จิ๋นซีฮ่องเต้รวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง ปิดฉากยุคจ้านกว๋อ

0
756

แผ่นดินจีนได้แตกออกเป็นแคว้นมานานหลายร้อยปีตั้งแต่ในสมัยยุคชุนชิว เมื่อเข้าสู่ยุคจ้านกว๋อ การแตกแยกดังกล่าวก็ยังคงอยู่ สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือสงครามที่รุนแรงมากขึ้นอย่างเช่นยุทธการที่ฉางผิงเป็นต้น

สำหรับจิ๋นซีฮ่องเต้ (ฉินสื่อหวงตี้) หรือ ฉินหวางเจิ้งนั้น การรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ ในปี 228 ฺBC (ก่อนคริสตกาล 228 ปี) แคว้นฉินสามารถทลายแคว้นหานและแคว้นจ้าวลงไปได้แล้ว ทำให้ฉินหวางเจิ้งบรรลุเป้าหมายไปแล้ว 1 ใน 3

ความพยายามลอบสังหารของจิงเคอไม่ได้ทำให้สถานการณ์แคว้นเยียนดีขึ้น ในทางกลับกันฉินหวางเจิ้งยิ่งโกรธเคืองแคว้นเยียนอย่างหนัก หลังจากนั้นไม่นานกองทัพฉินถูกส่งไปตีแคว้นเยียนทันที เพื่อคิดบัญชีกับไท่จื่อตัน ผู้บงการในการลอบสังหารตังกล่าว

กองทหารดินเผา โบราณสถานสำคัญสมัยราชวงศ์ฉิน By palindrome6996 – Army of Terracotta, CC BY 2.0,

ทำลายแคว้นเยียน

กองทัพของหวางเจียนบุกแคว้นเยียนราวกับลมพัด ฝ่ายเยียนได้รับกำลังสนับสนุนบางส่วนจากแคว้นไต้ แคว้นใหม่ที่จ้าวเจีย ราชนิกูลที่หลบหนีมาจากแคว้นจ้าวเป็นผู้ก่อตั้ง แต่กองทัพพันธมิตรเยียน-ไต้มีกำลังน้อยกว่าย่อมไม่สามารถต้านทานกำลังมหาศาลของหวางเจียนได้

หวางเจียนตีกองทัพพันธมิตรแตกอย่างรวดเร็วที่แม่น้ำยี่สุ่ย หลังจากนั้นก็ตรงเข้าประชิดเมืองจี้เฉิง (กรุงปักกิ่งในปัจจุบัน) เมืองหลวงของแคว้นเยียน

การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด กองทัพฉินตีเมืองจี้เฉิงแตก เยียนหวางซี และไท่จื่อตันตีฝ่าออกมาได้ และถอยหนีไปตั้งหลักที่คาบสมุทรเหลียวตง (ปัจจุบันคือมณฑลเหลียวหนิง) หวางเจียนจึงให้หลี่ซิ่นเป็นแม่ทัพยกติดตามสองพ่อลูกไป

หลี่ซิ่นยกกองทัพตามมาทันและตีกองทัพเยียนแตกอีกครั้งหนึ่งที่แม่น้ำเยียน ทำให้เยียนหวางซีเกรงกลัวยิ่งนัก

ช่วงเวลานั้นเองเยียนหวางซีกลับได้รับสาส์นจากจ้าวเจียว่า

สาเหตุที่แคว้นฉินไล่บดขยี้แคว้นเยียนเช่นนี้ก็เพราะไท่จื่อตันแต่เพียงผู้เดียว ถ้าต้าหวางสังหารเขาเสีย หรือส่งตัวให้ฉินหวางแล้ว ฉินหวางน่าจะยอมถอนกำลัง ศาลบุรพกษัตริย์ของต้าหวางก็จะได้รับการเซ่นสรวง

ด้วยเหตุนี้เยียนหวางซีจึงสั่งให้คนไปสังหารไท่จื่อตัน บุตรชายของตนเองและนำศีรษะไปถวายฉินหวางเจิ้งเพื่อขอสงบศึก ฉินหวางเจิ้งยอมรับคำขอสงบศึกนั้นไว้ แต่ก็เพียงสามปีเท่านั้น ในปี 222 BC (ก่อนคริสตกาล 222 ปี) หวางเปิน แม่ทัพฉินได้รับคำสั่งให้เข้าทำลายทั้งแคว้นเยียนและแคว้นไต้ แคว้นทั้งสองไม่สามารถต่อสู้ได้จึงถูกล้มล้างในที่สุด

เยียนหวางซีและจ้าวเจียถูกจับเป็นเชลยทั้งคู่ ไม่ปรากฏว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาหลังจากนั้น

ทดน้ำตีแคว้นเว่ย

ในปี 225 BC ฉินหวางเจิ้งสั่งให้หวางเปินกองทัพยกไปตีแคว้นเว่ย กองทัพของหวางเปินตีหัวเมืองแคว้นเว่ยแตกอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าการผ่าไม้ไผ่ ภายในเวลาไม่นานกองทัพฉินก็มาถึงต้าเหลียง เมืองหลวงของแคว้นเว่ย

แต่ทว่าเมืองต้าเหลียงกลับไม่ได้ตีง่าย เพราะว่าเมืองนี้มีคูเมืองที่ลึกมาก กำแพงเมืองก็สูงใหญ่ ไพร่พลเว่ยที่อยู่ในเมืองต่างสู้ตายเพราะทุกคนรู้ว่า ถ้าต้าเหลียงแตก แคว้นเว่ยก็จบสิ้นแล้ว

หวางเปินล้อมเมืองอยู่นาน แต่ก็ยังตีไม่ได้ เขาจึงสั่งให้ทหารฉินทุกนานช่วยกันขุดทางน้ำใหม่ เพื่อให้น้ำของแม่น้ำที่อยู่รายรอบเมืองทะลักเข้าท่วมเมืองต้าเหลียง เหมือนกับที่ตระกูลจื้อเคยทดน้ำตีเมืองจิ้นหยาง

ทหารของหวางเปินใช้เวลาเปลี่ยนเส้นทางน้ำอยู่นานถึงสามเดือน สุดท้ายคลื่นน้ำก็เข้าท่วมเมืองต้าเหลียง ทำให้ราษฎรล้มตายเป็นจำนวนมาก (บ้างว่ามากถึงหนึ่งแสนคน) ทำให้การรักษาการฝ่ายเว่ยอ่อนด้อยลง ฝ่ายฉินฉวยโอกาสเข้าตีทุกด้าน เมืองต้าเหลียงแตกลงในที่สุด

เว่ยหวางเจียทิ้งอาวุธยอมแพ้ต่อกองทัพฉิน หวางเปินจึงนำตัวเว่ยหวางใส่รถนักโทษเพื่อส่งตัวไปเมืองเสียนหยาง (ซีอานในปัจจุบัน) แต่เว่ยหวางทนอัปยศไม่ไหวจึงล้มป่วยและสวรรคตลงระหว่างทาง

ด้วยเหตุนี้หกแคว้นตะวันออกจึงเหลือเพียงสองแคว้นเท่านั้น

พ่ายแพ้ยับเยิน

ฉินหวางเจิ้งต้องการส่งกองทัพไปตีแคว้นฉู่ แต่แคว้นฉู่เป็นแคว้นใหญ่และแข็งแกร่ง ต่างจากแคว้นสามจิ้นและแคว้นเยียน การจะพิชิตย่อมไม่เรื่องง่าย ฉินหวางจึงสั่งให้แม่ทัพนายกองทุกนายเข้ามาปรึกษา

ฉินหวางเจิ้งถามหวางเจียน แม่ทัพผู้เฒ่าผู้มีประสบการณ์ก่อนว่า เขาต้องการทหารเท่าไรในการทำลายแคว้นฉู่ หวางเจียนทูลว่าเขาต้องการทหาร 600,000 นาย เท่านั้นที่จะตีแคว้นฉู่ได้ แต่หลี่ซิ่นแม่ทัพหนุ่มไฟแรงกลับบอกว่า เขาต้องการทหารแค่ 200,000 นายเท่านั้นก็เอาชนะแคว้นฉู่ได้แล้ว

หวางเจียน

เมื่อได้ฟังคำพูดของหลี่ซิ่น ฉินหวางเจิ้งกลับรู้สึกสนใจ เขาจึงถามหวางเจียนว่ารู้สึกอย่างไรที่หลี่ซิ่นจะนำทหารแค่สองแสนคนไปตีแคว้นฉู่ หวางเจียนกล่าวว่า

หลี่ซิ่นนำทหารสองแสนคนไปตีแคว้นฉู่ เห็นทีคงจะพ่ายแพ้ ข้าพระองค์ยังยืนกรานว่าต้องใช้ทหารหกแสนคนถึงจะเอาชนะได้

ในใจของฉินหวางเจิ้งกลับคิดว่าหวางเจียนแก่แล้ว เขาจึงเลือกให้หลี่ซิ่นเป็นแม่ทัพนำทหารสองแสนคนไปตีแคว้นฉู่ หวางเจียนที่ถูกปฏิเสธจึงกลับไปพักผ่อนที่บ้าน

หลี่ซิ่นยกไปตีแคว้นฉู่ด้วยความฮึกเหิม เขาตีเมืองชายแดนของแคว้นฉู่ได้อย่างรวดเร็ว ฉู่หวางฝูซูทราบข่าวศึกจึงให้เซี่ยงเยี่ยน (ปู่ของเซี่ยงอวี่) เป็นแม่ทัพนำทหารสองแสนกว่าคนเข้ารับมือ

เซี่ยงเยี่ยนฉวยโอกาสที่หลี่ซิ่นบุกลึกเข้ามาในแคว้นฉู่และไม่ระวังเข้าซุ่มโจมตีกองทัพของหลี่ซิ่น ชางผิงจวิน ราชนิกูลแคว้นฉู่ที่เคยเป็นขุนนางในแคว้นฉินก็นำกำลังเข้าตีกองทัพของหลี่ซิ่นด้วย กองทัพของหลี่ซิ่นถูกโจมตีทั้งหน้าทั้งหลังจนแตกยับเยิน

หลี่ซิ่นต้องหนีเตลิดเข้าแดนฉินไป เซี่ยงเยี่ยนเร่งติดตามไปด้วยกองทัพจำนวนมหาศาล ทหารฉู่ไล่สังหารทหารฉินอย่างไม่ปรานีจนบาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน การรุกรานแคว้นฉู่จึงจบลงด้วยความพ่ายแพ้ย่อยยับ

ความพ่ายแพ้ทำให้ฉินหวางเจิ้งโกรธหลี่ซิ่นมาก หลี่ซิ่นถูกปลดออกจากตำแหน่งแม่ทัพทันที หลังจากที่ก้าวเท้าเหยียบเมืองเสียนหยาง

หวางเจียนทำลายแคว้นฉู่

ฉินหวางเจิ้งจำต้องกลับไปขอให้หวางเจียนยกทัพไปตีแคว้นฉู่ หวางเจียนยืนกรานว่าเขาจะไปตีแคว้นฉู่ให้กับฉินหวาง แต่ฉินหวางต้องมอบทหารหกแสนนายให้กับตน ฉินหวางสงสัยว่าทำไมเขาต้องใช้ทหารมากมายขนาดนั้น

หวางเจียนจึงอธิบายว่าแคว้นฉู่เป็นแคว้นใหญ่มีไพร่พลมาก การจะโจมตีแคว้นใหญ่เช่นนี้จำต้องใช้จำนวนไพร่พลที่เหมาะสมกันเข้าสู้ ฉินหวางเจิ้งไม่มีทางเลือกจึงต้องยอมให้กองทัพหกแสนคนแก่หวางเจียน

ระหว่างที่เคลื่อนทัพไปนั้น หวางเจียนจะหยุดกองทัพและส่งสาส์นไปขอให้ฉินหวางเจิ้งมอบที่ดินแปลงงามๆ และทรัพย์สินให้ตนเองอยู่เสมอ นานวันเขาเมิ่งหวู่ รองแม่ทัพของเขารู้สึกสงสัยว่าหวางเจียนจะโลภมากไปถึงไหน เขาจึงถามหวางเจียนตรงๆ หวางเจียนกล่าวว่า

ฉินหวางทรงโหดร้ายและขี้ระแวง วันนี้มอบกองทัพหกสิบหมื่นเท่ากับนำทหารทั้งแคว้นให้ข้าแต่เพียงผู้เดียว ข้าเลยขอที่นาไร่สวนจากพระองค์ไว้ก่อน พระองค์จะได้คิดว่าข้าเป็นคนโลภ ไม่มีแผนการทรยศอันใด

หลังจากนั้นหวางเจียนจึงยกกองทัพไปยังแคว้นฉู่ เมื่อถึงแล้วก็สั่งให้ตั้งค่ายประจันหน้ากับเซี่ยงเยี่ยน แต่ไม่สั่งให้ทหารเข้าโจมตีแต่อย่างใด ทหารทุกนายได้รับคำสั่งให้ฝึกซ้อมการต่อสู้ไว้เท่านั้น

เซี่ยงเยี่ยนสั่งให้ทหารออกไปท้าหวางเจียนออกมารบทุกวัน แต่หวางเจียนไม่เคลื่อนไหวเพราะไม่อยากต่อสู้กับกองทัพฉู่ที่เพิ่งได้รับชัยชนะครั้งใหญ่มา การประจันหน้าดำเนินไปอยู่ประมาณปีหนึ่ง ทำให้ทหารฉู่เริ่มประมาทเพราะคิดว่าอย่างไรหวางเจียนคงไม่ออกมาจากค่าย

คืนวันหนึ่งหวางเจียนสั่งให้ทุกกองทัพโจมตีกองทัพฉู่พร้อมกัน กองทัพฉู่ไม่คาดคิดว่ากองทัพฉินจะบุกออกมา ทำให้พ่ายแพ้ยับเยิน เซี่ยงเยี่ยนนำทหารส่วนหนึ่งแหวกวงล้อมไปได้

แต่ความพ่ายแพ้ของเขาทำให้เส้นทางสู่โซ่วชุน เมืองหลวงของแคว้นฉู่เปิดออก หวางเจียนไม่ปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอยไป กองทัพฉินบุกโจมตีราวกับลมพัด เมืองโซ่วชุนจึงแตก ฉู่หวางฝูซูถูกจับกุมได้

อย่างไรก็ตามแคว้นฉู่ยังเหลือกองกำลังของเซี่ยงเยี่ยนเหลืออยู่ทางทิศตะวันออก หวางเจียนจึงยกกำลังติดตามไปและทำลายได้สำเร็จ ไม่ปรากฏว่าเซี่ยงเยี่ยนเสียชีวิตอย่างไร บ้างว่าเขาฆ่าตัวตาย บ้างว่าเขาพลีชีพกลางสมรภูมิ

การตายของเซี่ยงเยี่ยนทำให้แคว้นฉู่ถูกทำลายโดยสมบูรณ์ในปี 222 BC อย่างไรก็ตามการที่แคว้นฉู่ถูกทำลายสร้างความโกรธแค้นให้กับชาวฉู่มาก ชาวฉู่อย่างเซี่ยงอวี่จึงเป็นแกนหลักในการทำลายราชวงศ์ฉินในเวลาต่อมา

สิบกว่าปีต่อมา เซี่ยงอวี่ หลานชายเซี่ยงเยี่ยนล้างแค้นให้กับปู่ของตนเองได้สำเร็จ ด้วยการบดขยี้กองทัพของหวางหลี หลานของหวางเจียนแตกยับเยินในสมรภูมิที่จี้ว์ลู่

แคว้นสุดท้าย

หลังจากแคว้นฉู่พินาศ หกแคว้นตะวันออกจึงเหลืออยู่เพียงแคว้นเดียวเท่านั้น นั่นคือแคว้นฉี

แคว้นฉีในยุคนั้นปกครองโดยฉีหวางเจี้ยน ฉีหวางผู้นี้ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือแคว้นอื่นๆ ยามที่มีภัย แต่กลับให้ทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับแคว้นฉิน โดยหวังว่าฉินหวางเจิ้งจะเห็นแก่มิตรภาพอันแน่นแฟ้นปล่อยแคว้นฉีให้อยู่รอดต่อไป

ในปี 221 BC ฉีหวางเจี้ยนเริ่มตระหนักว่าแคว้นตนเองอยู่ในอันตราย เพราะแคว้นฉินได้ผนวกแคว้นอื่นไปทั้งหมดแล้ว ฉีหวางเจี้ยนจึงสั่งให้ฟื้นฟูกำลังทหาร แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว กองทัพของหวางเปินได้รับคำสั่งจากฉินหวางเจิ้งให้บุกเข้าตีแคว้นฉี

หลายสิบปีหลังจากที่แคว้นฉีเกือบจะล่มสลายในสมัยของฉีหมิ่นหวาง แคว้นฉีแทบไม่ได้ฝึกฝนกำลังทหารเลย ดังนั้นไม่ต้องสงสัยว่าไม่มีกองกำลังใดจะหาญกล้าปะทะกับกองทัพฉิน กองกำลังของหวางเปินประสบกับการต่อต้านน้อยมาก ในเวลาไม่นานกองทัพฉินก็มาอยู่หน้าเมืองหลินจือ เมืองหลวงของแคว้นฉี

โหวเซิ่ง สมุหนายกแคว้นฉีเป็นผู้ที่ฉินหวางเจิ้งแอบติดสินบนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เขาจึงยุยงให้ฉีหวางเจี้ยนยอมจำนน จะว่าไปแล้วมันก็เป็นตัวเลือกที่ถูกต้องเพราะแคว้นฉีไม่สามารถต่อสู้ได้อีกแล้ว

ฉีหวางเจี้ยนจำต้องยอมจำนนต่อแคว้นฉินในที่สุด ฉินหวางเจิ้งสั่งให้เขาไปอยู่ในกระท่อมกลางป่า อยู่ในไม่นานฉีหวางเจี้ยนก็สวรรคต

ด้วยเหตุนี้แผ่นดินจีนทั้งหมดจึงอยู่ภายใต้ฉินหวางเจิ้งแต่เพียงผู้เดียว แผ่นดินที่แตกแยกหลายร้อยปีจึงรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวในที่สุด ในเวลานั้นฉินหวางเจิ้งมีอายุได้ 38 ปี และครองราชย์มาได้ 26 ปีแล้ว

ฉินสื่อหวงตี้

หวางตี้ (ฮ่องเต้)

ฉินหวางเจิ้งตระหนักว่าความสำเร็จของตนเองในการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งยิ่งใหญ่ไปกว่า สามหวางและห้าตี้แห่งยุคโบราณเสียอีก การที่ตำแหน่งของตนเองเป็นแค่ “หวาง” หรือ กษัตริย์จึงไม่เหมาะสม

ด้วยเหตุนี้ฉินหวางเจิ้งจึงสถาปนาตำแหน่งใหม่ขึ้นมาด้วยการรวม “หวาง” และ “ตี้” เข้าด้วยกัน เป็น “หวางตี้” หรือ “ฮ่องเต้” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “จักรพรรดิ”

สำหรับชื่อของหวางตี้นี้ ฉินหวางเจิ้งใช้ชื่อว่า “ฉินสื่อหวงตี้” หรือ “จิ๋นซีฮ่องเต้” นั่นเองแปลว่า “จักรพรรดิพระองค์แรก”

หลังจากรวมแผ่นดินได้สำเร็จ ฉินสื่อหวงตี้ปฏิเสธที่จะมอบดินแดนให้เชื้อพระวงศ์และขุนนางดังเช่นในสมัยราชวงศ์โจวตะวันตก เพราะเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายเหมือนในยุคชุนชิวจ้านกว๋ออีก แต่ให้แบ่งดินแดนจีนทั้งหมดออกเป็นจังหวัด 36 จังหวัด และอำเภออีกมากมาย โดยมีขุนนางที่ราชสำนักฉินแต่งตั้งเป็นผู้ดูแล

ยุคแห่งความวุ่นวายที่ยืนยาวมาหลายร้อยปีจึงจบลงแต่เพียงเท่านี้