เที่ยวรัสเซียแบบคนรักประวัติศาสตร์ ตอนที่ 1: Hermitage (1)

0
1085

สวัสดีทุกท่านครับ รีวิวนี้จะเป็นรีวิวการท่องเที่ยวรีวิวแรกของผมเลย รีวิวนี้จะเป็นการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ท่องเที่ยวและความรู้เชิงประวัติศาสตร์นะครับ

หนึ่งในประเทศที่ผมชอบในประวัติศาสตร์มากๆ คือประเทศรัสเซีย สาเหตุคือมันสนุกครับ มันเต็มไปด้วยดราม่าและมีทุกรสชาติเลย พออ่านหนังสือหลายเล่มก็เลยค่อนข้างอิน ครั้งนี้เลยถือโอกาสมาเยี่ยมเยือนสถานที่จริงในประวัติศาสตร์รัสเซียกันบ้าง

ทริปนี้ผมไปมาระหว่างช่วงวันที่ 1-16 สิงหาคม 2018 นะครับ ตอนนี้ผ่านไปเกือบปีแล้ว บางอย่างอาจจะเปลี่ยนไปแล้วพอสมควร แต่คิดว่าสาระสำคัญยังเหมือนเดิมทุกประการครับ

รูปที่ใช้นี่จะปนๆ กันไประหว่างรูปที่ถ่ายเองกับรูปที่เปิดเป็นสาธารณะที่มีอยู่ในเน็ตนะครับ สาเหตุคือบางทีไอ้ที่ถ่ายมามันไม่ค่อยสวย เพราะผมถ่ายรูปได้ง่อยมากๆจริงๆ

เริ่มทริป

ตอนวางแผนทริป ผมตั้งใจว่าจะไปสองเมืองได้แก่ มอสโก (Moscow) และเซนต์ปีเตอร์สเปิร์ก (St. Petersburg) ดังนั้นผมเลยบินไปลงที่เซนต์ปีเตอร์สเปิร์กเลย แล้วบินกลับจากมอสโกครับ ครั้งนี้ก็ใช้สายการบิน Qatar Airways (QR) ครับ

วันแรกที่ผมมาถึงนี่ก็ค่อนข้างเย็นแล้ว พิพิธภัณฑ์ก็ปิดหมดแล้ว ทำให้ไม่ได้ไปไหนเลย ผมได้เข้าพักที่อพาร์ตเมนท์ชื่อ Anabel ติดกับถนน Nevsky (Nevsky Prospect) ครับ เราจะอยู่ที่นี่เป็นเวลา 10 คืนครับ ที่เลือกที่นี่เพราะห้องใหญ่ ทำเลดี ราคาไม่แพง (คืนละสองพันกว่าบาทเอง) และมีเครื่องซักผ้าให้พร้อมเลยครับ

อพาร์ตเมนต์ที่ผมพักครับ ดูน่ากลัวนิดหน่อย แต่อยู่สบายมากครับ

ถนน Nevsky (Nevsky Prospect)

ถนน Nevsky Prospect นี่เป็นถนนที่เรียกได้ว่าสำคัญจริงๆ ของเซนต์ปีเตอร์สเปิร์ก มันเป็นถนนใหญ่ที่อยู่ใจกลางของย่านเมืองเก่าเลยครับ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ก็จะกระจุกตัวอยู่แถวนี้หมด ร้านอาหารต่างๆ ก็มีมากมาย การเดินทางไปไหนก็ง่ายดายและสะดวก เพราะฉะนั้นถ้าหาที่พัก ผมแนะนำให้หาที่พักที่ติดกับถนนนี้ครับ

ถนน Nevsky
ถนน Nevsky Prospect ในช่วงเย็น (ประมาณสองทุ่ม)

ถนนเส้นนี้สร้างตั้งแต่แรกก่อตั้งกรุงเซนต์ปีเตอร์สเปิร์กโดยซาร์ปีเตอร์มหาราชเลยครับ ซึ่งก็ผ่านมากว่า 300 ปีแล้ว ปีเตอร์โปรดให้สร้างขึ้นเพราะปรารถนาจะให้เป็นถนนหลักของเมืองหลวงใหม่ และใช้เชื่อมกับถนนเส้นหลักที่ใช้เชื่อมกับเมืองเก่าอย่างมอสโกและนอฟโกรอดด้วย ต่อมาก็โปรดให้นำตะเกียงจำนวนมากมาติดตั้งทั้งถนน ทำให้ถนนนี้เป็นถนนที่มีไฟส่องสว่างแห่งแรกของรัสเซียครับ

ในช่วงการปฏิวัติรัสเซีย เหตุการณ์การต่อสู้ก็เกิดขึ้นที่ถนนนี้นั่นแหละครับ ถนนนี้จึงเป็นถนนประวัติศาสตร์อันดับหนึ่งของรัสเซียเลยก็ว่าได้

ปัจจุบันถนนเนฟสกี้ก็ยังคงรูปแบบเดิมๆ ไว้อยู่มาก เพราะการรักษาของคนที่นี่และรัฐบาลรัสเซียเองครับ ถนนนี้เป็นถนนคนเดินที่มีคนเดินเยอะมาก ฟุตบาธกว้างมากๆ ทำให้เดินง่ายๆ สบายๆ ครับ

หากแต่ว่าสิ่งสำคัญมากๆ สำหรับนักท่องเที่ยวคือ ระวังโดนล้วงกระเป๋า แต่ผมเตรียมการมาอย่างดีด้วยการซื้อกระเป๋าสะพายของ Pacsafe มา ทำให้เที่ยวสบายหายห่วงครับ

พิพิธภัณฑ์ Hermitage

พิพิธภัณฑ์ Hermitage เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีสิ่งของมากมายที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์จนจัดแสดงได้ไม่หมด

หน้า Hermitage
หน้าพิพิธภัณฑ์ Hermitage

เพราะฉะนั้นในวันที่ 2 ของทริป ผมจะเดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เลยตั้งแต่เช้า สาเหตุหลักคือ วันที่ไปเป็นวันพฤหัสแรกของเดือน ทำให้วันนี้พิพิธภัณฑ์นี้เข้าฟรี ไม่เก็บค่าเข้าชมครับ

แต่การที่มันเข้าฟรีนี่แหละ ทำให้คนในวันนั้นทั้งรัสเซีย จีน ยุโรป มามืดฟ้ามัวดิน ผมเริ่มเข้าคิวตั้งแต่ 8 โมงเช้าหน้าพระราชวังอันโอ่โถงที่สุดแห่งหนึ่งของรัสเซีย โดยไม่มีที่ร่มให้หลบเลย อากาศก็โคตรร้อน (รัสเซียเดือนสิงหานี่ร้อนมากๆ เลิกคิดจะใส่เสื้อหนาวมาเลยครับ)

ตัวพิพิธภัณฑ์เปิดเวลาสิบโมงครึ่งครับ ช่วงนี้เราก็รอไปเรื่อยๆ เล่นมือถือแก้เซ็งไปเป็นเวลาสองชั่วโมงครึ่ง พวกพี่คนจีนเค้าแก้ทางด้วยการนำเก้าอี้ตัวเล็กๆ มานั่งรอ ส่วนพวกพี่รัสเซีย เค้าก็ผลัดกันนั่งครับ เพื่อรอประตูข้างหน้าเปิด

หลายท่านอาจจะเห็นว่าแถวก็ไม่ยาวเท่าไร ก็ใช่ครับเพราะผมมาค่อนข้างเร็ว ลองมาตอนเก้าโมงครึ่งสิครับ แถวด้านหลังผมนี่ยาวไปเป็นกิโล แถวเลี้อยไปเลี้อยมาจนเลย Palace Square ออกไปเลยครับ

ความพิเศษคือพิพิธภัณฑ์ Hermitage คือ ตัวอาคารของมันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่จริงๆ แล้วมันคือพระราชวังฤดูหนาว (Winter Palace) อันเป็นที่อาศัยของซาร์แห่งราชวงศ์โรมานอฟ ดังนั้นตัวพระราชวังมันจึงหรูหราด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว เมื่อรวมเข้ากับสิ่งของมากมายที่นำมาจัดแสดง มันจึงดูยิ่งใหญ่มากขึ้นไปอีก

พระราชวังฤดูหนาวแห่งนี้มีความสำคัญในประวัติศาสตร์รัสเซียมาก นอกจากจะเป็นที่ประทับของซาร์แห่งรัสเซียมานับร้อยปีแล้ว มันยังเป็นสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์สำคัญหลายครั้ง อาทิเช่น เหตุการณ์อาทิตย์เลือด หรือแม้กระทั่งการปฏิวัติใหญ่ของรัสเซียทั้งสองครั้งก็ตาม ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติรัสเซียไปแล้วครับ

ตัวพระราชวังผ่านการแต่งเติมและสร้างเพิ่มมาหลายยุคหลายสมัย แต่หลักๆ แล้วผลงานในการสร้างเป็นของฟรานเซสโก ราสเตรลีย์ (Francesco Rastrelli) สถาปนิกชาวอิตาเลียนที่ ราสเตรลีย์ได้ออกแบบพระราชวังแห่งนี้ให้เป็นสไตล์บารอค (Baroque) ที่ดูหรูหราอลังการในช่วงศตวรรษที่ 18 หากแต่ว่าในปัจจุบัน ผมมองว่าส่วนด้านนอกยังต้องมีการซ่อมแซมอีกพอสมควร เพราะว่ามันเริ่มปรากฏร่องรอยแห่งความทรุดโทรมให้เห็น โดยเฉพาะถ้าเดินไปดูใกล้มากๆ ช่วงที่ผมไปดูเหมือนว่ารัฐบาลรัสเซียเองก็กำลังซ่อมแซมอยู่

พระราชวังฤดูหนาว
พระราชวังฤดูหนาวจากด้าน Palace Square Cr:
Alex ‘Florstein’ Fedorov

สายฟรีก็ต้องทนรอต่อไป

ระหว่างยืนรอข้างหน้า ผมจะเห็นป้าจำนวนมากเดินผ่านประตูเข้าไปในวัง นั่นไม่ใช่มนุษย์ป้าอภิสิทธิ์ชนแต่ประการใดครับ แต่เป็นเจ้าหน้าที่นี่แหละ สถานที่ท่องเที่ยวของรัสเซียนี่เหล่าป้าๆเป็นผู้ดูแลเสียเป็นส่วนใหญ่ครับ ถึงแม้จะมีอายุ แต่พวกป้าๆ แกไม่ช้านะ แกพร้อมเข้าถึงตัวอย่างรวดเร็ว อย่างถ้าพวกนักท่องเที่ยวทำอะไรแปลกๆในวัง แกจะรีบเดินมาหาทันที แถมบางคนดุด้วย แต่ว่าถ้าต้องการความช่วยเหลือ ป้าแกช่วยเต็มที่นะครับ ถึงแม้ป้าจะพูดอังกฤษได้ 0% ก็ตาม ป้าจะส่งภาษารัสเซียมาอย่างไฟแลบ

ยังอยู่ที่เดิม จบข่าว

เวลาประมาณ 10 โมง ประตูข้างหน้าก็เปิดออก ผมก็คิดว่าหมดทุกข์หมดโศกแล้ว จะได้เข้าเสียที ยืนมาสองชั่วโมงแล้วเฟ้ย! แต่ที่ไหนได้ เราต้องไปแยกเป็นสองแถวไปรอข้างในต่อครับ!! พอประมาณ 10 โมงครึ่ง ประตูด้านในสุดก็เปิดออก แต่เราก็ยังเข้าไม่ได้ครับ เจ้าหน้าที่ก็กั้นรั้วไม่ให้เราเข้าอยู่ดี

ระหว่างที่ผมรออยู่เนี่ย ผมก็จะเห็นกรุ๊ปทัวร์หลายกรุ๊ปผ่านไป ใช่ครับ กรุ๊ปทัวร์เหล่านี้จะได้เข้าก่อน นี่คือประโยชน์ของการมากับกรุ๊ปทัวร์ที่ประเทศรัสเซียครับ สายฟรีก็ทนต่อไปเถอะ พอสักประมาณ 11 โมง เจ้าหน้าที่จะปล่อยให้เราเข้าไปครั้งละ 10 กว่าคน ผมรอไปอีก 40 นาที โน่นกว่าจะได้เข้า รวมเวลาสุทธิกว่าจะได้เข้าไปข้างในคือ 3 ชั่วโมง 40 นาที ครับ นี่ขนาดมาคิวแรกๆ นะเนี่ย

พอเราเข้าไปด้านในแล้ว เราต้องไปรับตั๋วบริเวณหน้าประตู ซึ่งจริงๆ ตรงนี้เป็นจุดที่ต้องซื้อตั๋วครับ แต่เนื่องด้วยวันนี้เราไม่ต้องจ่ายตัง ป้าคนขายตั๋วเลยฉีกตั๋วให้ผมมาเลย แล้วก็เดินเข้าไปได้ตามสะดวก

จำนวนคนด้านในบอกได้เลยว่ามีเยอะครับ แออัดกันไปหมดทั้งจีน ทั้งฝรั่ง ในตอนหน้าผมจะพาไปดูว่าที่นี่มีอะไรน่าดูบ้างครับ

ติดตามตอนที่สองได้ ที่นี่