ทำไม “ซื้อหุ้นตามคนอื่นโดยไม่มีความรู้” สามารถทำให้คุณเจ๊งหุ้น

0
63

การลงทุนในหุ้นเป็นหนึ่งในวิธีที่สามารถทำให้คนๆ หนึ่งกลายเป็นเศรษฐีได้ ถ้าคุณเลือกหุ้นถูกตัว และซื้อขายหุ้นได้ในจังหวะที่เหมาะสม

อย่างไรก็ดีนักลงทุนที่อยู่ในตลาดมาหลายปีต่างรู้ดีว่า การจะทำเช่นนั้นได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ที่ประสบความสำเร็จส่วนมากแล้วจะมีวินัยดีเยี่ยม มีกลยุทธ์การซื้อขายหุ้นที่ชัดเจน หรือไม่ก็มีทักษะการเลือกหุ้นได้อย่างเก่งกาจ

ทักษะในการลงทุนแบบนี้ไม่ได้ฝึกกันง่ายๆ เคยมีคำกล่าวว่าการที่จะสรุปว่านักลงทุนผู้นั้นเก่งจริงหรือไม่ เราจะต้องดูว่าเขาอยู่รอดในตลาดหุ้นตลอดทุกสถานการณ์หรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นตลาดขาขึ้นและขาลง

อย่างในช่วงปี ค.ศ.2009-2019 ตลาดหุ้นแทบจะเป็นขาขึ้นหรือไม่ก็ออกข้าง (side way) เกือบทั้งหมด ยังไม่มีตลาดขาลงจริงๆ เลยสักครั้งเดียว

ดังนั้นเราจะสรุปได้ว่า การจะพัฒนาทักษะการลงทุนไม่ง่ายเลย แต่ทุกคนย่อมอยากจะได้เงินจากตลาดหุ้นเป็นปกติ ดังนั้นวิธีที่คนจำนวนมากใช้คือ ซื้อหุ้นตามคนอื่นโดยไม่มีความรู้ เช่น ซื้อหุ้นเด่นตามเซียน A แนะนำบ้าง หุ้นที่นักวิเคราะห์ B บอกว่าดีบ้าง หรือหุ้นที่เพื่อน C เป็นอินไซด์เดอร์ให้มาบ้าง คนชื่อ D ใบ้หุ้นมาในพันทิปบ้าง

จริงอยู่ว่ามันเป็นวิธีที่ง่ายดี และประหยัดเวลา แต่มันเต็มไปด้วยกับดัก ซึ่งตลาดไม่เคยพลาดที่จะลงโทษคุณอย่างแน่นอน

เรามาดูกันดีกว่า มันจะสร้างปัญหาอะไรให้กับชีวิตการลงทุนของคุณได้บ้าง

ขาดทุนเพราะไม่รู้เรื่อง

การที่นักลงทุนที่มีประสบการณ์ซื้อหุ้นสักตัวหนึ่งนั้น เขาจะศึกษาบริษัทมาอย่างดีเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นงบการเงิน ลักษณะธุรกิจ แผนงานและแนวโน้มในอนาคต รวมไปถึงโครงการใหม่ๆ และข่าวสารต่างๆ ที่จะกระทบผลการดำเนินงานของบริษัท

สำหรับนักลงทุนแนวคุณค่า (Value investor) ที่เจนศึกจริงๆ เขาอาจจะสร้างโมเดล DCF (Discounted Cash Flow Model) ออกมาคำนวณหามูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic value) ด้วยซ้ำไป

ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณซื้อหุ้นตามคนอื่นอย่างเช่นเซียนหรือนักวิเคราะห์ คุณจะไม่รู้อะไรเลยนอกจากว่า “หุ้นตัวนี้เซียนบอกว่าดี”

แล้วมันต่างกันอย่างไร?

สิ่งที่แตกต่างคือ ตลาดหุ้นมีความผันผวนและมักจะมีสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดเสมอ ถ้าเกิดข่าวร้ายกับหุ้นตัวที่คุณซื้อขึ้นมา และราคาหุ้นดิ่งลงเหว คุณไม่มีหลักอะไรมาให้คุณใคร่ครวญในใจเลยว่าจะขายหรือไม่ขาย ทำให้คุณมีโอกาสสูงที่จะขายหุ้นตัวนั้นทิ้งไปด้วยความตกใจ และเสียเงินจำนวนมาก

ในทางกลับกันนักลงทุนที่มีประสบการณ์และเลือกหุ้นมาเองจะพิจารณาข้อมูลจากข่าวนั้น และวิเคราะห์ว่าควรจะขายหรือไม่ควรตามกฎที่เขาตั้งไว้ ด้วยความที่เขาศึกษามาดีมาก นักลงทุนผู้นี้จะสามารถทนทานกับความผันผวนในตลาดหุ้นได้มาก และอดเปรี้ยวไว้กินหวานได้

ถ้าหุ้นดีดกลับมาและราคาสูงขึ้น คุณย่อมขาดทุนเพราะขายหุ้นทิ้งไปแล้ว ส่วนนักลงทุนที่มีประสบการณ์จะได้กำไร

ไม่เพียงเท่านั้น ลองคิดดูว่าสมมติคุณได้เงินจากหุ้นที่มีคนอื่นบอกมาจริงๆ คุณจะขายมันเมื่อไร?

มีโอกาสสูงที่คุณจะไม่รู้ เพราะคุณไม่ได้ศึกษาทั้งปัจจัยพื้นฐานและกราฟมาเลย คุณซื้อหุ้นเพราะเชื่อคนอื่นล้วนๆ ดังนั้นคุณจึงไม่มี exit strategy ไว้กับตัว ซึ่งในการซื้อหุ้นนั้น นักลงทุนจะกำไรได้ก็ต่อเมื่อคุณซื้อถูกต้อง และขายถูกต้อง คุณอาจจะขายผิดจังหวะ ทำให้ขาดทุนก็เป็นไปได้

หลายคนอาจจะบอกว่า อ้าว งั้นเราก็ซื้อขายตามคนอื่นทั้งเข้าและออกสิ นั่นนำมาซึ่งประเด็นในข้อถัดไป

คุณรู้ได้อย่างไรว่าคำแนะนำเชื่อถือได้

ข้อนี้ถือเป็นข้อที่สำคัญที่สุดก็ว่าได้

การเชื่อคนอื่นในการซื้อหุ้นแปลว่าคุณมั่นใจมากว่าคนๆ นั้นวิเคราะห์หุ้นได้ถูกต้อง หรือไว้ใจได้ไม่มีอะไรแอบแฝง

แต่ในตลาดหุ้นแล้ว ไม่มีใครที่ลงทุนแล้วไม่เคยขาดทุน แม้กระทั่งระดับเทพเจ้าแห่งวงการนี้อย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett), เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ (Jesse Livermore) หรือ จอร์จ โซรอส (George Soros) ก็ตาม

คนเหล่านี้มีโอกาสที่จะพลาดเช่นเดียวกัน แม้พวกเขาจะเก่งกาจอย่างมากก็ตาม ดังนั้นไม่ต้องสงสัยว่า “เซียนหุ้น” หรือ “นักวิเคราะห์” ย่อมมีโอกาสพลาดอย่างแน่นอน

แล้วพวก “อินไซเดอร์” ต่างๆสามารถพลาดได้หรือไม่ คำตอบก็คือ “ได้” เช่นเดียวกัน ภายในบริษัทอาจเกิดเหตุการณ์พลิกผันที่ไม่มีใครคาดเดา

นอกจากนี้คุณรู้ได้อย่างไรว่า คนเหล่านี้ (โดยเฉพาะพวกอินไซด์เดอร์) ทั้งหลายไม่มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ การเทรดฝ้าย (cotton) ของเจสซี่ ลิเวอร์มอร์ในปี ค.ศ.1908

เรื่องมีอยู่ว่า ลิเวอร์มอร์วิเคราะห์ราคาของฝ้ายและสภาพเศรษฐกิจแล้วพบว่าฝ้ายมีโอกาสที่ราคาจะลง ทำให้ลิเวอร์มอร์ปรารถนาจะขายชอร์ตฝ้าย เพื่อทำกำไรจากราคาที่ลดลงของสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดนี้

แต่ทว่าลิเวอร์มอร์กลับได้พบเท็ดดี้ ไพรซ์ (Teddy Price) ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการฝ้ายอย่างยาวนานและมีสมญานามว่า “King of Cotton”

ไพรซ์ได้แนะนำให้ลิเวอร์มอร์เปลี่ยนจากขายชอร์ตฝ้ายมาเป็นซื้อฝ้ายแทน ลิเวอร์มอร์รู้สึกว่าการซื้อเป็นกลยุทธ์ที่ผิดโดยสิ้นเชิง แต่เขากลับเชื่อคำแนะนำของไพรซ์ และใช้เงินซื้อฝ้ายจำนวนมาก

ผลที่ออกมาคือ ลิเวอร์มอร์ขาดทุนมหาศาลจนถึงกับล้มละลาย เพราะฝ้ายราคาตกจริงๆ อย่างที่เขาคิดไว้ตอนแรก ส่วนไพรซ์ไม่ได้ซื้อตามคำแนะนำที่ให้กับลิเวอร์มอร์ เขากลับขายฝ้ายทั้งหมดในช่วงที่ลิเวอร์มอร์กำลังซื้อมัน

หลังจากนั้นลิเวอร์มอร์จึงไม่เชื่อคนอื่นอีกเลยในเรื่องการเทรด ลิเวอร์มอร์จึงฟื้นคืนความมั่งคั่งของตัวเองอย่างรวดเร็ว และทำเงินมหาศาลในเหตุการณ์ Black Tuesday

ถ้าคนอื่นแนะนำหุ้นมาจะทำอย่างไรดี

โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่สนับสนุนการลงทุนในหุ้นโดยปราศจากความรู้ คุณควรจะมีพื้นฐานการลงทุนระดับพื้นฐานเป็นอย่างน้อยก่อนที่จะลงทุนใดๆ

สำหรับคนที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว และได้รับทราบคำแนะนำหุ้นเด็ดๆ มา ผมว่าเราควรจะทำตามนี้ครับ

  1. วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานหรือเทคนิคของหุ้นตัวที่มีผู้แนะนำมาด้วยตนเองเสียก่อน รวมไปถึงวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่หุ้นตัวนี้จะขึ้นตามที่ผู้แนะนำบอกมาด้วย
  2. ถ้าหุ้นตัวนั้นดีจริงอาจจะพิจารณาซื้อ แต่ถ้าไม่ตรงกับกลยุทธ์การลงทุนของเรา อาจจะเลือกไม่ลงทุน หรือลงทุนแต่น้อย
  3. ถ้าเลือกที่จะซื้อ อย่าลืมเพิ่มหุ้นตัวนี้ใน Watchlist ของคุณด้วย และติดตามข่าวสารให้ดีว่าตรงตามที่ได้รับทราบมาว่าจะดีหรือไม่
  4. ใข้ exit strategy หรือกลยุทธ์ในการขายที่คุณใช้อยู่ประจำกับหุ้นตัวนี้ด้วยทุกครั้ง