ท่องเที่ยวMalta (มอลต้า) ประเทศสุดสวยแห่งนี้มีที่ไหนน่าเที่ยวบ้าง

Malta (มอลต้า) ประเทศสุดสวยแห่งนี้มีที่ไหนน่าเที่ยวบ้าง

Malta (มอลต้า, มอลตา) เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของยุโรป และเป็นหนึ่งในประเทศที่เล็กที่สุดในโลกด้วย สภาพทางภูมิศาสตร์ของ Malta เป็นหมู่เกาะที่ตั้งอยู่กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้ทุกด้านของประเทศถูกโอบล้อมไปด้วยทะเล

อย่างไรก็ดี Malta กลับเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อย่างยาวนาน และน่าสนใจมาก ผมจะขอเล่าความเป็นมาของประเทศแห่งนี้ให้ทุกคนได้ทราบกันอย่างคร่าวๆ (แต่ถ้าไม่สนใจสามารถข้ามไปได้เลยครับ) ก่อนที่จะไปแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเป็นลำดับต่อไป

Valleta เมืองหลวงของ Malta

ประวัติย่อของ Malta

Malta ประกอบด้วยเกาะขนาดเล็กสองเกาะ ซึ่งมีพื้นที่รวมกันเพียง 316 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น แต่เกาะทั้งสองกลับมีมนุษย์อยู่อาศัยมานานถึงเจ็ดพันปีแล้ว นักประวัติศาสตร์พบว่าชาว Sicani ได้เดินทางมาจากซิซิลี และมาตั้งรกรากที่เกาะกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแห่งนี้

ในช่วงปี 1000 BC (ก่อนคริสตกาล 1,000 ปี) Malta กลับถูกยึดครองโดยชาวฟินิเซียน ชนชาติที่เก่งกาจเรื่องการเดินเรือ อย่างไรก็ดีหลังจากที่อเล็กซานเดอร์มหาราชปราบปรามพวกฟินิเซียนในปี 332 BC เมืองนี้ตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรคาร์เธจที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ดินแดนตูนิเซีย (ห่างจาก Malta ประมาณ 300 กิโลเมตร)

Ġgantija megalithic temple complex By BoneA , CC BY-SA 4.0,

หลังจากที่คาร์เธจพ่ายแพ้สงครามต่อโรม Malta ได้ตกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน (ทั้งตะวันตกและตะวันออก) เป็นเวลานานเกือบหนึ่งพันปี ภายใต้การปกครองของโรม เกาะแห่งนี้ได้เจริญรุ่งเรืองมาก เพราะว่าเป็นเมืองท่าสำคัญที่ใช้ค้าขายกับดินแดนในอิตาลีและแอฟริกา

ช่วงเวลาในยุคกลางเป็นช่วงที่ Malta ถูกสลับเปลี่ยนมือโดยมหาอำนาจ ช่วงศตวรรษที่ 9-11 Malta อยู่ในกำมือของชาวอาหรับ ก่อนที่จะถูกชาวนอร์มันครอบครองในศตวรรษที่ 11-13 และตามมาด้วยอาณาจักร Aragon ของสเปนในช่วงศตวรรษที่ 13-15

ต่อมาในปี ค.ศ.1530 ชาร์ลส์ที่ 5 จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และสเปนผู้ครอบครองเกาะ Malta อยู่ในเวลานั้นได้มอบหมู่เกาะแห่งนี้ให้กับพวกอัศวินกลุ่ม Knight Hospitaller พวกอัศวินเหล่านี้จึงได้ชื่อใหม่ว่า Knights of Malta

พวกออตโตมันพยายามโจมตี Malta แต่ไม่สำเร็จ

พวกอัศวินปกครองตัวเกาะอย่างดี และสร้าง Malta ให้เป็นเมืองท่าและฐานทัพเรือที่สำคัญในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่ชาวเกาะกลับต้องเผชิญภัยคุกคามจากอาณาจักรออตโตมันครั้งใหญ่ในปี ค.ศ.1565 เพราะความช่วยเหลือจากอาณาจักรชาวคริสต์อื่นๆ ทำให้ Malta รอดมาได้

นโปเลียนและกองทัพฝรั่งเศสได้ยึดครอง Malta ในปี ค.ศ.1798 ทำให้การปกครองของพวกอัศวินสิ้นสุดลง แม้ว่านโปเลียนจะปฏิรูปการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมให้ Malta หลายอย่าง แต่ชาวเกาะกลับชิงชังกองทัพฝรั่งเศส เพราะทหารฝรั่งเศสปล้นสะดมโบสถ์และวิหารต่างๆ บนเกาะ

เมื่อนโปเลียนพ่ายแพ้ อังกฤษได้เข้ามาปกครอง Malta และได้สร้างเกาะแห่งนี้ให้เป็นเมืองพักเรือที่สำคัญ และเป็นฐานทัพเรือที่สำคัญในสงครามโลกทั้งสองครั้งด้วย อังกฤษปกครองเกาะแห่งนี้จนกระทั่งปี ค.ศ.1964 ชาวมอลต้าจึงได้รับอิสรภาพและมีประเทศเป็นของตนเอง และได้เข้าร่วมสหภาพยุโรปในปี ค.ศ.2004

ปัจจุบันเมืองหลวงของ Malta ตั้งอยู่ที่เมือง Valletta ทุกวันนี้ประเทศแห่งนี้เป็นที่นิยมอย่างสูงในหมู่นักท่องเที่ยว เพราะธรรมชาติที่สวยงาม อากาศที่ดีตลอดทั้งปี และวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นของตนเองครับ

ถัดไปเราไปดูกันดีกว่า Malta มีสถานที่ท่องเที่ยวอะไรบ้าง

เกาะ Malta

เนื่องจากประเทศ Malta ประกอบด้วยเกาะ 3 เกาะซึ่งก็คือ เกาะ Malta, Gozo และ Comino ผมขอเริ่มต้นที่เกาะ Malta ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดและเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของประเทศก่อนครับ เกาะนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติเลยครับ

1. Valletta

Valletta เป็นเมืองหลวงของ Malta มาตั้งแต่ยุคอัศวิน ด้วยความที่ได้รับการรักษาอย่างดีมาก ทำให้ Valletta เหมือนเมืองในศตวรรษที่ 16 ที่ยังมีชีวิตอยู่เลยครับ

Valletta เมืองหลวงของ Malta

ภายในเมืองมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง อาทิเช่น

  • Grand Master’s Palace – พระราชวังอันเป็นที่ประทับของประมุขของพวกอัศวินที่ปกครอง Malta
  • Grand Harbor – ท่าเรือใหญ่ของเมืองที่เป็นที่จอดเรือสินค้าและเรือรบมาตั้งแต่ครั้งอดีต และยังมีป้อมปราการที่มีปืนใหญ่ตั้งอยู่ให้ชมด้วย
  • Saint John’s Co-Cathedral – มหาวิหารอันเก่าแก่และสวยงามที่สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 16 ภายในมหาวิหารมีภาพเขียนที่สวยมากๆ โดยเฉพาะ “The Beheading of Saint John The Baptist” ซึ่งเป็นผลงานของจิตรกรนามกระเดื่องอย่าง Caravaggio ครับ
  • Manoel Theater – หนึ่งในโรงละครที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป
ท่าเรือของเมือง Valletta

2. Mdina

Mdina เป็นเมืองเก่าแก่มาก ประวัติศาสตร์ของเมืองนี้สามารถย้อนกลับไปได้ถึงปี 800 BC ซึ่งเมืองนี้ถูกสร้างขึ้นโดยชาวฟินิเซียน เมือง Mdina ห่างจาก Valletta ประมาณ 12 กิโลเมตร แต่ว่าเก่ากว่าถึงสองพันปี

Main Gate, Mdina

เมืองแห่งนี้เป็นเมืองขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนภูเขา เวลาคุณเดินเข้าเมือง คุณจะต้องเดินผ่านประตูเมืองใหญ่ (Main Gate) อันเก่าแก่เพื่อเข้าสู่เมือง ทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนเปรียบว่าเหมือนกับคุณได้ย้อนอดีตกลับไปในสมัยโบราณเลยครับ เพราะสิ่งก่อสร้าง ถนน ตรอกซอกซอยของเมือง Mdina ยังเป็นแบบเดิมหรือเมื่อ 300-400 ปีก่อนจริงๆครับ

ภายในเมืองประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างสวยๆ หลายแห่ง อาทิเช่น

  • Mdina Citadel – ป้อมปราการเก่าแก่ที่เคยใช้ป้องกันเมือง
  • Cathedral of Saint Paul – มหาวิหารที่สร้างขึ้นด้วยสไตล์บารอคที่งามทั้งด้านนอกและด้านใน
  • Palazzo Vilhena (Saint Publius Square) – พระราชวังเก่าที่ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์
  • Carmelite Priory – อีกโบสถ์ที่สวยงามสไตล์บารอคของเมือง Mdina
  • Palazzo Falson – พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และศิลปะ

อย่างไรก็ดี ผมมองว่าการสัมผัสเมืองนี้ที่ดีที่สุดคือการเดินไปตามถนนหรือตรอกเงียบๆของเมืองนี่แหละครับ เพราะมันได้บรรยากาศยุโรปในสมัยก่อนจริงๆ แม้แต่ในอิตาลี ฝรั่งเศส หรือสเปนเอง คุณจะหาบรรยากาศแบบนี้ยากแล้วครับ

ตรอกในเมือง Mdina

3. Rabat

Rabat คือเมืองที่อยู่ติดกับเมือง Mdina จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นเมืองเดียวกันก็ว่าได้ เช่นเดียวกับ Mdina ตัวเมืองยังรักษาความงดงามในรูปแบบดั้งเดิมเอาไว้ได้ ทำให้ที่นี่อุดมไปด้วยศิลปกรรมอันทรงคุณค่าครับ

Parish Church, Rabat, Malta

ภายในเมือง Rabat ประกอบด้วยสถานที่ท่องเที่ยวดังต่อไปนี้

  • Roman Villa – อดีตบ้านพักของชาวโรมันที่กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ด้านในมีโมเสกเก่าแก่มากที่ย้อนไปได้ถึงสองพันหนึ่งร้อยปีก่อน และถือว่าเป็นโมเสกที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดชิ้นหนึ่งของโลกครับ
  • Parish Church and Grotto of Saint Paul – โบสถ์เก่าแก่ที่อุทิศให้กับนักบุญพอล ตัวโบสถ์สร้างขึ้นใกล้กับถ้ำที่เชื่อกันว่าเป็นจุดที่นักบุญพอลมาพำนักหลังจากที่ประสบอุบัติเหตุเรือแตกใกล้กับ Malta ภายในมีงานศิลปะที่สวยงามมากชื่อ “The Shipwreck of Saint Paul” ซึ่งเป็นผลงานของ Stefano Erardi
  • Saint Paul’s Catacombs – สุสานเก่าแก่อายุ 2,000 ปี
  • Wignacourt Museum – พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยคาร์เธจและโรมัน
  • Saint Dominic’s Convent – อารามในศาสนาคริสต์ที่เป็นที่เคารพของชาว Malta เพราะมีอนุสาวรีย์หินอ่อนของพระแม่มารีที่เชื่อกันว่าสามารถแสดงปาฏิหาริย์ได้

4. Hal Saflieni Hypogeum

Hal Saflieni Hypogeum เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า Malta มีประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายพันปี ที่นี่เป็นวิหารและสุสานโบราณที่มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์สร้างขึ้นเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

 Hal Saflieni Hypogeum By Xiquinhosilva, Flickr, CC By 2.0

สิ่งที่แปลกไปกว่านั้นคือวิหารแห่งนี้ตั้งอยู่ใต้ดิน ตัววิหารสร้างโดยการใช้เครื่องมือหินมาแกะสลักหินปูน เมื่อคุณเดินเข้าไป คุณจะพบทางเดินและบันไดหินอันเป็นระเบียบเรียบร้อยที่จะนำคุณลงไปลึกมาก จุดที่ต่ำที่สุดลึกมากกว่า 10 เมตรถ้าเทียบกับทางเข้าครับ

ด้านในคุณจะเห็นการแกะสลักและภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ที่ถูกวาดขึ้นมาแล้วอย่างน้อย 5,000 ปี และยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อย่างมาก ทุกวันนี้นักประวัติศาสตร์ยังไม่เข้าใจทั้งหมดว่าสิ่งที่มนุษย์ในยุคนั้นวาดขึ้นหมายความว่าอย่างไร

ถ้าคุณอยากจะเข้าชม ผมบอกได้เลยว่าไม่ง่ายครับ เพราะคุณต้องจองทัวร์กับเว็บทางการ และแต่ละชั่วโมงจะมีเพียงนักท่องเที่ยว 10 คนเท่านั้นที่จะได้เข้าชมครับ แปลว่าแต่ละวันจะเปิดให้เข้าชมเพียง 80 คนเท่านั้น

5. Tarxien Temples

Tarxien Temples เป็นหมู่วิหารยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดใน Malta สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคืองานศิลปะที่อยู่ด้านในล้วนแต่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นภาพสัตว์ หรือภาพเทพเจ้า แม้ว่าวิหารเหล่านี้จะมีอายุอย่างน้อย 5,000 ปีแล้วก็ตาม ดังนั้นผมไม่แปลกใจเลยที่หมู่วิหารแห่งนี้จะเป็นมรดกโลกของ UNESCO ครับ

Tarxien Temples By denAsuncioner, Flickr, CC By ND 2.0

ในการเข้าชมถือว่าง่ายกว่า Hal Saflieni Hypogeum เพราะคุณสามารถเดินไปตามทางเดินและชมตัววัดได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ดีรูปปั้นหินบางส่วนที่คุณเห็นเป็นของจำลอง เนื่องจากของจริงถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่เมือง Valletta ครับ

Tarxien Temples อยู่ไม่ไกลนักจาก Hal Saflieni Hypogeum คุณสามารถเดินไปมาระหว่างสองสถานที่ได้ครับ

6. Hagar Qim Temples

Hagar Qim Temples เป็นอีกหนึ่งหมู่วิหารในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเกาะ หมู่วิหารที่นี่อาจจะเรียกได้ว่าเก่าแก่ที่สุดในดินแดนล้อมรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเลยก็ว่าได้ อายุของมันน่าจะมากถึง 6,000 ปีเลยทีเดียว

Hagar Qim Temples by UweF, Flickr, CC By 2.0

ตัววิหารสร้างขึ้นจากหินขนาดใหญ่ บางหนักก้อนหนักมากถึง 20 ตัน แต่น่าสนใจมากกว่านั้นคือมีการค้นพบว่าผู้สร้างได้ใช้หินก้อนเล็กขนาดเท่าลูกโบว์ลิ่งมาเป็นลูกล้อเพื่อใช้เคลื่อนหินขนาดใหญ่กว่า สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงทักษะและความสามารถทางวิศวกรรมของมนุษย์โบราณได้เป็นอย่างดีครับ

เรื่องแปลกอีกอย่างนึงคือ ที่นี่มีการค้นพบรูปร่าง “อ้วน” ของเทพเจ้าต่างๆ ด้วย ซึ่งต่างจากรูปปั้นเทพเจ้ากรีก-โรมันทั่วไปที่สัดส่วนของร่างกายมักจะ perfect นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ครับ

ใกล้กับ Hagar Qim Temples มีวิหารสมัยก่อนประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งชื่อ Mnajdra Temples ซึ่งมีอายุใกล้เคียงกัน ถ้าสนใจก็สามารถเดินไปชมได้ครับ (ห่างออกไปแค่ 500 เมตร)

7. Blue Grotto

Blue Grotto เป็นสถานที่ท่องเที่ยวใน Malta ที่มีชื่อเหมือนกับสถานที่ท่องเที่ยวแบบเดียวกันในอิตาลีอย่างไม่ผิดเพี้ยน โดย Blue Grotto แห่งนี้อยู่ห่างจาก Valletta ประมาณ 15 กิโลเมตรครับ

Blue Grotto ของ Malta

กิจกรรมยอดฮิตของที่นี่คือ นักท่องเที่ยวจะนั่งเรือเข้าไปสำรวจถ้ำที่มีถึง 6 ถ้ำเพื่อชมตัวถ้ำอันใหญ่โตรวมไปถึงชมปรากฏการณ์ที่แสงอาทิตย์ฉายลงบนน้ำทะเลในถ้ำ ทำให้น้ำทะเลมีสีต่างๆ อันงดงามด้วยครับ

ถ้าอยากจะชม เวลาที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงเช้าก่อนบ่ายสองโมง เพราะจะเป็นช่วงที่สวยที่สุดของวันแล้ว

นั่งเรือเข้า Blue Grotto By Bengt Nyman, CC BY 2.0,

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ฮิตสุดๆ คือ การดำน้ำไม่ว่าจะเป็นแบบ snorkel หรือ scuba เพราะบริเวณ Blue Grotto มีสัตว์น้ำมากมาย (เพียงแค่เข้าไปถ้ำ คุณก็จะเห็นปลาตัวเล็กตัวน้อยแล้ว) และยังมีซากเรืออับปางให้คุณดำลงไปสำรวจด้วยครับ

หลังจากทำกิจกรรมทางน้ำเสร็จแล้ว ผมแนะนำให้ไปนั่งเล่นที่หมู่บ้าน Wied iz-Zurrieq ซึ่งห่างจาก Blue Grotto ไปประมาณ 1 กิโลเมตรครับ ที่นี่มีร้านอาหารและร้านไอศกรีมรสชาติดี แต่ที่ดีกว่าคือวิวชายทะเลของ Malta นั่นเองครับ

8. Golden Bay Beach

Golden Bay Beach เป็นชายหาดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ Malta เลยก็ว่าได้ ทรายที่นี่มีสีเหลืองเนียนนุ่ม และสะอาด สีของมันตัดกับสีเขียวอมน้ำเงินของน้ำทะเลได้อย่าง perfect เลยทีเดียว ทำให้ที่นี่เป็นชายหาดที่คุณควรจะมาเยือนสักครั้งหนึ่งครับ

Golden Bay Beach By andrea castelli, Flickr, CC By 2.0

นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกมักจะมาอาบแดดหรือว่ายน้ำทะเลกันที่นี่ ซึ่งคุณสามารถทำได้เช่นกัน แต่ถ้าไม่สนใจ คุณสามารถไปนั่งกินอาหารหรือเครื่องดื่มรับลมทะเลที่คาเฟ่ใกล้กับตัวหาดได้ครับ

ห่างไปสองกิโลเมตรจาก Golden Bay Beach มีหาดอีกแห่งหนึ่งชื่อ Ghajn Tuffieha Beach หาดแห่งนี้จะมีนักท่องเที่ยวน้อยกว่ามาก และเหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการความเงียบสงบ เพื่อรับลมทะเลและพักผ่อนครับ

9. Popeye Village

Popeye Village เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ริมทะเลของ Malta แต่เพราะชายหาดที่งดงาม ทำให้ที่นี่ถูกสร้างเป็นสถานที่ถ่ายทำของภาพยนตร์เรื่อง Popeye ในช่วงทศวรรษ 1980 หลังจากนั้นหมู่บ้านแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของ Malta ไปโดยปริยายครับ

Popeye Village Malta, By Raphael Labaca Castro, Flickr, CC By SA 2.0

ตัวหมู่บ้านมีบรรยากาศที่สุดแสนจะโรแมนติก บ้านไม้ที่เคยสร้างเพื่อถ่ายภาพยนตร์จำนวน 20 หลังตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างทะเลสีเขียวอมน้ำเงิน และขุนเขาที่ตั้งตระหง่าน ปัจจุบัน Popeye Village จึงเป็นสถานที่ยอดนิยมของชาว Malta ในการจัดงานแต่งงานและฮันนีมูนหลังแต่งงานครับ

เกาะ Gozo

เกาะ Gozo เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองในประเทศ Malta คุณสามารถสัญจรระหว่างเกาะนี้กับเกาะหลักได้โดยใช้เรือเฟอร์รี่ครับ

10. Ggantija Temples

Ggantija Temples เป็นปูชนียสถานก่อนประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งของ Malta วิหารแห่งนี้มีอายุ 5,000-6,000 ปีขึ้นไป และเป็นหนึ่งในวิหารที่เก่าแก่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะมันมีอายุมากกว่าพีระมิดแห่งอียิปต์เสียอีก

Ggantija Temples By Jennifer Morrow, Flickr, CC By 2.0

ตัววิหารแห่งนี้สร้างจากหินขนาดยักษ์ที่มีขนาดถึง 50 ตัน ทำให้ชาว Malta ในอดีตเชื่อว่าวิหารแห่งนี้น่าจะสร้างขึ้นโดยพวกยักษ์ แต่อันที่จริงแล้วน่าจะเป็นเพราะพวกเขามีความรู้ทางวิศวกรรมอย่างดีมากกว่า

นอกจากนี้นักประวัติศาสตร์ค้นพบว่าภายในวิหารมีปะรำพิธีสำหรับการบวงสรวงเทพเจ้า เช่นเดียวกับกระดูกสัตว์ รูปปั้น และอนุสาวรีย์อีกบางส่วนด้วย ทำให้เชื่อได้ว่าที่นี่น่าจะเป็นวิหารสำคัญเมื่อหลายพันปีก่อนครับ

11. Victoria

Victoria หรือ Ir-Rabat เป็นเมืองหลวงของเกาะ Gozo ตัวเมืองเก่าตั้งอยู่ในป้อมปราการ Cittadella ที่สร้างขึ้นหลังจากที่กองทัพออตโตมันทำลายกำแพงของเมืองเมื่อครั้งที่ Malta ถูกโจมตีในช่วงศตวรรษที่ 16

ไฮไลท์ของที่นี่ย่อมเป็น Cittadella อย่างแน่นอน ป้อมปราการแห่งนี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่ช่วยป้องกัน Malta จากศัตรูมาหลายครั้ง ปัจจุบันมันก็ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์และสวยงามอยู่ครับ

Victoria และ Cittadella By Matthew Benn , CC BY-SA 4.0

จะว่าไปตัวเมือง Victoria ก็เหมือนเมืองอื่นๆใน Malta นั่นคือยังคงอนุรักษ์สถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมเอาไว้โดยไม่มีผิดเพี้ยน คุณสามารถเดินขึ้นไปชมวิวของเมืองและท้องทะเลโดยรอบที่ Cittadella ครับ

กลางเมืองเก่ามี Cathedral of the Assumption วิหารทรงบารอคแบบ Malta ที่มีความงดงามไม่แพ้ที่ Valletta เลย โดยเฉพาะบริเวณด้านในที่ตบแต่งอย่างสวยงามมากครับ

ส่วนบริเวณนอกเมืองเก่า Victoria มีวิหารทรงบารอคอายุ 300 ปีอยู่หลายหลัง อาทิเช่น Saint George’s Basilica หรือ Church of Saint Francis ที่คุณสามารถไปชมได้ครับ ถ้าเกิดรู้สึกอยากจะใช้เงิน ลองไปใช้ที่ Independence Square จัตุรัสที่มีร้านค้ามากมายให้คุณได้ช็อปปิ้งเลือกซื้อสินค้าครับ

12. The Sea

เนื่องจาก Gozo เป็นเกาะ ดังนั้นไม่แปลกอะไรที่จะมีชายหาด แหลม และอ่าวที่สวยงามอยู่หลายแห่ง ได้แก่

Ramla Bay, Gozo, Malta by Igor Mróz, Flickr, CC By 2.0
  • Ramla Bay – อ่าวที่มีหาดทรายสีน้ำตาลแดง และถูกล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชันทุกด้าน น้ำทะเลที่นี่จึงสงบเงียบ เหมาะต่อการว่ายน้ำและดำน้ำตื้นครับ
  • Dwerja Bay – อ่าวที่เคยเป็นที่ตั้งของ Azure Window หินทรงประตูโค้งขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ในปัจจุบันมันได้พังทลายไปแล้วเพราะพายุลูกใหญ่ในปี ค.ศ.2017 ในปัจจุบันที่นี่จึงกลายเป็นจุดเดินทางไปยัง The Blue Hole แหล่งดำน้ำลึก (scuba) ยอดนิยมแทนครับ
  • Mgarr ix-Xini – ชายหาดขนาดเล็กที่แอบอยู่ในภูเขาหินขนาดใหญ่ แม้ว่าจะมีขนาดเล็กพริกขี้หนู แต่ที่นี่กลับเป็นที่หลงใหลของนักท่องเที่ยวหลายคน เพราะความเงียบสงบ และน้ำทะเลที่ใสมากๆ ทำให้มันเป็นสถานที่สุด perfect สำหรับการดำน้ำตื้นครับ

เกาะ Comino

เกาะ Comino เป็นเกาะที่เล็กที่สุดในหมู่เกาะทั้งสามของ Malta แต่ทว่าเกาะแห่งนี้กลับมีสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของ Malta ตั้งอยู่ด้วย นั่นคือ Blue Lagoon นั่นเอง

13. Blue Lagoon

Blue Lagoon เป็นชายหาดที่ถูกเปรียบเทียบว่าเป็น “สระว่ายน้ำ” ที่สร้างขึ้นโดยธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง เพราะน้ำทะเลอันใสสะอาดถูกโอบล้อมโดยโขดหินและผาขนาดใหญ่ที่ช่วยป้องกันคลื่นลม ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นหาดทรายสีขาวที่สวยงามมากครับ

Blue Lagoon จึงเป็นที่นิยมมากๆ สำหรับการว่ายน้ำ ตั้งแต่สิบโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น ตัวหาดแทบจะแออัดไปด้วยผู้คนเลยครับ ถ้าคุณไม่อยากเจอคนเยอะๆ ผมแนะนำให้หลีกเลี่ยงเวลาดังกล่าวครับ

Blue Lagoon By Shepard4711, Flickr, CC By SA 2.0

14. หาดอื่นๆ

นอกเหนือ Blue Lagoon แล้ว เกาะ Comino ยังมีจุดเล่นน้ำและชมวิวที่สวยๆ อีกหลายแห่งด้วยกันได้แก่

  • Cominotto
  • Santa Marija Bay
  • Crystal Lagoon
  • St. Nicholas Bay

ทั้งหมดอยู่ไม่ไกลจาก Blue Lagoon ครับ คุณสามารถเดินหรือนั่งรถไปได้ไม่ยาก นอกจากนี้สถานที่เหล่านี้ยังเงียบสงบกว่า Blue lagoon ด้วยครับ

ไป Malta อย่างไรดี?

Malta เป็นประเทศที่คุณสามารถเที่ยวเองได้ไม่ยาก เพราะขนาดประเทศที่เล็ก ทำให้คุณสามารถนั่งรถบัสหรือเรือเฟอร์รีเพื่อเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบายครับ

ปัจจุบันไม่มีสายการบินที่ให้บริการโดยตรงระหว่างกรุงเทพไปถึง Malta ดังนั้นคุณจะต้องเปลี่ยนเครื่องที่ใดที่หนึ่งก่อนที่จะบินต่อไปยัง Malta สายการบินที่น่าสนใจได้แก่

  • Turkish Airlines (ใช้เวลาต่ำที่สุดและราคาถูกที่สุด)
  • Emirates

อย่าลืมหาซื้อตั๋วถูกๆ ไป Malta ได้ที่ Cheaptickets ครับ

สำหรับใครที่จะไปเที่ยว Malta เองและกำลังหาข้อมูล คุณสามารถหาข้อมูลได้จำนวนมากได้ที่ เว็บ Visitmalta เว็บทางการของการท่องเที่ยว Malta ครับ ทั้งนี้ชาว Malta พูดภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องสื่อสารกันไม่รู้เรื่องครับ

ทางเลือกที่สองคือการเดินทางไปกับทัวร์ไทยหรือต่างประเทศ สำหรับทัวร์ไทยแล้ว มักจะจัดทัวร์มอลตาควบคู่ไปกับอิตาลี ทำให้คุณจะไม่มีเวลาในเกาะแห่งนี้เท่าไรนัก ดังนั้นถ้าคุณอยากไปพักผ่อนที่ Malta จริงๆ ผมไม่แนะนำให้ไปกับทัวร์ไทยครับ

สำหรับทัวร์ต่างประเทศแล้ว ผมแนะนำให้ใช้ทัวร์ของ Malta โดยตรงเลยดีกว่าครับ เพราะคุณจะได้ทัวร์ที่ดีไซน์ตามใจคุณด้วย อาทิเช่น Discover Malta เป็นต้น

บทความล่าสุด

Victory Tale ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปโพสที่ใดทุกกรณี การฝ่าฝืนมีโทษทางกฎหมาย

error: Content is protected !!