ราชสำนักรัสเซียผ่านสายตาของซานโดร (3): เซ็กส์ และความหน้าแตก

0
479

ตอนที่ 1 อยู่ที่นี่

ชีวิตทหารเรือของซานโดรดำเนินต่อไปอย่างปกติสุข ในปี ค.ศ.1886 ซานโดรได้มีโอกาสเดินทางไปกับกองทัพเรือไปยังประเทศต่างๆและทำหน้าที่เป็นผู้แทนพระองค์ของอเล็กซานเดอร์ที่ 3 ในการเยี่ยมเยือนผู้นำประเทศสำคัญๆ ด้วย

ทุกอย่างปกติดี จนกระทั่งมาถึงฮ่องกง ที่ซานโดรได้ “ขึ้นครู” เป็นครั้งแรก

แกรนด์ดยุคแห่งรัสเซียผู้นี้จะ “ขึ้นครู” อย่างไรกันแน่?

ซานโดร

“ขึ้นครู”

การที่พวกทหารอยู่ด้วยกันเป็นเวลานานนั้น เรื่องหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงคือ เรื่อง “ผู้หญิง”

ในวันเกิดของซานโดร มีงานเลี้ยงอย่างยิ่งใหญ่ และเมื่อพิธีการเสร็จสิ้นแล้ว ซานโดรเล่าว่าการสนทนาเรื่องผู้หญิงก็เริ่มต้นขึ้น ทหารแต่ละนายต่างเล่าประสบการณ์ที่ได้ไปเที่ยวซ่องในเมืองแต่ละแห่งที่เรือจอดเทียบท่าอย่างออกรส

ทหารบางนายบรรยายประสบการณ์อันเยี่ยมยอดของพวกเขากับสาวดัชต์ที่แอฟริกาใต้ และสาวอื่นๆ ในอีกหลายที่ แม้กระทั่งเอเบอร์ลิง นายทหารที่ได้รับหน้าที่ให้คอยช่วยเหลือและดูแลซานโดรก็ยังอดไม่ได้ที่จะพูดถึงความสุดยอดของสาวๆที่ริโอเดอจาเนโร และสิงคโปร์ ทุกคนคุยเรื่องนี้กันอยู่เป็นเวลานาน

พอคุยไปคุยมา ทุกคนก็หันมาที่ซานโดร พวกเขารู้ว่าซานโดรอายุได้ 21 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้เลย พวกเขาอ้างว่าการไร้ประสบการณ์มันช่างผิดธรรมชาติ และไม่เป็นคุณกับร่างกายของซานโดรอย่างมาก

ซานโดรไม่คุ้นเคยกับการพูดคุยเรื่องแบบนี้เลย เพราะเขาใช้ชีวิตอยู่ในวังที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบมาโดยตลอด เขาจึงแสดงท่าทางแบบไก่อ่อนออกมา ท่าทางแบบนี้ของซานโดรยิ่งทำให้พวกเพื่อนทหารรู้สึกสนุกมากเข้าไปใหญ่ ดังนั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าซานโดร พวกเขาไม่พูดเรื่องอื่นเลยนอกจากเรื่องความสวย ความสุดยอด ของสาวๆอเมริกันในฮ่องกง สถานที่ต่อไปที่เรือจะจอดทอดสมอ

พอใกล้ถึงฮ่องกง เอเบอร์ลิงก็บอกซานโดรว่า

ถ้าคุณรู้นะว่าคุณพลาดอะไรไป! ชีวิตที่ปราศจากผู้หญิงจะดีได้ยังไง? ฟังฉันนะ ฉันจะให้คำแนะนำเด็ดๆ กับคุณ ในฐานะที่ฉันอายุมากกว่าคุณมาก คุณต้องไปเจอสาวๆ ที่ฮ่องกง ฉันเข้าใจว่าคุณอาจจะไม่ชอบสิงคโปร์ แต่นี่มันฮ่องกง! สาวๆอเมริกันแห่งฮ่องกง! สุดยอดที่สุดในโลก!

หลังจากนั้นเอเบอร์ลิงก็บอกซานโดรว่า เขารู้จักสถานที่แห่งหนึ่งในฮ่องกงที่มีสาวๆสวยๆ ชาวอเมริกันอยู่สามคน และเล่าประสบการณ์ที่เขาได้รับจากพวกเธอให้ซานโดรฟัง ผลสุดท้ายซานโดรก็ตบะแตก เขาบรรยายความรู้สึกในเวลานั้นว่า

อารมณ์อันสงบนิ่งของฉันแตกกระจาย ไม่มีชายหนุ่มวัยเดียวกับฉันจะต้านทานการโจมตีที่พุ่งเล็งมาที่ฉันได้ เมื่อกำลังใกล้จะถึงฮ่องกง ฉันยอมแพ้ และตกลงจะไปเข้าร่วม “ปาร์ตี้ที่แท้จริง

ดังนั้นเมื่อเรือเทียบท่าที่ฮ่องกง ซานโดรจึงออกเดินทางไปยังเอเบอร์ลิง และนายทหารคนอื่นๆ ทันที

บ้านหลังนั้นเป็นบ้านที่ดูดีอย่างไม่น่าเชื่อ ซานโดรเล่าว่าเขาไม่ได้สัมผัสถึงสิ่งที่เขาเกรงกลัวในสถานที่แห่งนี้เลย สถานที่ดูสวยงาม สะอาด และหรูหรา ส่วน “พวกเธอ” ที่เดินทางมารับพวกเขาก็สวยมาก

หลังจากรับรองอย่างเป็นทางการสักพักหนึ่ง ซานโดรก็ถูกทิ้งให้อยู่กับสาวสวยที่สุดในบ้านหลังนั้นแต่เพียงลำพัง ไม่ต้องสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ซานโดรติดใจเธอมาก เขาเล่าว่าเขาไม่อยากจะลาจากฮ่องกงไปเลย

แต่ทว่าพอเรือเทียบฝั่งที่ญี่ปุ่น ซานโดรก็ตกตะลึงที่ได้ทราบว่า พวกนายทหารเรือรัสเซียแอบไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยอยู่ที่ญี่ปุ่นแทบทุกคน สาวๆญี่ปุ่นเหล่านั้น (น่าจะเป็นเหล่าเกอิชา) ถูกจัดหามาโดยแม่เล้าชาวญี่ปุ่นชื่อ โอมาติซัง

พอผ่านไปหลายวัน สาวๆญี่ปุ่นเหล่านั้นต่างสงสัยว่าทำไมซานโดร ผู้ที่นายทหารคนอื่นๆ บอกว่าเป็น “ซามูไร” กลับไม่มี “ภรรยา” ไว้คอยปรนนิบัติเหมือนคนอื่นๆ ซานโดรเองก็ติดใจประสบการณ์ที่ได้รับที่ฮ่องกง เขาเลยตัดสินใจที่จะ “แต่งงาน” หรือ หาสาวๆ มาปรนนิบัติสักคนหนึ่งด้วย

ข่าวว่าซานโดรจะหาสาวๆ แพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้านที่เขาและพวกนายทหารรัสเซียพำนักอยู่ โอมาติซังส่งจดหมายเชิญไปที่หมู่บ้านว่า สาวๆ คนใดสนใจจะมาเป็น “ภรรยา” ของ “ซามูไร” แห่งรัสเซียบ้าง

ปรากฏว่ามีสาวๆ ญี่ปุ่นมาให้ซานโดรเลือกมากกว่า 60 คน! ซานโดรเองก็ไม่รู้ว่าจะเลือกอย่างไรดี พวกนายทหารที่ติดตามมาด้วยต่างกลั้นขำเอาไว้แทบจะไม่อยู่

สุดท้ายแล้วเขาเลยเลือกหญิงสาวนางหนึ่งจากชุดกิโมโนของเธอ และพาเธอไปที่ “บ้าน” ที่เตรียมเอาไว้แล้ว โดยทั่วไปแล้ว สัญญาการแต่งงานระหว่างชายชาวรัสเซียและสาวชาวญี่ปุ่นจะกินเวลา 1-3 ปี ซึ่งซานโดรจะประจำการที่ญี่ปุ่นเป็นเวลาสองปี ทำให้เขาไม่มีปัญหาใดๆ ในเรื่องดังกล่าว

ซานโดรเล่าว่า “ภรรยา” ของเขาเป็นคนดีมาก เธอไม่เคยแสดงท่าทีรำคาญหรือไม่พอใจเลย เธอมีมารยาทงดงาม และปรนนิบัติเขาอย่างดี เธอมีความสุขมากเป็นพิเศษในเวลาที่เขามอบของขวัญให้กับเธอ เธอยังช่วยสอนภาษาญี่ปุ่นให้กับซานโดรด้วย ทำให้เขาพูดภาษาญี่ปุ่นอย่างง่ายๆ ได้ ช่วงเวลานั้นพวกทหารรัสเซียมักจะเรียกเธอว่า “แกรนด์ดัชเชส” ด้วยความขำขัน

แต่ทว่าจริงๆ แล้ว “ภรรยา” ชาวญี่ปุ่นของซานโดรไม่เคยรู้เลยว่า จริงๆ แล้วซานโดรเป็นแกรนด์ดยุคแห่งรัสเซีย จนกระทั่งวันหนึ่งเธอก็ได้ทราบจากเอกสารท้องถิ่นว่าเขาเป็นใคร เธอรู้สึกตกใจไม่น้อย แต่ซานโดรก็ขอให้เธอปฏิบัติกับเขาเช่นเดิม

หน้าแตก

ภายในเวลาไม่นาน ซานโดรก็ได้รับเชิญให้เข้าไปพบกับจักรพรรดิและจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น ซานโดรพยายามทำตัวให้เล็กเป็นพิเศษ เพราะว่าชาวญี่ปุ่นทุกคนตัวเล็กกว่าเขามาก

ต่อมาเขาก็ได้รับเชิญเข้าวังเพื่อไปรับประทานอาหารกับจักรพรรดิเมจิและจักรพรรดินีโชเคนแห่งญี่ปุ่น ซานโดรได้รับการจัดให้นั่งด้านข้างขององค์จักรพรรดินี

สำหรับซานโดรแล้ว เขาต้องการจะโชว์ว่าเขามีความรู้ภาษาญี่ปุ่นมาอย่างพอตัว เขาจึงพยายามพูดภาษาญี่ปุ่นกับเธอ ทันทีที่ซานโดรใช้สรรพนามแทนตัวโชเคนเป็นภาษาญี่ปุ่น เธอกลับแสดงท่าทีตื่นเต้น เมื่อเขาพูดแบบเดิมอีกครั้ง เธอก็ยิ้มกว้างขึ้นมาทันที

จักรพรรดินีโชเคน

ซานโดรรู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดไปน่าจะเข้าท่า เขาจึงพยายามพูดภาษาญี่ปุ่นต่อไปเรื่อยๆ ซานโดรเล่าว่าโชเคนส่งเสียงแปลกๆ ออกมาจากคอของเธอ เธอหยุดกินอาหารและกัดริมฝีปากของเธอเพื่อกั้นหัวเราะ แต่สุดท้ายเธอก็ทนไม่ไหว ไหล่ของเธอสั่นไปมา เธอหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เจ้าชายญี่ปุ่นที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอพยายามกั้นหัวเราะด้วยการก้มหน้า แต่ก็ไม่สำเร็จ เขาหัวเราะอย่างมากมายจนน้ำตาไหลอาบแก้มเลยทีเดียว

หลังจากนั้นเสียงหัวเราะก็ดังลั่นโต๊ะอาหาร ซานโดรรู้สึกงุนงง เพราะว่าเขาไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเรื่องตลก ผ่านไปหลายนาที เมื่อเสียงหัวเราะสงบลงแล้ว โชเคนจึงส่งสัญญาณให้เจ้าชายญี่ปุ่นผู้นั้นอธิบายให้ซานโดรฟัง

เจ้าชายผู้นั้นถามซานโดรเป็นภาษาอังกฤษว่า

ฝ่าพระบาท ท่านเรียนภาษาญี่ปุ่นจากที่ใดกันหรือ

ซานโดรรู้สึกตกใจ เขาตอบกลับไปว่า

ทำไม ฉันพูดได้แย่มากเลยหรือ

เจ้าชายตอบว่า

โอ้ ไม่เลย ท่านพูดได้ยอดเยี่ยมมาก แต่ท่าน ท่านใช้ภาษาญี่ปุ่นในแบบที่พิเศษมาก แบบที่เอ่อ … ฉันไม่สามารถอธิบายให้ท่านฟังได้

ซานโดรยังคงไม่เข้าใจเรื่องดังกล่าวจนกระทั่งอยู่ในรถ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอธิบายให้เขาฟังว่า ซานโดรได้ใช้ศัพท์สแลงท้องถิ่นกับองค์จักรพรรดินี ซานโดรถึงได้เข้าใจในบัดดลว่าเขาหน้าแตกแล้ว

กลับรัสเซีย

ซานโดรมิได้อยู่ที่ญี่ปุ่นตลอดเวลาสองปี เขามักเดินทางไปกับเรือเพื่อไปยังประเทศอื่นเสมอๆ แต่จะกลับมาพำนักที่ญี่ปุ่นเมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง จนกระทั่งในปี ค.ศ.1889 การประจำการของซานโดรสิ้นสุดลง ซานโดรจึงได้รับคำสั่งให้เดินทางกลับรัสเซีย

เซนต์ปีเตอร์สเปิร์กยังเป็นเซนต์ปีเตอร์สเปิร์กที่ซานโดรไม่ชอบเช่นเดิม ภายในเวลาไม่นาน ซานโดรตัดสินใจหาเหตุออกเดินทางไปกับเรืออีกครั้งหนึ่ง

เขาไม่รู้เลยว่านั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้เห็นแม่ของเขาเอง

ระหว่างซานโดรอยู่ที่อินเดีย ซานโดรก็ได้รับข่าวเศร้าว่า แม่ของเขาที่ป่วยเป็นโรคหัวใจจากไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ ซานโดรจึงเดินทางทางบกจากอินเดียกลับไปยังรัสเซียทันที

แกรนด์ดยุคมิคาอิล พ่อของเขาเล่าให้ซานโดรฟังว่า อาการของแม่ทรุดลงหลังจากได้ทราบว่าแกรนด์ดยุคไมเคิล (คนละคนกับไมเคิลที่ถูกสังหารที่เปียม) พี่ชายแท้ๆ ของเขาแต่งงานกับสามัญชน ไมเคิลถูกซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 ขับออกจากรัสเซียไปตลอดชีวิต เพราะละเมิดกฎร้ายแรงของราชวงศ์ (แต่ทว่าการถูกขับออกจากรัสเซียกลายเป็นเรื่องดีในชีวิตของไมเคิล เพราะทำให้เขารอดชีวิตจากพวกบอลเชวิค)

ซานโดรไม่อาจทำใจอยู่ที่เซนต์ปีเตอร์สเปิร์กต่อไปได้ เขาจึงขออเล็กซานเดอร์ที่ 3 ไปประจำการที่กองเรือทะเลดำทางตอนใต้ของรัสเซีย อเล็กซานเดอร์ 3 อนุญาตให้ซานโดรไปโดยไม่ขัดขวาง

ต่อมาซานโดรก็ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อได้เห็นสหรัฐอเมริกา ซานโดรรู้สึกรักที่นี่มาก เขารู้สึกชอบในวิธีการพัฒนาประเทศของอเมริกาที่เลือกที่จะใช้นโยบายโดดเดี่ยวตัวเอง (Isolationism) โดยไม่ข้องเกี่ยวกับยุโรป

ระหว่างที่อยู่ที่นี่ ซานโดรตั้งคำถามว่าทำไมรัสเซียต้องไปยุ่มย่ามเรื่องของยุโรปด้วย เขาเล่าว่าถ้ารัสเซียไม่ยุ่งเกี่ยวกับยุโรป รัสเซียคงจะสงบและเจริญกว่านี้มาก

พอกลับมาถึงรัสเซีย มิคาอิล พ่อของเขากลับถามซานโดรว่า

เมื่อไรลูกจะแต่งงานเสียที?

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ซานโดรมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ แกรนด์ดัชเชสเซเนีย น้องสาวของนิโคลัส และธิดาองค์โตของซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 และซาริซามาเรีย ความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะเป็นพี่ชายกับน้องสาวได้แปรเปลี่ยนเป็นความรัก แต่การสู่ขอธิดาของซาร์แห่งรัสเซียมาแต่งงานย่อมเป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัวไม่น้อย

ซานโดรจะได้แต่งงานหรือไม่ ติดตามต่อไปในตอนหน้าครับ

เรื่องนี้เป็นเรื่องเสริมของเรื่อง วันสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟ

หนังสืออ้างอิงอยู่ ที่นี่