เว็บไซต์สำเร็จรูป vs WordPress มือใหม่ทำเว็บใช้แบบไหนดี?

0
95

ทุกวันนี้วิธีการทำเว็บไซต์สำหรับคนที่ไม่มีความรู้เรื่อง coding เลยมีอยู่สองแบบ นั่นคือสร้างโดยใช้เว็บไซต์สำเร็จรูป และสร้างโดยใช้ WordPress

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเคยสร้างเว็บไซต์มาแล้วทั้ง 2 แบบ ผมจึงขอมาวิเคราะห์ให้อ่านกันว่ามือใหม่จะใช้งานแบบไหนดีครับ

เว็บไซต์สำเร็จรูปคืออะไร?

เว็บไซต์สำเร็จรูปคือเว็บไซต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเรียบร้อยโดยผู้ให้บริการ รูปร่างหน้าตาของเว็บไซต์จะสมบูรณ์สวยงามอยู่แล้ว เพียงแค่คุณแก้ไขข้อมูล (ลบของเก่าทิ้งและใส่ข้อมูลที่ต้องการลงไป) รวมไปถึงใส่ element ที่คุณเห็นว่ายังไม่ครบถ้วน เว็บไซต์ของคุณก็พร้อมจะใช้งานได้ทันที ผู้ให้บริการลักษณะนี้คือ Wix, Squarespace, Zyro ฯลฯ

อย่างที่คุณเห็นด้านล่าง template นั้นทางเว็บไซต์สำเร็จรูปจะให้มาอยู่แล้ว ผมแค่แก้ไขข้อมูลแบบง่ายๆ เท่านั้นเอง ระบบนี้เรียกว่าระบบ Drag & Drop หรือว่าลากวางนั่นแหละครับ ทำให้คุณไม่ต้องแตะพวก code ใดๆ เลยทั้งสิ้น

เว็บไซต์สำเร็จรูปของ Wix

ทั้งนี้ถ้าคุณใช้เว็บไซต์สำเร็จรูป คุณไม่ต้องกังวลเรื่อง Hosting เพราะผู้ให้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูปคือ Host ของคุณ และไม่ต้องไปจดโดเมนเนม (ชื่อของเว็บไซต์) ที่อื่นด้วย เพราะผู้ให้บริการจัดการให้หมดทุกอย่าง

WordPress คืออะไร?

WordPress คือระบบจัดการ content หรือที่เรียกกันว่า CMS ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก เว็บไซต์มากถึง 30%-50% จากเว็บไซต์ทั่วโลกล้วนแต่ใช้งาน WordPress ครับ

อย่างด้านล่างคือตัวอย่างแพลตฟอร์มของ WordPress ในการจัดการ content ครับ

ทั้งนี้การใช้งาน WordPress คุณจะต้องหา Host ซึ่งจะเป็นผู้เก็บข้อมูลและดูแลเว็บไซต์ของคุณ (อย่างเช่น Z.com หรือ SiteGround) ทุกวันนี้เว็บไซต์ของผมที่คุณกำลังอ่านอยู่ก็สร้างและจัดการโดยใช้ WordPress ครับ

ข้อควรทราบ: WordPress ในที่นี้คือ wordpress.org ไม่ใช่ WordPress.com แต่อย่างใด

ถัดไปเราไปดูกันดีกว่า มือใหม่จะใช้งานแบบไหนดีครับ

1. การเริ่มต้นใช้งาน

สำหรับเว็บไซต์สำเร็จรูปนั้น ผมได้อธิบายไปแล้วด้านบน นั่นคือคุณแค่เลือก template มาแก้ไข และใส่สิ่งที่ต้องการเพิ่ม หลังจากนั้นก็เปิดเว็บไซต์ได้ทันที

อย่างด้านล่างผมสร้างหน้าเว็บไซต์โดยใช้ Zyro ครับ

Zyro

บางผู้ให้บริการอย่างเช่น Wix อาจจะมีเครื่องไม้เครื่องมือช่วยเหลือคุณมากกว่านั้น นั่นคือคุณสามารถให้ AI ของ Wix อย่าง Wix ADI มาสร้างเว็บไซต์ใหม่ตามความต้องการของคุณก็ได้ครับ

ในขณะเดียวกัน การสร้างเว็บไซต์โดยใช้ WordPress ในขั้นเริ่มแรกจะต้องใช้เวลามากกว่า หลังจากที่คุณ install เสร็จแล้ว (การ install ไม่ยากครับ กดคลิกเดียวเสร็จเลย) คุณจะต้องเลือก theme ที่ต้องการก่อน แล้วถึงจะนำไป edit ได้ ทั้งนี้ฟีเจอร์ในการ edit จะขึ้นอยู่กับ theme ที่คุณเลือกครับ

เลือก WordPress Theme

ถ้าเป็น theme ที่ให้ใช้ฟรี คุณจะมีฟีเจอร์ให้ใช้งานน้อย แต่ถ้าเป็น premium theme ที่ต้องเสียเงินเพิ่ม คุณจะทำได้มากกว่ามาก ไม่ต่างอะไรกับเว็บไซต์สำเร็จรูปเลยครับ หรืออาจจะมากกว่าเสียด้วย

นอกจากนี้คุณยังต้องลง plugin ที่จำเป็นด้วยไม่ว่าจะเป็น security plugin ที่รักษาความปลอดภัย, Yoast ที่ช่วยเรื่อง SEO, รวมไปถึง plugin อื่นๆ ที่คุณจะต้องใช้งานอีกจำนวนหนึ่งครับ ไม่เพียงเท่านั้นคุณยังเรียนรู้โครงสร้างของ WordPress ว่าอะไรเป็นยังไงอีกพอสมควร

สรุปแล้ว เว็บไซต์สำเร็จรูปจะเริ่มง่ายกว่า WordPress มากครับ เพราะคุณแค่ออกแบบและแก้ไขเพียงเล็กน้อยก็ใช้งานได้แล้ว ส่วน WordPress นี่ตอนที่ผมเข้ามาใช้วันแรก ผมเคยรู้สึกว่า “จะไหวมั้ยวะ?” อยู่เหมือนกันในช่วง 10-20 นาทีแรกครับ

นั่นแปลว่าคุณต้องไปหาข้อมูลการใช้งานเบี้องต้นด้วยการ search Google หรือว่าหาคอร์ส WordPress เรียนทางออนไลน์ครับ แต่บาง Host อย่าง SiteGround จะดีหน่อยด้วยการมี guide แนะนำให้ครับ แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่ามันไม่ได้ยากมากครับ มันจะดูซับซ้อนตอนแรกเท่านั้นเองครับ

2. การแก้ไขหน้าตาและข้อมูลบนเว็บไซต์

เว็บไซต์สำเร็จรูปอย่าง Wix และ Zyro จะแก้ไขหน้าตาและข้อมูลของเว็บไซต์ในรูปแบบที่เรียกว่า visually นั่นคือ คุณจะเปิดหน้าเว็บไซต์แบบที่ผู้เข้าชมเห็น และกดคลิกเพื่อแก้ไขได้ทันที

ขณะที่ WordPress จะซับซ้อนกว่า ถ้าคุณจะแก้ไข content หรือข้อมูลของ blog post คุณจะต้องเข้ามาที่ Admin Panel ก่อน แล้วถึงจะแก้ไขได้ แถมคุณยังไม่เห็นตอนแก้ไขด้วยว่าแก้แล้วหน้าตาเป็นอย่างไร (คุณต้องกด Preview หรือว่าให้ WordPress update ข้อมูลเสียก่อน คุณถึงจะเห็น)

อย่างไรก็ดีสำหรับหน้าตาและ element ต่างๆ แล้ว บาง theme หรือ Plugin ของ WordPress มีฟีเจอร์ที่คุณสามารถแก้ไขได้แบบ visually เช่นเดียวกับเว็บไซต์สำเร็จรูปครับ อย่างเช่น Elementor Plugin เป็นต้น

ในประเด็นนี้ผมจึงมองว่าเว็บไซต์สำเร็จรูปดีกว่าเช่นกันครับ

3. ความหลากหลายของการดีไซน์

เว็บไซต์สำเร็จรูปนั้นมักจะมี template ที่จำกัดกว่า อย่าง Wix ที่เป็นเจ้าตลาดเองก็มีให้เลือกเพียงแค่หลักร้อยเท่านั้น ทำให้คุณมีข้อจำกัดในการดีไซน์เว็บไซต์ของคุณอย่างมากเลยครับ

ขณะเดียวกันเว็บไซต์จาก WordPress สามารถเลือกใช้ theme จากหลายหมื่นแบบที่มีให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น theme ฟรีหรือไม่ฟรี ทำให้คุณมีแบบให้เลือกในการสร้างเว็บไซต์มากกว่ามากเลยครับ

ดังนั้นในเรื่องนี้ WordPress ชนะขาดครับ

4. ฟีเจอร์เสริม

เว็บไซต์สำเร็จรูปที่มีคุณภาพอย่างเช่น Wix นั้นจะมีตลาดที่เรียกว่า “app Market” ที่คุณสามารถลงฟีเจอร์เสริมได้ อย่างเช่นดัดแปลงเว็บไซต์ให้เป็นเว็บไซต์ e-commerce หรือว่าเครื่องมือช่วยกระตุ้น SEO หรือทำให้อันดับใน Google ของเว็บคุณดีขึ้น

อย่างไรก็ดีฟีเจอร์เหล่านี้ไม่ได้มีในเว็บไซต์สำเร็จรูปทุกแห่ง เว็บไซต์สำเร็จรูปบางแห่งอาจจะมีให้ใช้น้อยถึงน้อยมากเลยก็ได้ จริงๆ แล้วขนาดเจ้าตลาดของ Wix ก็ยังน้อยเพราะมีแค่ 300 ตัวให้เลือกใช้เท่านั้น ส่วนมากจะมีแต่ตัวที่ใช้กันบ่อยๆ แต่ตัวที่พิเศษหรือเฉพาะทางมากๆ มักจะไม่มี

Wix app

ส่วน WordPress มี Plugin ให้ใช้ถึงเกือบแสนตัว แต่ละตัวมีฟีเจอร์เสริมที่ช่วยให้เว็บไซต์ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบขึ้นมาก ถ้าคุณต้องการอะไร คุณก็แค่ลง plugin หลังจากนั้นทุกอย่างก็เรียบร้อยสะดวกโยธินครับ

ถ้าถามว่าฟีเจอร์เสริมเหล่านี้จำเป็นหรือไม่ ผมบอกได้เลยว่าจำเป็นครับ เพราะคุณทำเว็บไซต์ไปเรื่อย คุณจะเริ่มรู้สึกว่าอยากใส่โน่นใส่นี่เพิ่มเติมเพื่อทำให้เว็บไซต์สามารถใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างระบบการขายทางออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือเพิ่มวิธีการทำเงินใหม่ๆ อย่างเช่นเพิ่มระบบสมาชิกครับ

ในกรณีที่คุณไม่สามารถเพิ่มฟีเจอร์เหล่านี้ได้ มันก็เหมือนกับการจำกัดศักยภาพเว็บไซต์ของคุณไปโดยปริยาย

ดังนั้นในประเด็นนี้ WordPress ชนะขาดครับ

5. SEO

SEO หรือ Search Engine Optimization เปรียบเสมือนเส้นเลือดหลักที่หล่อเลี้ยงเว็บไซต์ของคุณ เพราะมันคือ traffic ที่คุณได้มาฟรีๆจาก search engine อย่างเช่น Google

ดังนั้นถ้าเว็บไซต์ของคุณถูกสร้างขึ้นในลักษณะที่ search engine ชอบ (SEO-friendly) โอกาสที่เว็บไซต์ของคุณจะได้อยู่อันดับต้นๆ ใน keyword ต่างๆ ของ Google ก็จะสูงไปด้วย

สำหรับ WordPress นั้น ตัวระบบทุกสร้างมาให้เป็นมิตรกับ search engine อยู่แล้ว แถมยังมี plugin มากมายที่ช่วยสนับสนุนด้วย ดังนั้นคุณสามารถทำ rank ใน search engine ให้ดีได้อย่างแน่นอน ส่วนเว็บไซต์สำเร็จรูปขึ้นอยู่กับผู้บริการว่าเขียน code ในลักษณะที่เป็น SEO-friendly หรือไม่ และมีเครื่องมือสนับสนุนรึเปล่า แต่ส่วนใหญ่แล้วคิวด่ายากจะเทียบกับ WordPress ครับ

ในข้อนี้ผมจึงมองว่า WordPress ชนะขาดอีกเช่นกันครับ

6. ปัญหาทางเทคนิคที่อาจจะเจอ

เนื่องจากเว็บไซต์สำเร็จรูปจำกัดฟีเจอร์ต่างๆให้ใช้ได้ไม่มาก ทำให้ปัญหาที่อาจจะพบเจอน้อยกว่าไปด้วย อีกส่วนหนึ่งก็เพราะทุกฟีเจอร์นั้นผู้ให้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูปเป็นผู้สร้างเอง ปัญหาเรื่องการใช้งานผิดพลาดจึงยากที่จะเกิด

ในทางตรงกันข้าม WordPress มี plugin ที่บุคคลทั่วไปสามารถสร้างให้ผู้อื่นใช้งานได้ ดังนั้นคุณมีโอกาสเจอปัญหาหลายอย่าง ตั้งแต่ plugin conflict ทำให้เว็บล่ม, จุดอ่อนทางด้านความปลอดภัย (security vulnerabilities) ของ plugin/theme ต่างๆ ที่ทำให้ hacker บุกเข้ามาได้ หรือแม้กระทั่งเว็บไซต์แสดงผลแปลกๆ อย่างไม่ทราบสาเหตุ เพราะ plugin ไม่ได้ update ตามเวอร์ชันของ WordPress ฯลฯ

โดยรวมแล้วปัญหาต่างๆ ของ WordPress จะวุ่นวายและแก้ยากกว่าเว็บไซต์สำเร็จรูป เพราะรูปแบบของเว็บไซต์ซับซ้อนกว่านั่นเองครับ

ในข้อนี้ ผมจึงมองว่าเว็บไซต์สำเร็จรูปชนะครับ

7. Customer Support

เนื่องจากเว็บไซต์สำเร็จรูปไม่ต้องหา hosting คุณจึงมีผู้ให้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูปนั่นแหละครับเป็นผู้จัดการเรื่อง customer support ข้อดีคือคุณสามารถให้พวกเขาจัดการได้ทุกอย่างบนเว็บไซต์ของคุณ ไม่ว่าเกิดปัญหาที่ส่วนไหนก็ตาม

สำหรับ WordPress แล้วนั้น Host ของคุณคือผู้ที่คุณจะต้องไปปรึกษาถ้าปัญหาอะไรเกิดขึ้น ส่วนมากแล้วพวก Hosting company จะมีการ support ที่ดีมาก นั่นคือมี Live Chat ให้คุณขอความช่วยเหลือทันทีในแบบ 24/7/365 นอกจากนี้คนใช้งาน WordPress ยังเยอะมาก ทำให้มีโอกาสสูงที่คุณจะเจอวิธีแก้ไขถ้าคุณ search google ครับ

อย่างไรก็ดีถ้าคุณเกิดไม่พอใจ Customer Support ของเว็บไซต์สำเร็จรูปขึ้นมา หรือว่าในระยะหลังการบริการด้านอื่นๆแย่ลงมาก คุณจะย้ายผู้ให้บริการได้ยากมาก หรือว่าย้ายไม่ได้เลย ทำให้มีโอกาสที่คุณจะต้องไปสร้างเว็บไซต์ใหม่ตั้งแต่ศูนย์ ซึ่งจะต่างกับ WordPress ที่คุณสามารถย้าย Host ได้อย่างอิสระไปพร้อมกับบทความและฐานข้อมูลของคุณครับ

ในประเด็นนี้ผมจึงให้ WordPress ชนะครับ

8. Security

ผู้ให้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูปจะดูแลเรื่องความปลอดภัยของเว็บไซต์ให้กับคุณ ทำให้คุณไม่ต้องกังวลมากนัก แต่ไม่ได้แปลว่าคุณจะโดน hack ไม่ได้ ถ้าเกิดโดน hack ขึ้นมาส่วนมากแล้วผู้ให้บริการจะปิดเว็บไซต์ของคุณชั่วคราว (อ้างอิงจาก Wix)

ทั้งนี้ผมไม่แน่ใจว่าแต่ละผู้ให้บริการจะมีกระบวนการอย่างไรหลังจากเว็บไซต์สำเร็จรูปโดน hack เพราะไม่เจอข้อมูลในส่วนนี้เลย ต้องขออภัยด้วยครับ

สำหรับ WordPress แล้ว คุณจะต้องดูแลในส่วนนี้เองด้วยการลง security plugin อย่างเช่น Wordfence, Sucuri หรือ Astra เพื่อคุ้มกันเว็บไซต์จากภัยคุกคาม แต่ถ้าเว็บของคุณเกิดโดน hack ขึ้นมา คุณจะต้องจัดการเอาออกเองหรือจ้างบริษัทมาเอา malware/backdoor ออกให้ด้วยครับ

อีกทางเลือกหนึ่งคือ คุณยอมจ่ายค่า host แบบ managed wordpress hosting ซึ่งมีราคาสูงมาก (อย่างเช่น Kinsta) ทีมของ host ก็จะล้าง malware ให้กับคุณฟรีครับ

ในส่วนนี้เนื่องจากข้อมูลไม่ชัดเจน ผมจึงขอให้เสมอกันครับ

9. ราคา

เรื่องราคาเป็นปัจจัยสำคัญที่เจ้าของเว็บไซต์ทุกคนต้องพิจารณา เรื่องจากผู้ให้บริการมีจำนวนมาก ราคาจะแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนมากจะอยู่ในช่วงที่ใกล้กันครับ

เว็บไซต์สำเร็จรูปอย่าง Wix, Squarespace หรือ Zyro ราคาจะเริ่มต้นที่ $0-$12 หรือว่า 0-360 บาทต่อเดือน ซึ่ง Zyro จะถูกที่สุดนั่นคือเริ่มต้นแบบใช้ฟรีเลยครับ

อย่างไรก็ดีแพลนเบี้องต้นของเว็บไซต์สำเร็จรูปจะมีข้อจำกัดเยอะเกินไปในการสร้างเว็บไซต์ที่ดู professional ออกมาได้จริง (เช่นแพลนถูกจะมีโฆษณาผู้ให้บริการติดมาด้วย หรือว่าโดเมนเนมจะดูน่าเกลียดพะรุงพะรัง) ส่วนมากแล้วจะต้องจ่ายแพลนระดับกลาง หรือว่า $12-$15 หรือว่าประมาณ 360-450 บาทต่อเดือนถึงจะได้เว็บไซต์ที่ดูดีมีสกุลครับ

ขณะที่ฝั่ง WordPress นั้นราคาของแพลนเบี้องต้นของ Host ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ $3-$5 หรือประมาณ 90-150 บาทต่อเดือน และเพิ่มสูงขึ้นตามทรัพยากรที่คุณต้องการครับ จากประสบการณ์ของผม ผมพบว่าแค่แพลนเบี้องต้นก็สามารถสร้างเว็บไซต์ที่ดูเป็นมืออาชีพออกมาได้แล้วครับ

เพราะฉะนั้นเรื่องราคา ผมให้ WordPress ชนะครับ

สรุป

เว็บไซต์สำเร็จรูปมีจุดเด่นคือความเรียบง่ายในการใช้งานช่วงแรก และการแก้ไขหน้าตาและข้อมูลของเว็บไซต์ที่สะดวกสบาย แต่ถ้าคุณต้องการสร้างเว็บไซต์ในระดับที่สูงขึ้น ความเรียบง่ายที่เป็นจุดแข็งของเว็บไซต์สำเร็จรูปจะกลายเป็นจุดอ่อนทันทีครับ เพราะทรัพยากรเฉพาะทางทั้งหลายแทบจะไม่มีให้คุณใช้เลย

ดังนั้นผมมองว่าการใช้เว็บไซต์สำเร็จรูปเหมาะกับผู้ที่ต้องการสร้างเว็บไซต์แบบที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรนัก มีแต่ฟีเจอร์ธรรมดาทั่วไปก็เพียงพอแล้ว เว็บไซต์เหล่านี้อาจจะเป็นเว็บไซต์ส่วนตัว หรือ blog อย่างง่ายเป็นต้น

แต่ถ้าคุณต้องการเว็บไซต์ที่ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ เว็บไซต์ e-commerce หรือ เว็บไซต์ที่มีบทความจำนวนมาก คุณควรเลือกใช้ WordPress ครับ เพราะความยืดหยุ่นในการสร้างเว็บไซต์โดยใช้ WordPress นั้นมีมากกว่าเว็บไซต์สำเร็จรูปอย่างเทียบกันไม่ติดเลยทีเดียว