เมื่อพวกสเตรลซีลุกฮือ: ประสบการณ์อันเจ็บปวดของปีเตอร์มหาราช

0
52

เหตุการณ์พวกสเตรลซีลุกฮือในกรุงมอสโกแห่งปี ค.ศ.1682 (Streltsy Uprising of 1682) เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์รัสเซีย และเป็นเหตุการณ์ที่ซาร์ปีเตอร์มหาราชไม่เคยลืม ประสบการณ์จากการลุกฮือครั้งนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ปีเตอร์ปรารถนาที่จะปฏิรูปรัสเซียและย้ายเมืองหลวงไปยังเซนต์ปีเตอร์สเปิร์ก

การลุกฮือครั้งนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?

ซาริซาทั้งสอง

ซาร์อเล็กซี มิไคโลวิช หรืออเล็กซิสที่ 1 (Alexis I) แห่งราชวงศ์โรมานอฟ มีซาริซาองค์แรกชื่อว่า มาเรีย มิโลสลาฟสกายา (Maria Miloslavskaya) ซึ่งมาจากตระกูลมิโลสลาฟสกี้อันเรืองอำนาจ ชีวิตคู่ของทั้งสองดำเนินไปด้วยความสุข มาเรียเป็นซาริซาที่ดีและมักจะทำทานอยู่เสมอ มาเรียมีบุตรธิดากับซาร์อเล็กซีมากถึง 13 คน แต่มีไม่กี่คนเท่านั้นที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ คนที่สำคัญๆได้แก่

  • ฟยอดอร์ (Fyodor)
  • โซเฟีย (Sophia)
  • อีวาน (Ivan)
ซาร์อเล็กซี

ฟยอดอร์และอีวานเป็นชาย แต่ทั้งสองมีสุขภาพที่ไม่สมบูรณ์ ฟยอดอร์ป่วยเป็นโรคประหลาดทำให้ร่างกายบางส่วนของเขาเป็นอัมพาต ส่วนอีวานมองอะไรไม่ค่อยเห็นมาตั้งแต่เด็ก และยังมีปัญหาทางการพูดอย่างร้ายแรงด้วย มีแต่โซเฟียเท่านั้นที่สุขภาพสมบูรณ์ แต่เธอเป็นหญิงทำให้ไม่มีสิทธิ์ในบัลลังก์รัสเซีย

ซาริซามาเรียสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ.1669 เพราะการคลอดบุตรคนที่ 14 ให้กับซาร์อเล็กซี ทำให้ตำแหน่งซาริซาว่างลง ในเวลานั้นไม่มีใครคิดว่าซาร์อเล็กซีจะแต่งงานใหม่ แต่ในปี ค.ศ.1671 ซาร์อเล็กซีแต่งงานใหม่กับนาตาเลีย นาริชคินา (Natalya Naryshkina) และมีบุตรธิดาด้วยกัน 3 คน หนึ่งในนั้นชื่อ “ปีเตอร์” ผู้ที่จะได้เป็นจักรพรรดิแห่งรัสเซียพระองค์แรกในเวลาต่อมา

ด้วยความที่มีซาริซาพระองค์ใหม่ ทำให้ตระกูลนาริชคินของซาริซานาตาเลียเรืองอำนาจขึ้นมา ตระกูลมิโลสลาฟสกี้จึงไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง พวกเขารู้ดีว่าปีเตอร์มีร่างกายที่สมบูรณ์มากกว่าฟยอดอร์และอีวาน ทำให้เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับตำแหน่งซาร์ในอนาคต

ความขัดแย้งเริ่มต้น

อย่างไรก็ดี เมื่อซาร์อเล็กซี บัลลังก์ถูกสืบทอดต่อโดยฟยอดอร์ผู้ครองราชย์ขึ้นเป็นซาร์ฟยอดอร์ที่ 3 ซาร์คนใหม่มีใจที่เป็นธรรม และปฏิบัติต่อทุกฝ่ายด้วยความเท่าเทียม ปีเตอร์ถูกเลี้ยงดูและให้การศึกษาอย่างดีภายใต้การดูแลของซาร์ฟยอดอร์

แต่แล้วรัชสมัยของซาร์ฟยอดอร์กลับอยู่ไม่นานนัก โรคประหลาดกัดกินร่างกายของเขาอย่างช้าๆ ทำให้ซาร์ฟยอดอร์จากโลกนี้ไปหลังจากครองตำแหน่งได้เพียง 6 ปี และด้วยวัยเพียง 20 ปีเท่านั้น รวมไปถึงไม่ได้มีโอรสไว้สืบบัลลังก์ด้วย

การจากไปของซาร์ฟยอดอร์ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นทันที เพราะว่าใครจะเป็นผู้สืบบัลลังก์ต่อไป ระหว่าง

  • อีวาน เจ้าชายอายุ 16 ปี แต่มีสภาพพิการ
  • ปีเตอร์ เจ้าชายอายุ 10 ปี ผู้มีสุขภาพสมบูรณ์ และเริ่มแสดงให้เห็นว่ามีสติปัญญาเหนือคนธรรมดา

ทั้งสองเจ้าชายมีผู้สนับสนุนอยู่คนละฝั่ง นั่นคือพวกมิโลสลาฟสกี้สนับสนุนอีวาน และพวกนาริชคินสนับสนุนปีเตอร์

ในทางทฤษฎีแล้ว สิทธิในการครอบครองบัลลังก์ของอีวานย่อมเหนือกว่าปีเตอร์ แต่อีวานมีปัญหามากมายในเรื่องสุขภาพ เขาอาจจะเสียชีวิตในไม่ช้าก็เป็นไปได้

ช่วงเวลานั้นพวกโบยาร์ (ชนชั้นสูงรัสเซีย) รู้ดีว่าไม่ว่าจะเป็นอีวานหรือปีเตอร์ครองราชย์ รัสเซียต้องมีผู้สำเร็จราชการอย่างแน่นอน ดังนั้นสำหรับพวกโบยาร์แล้ว การเลือกใครขึ้นครองบัลลังก์เท่ากับเลือกว่าจะให้ใครเป็นผู้สำเร็จราชการ พวกโบยาร์ย่อมต้องเลือกพวกที่เป็นคุณกับพวกตนมากที่สุด ซึ่งในเวลานั้นพวกโบยาร์ส่วนใหญ่ชื่นชอบพวกนาริชคินมากกว่าพวกมิโคลสลาฟสกี้ที่หัวแข็งอย่างมาก

ดังนั้นในสภาเซมสกี้ โซบอร์ สภาของพวกโบยาร์ เสียงส่วนใหญ่จึงเลือกให้ปีเตอร์ขึ้นเป็นซาร์แห่งรัสเซียพระองค์ใหม่ โดยมีอดีตซาริซานาตาเลีย ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนบุตรชายของตนเอง

เมื่อพระสังฆราชาโยอาคิมแห่งมอสโกนำเรื่องมาแจ้งแก่ปีเตอร์ เขากลับปฏิเสธที่จะขึ้นเป็นซาร์โดยอ้างว่าตัวเขาอายุน้อยเกินไป และอีวานควรได้ครองบัลลังก์มากกว่า แต่พระสังฆราชายืนกรานจะให้ปีเตอร์นั่งบัลลังก์ ปีเตอร์จึงไม่อาจจะปฏิเสธได้

การที่ปีเตอร์ในวัย 10 ขวบปฏิเสธที่จะขึ้นนั่งบัลลังก์ อาจจะเป็นเพราะปีเตอร์ตระหนักถึงผลที่จะตามมาก็เป็นได้ เขาถึงปฏิเสธไป นี่เป็นความฉลาดอย่างหนึ่งของซาร์ที่จะได้เป็นมหาราชของรัสเซียในวันข้างหน้า แต่ด้วยวัยและสถานการณ์ทำให้ปีเตอร์ไม่อาจจะปฏิเสธได้

พวกมิโลสลาฟสกี้ก่อความวุ่นวาย

พวกมิโลสลาฟสกี้ที่ได้ทราบข่าวว่าปีเตอร์จะได้นั่งบัลลังก์ต่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเจ้าหญิงโซเฟีย ผู้ทะเยอทะยาน เธอไม่ปรารถนาจะให้ปีเตอร์ครองราชย์ เพราะพวกนาริชคินจะมีอำนาจ และตระกูลมิโลสลาฟสกี้ ญาติของเธอจะถูกกลบไปโดยตระกูลนาริชคิน นอกจากนี้ตัวโซเฟียและอดีตซาริซานาตาเลียก็เกลียดชังกันและกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย

เธอต้องลงมือทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อป้องกันเรื่องนี้ไม่ให้เกิดขึ้น

โซเฟียรีบไปหาพระสังฆราชาโยอาคิมทันที เพื่อประท้วงว่าการเลือกซาร์พระองค์ใหม่ในสภาเซมสกี้ โซบอร์ไม่ยุติธรรม เธออ้างว่าปีเตอร์เป็นแค่เด็กจึงยังไม่มีสิทธิในราชบัลลังก์ อีวาน น้องชายแท้ๆ ของเธอต่างหากที่ควรครองบัลลังก์

แต่แล้วความพยายามของเธอกลับล้มเหลว เพราะพระสังฆราชาโยอาคิมอธิบายว่าเขาไม่สามารถเปลี่ยนผลของการเลือกตั้งได้ โซเฟียจึงเสนอว่าให้ทั้งอีวานและปีเตอร์เป็นซาร์ครองตำแหน่งร่วมกัน พระสังฆราชาก็ปฏิเสธอีกโดยอ้างว่าการที่มีซาร์สองพระองค์จะทำให้แผ่นดินพังพินาศ

โซเฟีย

ดังนั้นการเจรจาของโซเฟียจึงไม่สำเร็จ โซเฟียหันไปใช้เล่ห์กลทางการเมืองในการจัดการกับตระกูลนาริชคิน เธอโจมตีตระกูลนาริชคินอย่างเปิดเผยว่าเป็นผู้ปลงพระชนม์ซาร์ฟยอดอร์ด้วยยาพิษ นอกจากนี้ตระกูลมิโลสลาฟสกี้คนอื่นๆ ยังปลุกระดมพวกสเตรลซี (Streltsy) กองทหารเก่าแก่ที่รักษาการณ์อยู่ที่มอสโกเครมลินด้วย

พวกสเตรลซีเกลียดชังพวกโบยาร์และนาริชคินอยู่เดิม อนึ่งเพราะพวกโบยาร์เคยข่มเหงพวกสเตรลซีมาก่อน อีกประการหนึ่งคือพวกสเตรลซีเป็นพวกหัวเก่าแบบสุดโต่ง พวกเขากลัวว่าถ้าพวกนาริชคินเข้ามามีอำนาจ พวกนาริชคินจะนำชาวต่างชาติเข้ามา และทำให้ค่านิยมเดิมๆ ของพวกรัสเซียถูกทำลาย พวกสเตรลซีที่เป็นพวกหัวเก่าจะถูกลงโทษไปด้วย

นอกจากนี้เมื่อซาริซานาตาเลียมีอำนาจ เธอยังได้อำนาจแก่ตระกูลของเธอและโบยาร์ที่สนับสนุนเธอมากมาย พวกสเตรลซีไม่ปรารถนาที่จะให้คนที่พวกตนเกลียดมีอำนาจ

ดังนั้นถ้ามีการชิงอำนาจ พวกเขาจะร่วมมือกับโซเฟียอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเข้าทำนอง “ศัตรูของศัตรูคือมิตร”

เช้าวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ.1682 คนสนิทของโซเฟียไปที่ค่ายทหารพวกสเตรลซีและประกาศดังก้องว่า

พวกนาริชคินสังหารซาร์เรวิชอีวาน! ไปเครมลิน! พวกนาริชคินกำลังจะสังหารเชื้อพระวงศ์ทั้งหมด! ติดอาวุธ! กำจัดพวกทรยศ!

พวกสเตรลซีนับพันต่างฉวยอาวุธของตนเองและบุกไปยังเครมลินทันที การบุกของพวกสเตรลซีเป็นสิ่งที่ซาริซานาตาเลียและพวกนาริชคินไม่ได้เตรียมใจไว้เลยแม้แต่น้อย พวกสเตรลซีจึงเข้ามาในเครมลินโดยปราศจากการขัดขวาง

การกวาดล้าง

ซาริซานาตาเลียและครอบครัวของเธออยู่ในภัยคับขัน อย่างไรก็ดีพวกนาริชคินทราบว่าพวกสเตรลซีถูกปั่นหัวโดยการอ้างว่าอีวานถูกพวกนาริชคินสังหาร ดังนั้นถ้าเชิญอีวานออกไปให้พวกสเตรลซีเห็นตัว พวกสเตรลซีอาจจะสงบลงก็เป็นไปได้

แม้ว่าจะหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง แต่เพราะไม่มีทางเลือกอื่น ซาริซานาตาเลียจึงจูงมือทั้งปีเตอร์และอีวานออกไปยังหน้าวังเพื่อให้พวกสเตรลซีเห็นว่าอีวานยังปลอดภัยดี พวกสเตรลซีถามอีวานว่าเขาคืออีวานหรือ อีวานตอบพวกเขาไปหลายครั้งว่าใช่ เขาคือซาร์เรวิชอีวาน โอรสของซาร์อเล็กซี

ซาริซานาตาเลียนำอีวานมาให้พวกสเตรลซีเห็น ส่วนพระสังฆราชาโยอาคิมพยายามหยุดพวกสเตรลซี

ผู้ที่คุมสติได้ดีที่สุดกลับเป็นปีเตอร์วัย 10 ขวบ แม้ปีเตอร์จะอยู่ห่างอาวุธของพวกสเตลซีไม่กี่นิ้ว และมือของแม่ที่เขาจับอยู่จะสั่นเทิ้มด้วยความกลัวก็ตาม ปีเตอร์มองพวกสเตลซีอย่างปราศจากความหวั่นเกรงใดๆ

พวกสเตรลซีดูเหมือนว่าจะสงบลง อาตามอน แมทวีฟ (Artamon Matveev) ผู้นำที่พวกสเตรลซีเคารพและพระสังฆราชาโยอาคิมพยายามจะเกลี้ยกล่อมพวกสเตรลซี ทำให้พวกสเตรลซีกำลังจะยกพลกลับกรมกองอยู่แล้ว

แต่แล้วเมื่อแมทวีฟและพระสังฆราชาโยอาคิมกลับเข้าไปในวัง เจ้าชายมิคาอิล โดลการูคอฟ โบยาร์ที่ควบคุมพวกสเตรลซีกลับรู้สึกโกรธที่ทหารภายใต้บังคับบัญชาของตนก่อความวุ่นวายโดยปราศจากคำสั่ง เขาจึงด่ากราดและข่มขู่พวกสเตรลซีว่าจะถูกลงโทษด้วยการเฆี่ยน

พวกสเตรลซีที่ได้ฟังคำพูดของโดลโกรูคอฟรู้สึกโกรธ แทนที่จะกลับกรมกอง พวกเขากลับดาหน้าเข้าไปจับโดลโกรูคอฟมาสังหารเสีย นอกจากนี้ด้วยความแค้น พวกสเตรลซีตามเข้าไปในวัง และพยายามจับแมทวีฟ อดีตผู้บังคับบัญชาของพวกเขาออกมา

ซาริซานาตาเลียเห็นเช่นนั้นก็ตกตะลึง เธอพยายามเอาตัวของเธอห้ามพวกสเตรลซีไว้ แต่ก็ไม่เป็นผล พวกเขาผลักซาริซานาตาเลีย อีวาน และปีเตอร์ออกไปให้พ้นทาง หลังจากนั้นจึงกุมตัวแมทวีฟออกไปสังหารทิ้ง

แมทวีฟเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของตระกูลนาริชคิน การตายของเขาทำให้ตระกูลนาริชคินหมดกำลังที่จะต่อต้าน พวกสเตรลซีจึงไล่สังหารพวกนาริชคินและผู้ที่พวกเขาคิดเป็นศัตรูได้อย่างตามชอบใจ การสังหารดำเนินอยู่หลายวันเลยทีเดียว

พวกสเตรลซีนำตัวอีวาน นาริชคินออกไปสังหาร ปล่อยให้ปีเตอร์ปลอบแม่ของเขา ระหว่างที่โซเฟียมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างพึงพอใจ

ไม่กี่วันต่อมา ซาริซานาตาเลียถูกบังคับให้ส่งตัวอีวาน นาริชคิน น้องชายของเธอให้กับพวกสเตลซีเพื่อนำตัวไปสังหาร อีวานถูกนำตัวออกไปต่อหน้าปีเตอร์ ผู้ที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยเพื่อช่วยอาของเขา

สำหรับปีเตอร์แล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์นั้นส่งผลกระทบต่อจิตใจของเขาเป็นอย่างมาก เขาจึงเกลียดชังพวกสเตรลซีอย่างมากนับตั้งแต่บัดนั้น เขารอเวลาที่จะคิดบัญชีกับพวกสเตรลซีในวันข้างหน้า

ผลที่ตามมา

การกวาดล้างพวกนาริชคินกรุยทางสำหรับโซเฟียในการขึ้นมามีอำนาจ โซเฟียได้สถาปนาอีวานขึ้นเป็นซาร์คู่กับปีเตอร์ โดยมีตัวเธอเองเป็นผู้สำเร็จราชการ

หลายปีต่อมา ปีเตอร์ในวัย 17 ปีได้ฝึกกองทหารอาชีพของตนเองขึ้น ปีเตอร์ กองทหารของเขา และพวกที่สนับสนุนฝ่ายนาริชคินเดิมได้ชิงอำนาจจากโซเฟียได้สำเร็จ ปีเตอร์ได้บังคับให้โซเฟียไปอยู่ในอาราม Novodevichy ในกรุงมอสโกจนสิ้นชีวิต

สำหรับพวกสเตรลซีแล้วนั้น พวกเขาได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านปีเตอร์ในปี ค.ศ.1698 ระหว่างที่ปีเตอร์อยู่ที่ต่างประเทศ แต่แพทริค กอร์ดอน แม่ทัพชาวสก็อตของปีเตอร์สามารถปราบปรามพวกสเตรลซีที่เก่งแต่ก่อความวุ่นวายได้อย่างสบายมือ

เมื่อปีเตอร์กลับมาถึงรัสเซีย เขาสั่งให้ทรมานและประหารชีวิตพวกสเตรลซีจำนวนมากมาย ปีเตอร์ข่มขู่พวกสเตรลซีให้ซัดทอดกันและกันไปเรื่อย เพื่อจับกุมมากวาดล้างทั้งหมด การประหารชีวิตภายใต้คำสั่งของปีเตอร์ดำเนินไปด้วยความโหดร้ายเกินกว่าที่จะระบุลงในที่นี้ นับตั้งแต่บัดนั้นพวกสเตรลซีก็สิ้นชื่อ และไม่มีบทบาทอะไรในการเมืองรัสเซียอีกเลย

“การทรยศ” ทั้งสองครั้งของพวกสเตรลซีทำให้ปีเตอร์รู้สึกเกลียดชังมอสโก และอะไรแบบเดิมๆ เก่าๆ ปีเตอร์จึงปฏิรูปประเทศตามแบบตะวันตกอย่างสุดกำลัง และย้ายเมืองหลวงไปที่เซนต์ปีเตอร์สเปิร์กในที่สุด

Sources:

Massie, Peter The Great: His Life and World

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here