จักรวรรดิรัสเซียไม่เคยล่าอาณานิคมจริงหรือ?

0
1168

ในโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่าง Facebook เมื่อมีการพูดคุยกันเรื่องการเมืองต่างประเทศ บ่อยครั้งที่เรามักจะเห็นคอมเม้นท์อวยรัสเซียว่า “ไม่เคยล่าอาณานิคม”

คำถามก็คือ รัสเซียไม่เคยล่าอาณานิคมจริงหรือ?

คำตอบคือ ไม่จริง 

รัสเซียเป็นเจ้าพ่อแห่งการล่าอาณานิคมไม่ยิ่งหย่อนกว่าชาติตะวันตกอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส แต่ที่เหนือกว่าด้วยซ้ำไปคือ รัสเซียเข้ายึดครองดินแดนที่มีพรมแดนติดกับตน ทำให้รัสเซียครอบครองดังกล่าวเป็นแผ่นดินผืนเดียว ต่างกับอังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตุเกส ที่มีอาณานิคมโพ้นทะเล

เราลองมาดูการ “ล่า” อาณานิคมของรัสเซียกันดีกว่า

การขยายตัวของมัสโควี (ตัวหนาในแผนที่คือมอสโก) Cr: Koryakov Yuri

ปูมหลังของรัสเซีย

จักรวรรดิรัสเซียมีต้นกำเนิดมาจากแกรนด์ดัชชีแห่งมอสโก หรือ มัสโควี (Muscovy) โดยได้พัฒนามาจากเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อว่า มัสควา หรือ มอสโก (ปัจจุบันคือเมืองหลวงจากรัสเซีย)

มอสโกและเมืองต่างๆในดินแดรัสเซียอยู่ใต้อิทธิพลของอาณาจักรโกลเด้นฮอร์ดอยู่นานสองร้อยกว่าปี มอสโกเริ่มผนวกเมืองอื่นๆ เข้ามาเป็นบริวารของตนและปลดแอกจากอาณาจักรโกลเด้นฮอร์ดได้สำเร็จในสมัยของอีวานที่ 3 (Ivan III) หรือ อีวานมหาราช

หลังจากปลดแอกได้แล้ว มัสโควีได้เริ่มแผ่อาณาเขตไปทุกสารทิศ มัสโควีได้ผนวกอาณาจักรทางตะวันออกที่เป็นอาณาจักรที่เกิดขึ้นมาจากการแตกสลายของอาณาจักรโกลเด้นฮอร์ดหลายแห่ง เช่น คาซาน (Kazan) และโนไก (Nogai)

ทั้งสองอาณาจักรเป็นอาณาจักรอนารยชนที่นับถือศาสนาอิสลาม คาซานและโนไกเป็นจึงเป็นอาณาจักรแห่งแรกๆ ที่โดนมัสโควีล่าอาณานิคม

ในปี ค.ศ.1547 อีวานที่ 4 หรือ อีวานผู้เลวร้าย ได้ยกสถานะของมัสโควีขึ้นเป็นอาณาจักร ชื่ออาณาจักรใหม่ของพระองค์คือ รัสเซีย เพื่อแสดงให้เห็นว่าแผ่นดินรัสเซียทั้งหมดได้รวมอยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์

ขยายอาณาจักรไปทุกด้าน

ในช่วงปี ค.ศ.1580 รัสเซียได้เริ่มต้นการแผ่ขยายอำนาจเข้าไปในไซบีเรีย และทำการผนวกดินแดนของรัฐข่านแห่ง Sibir ซึ่งเป็นอาณาจักรมุสลิมที่ตั้งอยู่เหนือสุดของโลก หลังจากนั้นก็ได้ทำการบุกเบิกและสำรวจดินแดนไซบีเรียไปจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิก ดินแดนอันรกร้างในไซบีเรียมีชนเผ่าต่างๆอยู่หลายเผ่า รัสเซียก็ได้ปราบปรามพวกเผ่าต่างๆ ที่ต่อต้าน และรวมดินแดนทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ทั้งหมดนี้เสร็จสิ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 17

รัสเซียผนวกไซบีเรีย

นักสำรวจและทหารรัสเซียได้ทำการขยายอิทธิพลมาถึงชายแดนของราชวงศ์ชิงของจีนด้วย ทำให้เกิดการปะทะกับกองกำลังของราชวงศ์ชิง กองกำลังรัสเซียถูกจักรพรรดิคังซีขับไล่ออกไปได้เป็นผลสำเร็จ

รัสเซียได้กลายสภาพเป็นจักรวรรดิ (Empire) ในรัชกาลของซาร์ปีเตอร์มหาราช ชัยชนะในสงครามกับสวีเดนทำให้รัสเซียผนวกดินแดนแถบทะเลบอลติก อันเป็นที่ตั้งของกรุงเซนต์ปีเตอร์สเปิร์ก เมืองหลวงแห่งใหม่ที่ปีเตอร์ทรงให้สร้างขึ้น

การปฏิรูปของปีเตอร์ยิ่งทำให้รัสเซียยิ่งเข้มแข็ง รัสเซียสามารถชิงเมืองแถบทะเลดำมาจากออตโตมัน และทำลายอาณาจักรไครเมียได้สำเร็จในสมัยของพระนางแคทเทอรีนมหาราช ต่อมาพระนางก็ได้ผนวกดินแดนอันกว้างใหญ่ของอาณาจักรโปลิช-ลิทัวเนียอีกด้วย

ขณะเดียวกันรัสเซียได้บุกเบิกคาบสมุทรคัมชัตกา รวมไปถึงทำการสร้างอาณานิคมขึ้นที่อลาสกา แต่ด้วยความห่างไกลยากต่อการดูแล รัสเซียจึงขายอลาสกาให้กับสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.1867

อังกฤษหวั่นเกรง

ในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่มีการล่าอาณานิคมอย่างหนักในทุกส่วนของโลก รัสเซียเองก็เข้าร่วมด้วยเช่นกัน รัสเซียทำการบุกรุกเข้าไปในเอเชียกลางเพื่อผนวกรัฐข่านแห่งคาซัค (Kazak Khanate) และรัฐข่านแห่งบูคารา (Bukhara Khanate) และยังมีแผนการที่จะผนวกดินแดนเปอร์เซีย และคุกคามอินเดียอีกด้วย ขณะเดียวกันรัสเซียเองก็ตีชิงดินแดนคอเคซัสมาจากออตโตมันได้อีก

การขยายอิทธิพลของรัสเซียทำให้อังกฤษเป็นกังวล เพราะอังกฤษมีอาณานิคมอยู่ในอินเดีย อังกฤษจึงพยายามขัดขวางรัสเซียหรือที่เรียกกันว่า The Great Game เพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียแผ่อิทธิพลไปมากกว่านี้

หลักฐานชั้นต้นฝ่ายอังกฤษหลายเล่มให้ข้อมูลว่าอิทธิพลของรัสเซียในเอเชียทำให้อังกฤษกลัวว่ารัสเซียจะผนวกทุกประเทศในเอเชียยกเว้นแต่อินเดียที่อังกฤษครอบครองอยู่ ซาร์แห่งรัสเซียอย่างอเล็กซานเดอร์ที่ 2 เคยปรารถนาที่จะได้เมืองท่าในเขตร้อนสักเมืองหนึ่ง ถ้าอังกฤษไม่ขัดขวาง รัสเซียคงจะทำการรุกรานเข้าไปในเปอร์เซียหรืออัฟกานิสถานแน่นอน

อังกฤษและฝรั่งเศสจึงต้องช่วยเหลืออาณาจักรออตโตมันในสงครามกับรัสเซีย สงครามที่ว่าคือสงครามไครเมียที่รัสเซียเป็นฝ่ายแพ้สงคราม รัสเซียจำต้องหยุดคุกคามอาณาจักรออตโตมัน แต่ไม่ได้แปลว่ารัสเซียจะหยุดขยายอิทธิพลในส่วนอื่นของโลก

ความฝันของจักรวรรดิรัสเซีย

รัสเซียได้ทำการผนวกดินแดนแมนจูเรียนอกของราชวงศ์ชิงทั้งหมดโดยไม่เสียกระสุนแม้แต่นัดเดียวในช่วงปี ค.ศ.1860 ปัจจุบันดินแดนนี้คือดินแดนของรัสเซียที่ติดกับทะเลญี่ปุ่น ขณะเดียวกันดินแดนในเอเชียกลางหลายแห่งก็ค่อยๆ ตกเป็นของรัสเซียตามลำดับ

ภาพวาดของนิโคไล คาราซิน บรรยายถึงการยึดครองเมืองซาร์มาร์คันด์ได้สำเร็จของรัสเซียในปี ค.ศ.1868

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 รัสเซียได้มองไปทางทิศตะวันออก ราชสำนักรัสเซียเองได้พิจารณาว่าชาวจีนมักจะยอมรับผู้ปกครองที่เป็นชาวต่างชาติได้ เพราะฉะนั้นการรุกรานราชวงศ์ชิงก็เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ ถ้ารัสเซียผนวกจีนได้แล้ว ประเทศอื่นๆ ในเอเชียจะไปไหนเสีย แต่ก่อนอื่นรัสเซียต้องผนวกเกาหลีเสียก่อน

ซาร์นิโคลัสที่ 2 ได้ส่งอเล็กซานเดอร์ เบโซบราซอฟ (Alexander Bezobrazov) เข้าไปในเกาหลีเพื่อหาทางเปลี่ยนเกาหลีให้เป็นรัฐในอารักขาของรัสเซีย แต่แผนการผิดพลาดทำให้เกิดความขัดแย้งกับญี่ปุ่นจนเกิดสงคราม รัสเซียที่ไม่พร้อมจะทำสงครามจึงพ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่น

ถึงกระนั้นเพราะการต่อรองที่ชาญฉลาดของเซอร์เกย์ วิตต์ (Sergei Witte) ทำให้รัสเซียแทบจะไม่เสียอะไรเลย นอกจากอิทธิพลนิดๆหน่อยๆ แต่สิ่งที่หยุดการล่าอาณานิคมของรัสเซียไปอย่างถาวรคือ การปฏิวัติแห่งปี ค.ศ.1905 ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์อาทิตย์เลือด

ก่อนการปฏิวัติในปี ค.ศ.1917 รัสเซียได้ครอบครองดินแดนอันกว้างใหญ่เป็นผืนเดียวตั้งแต่โปแลนด์ไปจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิก จักรวรรดิรัสเซียในช่วงนั้นจึงมีหลายชนชาติ หลายภาษา หลายศาสนา

รัสเซียครอบครองดินแดนมาได้จนถึงการปฏิวัติในปี ค.ศ.1917 ที่ทำให้รัสเซียสูญเสียฟินแลนด์ โปแลนด์ไป เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย รัสเซียก็ได้สูญเสียดินแดนในยุโรปและเอเชียกลางไปอีก แต่ทว่าดินแดนส่วนใหญ่ที่รัสเซียได้มาจากการล่าอาณานิคม รัสเซียก็ยังรักษาไว้ได้ ทำให้รัสเซียเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน