ประเทศ “เอธิโอเปีย” (Ethiopia) มีสถานที่ไหนน่าเที่ยวบ้างนะ?

0
34

ถ้าเอ่ยถึง “เอธิโอเปีย” (Ethiopia) ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะนึกไปถึงดินแดนที่ร้อน แห้งแล้งและกันดารมากของทวีปแอฟริกาอย่างที่เห็นในสารคดีของชาติตะวันตกอย่าง Discovery Channel หรือ National Geographic

หากแต่ว่าจริงๆแล้ว เอธิโอเปียเป็นดินแดนที่มีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว นั่นคือมีความอุดมสมบูรณ์และแห้งแล้งอยู่ในประเทศเดียวกัน ทำให้ประเทศแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายมาก ซึ่งบางแห่งคุณอาจจะไม่รับชมได้จากที่อื่นในโลกได้อีกแล้ว

ไม่เพียงเท่านั้นเอธิโอเปียยังมีวัฒนธรรมและศาสนาที่สืบทอดกันมานานหลายพันปีและยังคงถูกรักษาไว้อย่างดีเยี่ยม แม้ว่าในปัจจุบันเอธิโอเปียกำลังพัฒนาตนเองอย่างรวดเร็วเป็นศูนย์กลางทางการเงิน การค้า เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีของแอฟริกาก็ตาม

เราไปเริ่มทำความรู้จักประเทศแห่งนี้กันดีกว่าครับ

Lalibela โบสถ์หินแห่งเอธิโอเปีย Image by D Mz from Pixabay

แนะนำเอธิโอเปีย (Ethiopia)

เอธิโอเปีย (Ethiopia) เป็นประเทศขนาดใหญ่ในแอฟริกาตะวันออกที่พื้นที่มากกว่า 1,100,000 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรมากถึง 100 ล้านคน เมืองหลวงของเอธิโอเปียตั้งอยู่ที่เมือง Addis Ababa ครับ

เอธิโอเปียถูกล้อมรอบด้วยประเทศอย่างเอริเทรีย (Eritrea) ทางตอนเหนือ จิปูติ (Djibouti) ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โซมาเลีย (Somalia) และ โซมาลีแลนด์ (Somaliland) ทางตะวันออก เคนยา (Kenya) ทางทิศใต้ ซูดานใต้ (South Sudan) ทางทิศตะวันตก และซูดาน (Sudan) ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ การถูกปิดล้อมรอบด้านเช่นนี้ ทำให้เอธิโอเปียเป็นประเทศใหญ่ที่สุดที่ไม่มีทางออกทะเล

เอธิโอเปีย By User:NordNordWest, User:SUM1 , CC BY-SA 4.0,

ดินแดนของเอธิโอเปียเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่สามล้านปีก่อนแล้ว โครงกระดูกมนุษย์โบราณอย่าง “Lucy” และอีกมากมายถูกค้นพบในเอธิโอเปีย ทำให้ในปัจจุบันเอธิโอเปียเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยในด้านบรรพชีวินวิทยาจำนวนมากเลยครับ

ในหน้าประวัติศาสตร์ ดินแดนเอธิโอเปียปรากฏในบันทึกโบราณของชาวกรีกหลายฉบับในนาม “Aethiopia” ซึ่งคำนี้ได้กลายเป็นชื่อของประเทศเอธิโอเปียในทุกวันนี้นั่นเอง

ดินแดนแห่งนี้ถูกปกครองโดยกษัตริย์หลายอาณาจักรด้วยกันนับตั้งแต่อย่างน้อย 1000 BC (1,000 ปีก่อนคริสตกาล) แต่ที่รุ่งเรืองที่สุดคืออาณาจักร Aksum หรือ Axum ซึ่งครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ของ Gulf of Aden และบางส่วนของเยเมนด้วย หลักฐานเปอร์เซียถึงกับยกย่องว่าในเวลานั้นมีเพียงโรม เปอร์เซีย จีน และ Aksum เท่านั้นที่เป็นมหาอำนาจของโลกและมีความรุ่งเรืองใกล้เคียงกัน

Holy Trinity Cathedral ใน Addis Ababa By A. Davey, Elitre, CC BY 2.0

ศาสนาคริสต์ได้แพร่หลายในเอธิโอเปียในช่วงศตวรรษที่ 4 และแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ทำให้อาณาจักร Aksum เป็นอาณาจักรที่สองในโลกที่ยอมรับนับถือศาสนาคริสต์ ในปัจจุบันศาสนาคริสต์นิกาย Ethiopian Orthodox ยังเป็นที่นับถือโดยทั่วไปในเอธิโอเปีย โดยมีผู้นับถือในประเทศถึง 62.8% ครับ

หลังจากการล่มสลายของ Aksum เอธิโอเปียยังถูกปกครองโดยจักรพรรดิหลายราชวงศ์สืบต่อมา แม้ว่าเอธิโอเปียจะถูกคุกคามโดยชาวตะวันตก แต่เอธิโอเปียไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกใดๆ เลย มีแต่เพียงช่วงปี ค.ศ.1936-1944 เท่านั้นที่อิตาลีได้เข้ามารุกราน และครอบครองดินแดนบางส่วนของเอธิโอเปีย เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง เอธิโอเปียจึงเป็นอิสระโดยสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง

ในปี ค.ศ.1974 เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในเอธิโอเปีย นั่นคือพวกฝ่ายซ้ายได้สถาปนารัฐบาลคอมมิวนิสต์ขึ้น ทำให้จักรพรรดิ Haile Selassie ต้องพ้นจากบัลลังก์ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือฝันร้ายของเอธิโอเปีย ภายในประเทศเต็มไปด้วยการต่อสู้กันของฝ่ายต่างๆ รวมไปถึงการคุกคามของประเทศเพื่อนบ้านด้วย สงครามที่ไม่หยุดหย่อนทำให้เอธิโอเปียเกิดภาวะขาดแคลนอาหารครั้งใหญ่ที่ทำให้ชาวเอธิโอเปียต้องเสียชีวิตไปถึงหนึ่งล้านคน

ความขัดแย้งในเอธิโอเปียสิ้นสุดลงเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย เอธิโอเปียได้เปลี่ยนเป็นประเทศประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ และเริ่มพัฒนาประเทศในทุกๆด้าน

แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่นิ่งอย่างสมบูรณ์ แต่เอธิโอเปียเป็นประเทศที่ปลอดภัยมากสำหรับนักท่องเที่ยว เราไปดูกันดีกว่าครับ เอธิโอเปียมีอะไรให้เที่ยวบ้าง

1. Addis Ababa

Addis Ababa เป็นเมืองหลวงของประเทศเอธิโอเปีย ในปัจจุบันเมืองแห่งนี้ยังเป็นศูนย์กลางทางด้านการบิน การขนส่ง การค้าขาย การเงิน และเศรษฐกิจของภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกด้วย

ภายในเมืองหลวงแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไปเยือนหลายแห่ง ยกตัวอย่างเช่น

  • National Museum of Ethiopia – พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของเอธิโอเปียซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุจำนวนมากนับตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคปัจจุบัน ไฮไลท์ของที่นี่คือโครงกระดูกของ Lucy นั่นเองครับ
  • Ethnological Museum – อีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นในพระราชวังเก่าของจักรพรรดิ Haile Selassie ปัจจุบันจัดแสดงโบราณวัตถุและชีวิตความเป็นอยู่ของชนเผ่าหลายสิบกลุ่มในเอธิโอเปีย
  • Holy Trinity Cathedral – มหาวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการได้ชัยชนะเหนือกองทัพอิตาเลียน ในปัจจุบันยังเป็นสถานที่เก็บรักษาพระศพของ Haile Selassie จักรพรรดิองค์สุดท้ายของเอธิโอเปียด้วย
  • Unity Park – สวนสาธารณะที่เป็นที่ตั้งของ Grand Palace พระราชวังเก่าแก่และยิ่งใหญ่ของราชวงศ์เอธิโอเปีย
  • Entoto Mountain – ภูเขาที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมือง Addis Ababa ที่นี่เป็นที่ตั้งของ St. Mary Church โบสถ์อันสวยงามที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1882 ถ้าคุณขึ้นมาชมวิวที่นี่ คุณจะเห็นทิวทัศน์ของทั้งเมืองเลยครับ
  • The Mercato – ตลาดกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก คุณสามารถหาทุกสิ่งทุกอย่างได้ที่นี่ แต่อย่าลืมต่อราคาหนักๆ ด้วยละครับ

2. Danakil Depression

Danakil Depression เป็นจุดที่ต่ำที่สุดเป็นอันดับสองของโลก โดยแพ้ทะเลเดดซีไปเพียงที่เดียวเท่านั้น ดินแดนแห่งนี้ตั้งอยู่ที่พรมแดนของประเทศเอธิโอเปียและเอริเทรีย และมีชื่อเสียงในฐานะดินแดนที่แห้งแล้งและร้อนที่สุดของโลก บางคนเรียกที่นี่ว่าเป็นทะเลทรายเกลือครับ

Danakil Depression Image by Afrikit from Pixabay

อุณหภูมิที่นี่อาจจะพุ่งสูงถึง 50 องศาได้เลยในบางวัน เพราะที่นี่เต็มไปด้วยภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ บ่อน้ำร้อน สระเกลือที่ร้อนระอุ ทะเลลาวาจึงมีอยู่ทั่วไปภายในดินแดนแห่งนี้ ที่นี่จึงไม่ต่างอะไรกับดาวเคราะห์ดวงอื่นเลยครับ ชาวพื้นเมืองเรียก Danakil Depression ว่าเป็น “ประตูสู่นรก” (Gateway to Hell) ซึ่งไม่ได้เกินความจริงเลยแม้แต่น้อย

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมที่นี่ถึงมีเกลือมาก สาเหตุคือในอดีตที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของทะเลแดงครับ ทำให้มีชั้นเกลือเรียงรายกันไปหลายกิโลเมตรเลยทีเดียว

นอกจากนี้คุณยังมีโอกาสสัมผัสกับภูเขาไฟที่ระอุที่สุดในโลกแห่งหนึ่งด้วย ภูเขาไฟแห่งนี้ชื่อว่า “Erta Ale” ซึ่งมีทะเลลาวาไหลบ่าอยู่โดยรอบ ควันจากภูเขาไฟมักจะพวยพุ่งออกมาจากปากปล่องอยู่บ่อยครั้งด้วยครับ

Erta Ale ประตูสู่นรก By Petr Meissner, Flickr, CC By 2.0

3. Blue Nile Falls

Blue Nile Falls เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในส่วนหนึ่งของแม่น้ำ Blue Nile สาขาสำคัญของแม่น้ำไนล์ที่หล่อเลี้ยงแอฟริกาตะวันออก รูปลักษณ์ของมันคล้ายกับน้ำตกไนแอการา แต่ทิวทัศน์โดยรอบจะเป็นแบบป่าอันอุดมสมบูรณ์แบบเขตร้อนครับ

Blue Nile Falls By CT Snow, CC BY 2.0,

ในปัจจุบันน้ำที่ไหลลงมาจากน้ำตกน้อยลงมาก เนื่องจากมีการการทดน้ำเพื่อใช้ในการกสิกรรม แต่โดยรวมน้ำตกก็ยังสวยและมีน้ำมากอยู่ Blue Nile Falls จะสวยที่สุดในช่วงปลายหน้าฝนหรือช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนครับ

4. Lake Tana

Lake Tana เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอธิโอเปีย และเป็นจุดเริ่มต้นของแม่น้ำ Blue Nile ตัวทะเลสาบไม่ได้โดดเด่นมากมายอะไร แต่ที่โดดเด่นจริงๆ คือสองอย่างนี้ครับ

อย่างแรกคือ นกนานาชนิดทั้งที่บินได้และบินไม่ได้ พวกมันอาศัยอยู่ตามธรรมชาติริมทะเลสาบ ซึ่งคุณสามารถชมได้อย่างใกล้ชิดเลยครับ

อย่างที่สองคือ มหาวิหารในศาสนาคริสต์มากมายหลายแห่งที่ตั้งอยู่รายรอบหรือบนเกาะกลางทะเลสาบแห่งนี้ คุณจะไม่เชื่อว่าอาคารด้านนอกที่ดูเหมือนกระท่อมทั่วไปจะแอบซ่อนงานศิลปะระดับโลกที่มีเก่าแก่ถึงหลายร้อยปี และอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ระดับหนึ่งเลยครับ

5. Lalibela

Lalibela เป็นสถานที่แสวงบุญอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์เอธิโอเปีย สถานที่แห่งนี้คือศาสนสถานที่ประกอบด้วยโบสถ์เก่าแก่จำนวน 11 หลังที่สร้างโดยการแกะสลักหินขนาดยักษ์ครับ ทั้งหมดมีอายุอย่างน้อย 800-900 ปีขึ้นไป

Church of Saint George จากด้านบน สังเกตว่าหลังคาของโบสถ์เป็นรูปไม้กางเขน By Bernard Gagnon – Own work, CC BY-SA 3.0,

โบสถ์ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดคือ Church of Saint George หรือ Bete Giorgis โบสถ์ที่มีหลังคาเป็นรูปไม้กางเขน ถ้าคุณดูจากด้านนอก คุณจะรู้สึกว่าโบสถ์เหล่านี้อยู่ในหลุมอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่เชื่อหรือไม่ครับโบสถ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาในรูปลักษณ์แบบนี้จริงๆ และยังคงถูกใช้ประกอบพิธีมาจนถึงทุกวันนี้อีกด้วย

Church of Saint George อีกมุมหนึ่ง By Dan Nevill, Flickr, CC By 2.0

ใกล้กับโบสถ์แห่งนี้คือ Bete Medhani Alem หรือโบสถ์ที่แกะสลักจากหินยักษ์ก้อนเดียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกครับ แน่นอนว่ายิ่งใหญ่ไม่แพ้กับ Bete Giorgis เลย

ความยิ่งใหญ่และโดดเด่นของสถาปัตยกรรมที่ Lalibela ทำให้ที่นี่ได้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของ UNESCO ด้วยครับ

6. Gondar

Fasil Ghebbi, Gondar by Ian Swithinbank, Flickr, CC By ND 2.0

Gondar เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเอธิโอเปีย และเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศเลยก็ว่าได้ เพราะเมืองนี้เป็นทั้งเมืองหลวงเก่า และมีปราสาทราชวังของราชวงศ์เอธิโอเปียที่สวยงามไม่เหมือนใครหลายแห่งด้วยกันครับ อาทิเช่น

  • Fasil Ghebbi หรือ พระราชวังหลวง เป็นพระราชวังยุคศตวรรษที่ 17 ของจักรพรรดิเอธิโอเปีย ตัวพระราชวังมีขนาดใหญ่โตและมีปราสาทย่อย 6 หลัง โบสถ์ 3 แห่ง ห้องสมุด ห้องอาบน้ำ และกรงสิงโต อย่างไรก็ดีความยิ่งใหญ่ในปัจจุบันเหลือเพียงเศษเสี้ยวของในอดีตเท่านั้นครับ
  • Debre Birhan Selassie Church – โบสถ์ในศาสนาคริสต์อันสวยงามที่มีภาพเขียนสีอันสุดจะอลังการครับ

7. Simien Mountains National Park

Simien National Park เป็นอุทยานแห่งชาติของเอธิโอเปียที่เต็มไปด้วยสัตว์ที่คุณอาจจะหาที่อื่นไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่าง หมาป่าเอธิโอเปีย หมาจิ้งจอก Simian แพะ waila ลิงบาบูน ฯลฯ นอกจากนี้คุณจะได้เห็นทัศนียภาพหุบเขาอันอันสลับซับซ้อนของเอธิโอเปียด้วยครับ

เนื่องจากบางจุดแห่งนี้เป็นที่สูง อย่างยอด Ras Dashen นั้นสูงถึง 4,553 เมตรทำให้อากาศเบาบาง ทำให้คุณต้องระวังว่าจะมีอาการแพ้ความสูงด้วยครับ

ถ้าใครโชคดี คุณอาจจะเห็นหิมะบนยอดเขาลูกนี้ด้วยครับ แม้ว่ามันจะละลายไปอย่างรวดเร็วก็ตามเพราะอากาศที่ต่างกันมากระหว่างกลางวันกับกลางคืน

8. Aksum

Aksum หรือ Axum เป็นเมืองที่เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรชื่อเดียวกันเมื่อเกือบสองพันปีก่อน ที่นี่มีโบราณสถานและโบสถ์ที่น่าสนใจหลายแห่งอาทิเช่น

King Ezana’s Stela, Axum CC BY-SA 3.0,
  • Northern Stelae Field – โบราณสถานซึ่งมีเสา obelisk ขนาดยักษ์หลายต้น ซึ่งมีทั้งตั้งอยู่และพังทลายลงมาแล้วครับ เสาแห่งนี้มีอายุมากถึง 1,700 ปีทีเดียวและยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ด้วย
  • Cathedral of Our Lady Mary of Zion– โบสถ์ที่ชาวเอธิโอเปียเชื่อกันว่าเป็นที่ตั้งของ Ark of the Covenant สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏในคัมภีร์ไบเบิล โบสถ์แห่งนี้เก่าแก่มากโดยสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 5 และมีการสร้างใหม่หลายครั้ง ในปัจจุบันที่นี่เป็นสถานที่แสวงบุญอันดับหนึ่งของชาวคริสต์เอธิโอเปียครับ
  • Dungur หรือ Queen of Sheba’s Palace – ซากปรักหักพังของพระราชวังอันยิ่งใหญ่ในช่วงยุคศตวรรษที่ 7

9. Sof Omar Caves

Sof Omar Caves เป็นถ้ำที่ยาวที่สุดในแอฟริกาด้วยความยาวมากถึง 15 กิโลเมตร และมีทางเข้าออกถึง 40 แห่ง แถมบางจุดยังมีลำธารไหลผ่านด้วย ถ้ำเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวมุสลิมในเอธิโอเปีย เพราะศาสนจารย์ชื่อ Sof Omar เคยใช้ที่นี่เป็นมัสยิดในช่วงศตวรรษที่ 12 ครับ

10. สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ

  • Bale Mountains National Park – อุทยานที่เต็มไปด้วยสัตว์นานาชนิด โดยเฉพาะสัตว์หายากอย่าง Mountain Nyala, Menelink’s Bushbuck สัตว์เหล่านี้แทบจะหาที่อื่นดูไม่ได้อีกแล้วนอกจากที่เอธิโอเปียครับ
  • Omo Valley – หุบเขาที่มีชนเผ่าพื้นเมืองที่มีธรรมเนียมการทาร่างกายของตนเองด้วยชอล์กสีขาว และยังมีประเพณีแปลกๆ อีกมากมายให้คุณได้สัมผัสด้วย อย่างไรก็ดีหุบเขาแห่งนี้อยู่ติดกับพรมแดนซูดานใต้ ซึ่งมีปัญหาความไม่สงบ ทำให้หลายประเทศไม่แนะนำให้พลเมืองไปท่องเที่ยวในบริเวณนี้ครับ
  • Great Rift Valley Lakes – ทะเลสาบหลายแห่งที่ตั้งอยู่เรียงรายแนวแผ่นเปลือกโลกที่พาดผ่านประเทศเอธิโอเปียครับ

ไปเที่ยวเอธิโอเปียอย่างไรดี?

เนื่องจากเอธิโอเปียมีการคมนาคมที่ยังไม่เจริญมากนัก การขนส่งสาธารณะจึงไม่สะดวกเท่าไร ดังนั้นถ้าคุณอยากจะไปเที่ยวเอธิโอเปีย การไปกับทัวร์จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดครับ

ทัวร์ที่จัดไปเที่ยวเอธิโอเปียมีทั้งทัวร์ไทยและทัวร์ต่างชาติ ถ้าเป็นทัวร์ไทยอย่างมากจะใช้เวลา 8-9 วันหรือมากกว่าครับ ทัวร์ที่น่าสนใจได้แก่

  • Mushroom Travel
  • Unithai Travel
  • Global Holiday
  • Double Enjoy
  • Triple Enjoy

นอกจากนี้คุณยังสามารถติดต่อทัวร์เอธิโอเปียโดยตรงได้ด้วยเช่นกัน อาทิเช่น

  • Timeless Ethiopia
  • Awaze Tours
  • Gelila Ethiopia Tours

ทัวร์เหล่านี้จะปรับโปรแกรมทัวร์ตามความต้องการของคุณได้ และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวเอธิโอเปียแบบเจาะลึกครับ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here