“อิน-จัน” แฝดสยามจากดินแดนสยาม ผู้เลื่องลือในสหรัฐอเมริกา

0
211

ในภาษาอังกฤษมีคำว่า “Siamese Twins” ซึ่งแปลว่า “แฝดสยาม” แต่จริงๆ แล้วหมายถึง “แฝดที่มีตัวติดกัน”

หลายคนอาจจะสงสัยว่าเกี่ยวกับ “สยาม” ที่เป็นชื่อเดิมของประเทศไทยหรือไม่

คำตอบคือ “เกี่ยว” ครับ เกี่ยวเต็มๆเลยด้วย เพราะหนึ่งร้อยกว่าปีก่อน แฝดที่มีตัวติดกันจากดินแดนสยามได้ไปสร้างชื่อในแผ่นดินสหรัฐอเมริกา

แฝดคู่ดังกล่าวคือ “อิน-จัน” (Eng-Chang) นั่นเอง

อิน-จัน

กำเนิดอิน-จัน

อิน-จันเกิดที่จังหวัดสมุทรสงครามในปีค.ศ.1811 ร่างกายของฝาแฝดเชื่อมติดกันบริเวณส่วนหน้าอก เนื้อส่วนนั้นยืดหยุ่นเพียงพอที่ทั้งสองสามารถหันหลังชนกันได้

โดยรวมแล้วอิน-จันมีอวัยวะที่สมบูรณ์ครบเป็นของตนเอง แต่ตับของทั้งสองติดกัน

แฝดอย่างอิน-จัน มักจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะจะเสียชีวิตไม่นานหลังจากคลอด หรือไม่ก็จะถูกสังหารเพราะชาวบ้านคิดว่าเป็นตัวกาลกิณีที่ต้องกำจัดตามความเชื่อดั้งเดิมของไทย

โชคเป็นของอิน-จัน ที่พวกเขาไม่ได้ประสบเคราะห์กรรมเช่นนั้น

บิดาของอิน-จัน เป็นชาวจีนอพยพ เขาเสียชีวิตเมื่อคู่แฝดยังเป็นเด็กจากอหิวาตกโรค (บ้างว่าไข้ทรพิษ) ทำให้ทั้งสองเหลือแต่มารดาเท่านั้น มารดาของอิน-จัน พยายามเลี้ยงดูทั้งสองเหมือนเด็กทั่วไปคนหนึ่ง เธอพยายามไม่ใส่ใจว่าทั้งสองต่างกับเด็กคนอื่นๆ

ครอบครัวของทั้งสองเป็นครอบครัวที่ยากจน อิน-จันจำต้องช่วยเหลือมารดาในการหาเงินมาประทังชีวิตด้วยการจับปลาและขายน้ำมันมะพร้าวอย่างที่ทั้งสองพอจะทำได้ บางครั้งทั้งสองก็ช่วยเลี้ยงเป็ดด้วย ถึงแม้จะลำบากแต่ก็อยู่รอดมาได้

ไปอเมริกา

ในวันหนึ่งนายโรเบิร์ต ฮันเตอร์ พ่อค้าชาวสก็อตที่ค้าขายอยู่ในสยามได้พบเห็นฝาแฝดคู่นี้กำลังว่ายน้ำอยู่ในแม่น้ำแม่กลอง

ตอนแรกฮันเตอร์คิดว่า อิน-จันเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ แต่ในเวลาไม่นานเขาก็ทราบความจริง ฮันเตอร์เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจที่เขาจะได้รับจากแฝดคู่นี้ถ้าเขานำฝาแฝดไปแสดงตัวที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ฮันเตอร์จึงเข้ามาพูดคุยสอบถามกับครอบครัวของทั้งสอง แต่ยังได้รับการปฏิเสธ ฮันเตอร์จึงเข้ามาพูดคุยทาบทามมารดาของแฝดอิน-จันอยู่นานนับปี จนสุดท้ายครอบครัวของอิน-จันรู้สึกวางใจในตัวเขา นอกจากนี้ฮันเตอร์ยังยินยอมจ่ายเงินค่าตัวจำนวนหนึ่งแก่ครอบครัวของแฝดอิน-จันด้วย

อิน-จันจึงได้รับอนุญาตให้เดินทางไปกับฮันเตอร์ได้ ฝาแฝดเดินทางออกจากสยามไปในปี ค.ศ.1829 ในขณะนั้นอิน-จัน มีอายุได้ 18 ปีเท่านั้น

นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่อิน-จันได้เห็นสยามและมารดา ทั้งสองไม่ได้เดินทางกลับสยามอีกเลย

อิน-จันโดยสารไปประเทศสหรัฐอเมริกากับเรือสินค้าของชาวตะวันตกของกัปตันชาวอเมริกันนามว่าอเบล โคฟิน ทั้งสองเดินทางมาถึงเมืองบอสตันในประเทศสหรัฐอเมริกาในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1829

แฝดอิน-จันได้เซ็นสัญญาการแสดงให้ฮันเตอร์และโคฟินเป็นเวลาประมาณห้าปี แต่ก่อนที่จะแสดงตัว แฝดทั้งสองก็เป็นข่าวดังในหนังสือพิมพ์บอสตันเป็นที่เรียบร้อย ทำให้มีแพทย์เข้ามาตรวจสอบสภาพร่างกายของทั้งสองอย่างละเอียดยิบ แพทย์ได้รายงานว่าทั้งสองเป็น “ชาวจีน”

ช่วงเวลานั้นเองอิน-จันได้เรียนภาษาอังกฤษเพื่อประโยชน์ในการแสดง หลังจากไม่นานการแสดงตัวก็เริ่มขึ้น ปรากฏว่าการแสดงของพวกเขาเป็นที่นิยมในสังคมอเมริกัน ทั้งสองเดินทางไปทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ฝั่งตะวันออกไปยังตะวันตกเพื่อแสดงโชว์

อิน-จัน

การแสดงของอิน-จันประกอบด้วยการวิ่ง ทำท่าต่างๆ บางครั้งทั้งสองก็จะแสดงการว่ายน้ำและเล่นหมากรุก การแสดงดังกล่าวประทับใจของคนดูเป็นอย่างยิ่ง

สาเหตุที่คนดูชื่นชอบการแสดงนี้น่าจะเพราะเป็นความแปลกที่หาดูได้ยาก ภายในเวลาไม่นานอิน-จันจึงทำเงินได้จำนวนมาก และมีชื่อเสียงโด่งดังด้วย

ขึ้นโรงขึ้นศาล

ในปี ค.ศ 1831 ระหว่างที่อิน-จัน กำลังพักผ่อนอยู่ในเมืองลินน์ฟีลด์ รัฐแมตซาชูเซสส์ ทั้งสองกลับมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนท้องถิ่น เพราะอิน-จันโดนหยอกล้ออย่างหนักจากคนแถวนั้น ทำให้ทั้งสองโกรธขึ้นมา

อิน-จันฟาดชายคนหนึ่งด้วยพานท้ายปืน ชายคนดังกล่าวจึงตอบโต้ด้วยการคว้างหินเข้าใส่ ปรากฏว่าไปโดนศีรษะของแฝดคนหนึ่งอย่างรุนแรง อิน-จันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ทั้งสองชักปืนยิงเข้าใส่ชายคนดังกล่าว ถึงแม้กระสุนปืนของทั้งสองจะติดขัดลำกล้องทำให้ไม่สามารถทำอันตรายผู้ใดได้ แต่ก็ทำให้กลุ่มคนท้องถิ่นแตกหนีไป

ในวันรุ่งขึ้นทั้งสองทราบว่ากลุ่มคนเหล่านั้นได้ฟ้องตำรวจว่าทั้งสองพยายามฆ่า แฝดอินจันจึงถูกตำรวจจับและขึ้นศาลในข้อหาทำลายความสงบเรียบร้อย

อย่างไรก็ดีศาลได้ตัดสินให้ทั้งสองจ่ายเพียงค่าปรับเท่านั้น สุดท้ายเรื่องราวทั้งหมดก็ผ่านพ้นไป

แต่ทว่าไม่นานทั้งสองก็เกิดปัญหาอีกครั้งระหว่างการแสดง ระหว่างที่แฝดอิน-จันกำลังแสดงต่อหน้าผู้ชมที่รัฐอลาบามา ศัลยแพทย์ผู้หนึ่งได้ขออนุญาตตรวจบริเวณที่ร่างกายของทั้งสองเชื่อมติดกัน

แฝดอิน-จันกลับยืนกรานปฏิเสธด้วยความโกรธ ศัลยแพทย์ผู้นั้นจึงด่าว่าอิน-จันว่าพวกเขาเป็นพวกหลอกลวงเหมือนกับพวกโจรล้วงกระเป๋า

ความวุ่นวายเกิดขึ้นทันที การขว้างปาสิ่งของต่างๆ เต็มไปทั่วบริเวณที่แสดง สุดท้ายอิน-จันจึงถูกปรับอีกครั้งหนึ่ง

ลงหลักปักฐาน

ตั้งแต่อิน-จันเดินทางมาถึงสหรัฐอเมริกา โคฟินเป็นเหมือนบิดาที่ดีของพวกเขามาโดยตลอด แต่สุดท้ายความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองและโคฟินก็ย่ำแย่ลงจากเรื่องผลตอบแทนจากการแสดง

ดังนั้นหลังจากสัญญากับฮันเตอร์และโคฟินหมดลง แฝดคู่นี้จึงเริ่มเปิดการแสดงด้วยตนเอง โดยที่ไม่ผ่านผู้ใดอีกต่อไป เพราะทั้งสองสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างฉะฉาน และเข้าใจในวัฒนธรรมอเมริกันแล้วนั่นเอง

หลังจากนั้นแฝดคู่นี้ได้โชว์ตัวไปทั่วสหรัฐอเมริกาและยุโรปเป็นเวลากว่า 10 ปี อิน-จันสามารถเก็บหอมรอมริบได้เงินจำนวนหนึ่ง ในปี ค.ศ.1839 อิน-จัน เดินทางมาที่เมืองวิคส์โบโร รัฐนอร์ทแคโรไลนาและเกิดประทับใจในทัศนียภาพ แฝดคู่นี้จึงตัดสินใจลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่

ทั้งสองใช้เงินซื้อฟาร์ม และทาสจำนวนหนึ่งมาทำไร่ฝ้ายเพื่อหารายได้เสริม สถานะของแฝดทั้งสองจึงเป็นเจ้าของที่ดินผู้หนึ่งไม่ต่างอะไรกับเจ้าของที่ดินผิวขาวในรัฐทางใต้ของสหรัฐอเมริกามากนัก เมื่อมีฐานะดีขึ้น อิน-จันจึงหยุดการแสดงโชว์ตัวไปอย่างถาวร

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่แฝดอิน-จันได้รับสัญชาติอเมริกัน และด้วยความที่ทั้งสองไม่มีนามสกุล ทั้งสองจึงใช้นามสกุล บังเกอร์ (Bunker) ดังนั้นชื่อของเขาในทะเบียนราษฎรจึงเป็น อิน-จัน บังเกอร์

ชีวิตรัก

ถึงแม้แฝดอิน-จันจะมีร่างกายที่ติดกันแต่ทั้งสองมีนิสัยที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว อินเป็นผู้ที่มีอารมณ์เย็น มีความสุขุมและไม่ดื่มเหล้า ในขณะที่จันเป็นผู้ที่มีอารมณ์ร้อน และดื่มเหล้าหนัก

ว่ากันว่าทั้งสองเคยทะเลาะวิวาทกันเองจนถึงขั้นชกต่อยหรือแม้กระทั่งพยายามจะดวลปืนกันมาแล้ว แต่ทั้งสองตกลงกันในเรื่องของระยะทางไม่ได้ จึงล้มเลิกไป

แฝดอิน-จันพบรักกับหญิงสาวชาวอเมริกันสองคนซึ่งเป็นพี่น้องกันและได้แต่งงานกันในเวลาต่อมา เมื่อสื่อสหรัฐทราบข่าวต่างล้อเลียนอย่างยกใหญ่ แต่อิน-จันไม่ได้ใส่ใจและแต่งงานกับพวกเธอไปอย่างราบรื่น

สำหรับชีวิตครอบครัวช่วงแรกนั้น อิน-จันและภรรยาของทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แฝดคู่นี้จะนอนกับภรรยาทั้งสองบนเตียงที่สั่งทำพิเศษสำหรับ 4 คน

หากแต่ว่าหลายปีต่อมา ภรรยาของอิน-จันที่เป็นพี่น้องกันเกิดทะเลาะเบาะแว้งจนไม่ชอบหน้ากัน บ้างว่าเพราะครอบครัวของทั้งสองใหญ่ขึ้น การแยกครอบครัวจึงต้องเกิดขึ้นอย่างไม่มีทางเลือก

แฝดอิน-จันซื้อบ้านใหม่ที่อยู่ไม่ไกลกันนักเป็นบ้านอีกหลังหนึ่ง หลังจากนั้นแฝดอิน-จันก็เดินทางไปมาๆ ระหว่างสองบ้านเพื่อที่ภรรยาของแฝดคนใดคนหนึ่งจะได้พบหน้าสามีของตน

ถึงแม้ชีวิตครอบครัวจะยุ่งยาก แต่แฝดอิน-จันก็มีบุตรจำนวนมากกับภรรยา อินมีบุตร 11 คน และจันมีบุตรถึง 10 คน ครอบครัวของทั้งสองจึงเป็นครอบครัวใหญ่มากเลยทีเดียว

ครอบครัวของอิน-จัน ขวาสุดของรูปน่าจะเป็นทาสของทั้งสอง

บุตรที่มากขึ้นทำให้ปัญหาทางการเงินของครอบครัวของอิน-จันกลับมาอีกครั้ง ทั้งสองจำต้องกลับไปโชว์ตัวอีกเหมือนกับในอดีต การแสดงทั้งสองประสบความสำเร็จด้วยดี ทั้งสองเดินทางกลับมายังบ้านพักในรัฐนอร์ทแคโลไรนาในปีค.ศ 1861

หลังจากนั้นไม่นานสงครามกลางเมืองอเมริกันปะทุขึ้น รัฐนอร์ทแคโรไลนาที่อิน-จันใช้ชีวิตอยู่นั้นเป็นหนึ่งในรัฐฝ่ายใต้ (Confederate States) บุตรชายของอิน-จันจึงเข้าร่วมสงครามด้วยเช่นกัน

สงครามกลับจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายใต้ อิน-จันสูญเสียทรัพย์สินไปเกือบหมดเพราะทั้งสองได้ปล่อยกู้ในสกุลเงินของรัฐฝ่ายใต้ เมื่อรัฐฝ่ายเหนือได้รับชัยชนะ เงินที่ปล่อยกู้ไปจึงกลายเป็นเศษกระดาษที่ไม่มีค่า ไม่เพียงเท่านี้ทาสที่เคยทำงานให้ทั้งสองต่างได้รับอิสรภาพทั้งหมด ทำให้ไม่มีแรงงานทำการเกษตรได้อีกต่อไป

อิน-จันจำต้องกลับมาเปิดการแสดงอีกครั้งในรัฐทางเหนือ แต่ในครั้งนี้อิน-จันพอจะหาเงินได้บ้าง แต่ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนักเหมือนกับเมื่อตอนเป็นหนุ่ม เพราะสังคมอเมริกันต่อต้านที่อินจันเคยเป็นเจ้าของที่ดินและมีทาสในครอบครอง

วาระสุดท้าย

ในช่วงปีค.ศ.1868-1870 แฝดอินจันเดินทางไปยังยุโรป และท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ มากมาย ระหว่างเดินทางกลับ จันที่ชื่นชอบในการดื่มเหล้าอย่างหนักกลับมีอาการเส้นเลือดในสมองแตก ร่างกายของจันในบริเวณที่ติดกับอินจึงเป็นอัมพาตไปอย่างถาวร

ด้วยความที่ระบบหมุนเวียนโลหิตของทั้งสองแยกออกจากกันอย่างสมบูรณ์ โรคของจันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อร่างกายของอิน แต่อินต้องลำบากไปด้วยจากการดูแลจันที่เคลื่อนไหวร่างกายตนเองได้เพียงครึ่งตัว

แม้จะเกือบตายมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่จันไม่สามารถเลิกเหล้าได้ สุขภาพของจันจึงทรุดโทรมลงไปตามลำดับ

วันหนึ่งในเดือนมกราคม ค.ศ.1874 ทั้งสองเดินทางผ่านสภาพอันหนาวจัดเพื่อไปบ้านของอิน หลังจากวันนั้นจันกลับมีอาการปอดอักเสบ และย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ในวันที่ 17 มกราคม จันเสียชีวิตลงระหว่างที่ทั้งคู่กำลังนอนหลับอยู่

เมื่ออินตื่นขึ้นมา บุตรชายของเขาบอกอินว่าจันได้เสียชีวิตแล้ว อินอุทานขึ้นมาว่า

งั้น ฉันก็จะไปแล้ว

แพทย์จึงได้รับการติดต่อให้มาตัดแยกร่างแฝดจันออกไป แต่ช้าไปเสียแล้ว อินเสียชีวิตในอีกสองชั่วโมงต่อมา

ในเบี้องต้นการชันสูตรพบว่า จันเสียชีวิตจากเส้นเลือดอุตตันในสมอง และไม่พบสาเหตุของการเสียชีวิตของอิน แฝดผู้มีสุขภาพแข็งแรงดีมาโดยตลอด

แพทย์สันนิษฐานว่าอินอาจจะเสียชีวิตจากการช็อคเพราะอินคิดว่าตนเองกำลังจะเสียชีวิตตามจันไป แต่การสันนิษฐานนี้จึงถูกตีตกไปในเวลาต่อมา ในปัจจุบันเรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าอินเสียชีวิตได้อย่างไร

หลังจากเสียชีวิต ตับของทั้งสองที่เชื่อมติดกันถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์เมืองฟิลาเดลเฟียมาจนถึงปัจจุบัน ลูกหลานของอิน-จันยังคงอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาและเข้ารับราชการในตำแหน่งหน้าที่สำคัญมากมาย

ด้วยความที่อิน-จันเป็นแฝดตัวติดกันที่มีอายุมากที่สุดและมีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ คำว่า “แฝดสยาม” จึงเป็นคำกล่าวที่ใช้กล่าวถึงฝาแฝดที่ตัวติดกันในภาษาอังกฤษมาจนถึงทุกวันนี้