ดีเก่า-ผู้ดีใหม่ให้ชัดเจนก่อนเพราะว่ามันจะมีผลต่อชีวิตของหวู่เจ๋อเทียน (บูเช็คเทียน) อย่างมาก

กลุ่ม “ผู้ดีเก่า” คือกลุ่มชนชั้นสูงเดิม ในสมัยราชวงศ์ถังพวกนี้มักมีเชื้อสายเซียนเปยเพราะว่าบรรพบุรุษเป็นชนชั้นนำของเผ่านี้ที่เข้ามารุกรานแผ่นดินจีนหลังสมัยราชวงศ์จิ้น และสามารถครอบครองดินแดนทางตอนเหนือของจีนอยู่นานนับร้อยปี และสถาปนาราชวงศ์เว่ยเหนือ (เป่ยเว่ย) ขึ้น

แต่กลุ่มผู้ดีเก่านี้ไม่ถือว่าพวกตนเป็นเซียนเปยแล้ว เพราะว่าผ่านการเปลี่ยนอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติอย่างหนักหน่วงในสมัยราชวงศ์เว่ยเหนือ บางคนก็มีพ่อมีแม่มีปู่มีย่าเป็นชาวฮั่นจากการอยู่ร่วมกันมานับร้อยปี ทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นชาวจีนฮั่นไปโดยสมบูรณ์

หลังจากราชวงศ์ถังถูกสถาปนาขึ้น พวกผู้ดีเก่าจึงสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ถังเพื่อดำรงไว้ซึ่งฐานะและความร่ำรวยของตนเอง

ส่วนกลุ่ม “ผู้ดีใหม่” คือ กลุ่มชาวบ้านทั่วไปแต่มีความดีความชอบอย่างสูงในการสถาปนาราชวงศ์ถัง ดังนั้นฮ่องเต้ราชวงศ์ถังจึงมอบให้ตำแหน่งขุนนาง แม่ทัพ และชนชั้นสูงให้กับคนเหล่านี้ด้วยเพื่อตอบแทนพวกเขา

ด้วยเหตุนี้ราชสำนักถังจึงมีขุนนางจากทั้งสองกลุ่มผสมกัน ไม่ต้องสงสัยว่าขุนนางทั้งสองฝ่ายไม่กินเส้นกัน พวกผู้ดีเก่ามักจะดูแคลนและเหยียดหยามพวกผู้ดีใหม่อยู่เสมอ

ดังนั้นราชสำนักถังดูเป็นหนึ่งเดียวจากภายนอก แต่ภายในเต็มไปด้วยความแตกแยก

ครอบครัวของบูเช็คเทียน

ตระกูลหวู่ค่อนข้างโชคดี เพราะหวู่ชื่อฮั่วรู้จักกับหลี่เยวียนที่เป็นผู้ว่าราชการเมืองไท่หยวนในขณะนั้น ด้วยความสนิทสนมหลี่เยวียนได้มาพักที่บ้านของหวู่ชื่อฮั่วบ่อยๆ นานวันเข้าความสนิทสนมก็กลายเป็นความไว้ใจ หลี่เยวียนแต่งตั้งให้หวู่ชื่อฮั่วเป็นข้าราชการทำหน้าที่ดูแลงานก่อสร้างภายในเมืองไท่หยวน

เมื่อมีกบฏล้มล้างราชวงศ์สุยในรัชกาลของสุยหยางตี้ หลี่เยวียนเป็นกบฎด้วยเช่นกันด้วยการลุกฮือที่เมืองไท่หยวน หวู่ชื่อฮั่วสนับสนุนหลี่เยวียนอย่างเต็มที่ด้วยการมอบทรัพย์สินเป็นปัจจัยในการทำสงครามมากมาย ตัวเขาเองยังเป็นนายทหารในกองทัพของหลี่เยวียนด้วย

หลังจากที่หลี่เยวียนราชาภิเษกตนเองเป็นถังเกาจู่ จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ถังแล้ว เขาไม่เคยลืมมิตรภาพที่หวู่ชื่อฮั่วมอบให้ ถังเกาจู่มอบทรัพย์สินและที่ดินมากมายให้กับหวู่ชื่อฮั่ว และแต่งตั้งให้หวู่ชื่อฮั่วเป็นผู้ว่าราชการเมืองหยางโจวด้วย

เมืองหยางโจวในเวลานั้นเป็นเมืองใหญ่ สุยหยางตี้เคยคิดจะย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่นี่ด้วยซ้ำไป

ถึงแม้จะเป็นขุนนางแล้ว แต่หวู่ชื่อฮั่วจัดว่าอยู่ในกลุ่ม “ผู้ดีใหม่” เพราะเพิ่งได้เลื่อนขั้นเป็นขุนนางหลังสถาปนาราชวงศ์

ในสายตาของพวกผู้ดีเก่าย่อมดูถูกดูแคลนว่าตระกูลหวู่ต่ำต้อยกว่าพวกตน ถ้าพูดง่ายๆ เพราะว่าตระกูลหวู่ไม่มีชาติกำเนิดเป็นเชื้อสายขุนนางหรือจักรพรรดิ แต่เป็นแค่พวกระดับล่างมาก่อน

หวู่ชื่อฮั่วมีภรรยา 2 คน แม่ของหวู่เหม่ยเหนียงเป็นภรรยาคนที่สอง เชื่อกันว่าแม่ของนางมาจากตระกูลหยางที่สูงศักดิ์ เพราะเป็นเชื้่อพระวงศ์เดิมของราชวงศ์สุยที่ล่มสลายไปแล้ว

ภรรยาแซ่หยางนี้หวู่ชื่อฮั่วน่าจะเพิ่งแต่งงานกับนางได้ไม่นาน เพราะตระกูลที่เคยเป็นอดีตเชื้อพระวงศ์ไม่น่าจะยกลูกสาวให้พ่อค้าอย่างหวู่ชื่อฮั่วได้ง่ายๆ

หวู่ชือฮั่วมีบุตรสาวทั้งหมด 3 คนกับภรรยาแซ่หยาง บุตรสาวคนกลางคือหวู่เหม่ยเหนียงนั่นเอง

ตำนานการพยากรณ์

มีตำนานเล่าว่าหลังจากหวู่เหม่ยเหนียงเกิดได้ไม่นาน หยวนเทียนกัง โหราจารย์ชื่อดังผ่านมาใกล้บ้าน หวู่ชื่อฮั่วจึงเชิญหยวนเทียนกังเข้ามาดูโหงวเฮ้งของลูกๆเสียหน่อย

ตอนนั้นหวู่ชื่อฮั่วมีห้าคน ลูกชายสองคนเกิดกับภรรยาคนแรก ส่วนอีกสามคนเป็นลูกสาวเกิดกับภรรยาแซ่หยางซึ่งเป็นภรรยารอง

หยวนเทียนกังดูลูกๆคนอื่นๆเสร็จก็บอกว่าดวงชะตาพอใช้ แต่สำหรับหวู่เหม่ยเหนียงแล้ว หวู่ชื่อหัวนำออกมาให้หยวนเทียนกังดูดวงชะตาเช่นกัน แต่แต่งตัวให้ทารกน้อยเป็นเด็กชาย เพราะหวู่ชื่อหัวอยากให้ลูกคนนี้เป็นชาย

โหราจารย์ชื่อดังตกตะลึงทันทีที่เห็นหวู่เหม่ยเหนียง เขากล่าวว่า

ลำคอดุจพญาหงส์ นัยน์ตาดุจมังกร เสียดายยิ่งนักที่เป็นชาย จะเป็นหญิงจะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดินอย่างแน่นอน

ข้อมูลนี้มาจากหนังสือโซ่งเสิงเหวินตี้

ในหนังสือไท่ผิงกวงจี้ หยวนเทียนกังกล่าวไว้ว่า

หน้าผากนูนปานดวงอาทิตย์ ใบหน้าและนัยน์ตาก็ดุจดั่งมังกร ลำคอเยี่ยงพญาหงส์ เป็นรูปลักษณ์ของประมุขแห่งแผ่นดิน หากเป็นสตรีก็จะต้องเป็นคนเหนือคนอย่างแน่นอน

เรียกได้ว่าโหงวเฮ้งอยู่ในระดับ Perfect มากๆ หวู่ชื่อฮั่วย่อมดีใจมากเพราะเขารู้อยู่เต็มอกว่าลูกคนนี้เป็นหญิง

ในบ้านของหวู่เหม่ยเหนียงมีข้าทาสบริวารมากมาย เมื่อนางโตขึ้น นางจึงไม่จำเป็นต้องทำโน่นทำนี่เองเท่าไร ตามธรรมชาติของสตรีชนชั้นสูงที่มีอันจะกิน วันจะฝึกเย็บปักถักร้อย ร่ำเรียนความเป็นกุลสตรีเพื่อเป็นภรรยาที่ดีในอนาคต

หวู่ชื่อฮั่วกลับทำตรงกันข้าม เขาสนับสนุนให้ลูกสาวเรียนหนังสือ ร่ำเรียนสาขาวิชาต่างๆ ที่ผู้ชายเรียนอาทิเช่น การบริหาร วรรณกรรม การเขียน ดนตรี ประวัติศาสตร์ หวู่เหม่ยเหนียงเองก็ดูเหมือนจะชอบการเรียนไม่น้อย นางใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือตลอดวัน

หวู่เหม่ยเหนียงเป็นคนฉลาด ทำให้เธอเข้าใจวิชาเหล่านี้อย่างรวดเร็ว เธอจึงเป็นหญิงที่มีความรู้มากมายกว่าหญิงสมัยเดียวกันที่ไม่ได้เรียนหนังสือนับล้านเท่า

ความรู้พวกนี้จะช่วยให้เธอกำจัดศัตรูการเมืองทั้งหญิงและชายในเวลาต่อมา!

เข้าวัง

นอกจากจะฉลาดแล้ว หวู่เหม่ยเหนียงยังเป็นคนสวยด้วย นางจึงได้รับการคัดตัวให้เข้าวังเพื่อเป็นสนมของถังไท่จงฮ่องเต้ ปรากฏว่านางผ่านการคัดตัวอย่างง่ายดาย

ในเวลานั้นหวู่ชื่อฮั่วไม่มีโอกาสเห็นความรุ่งโรจน์ของลูกสาว เพราะเขาเสียชีวิตไปแล้ว นางหยาง แม่หวู่เหม่ยเหนียงร้องไห้ฟูมฟายมากมายเมื่อทราบว่าลูกสาวจะเข้าวัง

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่นางหยางจะร้องไห้ เพราะเมื่อหญิงใดเข้ามาเป็นนางสนมจะต้องอยู่ในวังไปตลอดชีวิต การจะพบเจอกับผู้อื่นก็ยากแสนยาก ในวังมีสาวสวยนับร้อยนับพัน โอกาสที่ฮ่องเต้จะมาพบเจอจึงยากมาก นอกจากนี้ถ้าฮ่องเต้สวรรคต นางสนมทุกคนที่ไม่มีบุตรต้องไปบวชเป็นชีทั้งหมด ไม่มีโอกาสแต่งงานมีครอบครัวอีกต่อไป

การเข้าวังคล้ายกับติดคุก แต่เป็นการติดคุกที่มีโอกาสรุ่ง ถ้ารุ่งแล้วจะรุ่งสุดๆไปเลย

คนอย่างหวู่เหม่ยเหนียงมองต่างกับชาวบ้านเพราะว่านางทะเยอทะยานมาก หวู่เหม่ยเหนียงจึงเต็มใจที่จะเข้าวังหลวง

หวู่เหม่ยเหนียงจึงมารับตำแหน่งเป็นไฉเหยิน (才人) หรือนางสนมระดับล่างสุดในวัง ในเวลานั้นนางอายุเพียง 14 ปีเท่านั้น

error: Content is protected !!