ประวัติศาสตร์ราชสำนักรัสเซียผ่านสายตาของซานโดร เพื่อนรักของซาร์นิโคลัสที่ 2 (1)

ราชสำนักรัสเซียผ่านสายตาของซานโดร เพื่อนรักของซาร์นิโคลัสที่ 2 (1)

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า เรื่องบางอย่างในราชสำนักรัสเซียหรือราชวงศ์โรมานอฟน่าจะเป็นเรื่องภายในที่ลับสุดยอด แล้วนักประวัติศาสตร์ไปรู้มาได้อย่างไร

คำตอบคือ มันมาจากบันทึกของชายผู้นี้ เขารอดชีวิตมาจากพวกบอลเชวิค และบอกเรื่องทั้งหมดให้โลกรู้

ชายผู้นี้คือ แกรนด์ดยุคอเล็กซานเดอร์ มิไคโลวิช (Александр Михайлович) เขาเป็นทั้งเพื่อนสนิทที่สุด และเป็นน้องเขยของซาร์นิโคลัสที่ 2 ภายในครอบครัว เขามีชื่อเล่นว่า “ซานโดร” ดังนั้นภายในโพสนี้ ผมขอเรียกเขาว่า “ซานโดร” ด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันการสับสนกับ “อเล็กซานเดอร์’ อื่นๆ

ซานโดร

ชีวิตของซานโดรเป็นชีวิตที่สับสนวุ่นวาย เขาเป็นคนเก่งคนหนึ่งที่ไม่อาจต้านทานพลังทั้งสองด้าน ทั้งจากฝั่งนักปฏิวัติและฝั่งอนุรักษ์นิยมได้

วัยเด็กที่จอร์เจีย

ซานโดรเกิดในปี ค.ศ.1866 เขาเป็นบุตรชายของแกรนด์ดยุคมิคาอิล (ไมเคิล) นิคาลาเยวิช และเจ้าหญิง Cecilie แห่ง Baden เขาเป็นหลานตาของซาร์นิโคลัสที่ 1 และหลานลุงของซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ดังนั้นเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3

หากแต่ว่าบิดาของซานโดรเป็นลูกคนสุดท้องของซาร์นิโคลัสที่ 1 และซานโดรก็เป็นลูกคนที่ห้าด้วย ทำให้เขาอายุน้อยกว่าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 ถึง 21 ปี ซานโดรจึงมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับนิโคลัส บุตรชายคนโตของอเล็กซานเดอร์แทน เขาแก่กว่านิโคลัสเพียงสองปีเศษเท่านั้น

ซานโดรมีพี่น้องเจ็ดคนได้แก่

สำหรับซานโดรแล้ว เขามีวัยเด็กที่ต่างจากครอบครัวโรมานอฟคนอื่น เขาเกิดที่เมืองทิฟลิส (Tiflis) เมืองหลวงของดินแดนคอเคซัส (ปัจจุบันคือเมืองหลวงของประเทศจอร์เจีย) เพราะว่ามิคาอิล พ่อของเขาได้รับคำสั่งให้ไปเป็นผู้ว่าราชการดินแดนแห่งนั้น

ทิฟลิสในปี ค.ศ.1878 By Unknown – Lithuanian Art Museum via Europeana, CC BY 3.0,

มิคาอิล พ่อของซานโดรเลี้ยงดูเขาแบบทหาร ซานโดรถูกฝึกฝนให้ทำทุกอย่างเอง และดำรงชีวิตอยู่ให้เรียบง่ายที่สุด เมื่อเขาเข้าสู่วัยเรียนแล้ว ซานโดรจึงถูกส่งให้ไปเรียนกับติวเตอร์ตามแบบแกรนด์ดยุคทั่วไปในราชวงศ์โรมานอฟ

ปรากฏว่าซานโดรเป็นเด็กมีไหวพริบดีคนหนึ่ง แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาเป็นคนชอบถาม เขาถามไปหมดทุกสิ่งอย่างตั้งแต่ธรรมชาติไปถึงศาสนา บางครั้งเขาต้อนบาทหลวงจนมุม ทำให้บาทหลวงต้องบอกเขาว่า

จงเชื่อคำแนะนำของฉัน และไม่ต้องถามคำถามอีกต่อไปแล้ว

ซานโดรว่าการเรียนของเขาเข้มงวดมาก ถ้าเขาสะกดคำศัพท์ภาษาเยอรมันผิดแม้แต่คำเดียว เขาจะไม่ได้รับของหวานในอาหารเย็น ถ้าคิดเลขผิดแม้แต่ข้อเดียว เขาจะถูกสั่งให้คุกเข่าเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง และถ้าเขาไม่ฟังคำสั่งครู เขาจะโดนตีอย่างรุนแรง เขาเปรียบว่าการเรียนของเขาเหมือนกับการเข้าค่ายทหารเสียมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ซานโดรรักชีวิตวัยเด็กของเขาที่ทิฟลิสมาก การที่เขาอยู่ที่นี่ทำให้เขาซึมซับวัฒนธรรมของชาวพื้นเมือง อาทิเช่น ชาวอาร์เมเนีย ชาวจอร์เจีย ชาวตาตาร์ ซานโดรรู้สึกว่าที่นี่คือบ้านของเขาตั้งแต่เขาเกิดจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย ซานโดรบันทึกไว้ว่า

พวกเราต้องการอยู่ที่ทิฟลิสไปตลอดกาล พวกเราไม่ต้องการไปดินแดนของรัสเซียที่อยู่ในยุโรป ความรักในความเป็นคอเคเซียนทำให้พวกเรามองผมสีทองของทูตจากเซนต์ปีเตอร์สเปิร์กด้วยความไม่เชื่อถือและความรู้สึกต่อต้าน

ซานโดรเล่าว่า ในตอนที่เขาเป็นเด็ก เขาและพี่น้องทั้งหมดเคยคิดว่าจะแยกดินแดนคอเคซัสที่เขารักแห่งนี้ให้เป็นอิสระจากรัสเซียเสียเลย! แต่โชคยังดีที่ครูสอนภาษาฝรั่งเศสจอมเข้มงวดมาถึงเสียก่อน

พบพานกับนิกกี้

เมื่อซานโดรอายุได้สิบขวบ เขาติดตามมิคาอิล พ่อของเขาไปยังไครเมีย เพื่อที่จะได้ไปพบกับซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 และครอบครัว ระหว่างที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ที่พระราชวังลิวาเดีย ซานโดรเห็นเด็กชายวัยเดียวกันคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับพี่เลี้ยงที่กำลังอุ้มเด็กทารกหญิงอยู่ เด็กชายผู้นั้นยิ้มกว้าง เขายื่นมือให้กับซานโดรจับ และกล่าวว่า

ฉันเดาว่านายน่าจะเป็นซานโดร ญาติของฉัน ฉันไม่ได้พบนายตอนฤดูร้อนปีที่แล้วที่เซนต์ปีเตอร์สเปิร์ก พวกพี่ชายของนายบอกว่านายเป็นไข้อีดำอีแดง นายรู้จักฉันรึเปล่า ฉันคือนิกกี้ ญาติของนาย และนี่คือเซเนีย น้องสาวของฉัน

เด็กชายผู้นี้คือ ซาร์นิโคลัสที่ 2 ซาร์องค์สุดท้ายแห่งรัสเซียนี่เอง หลังจากวันนั้นซานโดรก็เป็นเพื่อนสนิทที่สุดของนิโคลัส ซานโดรเล่าว่าเขาไม่เคยลืมภาพของนิโคลัสที่เดินเข้ามาหาเขาอย่างเป็นมิตรเลย แม้ในวันที่เขาต้องลี้ภัยไปอยู่ที่ต่างประเทศแล้ว

ซานโดรไม่รู้เลยว่าเด็กทารกที่นิโคลัสแนะนำให้เขารู้จักจะเป็นภรรยาของเขาในอีก 19 ปีต่อมา

สัมผัสสงคราม

ในปี ค.ศ.1877 รัสเซียทำสงครามกับอาณาจักรออตโตมัน ดินแดนคอเคซัสมีพรมแดนติดต่อกับอาณาจักรของชาวเติร์กแห่งนี้ ดังนั้นไม่ต้องสงสัยว่าการปะทะกันอย่างรุนแรงย่อมเกิดขึ้นที่นี่ ซานโดรในวัย 11 ปีได้รับคำสั่งให้เดินทางไปแนวหน้าด้วย เพื่อที่เรียนรู้สิ่งต่างๆ

ซานโดรไปเยี่ยมเยียนพวกทหารที่ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาล และได้ฟังเรื่องเล่าของพวกเขา ที่นี่เองเป็นสถานที่ที่ทำให้ซานโดรเริ่มทราบถึงความไม่เท่าเทียมกันในจักรวรรดิรัสเซีย ทหารคนหนึ่งพูดกับซานโดรว่า

คุณมีทุกอย่าง คุณใช้ชีวิตอยู่ในความหรูหรา

สำหรับซานโดรแล้ว เขารู้สึกงุนงงว่าความหรูหราที่ว่าคืออะไร แล้วมันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ที่ครอบครัวของเขามีทุกอย่าง ส่วนคนอื่นไม่มีอะไรเลย

ซานโดรในวัย 10 ขวบ

หลังจากวันนั้น ซานโดรก็ได้ท่องไปยังหมู่บ้านหลายแห่งเพื่อดูชีวิตของชาวบ้านที่ยากลำบากจากสงคราม เขาเล่าว่าเรื่องบางอย่างทำให้เขารู้สึกสะเทือนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ประสบการณ์เหล่านี้จะทำให้เขามองโลกต่างจากแกรนด์ดยุคคนอื่นๆ ในเซนต์ปีเตอร์สเปิร์กอย่างมาก

เยี่ยมเยือนเซนต์ปีเตอร์สเปิร์กครั้งแรก

ซานโดรได้มีโอกาสเดินทางไปยังดินแดนในยุโรปของรัสเซียครั้งแรกในปี ค.ศ.1878 หลังจากสงครามสงบลง เขาเล่าว่าระหว่างทาง เขารู้สึกไม่ชอบรัสเซียสักเท่าใดนัก ชาวนาแต่ละคนแสดงออกว่าพวกเขาถูกกดขี่ หมู่บ้านแต่ละแห่งก็โทรมและปราศจากการพัฒนา ซานโดรภาวนาให้ถึงวันที่กลับไปยังทิฟลิสเร็วๆ อยู่ตลอดการเดินทาง

มิคาอิล พ่อของเขาเห็นท่าทางของซานโดรจึงบอกเขาว่า ขอให้เขาได้เดินทางไปยังมอสโกกับเซนต์ปีเตอร์สเปิร์กก่อนแล้วจึงค่อยตัดสินว่ารัสเซียเป็นอย่างไร

แต่เมื่อซานโดรเดินทางมาถึงมอสโก เขาก็ยังไม่ชอบตัวเมืองอยู่ดี และไม่ค่อยชอบศาสนาเท่าใดด้วย ซานโดรไม่รู้สึกปลาบปลี้มใจเท่าไรเลยที่ได้จูบที่ศีรษะของร่างนักบุญเหล่านั้น

พอมาถึงเซนต์ปีเตอร์สเปิร์ก ความรู้สึกของซานโดรก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม เขามาถึงเมืองในฤดูหนาวและไม่ชอบเลยที่มันมืดเกือบจะตลอดเวลา เขาอธิบายความรู้สึกว่า

ฉันเกลียดมันตลอดชีวิตของฉัน เมื่อใดที่ฉันรู้สึกคิดถึงรัสเซีย ฉันภาวนาว่าฉันจะได้เห็นคอเคซัสและคาบสมุทรไครเมีย ฉันหวังว่าฉันจะไม่ได้เห็นเมืองหลวงของบรรพบุรุษของฉันอีก

จริงๆ แล้วก็ไม่แปลกอะไร เพราะซานโดรอยู่ที่คอเคซัสมาตลอดชีวิตของเขา เขาจึงถือว่าดินแดนแห่งนั้นเป็นบ้านของเขาไปแล้วนั่นเอง

พอมาถึงเซนต์ปีเตอร์สเปิร์ก ซานโดรก็ได้พบกับความจริงว่า เหล่าแกรนด์ดยุคเองก็มีก๊กมีเหล่า และต่างคนต่างแข่งขันกันเองในเรื่องหน้าที่การงานอย่างมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะแกรนด์ดยุคทุกคนต้องเป็นทหาร ซึ่งเป็นอาชีพเดียวกันทั้งหมด อย่างครอบครัวของซานโดรมักถูกนินทาว่า ได้รับการโปรดปรานเป็นพิเศษจากซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ทำให้ซานโดรและพี่น้องคนอื่นๆ พยายามอยู่ห่างๆ พวกแกรนด์ดยุคเหล่านี้

แกรนด์ดยุคที่ครอบครัวของเขาเกลียดมากที่สุดคือ แกรนด์ดยุคนิโคลัส นิโคลาเยวิช หรือ นิโคลาชา สาเหตุก็เพราะบิมโบ พี่ชายคนโตของเขาเคยไปทะเลาะอย่างรุนแรงกับนิโคลาชา ผลที่ตามมาคือ ความสัมพันธ์ของทั้งสองครอบครัวเลวร้ายไปด้วย ซานโดรขนานนามนิโคลาชาว่า

นิโคลาชา ศัตรูของพวกเรา

อย่างไรก็ตาม ซานโดรก็มีความสุขไม่น้อยที่ได้พบกับ นิโคลัส หรือ “นิกกี้” เพื่อนของเขาอีกครั้งหนึ่งที่เซนต์ปีเตอร์สเปิร์ก

ซานโดรอยู่ที่เซนต์ปีเตอร์สเปิร์กได้พักหนึ่งก็ย้อนกลับไปที่ทิฟลิสตามเดิม เขารู้สึกโล่งใจอย่างยิ่งที่ได้กลับมายังบ้านเสียที

แต่อีกไม่นาน ซานโดรก็ต้องกลับไปเซนต์ปีเตอร์สเปิร์กอีกครั้งหนึ่ง

ปัญหาภรรยาน้อย

ในปี ค.ศ.1880 พวกนักปฏิวัติพยายามสังหารซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ด้วยการวางระเบิดห้องอาหาร แต่แผนการล้มเหลว ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ปลอดภัยดี แต่ข่าวดังกล่าวได้ทำให้แกรนด์ดยุคมิคาอิล พ่อของซานโดรรู้สึกเป็นห่วงพี่ชายของเขา มิคาอิลจึงนำครอบครัวของเขาเดินทางมายังเซนต์ปีเตอร์สเปิร์กทันที

เมื่อใกล้ถึงเซนต์ปีเตอร์สเปิร์ก ซานโดรก็ได้ยินพ่อและแม่ของเขาทะเลาะกันเสียงดัง และจู่ๆ มิคาอิลก็เดินเข้ามาหาลูกๆ และพูดขึ้นว่า

ฟังไว้ พวกเด็กๆ!

มีอะไรสักอย่างที่ฉันต้องการจะบอกก่อนที่เราจะถึงเซนต์ปีเตอร์สเปิร์ก ทุกคนต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะพบกับจักรพรรดินีคนใหม่แห่งรัสเซียตอนมื้อเย็นในพระราชวัง

แม่ของซานโดรพูดขัดขึ้นทันที

เธอยังไม่ได้เป็นจักรพรรดินี! อย่าลืมว่า จักรพรรดินีที่แท้จริงแห่งรัสเซียเพิ่งจะล่วงลับไปแค่สิบเดือนก่อน!

พ่อของเขาตะโกนขึ้นมาทันทีว่า

พวกเราทุกคนเป็นข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ขององค์จักรพรรดิ พวกเราไม่มีสิทธิใดๆที่จะวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของเขา แกรนด์ดยุคต้องทำตามคำสั่งของเขาในรูปแบบเดียวกับที่ทหารทั่วไปทำ!

หลังจากนั้นมิคาอิลก็อธิบายสถานการณ์ทั้งหมดให้ลูกๆฟัง เรื่องมีอยู่ว่า

อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ในวัย 61 ปี แอบมีภรรยาน้อยวัยสาวมานานนับสิบปีแล้ว เธอชื่อว่า แคทเทอรีน โดลโกรูคอฟวา

หลังจากที่พระมเหสี ซาริซามาเรีย เฟดอรอฟนาสิ้นพระชนม์ (ชื่อเหมือนกับแม่ของนิโคลัส แต่จริงๆ แล้วเป็นคนละคน) อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ได้แต่งงานกับโดลโกรูคอฟวา และสถาปนาให้เธอเป็นเจ้าหญิงชื่อ เจ้าหญิงยูรีฟสกายา

ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 และโดลโกรูคอฟวามีบุตรธิดาร่วมกันจำนวนสามคน หลังจากแต่งงานแล้ว อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ยิ่งปฏิบัติกับเธอเหมือนกับจักรพรรดินีขึ้นไปทุกวัน ทุกคนในวังแม้แต่เหล่าแกรนด์ดยุคและแกรนด์ดัชเชสจึงคาดว่าอีกไม่นาน เจ้าหญิงคนนี้คงจะได้เป็นจักรพรรดินีแน่ๆ

ถ้าโดลโกรูคอฟวาเป็นจักรพรรดินี บุตรธิดาของเธอก็ต้องได้เป็นแกรนด์ดยุค นั่นทำให้เหล่าบุตรธิดาที่เกิดกับซาริซาคนเก่าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนเกลียดโดลโกรูคอฟวาอยู่แล้วเพราะเธอเป็นภรรยาน้อย ซึ่งผิดทั้งหลักศาสนาและคุณธรรม พวกเขาและเธอรู้ว่าโดลโกรูคอฟวาแย่งความรักของซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 จากซาริซาคนเก่ามานานนับสิบปี แล้วบัดนี้บุตรหลานที่เกิดจากการคบชู้จะมานั่งชูคอเทียบเท่าพวกตนอีกอย่างนั้นหรือ?

พอได้ยินเรื่องนี้ ซานโดรเข้าใจขึ้นมาทันทีว่าทำไมเขาถูกห้ามไม่ให้เข้าไปในห้องใหญ่ๆ ห้องหนึ่งในพระราชวังฤดูหนาว

จังหวะนั้นเอง เซอร์เกย์ น้องชายของซานโดรจึงถามขึ้นว่า แล้วลูกๆ ของเธออายุเท่าไรกัน

มิคาอิลรู้สึกไม่พอใจเท่าไรกับคำถาม เขาตอบอย่างแห้งแล้งว่า บุตรชายอายุเจ็ดขวบ ส่วนบุตรสาวอายุหกและสี่ขวบเท่านั้น

เซอร์เกย์ในวัย 11 ขวบได้ฟังก็หลุดปากมาว่า

เป็นไปได้อย่างไร …

ทำนองว่าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 มีลูกที่อายุน้อยกว่าหลานตาของตัวเองเสียอีก (นิโคลัสอายุ 12 ปีแล้วในเวลานั้น)

มิคาอิลเห็นว่าพวกลูกๆ กำลังจะเม้าท์เรื่องนี้อย่างออกรสกันแล้ว เขาจึงไล่ทุกคนกลับไปขึ้นรถ

ซานโดรเล่าว่าในเวลาต่อมา เขาเข้าใจว่าทำไมแม่ของเขาเกลียดโดลโกรูคอฟวามาก นั่นก็เพราะเธอไม่ต้องการให้ลูกหลานของเธอนำอเล็กซานเดอร์ที่ 2 เป็นตัวอย่างในการมีภรรยาน้อยนั่นเอง

เมื่อซานโดรก้าวเท้าลงที่พระราชวังฤดูหนาว เขาก็สัมผัสได้ถึงกระแสอึมครึมตึงเครียดในราชสำนักในบัดดล เรื่องจะเป็นไปอย่างไร ติดตามได้ตอนหน้าครับ

เรื่องนี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ วันสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟ แต่จะมีเนื้อเรื่องคาบเกี่ยวกันในตอนท้าย

หนังสืออ้างอิงอยู่ ที่นี่

บทความประวัติศาสตร์

Victory Tale ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปโพสที่ใดทุกกรณี การฝ่าฝืนมีโทษทางกฎหมาย

error: Content is protected !!