ราชสำนักรัสเซียผ่านสายตาของซานโดร (2): ต่อต้านภรรยาน้อย

0
212

จากตอนที่แล้ว เมื่อซานโดรและครอบครัวเดินทางมาถึงพระราชวัง ทุกคนก็เดินไปยังห้องโถงเพื่อรอการมาของซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2

ภายในเวลาไม่นาน เสียงของผู้ประกาศก็ดังขึ้นว่า ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 และ โดลโกรูคอฟวา (เจ้าหญิงยูรีฟสกายา) ได้เดินทางมาถึงห้องโถงแล้ว ทั้งสองควงแขนกันมาเช่นเดียวกับคู่รักทั่วไป

แคทเทอรีน โดลโกรูคอฟวา

ทันทีที่เจ้าหญิง Cecilie แม่ของซานโดรมองเห็นโดลโกรูคอฟวา เธอก็เบือนหน้าหนีทันทีด้วยความเกลียดชัง เช่นเดียวกับเซซาเรฟนามาเรีย (มารดาของนิโคลัส) ที่พยายามมองไปบนพื้นและหลีกเลี่ยงที่จะไม่มองเธอ

ความโกรธในหมู่เชื้อพระวงศ์หญิงดูเหมือนว่าจะรุนแรงขึ้นอีก เมื่อโดลโกรูคอฟวานั่งลงบนเก้าอี้ที่เคยเป็นของซาริซาคนก่อน แต่พวกโรมานอฟรู้ดีว่าไม่ควรจะแสดงออกจนเกินงาม ทุกคนจึงยืนดูด้วยความไม่พอใจอย่างเงียบๆ

ซานโดรในวัยสิบกว่าขวบมองไปที่เธออย่างสนใจ เขาไม่เคยเห็นโดลโกรูคอฟวามาก่อน ซานโดรบันทึกว่าโดลโกรูคอฟวาเป็นคนสวย แต่ใบหน้าของเธอเศร้ามากและเปี่ยมไปด้วยความกังวล เพราะเธอทราบดีว่าเหล่าเชื้อพระวงศ์โรมานอฟต่างรังเกียจและเกลียดชังเธอ ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 เหมือนจะทราบเช่นเดียวกัน เขาเลยพยายามปลอบภรรยาวัยสาวของเขาอยู่อย่างเงียบๆ

ความหมั่นไส้ของเชื้อพระวงศ์

สถานการณ์บนโต๊ะกระอักกระอ่วนมาก เมื่อโดลโกรูคอฟวาพยายามจะพูดกับสมาชิกที่ร่วมโต๊ะ ไม่มีสมาชิกในราชวงศ์คนใดตอบสนองและให้ความสนใจกับสิ่งที่เธอพูดเลย ทุกคนนั่งนิ่งราวกับว่าไม่มีตัวตน

ซานโดรเล่าว่าเขาไม่รู้สึกเกลียดโดลโกรูคอฟวาเลย

ฉันรู้สึกสงสารเธอ และไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงถูกกีดกันจากการที่เธอหลงรักชายผู้หล่อเหลา ใจดี และสดใส ที่เป็นจักรพรรดิแห่งรัสเซียเท่านั้นเอง

ที่ซานโดรว่าก็ถูก ถ้าโดลโกรูคอฟวาไม่ได้มีความสัมพันธ์กับอเล็กซานเดอร์ที่ 2 ระหว่างที่ซาริซาคนเก่ายังอยู่เป็นตัวเป็นตน แต่ความจริงมันตรงกันข้าม ทำให้โดลโกรูคอฟวาไม่อาจหลบเลี่ยงความเกลียดชังที่มีต่อเธอได้

ถึงกระนั้นผู้ที่ทำให้โดลโกรูคอฟวาถูกเกลียดชังมากขึ้นคือตัวอเล็กซานเดอร์ที่ 2 เองด้วย อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ไม่เคยปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะยกโดลโกรูคอฟวาเป็นซาริซา และยกลูกๆ ที่เกิดกับเธอเป็นแกรนด์ดยุคหรือแกรนด์ดัชเชสเทียบเท่ากับลูกๆ ที่เกิดกับซาริซาคนก่อน

นอกจากนี้อเล็กซานเดอร์ที่ 2 กลับแสดงท่าทีให้ชวนระแวงได้ว่า เขากำลังจะตั้งโดลโกรูคอฟวาให้เป็นซาริซาคนใหม่

ท่าทีเหล่านี้เกิดขึ้นแม้กระทั่งในงานเลี้ยงที่ซานโดรกำลังร่วมอยู่ด้วยก็ตาม

ในวันนั้นซานโดรเล่าว่า อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ในวัย 60 กว่าปี “ทำตัวเหมือนกับเด็กอายุ 18” เขากระซิบให้กำลังใจโดลโกรูคอฟวาอย่างเบาๆ และโปรยยิ้มไปทั่วโต๊ะราวกับว่ามีความสุขมาก ทั้งๆ ที่สมาชิกในราชวงศ์ต่างมีท่าทีเคร่งเครียด

เมื่องานเลี้ยงจบลง พี่เลี้ยงก็นำโอรสธิดาทั้งสามของอเล็กซานเดอร์ที่ 2 และโดลโกรูคอฟวาเข้ามาในห้อง อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ไม่ลังเลที่จะแนะนำลูกๆ ที่อายุไม่กี่ขวบให้ทุกคนรู้จัก

อเล็กซานเดอร์ที่ 2 แนะนำลูกชายกับทุกคนว่า

นี่คือ โกโก ของฉัน

หลังจากนั้นเขาอุ้มโกโก ผู้มีวัยไม่ถึงสิบขวบขึ้นมา และบอกโกโกให้แนะนำตัวเองกับทุกคน โกโกพูดขึ้นว่า

ฉัน เจ้าชายจอร์จ อเล็กซานดรอวิช ยูรีฟสกี้

อเล็กซานเดอร์ที่ 2 แสดงออกว่าเขารักบุตรชายคนนี้มาก เขาพูดขึ้นในบัดดลว่า

อืม พวกเรายินดีมากที่เจ้าชายยูรีฟสกี้มาพบเราที่นี่ อย่างไรก็ตาม เจ้าชาย เจ้าต้องการจะเป็นแกรนด์ดยุคหรือไม่

เพียงได้ยินเท่านี้ สีหน้าของพวกเชื้อพระวงศ์โรมานอฟต่างไร้สีเลือด และตกตะลึง โดยเฉพาะพวกแกรนด์ดัชเชสหลายคนที่นั่งอยู่ที่นั่นด้วย

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

จอร์จ โอลกา และ แคทเทอรีน บุตรธิดาของอเล็กซานเดอร์ที่ 2 กับโดลโกรูคอฟวา

ในราชสำนักรัสเซียแล้ว ยศ “เจ้าชาย” เป็นยศที่ไม่ได้ถูกนับว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ ชนชั้นสูงรัสเซียทั่วไปก็ใช้ยศดังกล่าวได้ แต่ถ้าเป็นยศแกรนด์ดยุคนั่นหมายความว่า ผู้ที่ได้รับยศคือสมาชิกเชื้อพระวงศ์โรมานอฟที่ได้รับการสืบทอดโดยการแต่งงานอย่างเป็นทางการเท่านั้น มิใช่การแต่งงานแบบ morganatic หรือ การแต่งงานที่ภรรยาและบุตรไม่มีสิทธิในการสืบทอดยศศักดิ์และทรัพย์สินของสามี

การแต่งงานของอเล็กซานเดอร์ที่ 2 กับโดลโกรูคอฟวา เป็นการแต่งงานแบบ morganatic ดังนั้นลูกๆ ของทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่จะเป็นแกรนด์ดยุค หรือแกรนด์ดัชเชส อย่างมากก็จะได้ยศเจ้าชายเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม อเล็กซานเดอร์ที่ 2 เป็นซาร์ เขาจะทำอะไรก็ได้ การที่เขาพูดเช่นนี้ออกมา ทำให้พวกสมาชิกราชวงศ์ต่างคิดว่า อเล็กซานเดอร์ที่ 2 จะใช้อำนาจของเขา “เปลี่ยน” ลูกของเขาให้เป็นลูกที่ถูกต้องอย่างเป็นทางการ และนานวันเข้าอาจจะเปลี่ยน “ภรรยา” ให้เป็นภรรยาที่ถูกต้องอย่างเป็นทางการด้วย

โดลโกรูคอฟวาเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน เธอรู้ดีว่าการที่อเล็กซานเดอร์ที่ 2 พูดออกมาเช่นนี้ ตัวเธอและลูกๆ ยิ่งจะถูกเกลียดชังเข้าไปใหญ่ เธอเลยลืมตัวและพูดขึ้นมาว่า

ซาชา อย่า!

สิ่งที่เธอพูดกลับทำให้ทุกคนยิ่งตกตะลึงเข้าไปกันใหญ่ เพราะโดลโกรูคอฟวาพูดชื่อเล่นของจักรพรรดิแห่งรัสเซียออกมาในที่สาธารณะ! ชื่อเล่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาในงานอย่างเป็นทางการ เพราะเป็นการให้เกียรติประมุขของประเทศและหัวหน้าครอบครัว พวกแกรนด์ดัชเชสต่างช็อคและรู้สึกโกรธที่ “ผู้หญิงคนนี้” ไม่มีมารยาทเลย และหลงลืมธรรมเนียมปฏิบัติไปจนสิ้น

ซานโดรเล่าว่า พอออกจากพระราชวังและขึ้นรถม้ากลับที่พัก เสียงพูดคุยกันด้วยความโกรธของพ่อและแม่ของเขาก็ดังขึ้น

แม่ของเขาพูดขึ้นว่า

ไม่ว่าคุณจะพูดหรือทำอะไรก็ตาม ฉันไม่มีวันยอมรับยัยผู้หญิงเจ้าเล่ห์จอมฉวยโอกาสคนนั้น! ฉันเกลียดเธอ เธอมันน่าสมเพช เธอกล้าดีอย่างไรเรียกพี่ชายของคุณว่า “ซาชา” ต่อหน้าเชื้อพระวงศ์ทั้งหมด!

พ่อของเขาส่ายหัวและพูดว่า

ที่รัก คุณยังไม่รับรู้ว่า ไม่ว่าเธอจะดี เลว หรือเฉยๆ เธอแต่งงานกับซาร์ไปแล้ว ภรรยาเคยถูกห้ามไม่ให้เรียกชื่อเล่นของสามีในที่สาธารณะด้วยหรือ ตัวคุณเองก็เคยเรียกฉันว่า ใต้ฝ่าพระบาท หรืออย่างไร

แม่ของเขาโวยวายขึ้นทันที น้ำตาไหลรินจากดวงตาของเธอ เธอกล่าวว่า

คุณกล้าเปรียบเทียบแบบนี้ได้อย่างไร ฉันไม่เคยทำลายครอบครัวคนอื่น ฉันแต่งงานด้วยการยอมรับจากครอบครัวทั้งสองฝ่าย ทั้งของคุณและฉัน ฉันไม่เคยวางแผนทำลายล้างจักรวรรดินี้!

แกรนด์ดยุคมิคาอิล พ่อของซานโดรพูดตัดบทว่าให้ภรรยาเลิกเหยียดหยามโดลโกรูคอฟวาเช่นนี้สักที เพราะเธอกำลังจะเป็นจักรพรรดินีแห่งรัสเซีย เมื่อแม่ของเขาพยายามจะเถียง พ่อของเขาจึงสั่งให้เธอหยุดพูด

ความโกรธเกรี้ยวของแม่ของซานโดรเป็นสิ่งที่แสดงถึงความชิงชังที่เหล่าแกรนด์ดัชเชสมีต่อโดลโกรูคอฟวาในเวลานั้นได้ดีที่สุด แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า ทุกสิ่งกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป

เพราะอเล็กซานเดอร์ที่ 2 อยู่ได้อีกไม่นาน

วันแห่งหยดเลือด

วันที่ 1 มีนาคม ค.ศ.1881 เป็นวันที่ซานโดรไม่มีวันลืม เขาได้ทราบข่าวว่าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 ถูกปลงพระชนม์โดยพวกนักปฏิวัติ พ่อของเขาเองก็ถูกทำร้ายด้วย

โชคยังดีที่ข่าวนั้นไม่ได้จริง 100% เพราะว่าพ่อของเขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น แต่อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บสาหัสและกำลังนอนรอความตายอยู่ที่พระราชวังฤดูหนาว

ซานโดรพุ่งตรงไปที่พระราชวังฤดูหนาวทันที เขาโล่งใจที่เห็นพ่อของเขาปลอดภัยดีและยืนสั่งพวกทหารอยู่ ซานโดรเล่าว่า

ผู้คนนับพันกำลังอยู่รายล้อมพระราชวังฤดูหนาว พวกผู้หญิงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง พวกเราเข้าไปด้านในจากประตูด้านข้าง ไม่จำเป็นต้องถามอะไรเลย หยดเลือดขนาดใหญ่สีดำนำทางเราขึ้นไปตามบันไดหินอ่อน และตามทางเดินไปยังที่ทรงงานขององค์จักรพรรดิ

ข้างกายของซานโดรคือ นิโคลัส ที่เดินขึ้นบันไดมาด้วยกัน ซานโดรและนิโคลัสยืนคล้องแขนกันอยู่ ทั้งสองมองไปยังร่างที่กำลังจะไร้ลมหายใจของอเล็กซานเดอร์ ซานโดรเล่าว่านิโคลัสหรือนิกกี้ ผู้อยู่ในเสื้อแบบกะลาสีสีน้ำเงินมีใบหน้าที่ซีดขาวราวกับคนตาย สายตาของนิโคลัสจ้องไปยังปู่ของเขาที่กำลังจากโลกนี้ไป

ทันใดนั้นเอง โดลโกรูคอฟวาวิ่งเข้ามาห้องอย่างบ้าคลั่ง ทั้งๆที่เธอยังแต่งตัวไม่เรียบร้อย เธอล้มตัวลงบนร่างของอเล็กซานเดอร์ที่ 2 เธอจูบที่มือทั้งสองข้างของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า และกรีดร้องเรียกว่า “ซาชา!” ไม่หยุด

เช้าวันนั้นโดลโกรูคอฟวาได้เตือนอเล็กซานเดอร์ที่ 2 ว่าอย่าได้ออกไปด้านนอก เพราะเธอรู้สึกไม่ดีเลยในวันนั้น แต่สามีของเธอกลับปฏิเสธ

เสียงกรีดร้องของเธอทำให้แม้แต่พวกแกรนด์ดัชเชสที่เกลียดชังเธอต่างร้องไห้ออกมาอย่างหนัก ไม่มีใครสงสัยอีกแล้วว่าโดลโกรูคอฟวารักอเล็กซานเดอร์ที่ 2 มากเพียงใด

หลังจากนั้นไม่นาน แพทย์ประกาศว่าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 สวรรคตแล้ว ทันทีที่ได้ยินร่างของโดลโกรูคอฟวาที่เปี้อนไปด้วยเลือดของอเล็กซานเดอร์ที่ 2 สั่นไหว และล้มลงราวกับต้นไม้ที่ถูกตัดโค่น

สายตาของทุกคนมองไปยังเซซาร์เรวิชอเล็กซานเดอร์ ว่าที่ซาร์พระองค์ใหม่มีร่างกายสูงใหญ่ สายตาของเซซาร์เรวิชอเล็กซานเดอร์ดูเย็นเฉียบ เขายืนขึ้นและสั่งการให้กองทัพเข้าดูแลสถานการณ์ในเมืองหลวงทันที

ซานโดรทราบในบัดดลว่า รัชสมัยแห่งการปฏิรูปและการให้เสรีภาพของซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 จบลงแล้ว เบี้องหน้าของเขาคือรัสเซียที่ถูกปกครองโดยกำปั้นเหล็กของซาร์พระองค์ใหม่

ภายในเวลาไม่นาน การปฏิรูปและนโยบายต่างๆ ของซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ถูกยกเลิก รัฐธรรมนูญที่อเล็กซานเดอร์ที่ 2 กำลังจะมอบให้กับปวงชนชาวรัสเซียถูกระงับ พวกนักปฏิบัติถูกกวาดล้างและประหารชีวิต จักรวรรดิรัสเซียอยู่ในมือของอเล็กซานเดอร์ที่ 3 โดยสมบูรณ์

เมื่ออเล็กซานเดอร์ที่ 3 ได้ราชสมบัติ นิโคลัสเพื่อนรักของซานโดรจำต้องขึ้นเป็นเซซาร์เรวิช หรือ รัชทายาทแห่งจักรวรรดิรัสเซีย แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนยังดำเนินไปไม่แปรเปลี่ยน “นิกกี้” (ชื่อเล่นของนิโคลัส) ก็ยังเป็นคนเดิมอยู่วันยังค่ำ

ซานโดรกับเซอร์เกย์น้องชายของเขามักไปเยี่ยมนิกกี้ และจอร์จอยู่บ่อยครั้งที่พระราชวังกัตชินา มีอยู่วันหนึ่ง เซอร์เกย์พูดขึ้นว่า

ลองคิดดูนะ รัสเซียจะเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน เมื่อพวกเรานำนิกกี้เข้าไปที่มหาวิหาร assumption (เพื่อทำพิธีราชาภิเษก)

นิโคลัสไม่ได้พูดอะไรเลย เขาได้แต่ยิ้ม ยิ้มอย่างที่เคยยิ้มมาตลอด แต่ดวงตาของเขากลับมีความเศร้าอันลึกลับอยู่ในนั้น

เรียนเป็นทหารเรือ

หลังจากพิธีราชาภิเษกเสร็จสิ้น ซานโดรตัดสินใจว่าเขาจะเป็นทหารเรือ แม้พ่อแม่ของเขาจะไม่เห็นด้วยสักเท่าใดนัก ซานโดรทำให้ทั้งสองอนุญาตจนได้

แต่ด้วยความที่ซานโดรเป็นแกรนด์ดยุคทำให้เขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียนในโรงเรียนนายเรือ เขาจึงได้รับการอบรมโดยเหล่าติวเตอร์พิเศษที่จะมาสอนเขาให้เป็นทหารเรือแทน พวกเขาสอนวิชาเหล่านี้ให้กับซานโดร

  • ดาราศาสตร์
  • การใช้เข็มทิศ
  • สมุทรศาสตร์
  • ทฤษฎีการใช้ปืนใหญ่
  • การทำสงครามโดยใช้ตอร์ปิโด
  • ยุทธศาสตร์ทางทหาร
  • ข้อบังคับการเดินเรือ
  • เศรษฐศาสตร์การเมือง
  • การสร้างป้อมปราการ
  • ประวัติศาสตร์ทหารเรือรัสเซีย

ซานโดรเล่าว่าหัวหน้าติวเตอร์ดูถูกความสามารถของเขามาก ไม่ว่าเขาจะพยายามเพียงใด ครูคนนี้ก็จะบอกว่าเขาไม่มีทางสอบผ่านและไม่มีวันเป็นนายทหารเรือที่ดีได้ แต่ติวเตอร์คนอื่นๆ เห็นตรงกันข้าม กำลังใจจากพวกเขาทำให้ซานโดรเข้าใจและรักที่สิ่งที่เขาเรียนอยู่มาก

เชื่อได้ว่าหัวหน้าติวเตอร์คงจะรับงานมาจากพ่อและแม่ของเขาให้ทำทุกวิธีทางให้ซานโดรเปลี่ยนใจ เพราะว่าทั้งสองอยากให้ซานโดรเปลี่ยนใจไปทำอย่างอื่น พ่อของเขาเห็นว่าแกรนด์ดยุคที่เคยเข้าร่วมกองทัพเรือไม่ค่อยมีอนาคต ส่วนแม่ของเขากลัวอันตรายจะเกิดขึ้นกับเขา

แม้ว่าซานโดรใกล้จะได้ฝึกงานช่วงฤดูร้อนในกองทัพเรือแล้ว ทั้งสองก็ยังหวังอยู่ว่าซานโดรจะเปลี่ยนใจ เพราะทนระเบียบวินัยอันเข้มงวดในกองทัพเรือไม่ได้

ทุกสิ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่ทั้งสองคิด

ซานโดรมีความสุขมากที่ได้เข้าประจำการในกองทัพเรือ แต่เขากลับรู้สึกผิดหวังที่เขาถูกห้ามไม่ให้ข้องเกี่ยวกับพวกทหารเรือคนอื่นๆ แม้แต่ในเวลากินข้าว เขาก็ต้องไปกินข้าวกับพวกนายทหารชั้นสูง มิใช่พวกทหารหนุ่มๆ ที่อยู่รุ่นราวคราวเดียวกัน ซานโดรกลัวว่าเขาจะไม่มีเพื่อน และพวกทหารเรือคนอื่นๆ อาจจะไม่ยอมรับเขาก็เป็นได้

ด้วยเหตุนี้ซานโดรจึงหาโอกาสลงไปพูดคุยกับทหารคนอื่นๆในเรืออยู่ตลอดเวลา ตอนแรกพวกทหารก็กลัวๆ อยู่ และไม่กล้ามาข้องเกี่ยวกับเขา แต่นานวันเข้าพวกเขาก็คุ้นเคยกับแกรนด์ดยุคหนุ่มอย่างซานโดร และเริ่มถามคำถามมากมายที่ซานโดรตอบไม่ไหว

ซานโดรรู้สึกดีที่ได้พูดคุยกับพวกทหารเหล่านี้ เขาเล่าวิถีชีวิตของแกรนด์ดยุคให้กับพวกเพื่อนทหารฟัง พวกเพื่อนรู้สึกแปลกใจและตกตะลึงที่ทราบว่าเหล่าแกรนด์ดยุคในราชวงศ์ รวมไปถึงเซซาร์เรวิชเองต้องตื่นตั้งแต่หกโมงเช้า มิใช่ตื่นเมื่อไรก็ได้อย่างที่พวกเขาคิด

สี่ปีของการเรียนและการฝึกงานดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดซานโดรก็สอบผ่านการเป็นนายทหารเรือ เขาเล่าว่าเขาสะใจมากที่เขาทำคะแนนสูงสุดทุกวิชายกเว้นแต่วิชาต่อเรือวิชาเดียวเท่านั้น เขาเอาชนะหัวหน้าติวเตอร์ได้อย่างเด็ดขาดที่สุด

หลังจากนั้นซานโดรจึงได้เป็นนายทหารในกองทัพเรือรัสเซียโดยมียศเป็นนายร้อย และพออายุ 20 ปี เขาก็ได้รับอนุญาตให้จัดการทรัพย์สินของตัวเอง อิสรภาพที่เขาเพิ่งได้รับมาทำให้ซานโดรดีใจมาก

ในเวลาไม่นาน ซานโดรก็จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ สิ่งนั้นก็คือ “ความรัก”

หนังสืออ้างอิงอยู่ ที่นี่

เรื่องนี้เป็นส่วนเสริมของ วันสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟ