ประวัติศาสตร์วาระสุดท้ายของเอลลาและสมาชิกราชวงศ์โรมานอฟอื่นๆที่อลาปาเยฟส์

วาระสุดท้ายของเอลลาและสมาชิกราชวงศ์โรมานอฟอื่นๆที่อลาปาเยฟส์

หลายท่านคงทราบเพียงว่า พวกบอลเชวิคสังหารอดีตซาร์นิโคลัสที่ 2 และครอบครัวที่บ้านอิปาตเยฟ ในเมืองเยกาเตรินเบิร์กเท่านั้น น้อยคนจะทราบว่ามีสมาชิกราชวงศ์โรมานอฟอีกหลายคนที่ถูกพวกบอลเชวิคกำจัดไปตลอดกาลที่เมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง เพียงวันเดียวหลังจากที่พวกบอลเชวิคได้สังหารนิโคลัสและครอบครัว

วันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ.1918 สมาชิกจำนวนราชวงศ์โรมานอฟหกคนต่างถูกสังหารที่เมืองอลาปาเยฟส์ เมืองเล็กๆ ที่ห่างจากเยกาเตรินเบิร์กไม่ไกลนัก หนึ่งในผู้วายชนม์คือ แกรนด์ดัชเชสเอลิซาเบธ หรือ เอลลา ผู้ที่ได้การยกย่องว่าเป็น “นักบุญในร่างมนุษย์” หรือเป็น “แม่พระแห่งราชวงศ์”

เอลลาในปี ค.ศ.1910 หลังจากสละของมีค่าทุกสิ่งให้กับคนยากจน

เอลลาหลังการปฏิวัติ

ด้วยความที่เอลลาเป็นคนใจบุญสุนทานและทำประโยชน์ให้กับรัสเซียมาก ตัวเธอเองก็ไม่ได้อยู่ในปราสาทราชวังแต่อยู่ในวิหารที่เธอทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแม่ชีอยู่ในมอสโก และไม่ได้ข้องเกี่ยวกับการเมืองใดๆด้วย รัฐบาลชั่วคราวของคีเรนสกี้จึงอนุญาตให้เธอทำงานต่อไปได้อย่างสงบ

เมื่อการปฏิวัติตุลาคมมาถึง เอลลาอยู่ที่สถานะที่ย่ำแย่ลง เพราะพวกบอลเชวิคไม่ชอบทั้งสองสถานะของเอลลานั่นก็คือ ศาสนา และความเป็นเชื้อพระวงศ์โรมานอฟของเธอ

ผู้คนมากมายเสนอให้เอลลาออกจากรัสเซีย เพราะเกรงว่าเธอจะไม่ปลอดภัย แต่เอลลากลับปฏิเสธ

ในวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ.1918 พระสังฆราชทิคฮอน (Tikhon) ประมุขของศาสนจักรรัสเซียนออโธดอกซ์ได้มาเยี่ยมเยือนวิหารของเธอและทำพิธีทางศาสนา หลังจากเขากลับไปเพียงครึ่งชั่วโมง เอลลาก็ถูกพวกเชกา หรือ ตำรวจลับของพวกบอลเชวิคเข้าจับกุม คำสั่งดังกล่าวมาจาก เซอร์ชินสกี้ (Дзержинский) หัวหน้าของพวกเชกา แต่เชื่อกันว่ามาจากเลนินโดยตรง

โบสถ์ Marfo-Marinsky ที่เอลลาสร้าง เธอโดนจับกุมที่นี่ Автор: Lodo27 from Moscow, Russia – собственная работа (Lodo27), CC BY-SA 3.0,

พระสังฆราชทิคฮอนพยายามขอให้พวกบอลเชวิคปล่อยตัวเธอ แต่ก็ไม่เป็นผล เอลลาถูกส่งตัวไปคุมขังที่เมืองเปียม (Пермь) หรือเมืองเดียวกับที่แกรนด์ดยุคไมเคิลจากไป

หนังสือพิมพ์ในกรุงเปโตรกราดลงข่าวการจับกุมเอลลาอย่างน่าสนใจว่า

พวกเราไม่รู้ว่าอะไรที่นำไปสู่การเนรเทศของเธอ ….. มันยากมากที่จะคิดได้ว่าเอลิซาเบธ ฟยอดอรอฟนา จะเป็นอันตรายต่ออำนาจของพวกโซเวียต การจับกุมและเนรเทศเธอดูเหมือนว่าจะเป็น การตอบสนองที่น่าภูมิใจต่อวิลเฮล์ม ผู้ที่น้องชายของเขาแต่งงานกับน้องสาวของเอลิซาเบธ

วิลเฮล์มในที่นี้คือ ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ 2 แห่งเยอรมนี

นอกจากเอลลาและไมเคิลแล้ว แกรนด์ดยุคคนอื่นๆถูกจับและส่งตัวไปยังอูรัลไปในเวลาใกล้ๆ กัน นักประวัติศาสตร์มองว่าจุดประสงค์ของพวกบอลเชวิคคือ พวกเขาไม่ต้องการให้มีสมาชิกราชวงศ์คนใดอยู่ในเมืองสำคัญอย่างเปโตรกราดและมอสโก เพราะสถานการณ์ทางการเมืองสุ่มเสี่ยง และอาจจะเกิดการต่อต้านการปฏิวัติขึ้นมาได้

ดังนั้นพวกบอลเชวิคจึงจับกุมสมาชิกราชวงศ์ทุกคนที่สามารถทำได้ และส่งทุกคนไปยังดินแดนอูรัลที่อ้างว้าง ถ้ามีเหตุให้กำจัดสมาชิกราชวงศ์เหล่านี้ พวกเขาก็จะสามารถกระทำได้ในคราวเดียว และยังง่ายดายด้วย

รวมพวกโรมานอฟ

เอลลาอยู่ที่เมืองเปียม (Пермь) ได้ไม่กี่วัน เธอก็ถูกส่งตัวไปยังเยกาเตรินเบิร์ก เธอถูกคุมขังที่มหาวิหาร Novo-Tikhvin (Ново-Тихвинский монастырь) มหาวิหารแห่งนี้คือมหาวิหารเดียวกับที่ส่งอาหารต่างๆ ให้ครอบครัวของซาร์นิโคลัสที่ 2 ที่บ้านอิปาตเยฟนั่นเอง

วิหาร Novo-Tikhvin ที่เยกาเตรินเบิร์ก

ดังนั้นอเล็กซานดรา น้องสาวของเธอถูกคุมขังอยู่ที่บ้านอิปาตเยฟใกล้ๆกับมหาวิหารที่เธออยู่ เอลลาและอเล็กซานดราไม่ได้เจอกันมานานกว่าสองปีแล้ว หลังจากขัดแย้งกันเรื่องรัสปูติน เอลลาเหมือนจะทราบว่าอเล็กซานดราอยู่ในบ้านดังกล่าว แต่อเล็กซานดราไม่ทราบว่าพี่สาวของเธออยู่ในเมืองเดียวกัน

ระหว่างที่เอลลาอยู่ที่เยกาเตรินเบิร์ก พวกบอลเชวิคก็ได้ส่งเธอไปพักรวมกับสมาชิกในครอบครัวโรมานอฟอีกห้าคนที่บ้านอตามานอฟ ทั้งห้าได้แก่

  1. แกรนด์ดยุคเซอร์เกย์ มิไคโลวิช
  2. เจ้าชายอีฮอร์น (จอห์น) คอนสแตนติโนวิช
  3. เจ้าชายคอนสแตนติน คอนสแตนติโนวิช
  4. เจ้าชายอีกอร์ คอนสแตนติโนวิช
  5. เจ้าชายวลาดิเมียร์ ปาเลย์

หมายเหตุ: แกรนด์ดยุคเซอร์เกย์ในที่นี้คือ คนละคนกับเซอร์เกย์ สามีของเอลลา สังเกตได้จากชื่อตามหลังที่แตกต่างกัน และสามีของเอลลาเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี ค.ศ.1905 แล้ว ส่วนเจ้าชายที่ชื่อลงท้ายด้วยคอนแสตนติโนวิชนั้นเป็นพี่น้องกัน

แกรนด์ดยุคเซอร์เกย์ มิไคโลวิช

ความเข้มงวดในการกักขังของทั้งหกถือว่าเบากว่าการกักขังนิโคลัสและครอบครัวที่บ้านอิปาตเยฟมาก ทุกคนมีอิสรภาพในระดับหนึ่ง พวกเขาและเธอสามารถเดินทางไปยังโบสถ์ได้ ในขณะที่ครอบครัวซาร์ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาไปไหนเลย

เจ้าชายวลาดิเมียร์สืบทราบมาว่านิโคลัสและครอบครัวอยู่ในบ้านอิปาตเยฟ เขาจึงพยายามขออนุญาตพวกบอลเชวิคให้เขาเข้าพบอดีตซาร์แห่งรัสเซีย แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดี

นานวันเข้า คณะกรรมาธิการอูรัลรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยที่มีสมาชิกในราชวงศ์โรมานอฟอยู่ที่เมืองเยกาเตรินเบิร์กถึง 13 คน (ซาร์นิโคลัสและครอบครัว 7 คน + เอลลา + 5 เจ้าชาย) พวกเขาจึงตัดสินใจย้ายเอลลาและห้าเจ้าชาย รวมไปถึงเหล่าผู้ติดตามทั้งหมดไปยังเมืองอลาปาเยฟส์ (Alapayevsk) เมืองเล็กๆ ที่ห่างจากเยกาเตรินเบิร์กเกือบสองร้อยกิโลเมตร

ในที่คุมขัง

ทุกคนถูกนำตัวมายังอลาปาเยฟส์ในวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ.1918 และได้พักอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งชื่อว่า โรงเรียนนาโปลนายาที่บริเวณชานเมือง โรงเรียนแห่งนี้สร้างขึ้นจากหิน โดยมีห้องหกห้องให้อาศัยได้ เอลลาอาศัยอยู่ในห้องเดียวกับแม่ชีสองคนที่ติดตามเธอมาด้วย ทั้งสองมีชื่อ วาร์วาวา ยาคอฟเลวา และเยกาเทอรินา ยานิเชวา

สิ่งที่แตกต่างออกไปจากบ้านอิปาตเยฟคือ ที่นี่ไม่มีผู้บังคับบัญชาและคอมมิซซาร์ใดๆ อย่างอัฟดีฟหรือยูรอฟสกี้ที่ถูกส่งมาควบคุมพวกเขาโดยเฉพาะ เอลลา เซอร์เกย์ และเจ้าชายอีกสี่คนถูกควบคุมโดยพวกบอลเชวิคสังกัดเมืองอลาปาเยฟส์จำนวน 22 คน พวกเขาเหล่านี้ส่วนมากเป็นชนชั้นแรงงานทั้งสิ้น

ภายในโรงเรียนแทบไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ เลย ทุกคนต้องนอนบนเตียงเหล็กๆ ที่มีผ้าปูแข็งๆ โต๊ะและเก้าอี้ก็มีไม่มากนัก ดังนั้นถ้าเทียบกับบ้านอิปาตเยฟแล้ว บ้านอิปาตเยฟสบายกว่ามาก

หากแต่ว่าในช่วงแรก การควบคุมทั้งหกคนถือว่าผ่อนคลายมาก ทั้งหกคนได้รับอนุญาตให้เดินไปไหนมาไหนได้ เช่นไปโบสถ์ เดินเล่นในเมือง หรือทำสวน ระหว่างนี้ถ้าทุกคนได้ขออนุญาตจากพวกบอลเชวิคแล้ว ทุกคนสามารถไปไหนมาไหนได้โดยปราศจากทหารที่ติดตามไปด้วย

เจ้าชายวลาดิเมียร์ ปาเลย์

เรียกได้ว่าเรื่องอิสรภาพมีมากกว่าครอบครัวโรมานอฟที่บ้านอิปาตเยฟอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ

สำหรับเอลลาแล้ว เมื่อมาถึงอลาปาเยฟส์ใหม่ๆ เธอไม่ค่อยอยากถูกคุมขังอยู่กับเจ้าชายวลาดิเมียร์ วลาดิเมียร์วัย 21 ปีเท่าไรนัก เอลลาไม่ได้เกลียดเจ้าชายหนุ่มผู้มีศักดิ์เป็นหลานชายของเธอ แต่เธอไม่เคยยอมรับสถานะของโอลกา คาร์โนวิช มารดาของวลาดิเมียร์ที่เป็นภรรยาน้อยของแกรนด์ดยุคพอล อเล็กซานดรอวิช บิดาของวลาดิเมียร์ได้ ทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ กับวลาดิเมียร์ ผู้เป็นบุตรชายของโอลกา

หากแต่ว่าเมื่ออยู่กันไปได้สักพักหนึ่ง เอลลาก็เห็นว่าวลาดิเมียร์เป็นหลานชายที่นิสัยดีคนหนึ่ง ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอาหลานดีขึ้นมาก

เอลลาใช้เวลาส่วนใหญ่ที่อลาปาเยฟส์ไปกับการวาดรูปและสวดมนต์ ส่วนเหล่าเจ้าชายทั้งห้าช่วยกันปรับปรุงสวน ทำให้เป็นสถานที่สำหรับนั่งพักผ่อนอ่านหนังสือและพูดคุยได้อย่างสบายใจ

คริวอฟนา หนึ่งในพ่อครัวที่อลาปาเยฟส์เล่าว่า พวกบอลเชวิคมีทั้งพวกที่ดีและไม่ดี คนที่ดีรู้สึกสงสารทั้งหกคนที่ถูกคุมขัง และดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี แต่พวกที่ไม่ดีก็จะตรงกันข้าม บางวันพวกเขามักบุกเข้ามาในห้องนอนตอนกลางคืนเกือบทุกชั่วโมงเพื่อตรวจสอบ ทำให้เซอร์เกย์และเหล่าเจ้าชายบ่นกันไปตามๆ กัน

สถานการณ์เริ่มเลวร้าย

ในปลายเดือนมิถุนายน พวกบอลเชวิคยกเลิกอิสรภาพของทุกคนที่อลาปาเยฟส์ และริบทรัพย์สินของทุกคนที่อาศัยอยู่ที่โรงเรียนนาโปลนายา คริวอฟนาเล่าว่า

สถานการณ์ของพวกเจ้าชายย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็ว ทรัพย์สินทั้งหมดของพวกเขาถูกริบ ตั้งแต่รองเท้า ผ้าปูเตียง เสื้อผ้า หมอน ทองคำ เอกสาร และเงิน พวกเขาเหลือแค่เสื้อชั้นใน รองเท้าบางคู่ และผ้าปูเตียงสองผืน การเดินนอกรั้วโรงเรียนถูกห้าม และพวกเขายังถูกห้ามไม่ให้ซื้ออะไรที่ตลาดด้วย แต่หลังจากนั้นฉันได้รับอนุญาตให้ทำอาหารให้พวกเจ้าชายจากร้านของฉัน โดยมีวัตถุดิบต่อสัปดาห์เป็นเนื้อ 28 ปอนด์ ข้าวฟ่าง 15 ปอนด์ และ น้ำมันกัญชง 1 ขวด

สาเหตุสำคัญที่จู่ๆ พวกบอลเชวิคก็เข้มงวดขึ้นมาคือ กองทัพเช็กกำลังรุกรานเมืองต่างๆ ในเขตอูรัล ซึ่งอลาปาเยฟส์ก็อยู่ในเขตดังกล่าวด้วย ดังนั้นพวกบอลเชวิคจึงเริ่มเป็นกังวลว่า พวกโรมานอฟจะตกไปอยู่ในมือของกองทัพเช็ก และถูกใช้ปลุกระดมฝ่ายต่อต้านบอลเชวิคให้ลุกขึ้นสู้

แกรนด์ดยุคเซอร์เกย์พยายามประท้วงด้วยการส่งโทรเลขไปยังเยกาเตรินเบิร์ก แต่ก็ไม่เป็นผล เบโลบาโรดอฟสั่งให้แจ้งต่อเซอร์เกย์ว่า “การคุมขังเป็นการป้องกันไม่ให้พวกนักโทษหนีได้เหมือนกับไมเคิลที่หนีไปแล้ว”

ท่านที่ติดตามเรื่องวันสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟมาตลอด คงจะทราบอยู่แล้วว่าไมเคิลไม่ได้หนี แต่เขาถูกพวกบอลเชวิคนำตัวไปสังหารทิ้ง หลังจากที่เขาถูกสังหารแล้ว พวกบอลเชวิคก็ปั้นข่าวว่าไมเคิลหนีไปได้ และประกาศไปทั่วรัสเซีย

ช่วงเวลาเดียวกันนั้น พวกบอลเชวิคที่เมืองอลาปาเยฟส์ได้ส่งโทรเลขไปยังเยกาเตรินเบิร์ก เพื่อถามว่าควรจะปล่อยตัวพวกข้าราชบริพารของทั้งหกคนที่ถูกคุมขังอยู่ที่อลาปาเยฟส์หรือไม่ แต่เบโลบาโรดอฟ หัวหน้าของพวกบอลเชวิคแถบอูรัลปฏิเสธ

เมื่อถึงกลางเดือนกรกฎาคม ทุกอย่างก็เริ่มเลวร้ายลงตามลำดับ

เจ้าหญิงเฮเลน

กลางเดือนกรกฎาคม พวกบอลเชวิคสั่งให้ทุกคนที่ไม่ใช่ญาติกับทั้งหกคนออกจากอลาปาเยฟส์ทันที เหล่าข้าราชบริพารส่วนใหญ่ถูกบังคับให้จากพวกเขาทั้งหกไป ยกเว้นแต่เพียงแม่ชียาคอฟเลวา และ ฟยอดอร์ รีเมซ ผู้ช่วยของเซอร์เกย์เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ที่โรงเรียนนาโปลนายาต่อไป

ก่อนหน้านี้เจ้าหญิงเฮเลนแห่งเซอร์เบีย ภรรยาของเจ้าชายอีฮอร์นได้อยู่ที่อลาปาเยฟส์ด้วย เมื่อการคุมขังเข้มงวดขึ้นมาก อีฮอร์นจึงขอให้เฮเลน ภรรยาของเขาผู้มีศักดิ์เป็นเจ้าหญิงจากมิตรประเทศของรัสเซียให้ออกไปจากอลาปาเยฟส์เสียเพื่อความปลอดภัย เธอจะได้อยู่ดูแลลูกทั้งสองของเขาในกรณีที่เขาไม่รอดจากอลาปาเยฟส์

เจ้าหญิงเฮเลน

เฮเลนออกจากอลาปาเยฟส์ไปได้เพราะพวกบอลเชวิคอนุญาตให้เธอออกไป แต่เธอกลับไปสร้างเรื่องที่บ้านอิปาตเยฟ เมื่อเธอยืนกรานจะขอพบนิโคลัสและครอบครัวที่ถูกคุมขังอยู่ที่นั้น เพื่อที่จะได้แอบส่งจดหมายลับของที่ทั้งหกฝากมา พวกทหารที่บ้านอิปาตเยฟไม่อนุญาต แต่เธอยังพยายามจะเข้าไปในบ้านให้ได้ พวกทหารจึงต้องใช้ปืนขู่บังคับให้เฮเลนออกไปจากบ้าน

เธอยังไม่ยอมแพ้ เธอไปที่ออฟฟิศของพวกเชกา และพยายามขออนุญาตเข้าพบนิโคลัส แต่ได้รับการปฏิเสธหลายต่อหลายครั้ง ทำให้ในเวลาต่อมาพวกเชกาจับตัวเธอด้วย และส่งตัวเธอไปที่ Perm ต่อมาเธอก็ถูกส่งตัวต่อมายังเปโตรกราด

เฮเลนรอดชีวิตจากพวกบอลเชวิคอย่างหวุดหวิด เมื่อทูตนอร์เวย์เข้ามาแทรกแซง และขอให้พวกบอลเชวิคอนุญาตให้เธอเดินทางไปยังสวีเดนได้ พวกบอลเชวิคอนุญาตให้ทำคำขอ เฮเลนจึงเดินทางไปสวีเดน และต่อมาก็ฝรั่งเศส เธอไม่ได้พบกับสามีของเธออีกเลย

เพราะว่าเขาจากไปแล้วที่อลาปาเยฟส์นั่นเอง

เส้นทางสู่ความตาย

ในวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ.1918 หลังจากที่นิโคลัสและครอบครัวถูกสังหารไปไม่กี่ชั่วโมง คณะกรรมาธิการอูรัลก็ตัดสินใจว่าจะจัดการอย่างเดียวกันกับสมาชิกราชวงศ์โรมานอฟที่ถูกคุมขังอยู่ที่อลาปาเยฟส์

เช้าของวันนั้นก็เหมือนกับทุกวัน เอลลา เซอร์เกย์ และเจ้าชายอีกสี่คนใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ ภายใต้การคุมขัง แต่ในเวลาเที่ยง พวกเชกาภายใต้การนำของ Pyotr Startsev ก็เข้ามาในโรงเรียน เขาแจ้งว่าให้ทุกคนเตรียมตัวออกเดินทางไปยังโรงงานแห่งหนึ่งที่ห่างออกไปจากอลาปาเยฟส์ประมาณ 16 กิโลเมตร

นอกจากนี้ Startsev ยังสั่งให้ทหารชุดเดิมออกไปให้หมด และให้ทหารที่มากับเขาเข้าควบคุมพวกโรมานอฟแทน Startsev ยังสั่งให้ยึดข้าวของทั้งหมดที่เหลืออยู่ของพวกเขาด้วย

ระหว่างที่ทั้งหกคนกำลังกินอาหารเย็น พวกบอลเชวิคก็เร่งไม่หยุดให้ทุกคนกินให้เสร็จโดยเร็ว เมื่อเวลาประมาณห้าทุ่ม พวกบอลเชวิคก็สั่งให้ทุกคนออกเดินทาง

พวกบอลเชวิคนำผ้ามาผูกตาเอลลาและแม่ชียาคอฟเลวาไม่ให้ทั้งสองมองเห็น และนำแขนของพวกเธอไปมัดไว้ด้านหลังด้วย พวกทหารนำสตรีทั้งสองออกจากโรงเรียนไปขึ้นเกวียนคันหนึ่ง เพื่อเดินทางไปยังสถานที่ที่ตระเตรียมไว้แล้ว

หลังจากที่เอลลาและยาคอฟเลวาออกไปแล้ว พวกบอลเชวิคก็ทำอย่างเดียวกันกับเซอร์เกย์และเจ้าชายทั้งสี่ เซอร์เกย์เห็นเช่นนั้นก็ทราบในบัดดลว่า พวกเขากำลังถูกนำตัวไปสังหาร

เซอร์เกย์พยายามจะต่อสู้ขัดขืนและบอกเจ้าชายทั้งสี่ถึงชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า รยาบอฟ หนึ่งในพวกบอลเชวิคเล่าว่า

ผู้เดียวที่พยายามต่อต้านพวกเราคือ แกรนด์ดยุคเซอร์เกย์ มิไคโลวิช ร่างกายของเขาแข็งแกร่งกว่าคนอื่น ทำให้พวกเราต้องจัดการกับเขา เขาบอกพวกเราว่าเขาจะไม่ไปไหนทั้งนั้น เพราะเขารู้ว่าพวกเขาทุกคนกำลังจะถูกสังหาร เขาใช้ตู้เป็นสิ่งกีดขวางโดยการไปหลบอยู่หลังตู้ ความพยายามของเราที่จะนำตัวเขาออกมาล้มเหลว พวกเราเสียเวลาอันมีค่าไปมาก สุดท้ายฉันเลยหมดความอดทนและยิงไปที่แกรนด์ดยุค แต่ว่าฉันแค่ยิงเพราะตั้งใจจะทำให้เขาบาดเจ็บเล็กน้อย และทำให้เขาเกรงกลัวและยอมจำนน ฉันทำให้เขาบาดเจ็บที่แขน เขาไม่ได้ขัดขืนต่อไป

ในเกวียนแต่ละเล่มนั่งได้สองคน ซึ่งรยาบอฟนั่งออกมากับเซอร์เกย์นี่เอง รยาบอฟเล่าว่าระหว่างทางเซอร์เกย์ไม่ได้แสดงอาการเจ็บปวดที่โดนยิงเลยสักนิดเดียว เขาพูดกลับไปกลับมาว่าเขารู้ว่าพวกเขาทุกคนกำลังจะถูกฆ่า เซอร์เกย์พูดว่า

บอกฉันมาว่าทำไม ฉันไม่เคยข้องเกี่ยวกับการเมือง ฉันรักกีฬา เล่นบิลเลียต และสนใจการเก็บสะสมเหรียญหายากเท่านั้น

รยาบอฟเล่าว่าเขารู้สึกตื่นตระหนกมากกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในคืนนั้น แต่ก็พยายามปลอบเซอร์เกย์ให้สงบลง

ทุกคนมาถึงจุดที่พวกบอลเชวิคเตรียมไว้ตอนเช้าตรู่ของวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ.1918

วาระสุดท้าย

เหล่านักโทษที่ถูกพวกบอลเชวิคคุมตัวออกมามีจำนวนแปดคน ได้แก่เอลลา เซอร์เกย์ เจ้าชายทั้งสี่ แม่ชียาคอฟเลวา และรีเมซ เกวียนทุกเล่มออกมาตามถนน สองข้างทางนั้นเป็นป่าที่ต้นไม้มากมาย

ระหว่างนั้นพวกชาวนาที่กำลังจะเดินทางเข้าเมืองเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี พวกเขาเล่าว่าทุกคนสวมใส่ชุดธรรมดา เกวียนของพวกเขาเงียบมาก เงียบจนแทบจะไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาเลย

พวกบอลเชวิคได้เลือกหลุมที่จะใช้ฝังร่างของพวกนักโทษไว้เรียบร้อยแล้ว หลุมแห่งนี้เป็นหลุมในเหมืองแร่ชื่อ เหมืองโนวายา เซลิมสกายา

หลุมที่เอลลาและทุกคนสิ้นชีวิตลง

พวกผู้คุมจึงนำตัวทั้งแปดคนที่ถูกปิดตาสนิทออกจากเกวียน และพาเดินไปยังหลุมนั้น เพื่อที่จะได้สังหารและจัดการกับศพของพวกโรมานอฟไปในคราวเดียว จากถนนใหญ่ไปสู่หลุมดังกล่าวห่างกันหลายร้อยเมตร

คนแรกที่เดินนำหน้าทุกคนคือ เอลลา เธอสัมผัสได้ว่าเธอกำลังจะตายในไม่ช้า แต่เอลลาก็ไม่ได้มีท่าทีหวั่นเกรง เธอร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าไปตลอดทาง

เมื่อถึงหลุมดังกล่าวแล้ว เอลลาถูกฟาดด้วยของแข็งที่ศีรษะ (ด้านที่ไม่คมของขวาน) หลังจากนั้นพวกบอลเชวิคก็ผลักเธอออกไปในหลุม หลุมดังกล่าวเป็นหลุมลึก 18 เมตร และมีน้ำอยู่ภายในเกือบทั้งหมด รยาบอฟ หนึ่งในพวกบอลเชวิคที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า

เริ่มแรกเราพาแกรนด์ดัชเชสเอลิซาเบธไปยังเหมือง หลังจากโยนเธอหลังไปในหลุมแล้ว พวกเราได้ยินเสียงเธอกระเสือกกระสนในน้ำอยู่สักพักหนึ่ง เราจึงผลักแม่ชีวาร์วาราตามเธอลงไป พวกเราได้ยินเสียงน้ำกระเซ็นอีกครั้งหนึ่ง ตามมาด้วยเสียงผู้หญิงสองคน มันชัดเจนว่าแกรนด์ดัชเชสได้ดึงตัวเธอออกจากน้ำแล้ว และได้ช่วยดึงแม่ชีออกมาด้วย แต่ไม่มีทางเลือกอื่น พวกเราเลยต้องโยนพวกผู้ชายลงไปด้วย

เหล่าเจ้าชายทั้งสี่จึงถูกตีที่ศีรษะและโยนลงมาในหลุมเช่นเดียวกัน การชันสูตรในภายหลังพบว่าเจ้าชายอีกอร์และเจ้าชายวลาดิเมียร์น่าจะสิ้นสติทันทีหลังจะถูกตี ส่วนเอลลาและคนอื่นๆ น่าจะยังมีสติอยู่ แต่น่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกตีและการตกลงจากที่สูง

มีแต่เพียงเซอร์เกย์เท่านั้นที่ต่อต้านอย่างรุนแรง เขาน่าจะเกิดขัตติยมานะในวาระสุดท้าย พวกบอลเชวิคจึงยิงเขาที่ศีรษะ ทำให้เขาเป็นคนเดียวที่สิ้นชีวิตทันที

จากคำให้การของรยาบอฟทำให้เราเชื่อได้ว่า พวกบอลเชวิคตั้งสมมติฐานว่าพวกโรมานอฟที่ถูกตีน่าจะสิ้นสติ การโยนพวกเขาลงไปในหลุมที่ลึก 18 เมตรและมีน้ำท่วมอยู่ภายในน่าจะเพียงพอทำให้พวกเขาสิ้นชีวิตไปเองด้วยการจมน้ำหรือการตกจากที่สูง โดยที่ไม่ต้องทำอะไรต่อจากนั้น

แต่เอาเข้าจริง พวกเขากลับยังไม่เสียชีวิต เพราะมีบางส่วนของหลุมที่น้ำไม่ได้ท่วม และนักโทษหลายคนอาจจะไม่ได้ตกลงไปถึงใต้สุดของหลุมด้วย ทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บจากการตกจากที่สูงอย่างที่พวกบอลเชวิคคาดกันไว้

พวกบอลเชวิคเห็นว่าพวกโรมานอฟยังไม่ได้ตายอย่างที่คาดไว้ พวกเขาจึงโยนระเบิดมือลงไปในหลุมนั้น รยาบอฟให้การว่า

ดูเหมือนว่า ไม่มีใครในหมู่พวกเขาที่จมน้ำหรือสำลักน้ำเลย และหลังจากนั้นไม่นาน พวกเราก็ได้ยินเสียงของพวกเขาทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นฉันจึงโยนระเบิดลงไป มันระเบิดออกและทุกสิ่งเงียบลง พวกเราตัดสินใจที่จะรออีกพักหนึ่ง เพื่อตรวจสอบดูว่าพวกเขาตายหมดแล้วหรือยัง หลังจากนั้นไม่นานเราได้ยินเสียงพูดกันและเสียงคร่ำครวญที่เบาจนแทบจะไม่ได้ยิน ฉันเลยโยนระเบิดมือลงไปอีกลูกหนึ่ง คุณรู้หรือไม่ — จากพื้นดิน พวกเราได้ยินเสียงร้องเพลง! ความกลัวแพร่กระจายไปทั่วร่างของฉัน พวกเขากำลังร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าชื่อ “พระเจ้า โปรดช่วยผู้คนด้วย”

รยาบอฟเล่าต่อไปว่า

พวกเราไม่มีระเบิดมืออีกแล้ว แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทิ้งงานไปโดยยังไม่สำเร็จ พวกเราต้องปิดหลุมดังกล่าวด้วยการโยนหญ้าแห้งลงไป เสียงเพลงของพวกเขายังพุ่งขึ้นมากับควันที่หนาทึบอีกสักพักหนึ่ง

หลังจากนั้นพวกบอลเชวิคทั้งหมดก็ทิ้งทหารไว้ที่หลุมนั้นสองสามคน ส่วนคนที่เหลือก็กลับเมืองอลาปาเยฟส์ไปทั้งหมด

พวกบอลเชวิคแจ้งต่อชาวเมืองอลาปาเยฟส์ว่าพวกทหารรัสเซียขาว (บ้างว่ากลุ่มคนไม่ทราบฝ่าย) ชิงตัวคนทั้งหกไปแล้ว ไม่มีใครในเมืองเชื่อเลยสักคนเดียว มีเรื่องเล่าว่าพวกชาวบ้านพยายามจะมาช่วยเหลือพวกโรมานอฟทั้งหกคน แต่พวกทหารที่ดูแลหลุมอยู่ไล่พวกเขาออกไป

ชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมาว่า พวกเขาได้ยินเสียงร้องสรรเสริญพระเจ้าออกจากใต้หลุมนั้นอยู่อีกหลายวัน ทุกคนเชื่อว่าเอลลาได้ร้องเพลงและสวดมนต์ถึงพระเจ้าจนลมหายใจสุดท้ายของเธอขาดห้วงไป และยังมีความเชื่อว่าพวกโรมานอฟที่รอดชีวิตช่วยเหลือกันจนจากไปทีละคนภายในหลุมนั้น อย่างเช่นเอลลาได้ใช้ผ้าคลุมศีรษะของเธอประคบที่ศีรษะของเจ้าชายอีฮอร์นก่อนที่จะทั้งสองจะหมดลมหายใจ

เจ้าชายอีฮอร์น หรือ จอห์น

หลักฐานของพวกโซเวียตพยายามชี้ให้เห็นว่าทุกคนเสียชีวิตทันทีหลังจากที่ตกไปในหลุม ซึ่งมันขัดกับที่รยาบอฟ ตัวมือสังหารเองได้บันทึกเอาไว้ การชันสูตรในภายหลังก็แสดงให้เห็นว่า ทุกคนยกเว้นเซอร์เกย์ยังมีชีวิตหลังจากตกลงไปในหลุมนั้น ร่างของเจ้าชายวลาดิเมียร์เองก็ถูกพบในท่านั่ง มันจึงแสดงให้เห็นว่าทุกคนไม่ได้เสียชีวิตทันทีอย่างแน่นอน

สาเหตุของการเสียชีวิตของพวกเขาที่เป็นไปได้คือ อาการบาดเจ็บจากการถูกตีและตกจากที่สูงที่ไม่ได้รับการรักษา รวมไปถึงอาจจะติดเชื้อจากน้ำสกปรกภายในหลุม หรือแม้กระทั่งการขาดอาหารและน้ำ

ข่าวการเสียชีวิตของทั้งหกคนทราบไปถึง เลนินในมอสโก เลนินยินดียิ่งกับการจากไปของพวกเขา โดยเฉพาะเอลลา เลนินกล่าวว่า

คุณธรรมที่อยู่คู่กับมงกุฎเป็นศัตรูของการปฏิวัติโลกมากกว่าซาร์ที่เป็นทรราชจำนวน 100 พระองค์

เลนินหมายความว่า คุณธรรมสูงส่งของเอลลา ผู้เป็นสมาชิกราชวงศ์เป็นศัตรูที่น่ากลัวอย่างยิ่งต่อการปฏิวัติ เพราะถ้าผู้ปกครองมีคุณธรรมแล้ว การปฏิวัติสังคมนิยมโดยชนชั้นกรรมาชีพยากที่จะเกิดขึ้นมาได้นั่นเอง

ร่างของพวกเขา

พวกรัสเซียขาวยึดเมืองอลาปาเยฟส์ได้ในเดือนตุลาคม หรือเกือบสามเดือนหลังจากที่เอลลาและคนอื่นๆ ถูกสังหารในหลุมดังกล่าว ทหารรัสเซียขาวพบร่างของทุกคนที่ใต้หลุม แทบทุกร่างมีสภาพดีอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับว่าเพิ่งจะเสียชีวิตได้ไม่นาน

ดูภาพร่างของเอลลาและอีฮอร์นได้ ที่นี่ ขออนุญาตไม่ลงรูปเนื่องจากภาพค่อนข้างสยดสยอง

ร่างทุกร่างจึงถูกลำเลียงออกมาจากหลุม ได้รับการชันสูตร ทำความสะอาดและจัดพิธีศพให้ตามพิธีกรรมทางศาสนา ร่างของพวกเขาถูกเก็บไว้ที่วิหารในอลาปาเยฟส์อยู่เกือบ 1 ปี จนกระทั่งสงครามเริ่มพลิกผัน พวกบอลเชวิคพลิกกลับมาได้เปรียบ ร่างทั้งหกจึงถูกลำเลียงไปยัง Irkutsk และต่อมาก็ถูกนำไปที่สุสานรัสเซียนออโธดอกซ์ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน โดยผ่านทางเมืองฮาร์บิน

มีแต่เพียงร่างของเอลลาและยาคอฟเลวาเท่านั้นที่ถูกส่งไปยังเซี่ยงไฮ้ เพื่อนำไปยังอียิปต์ ทั้งหมดก็เพื่อทำตามความปรารถนาของเอลลาที่ต้องการจะให้ฝังร่างของเธอที่นี่หลังจากที่เธอตายไปแล้ว เมื่อครั้งที่เธอมาเยี่ยมเยือนเยรูซาเลมในปี ค.ศ.1888

สถานที่เก็บร่างของเอลลาในกรุงเยรูซาเลม By Deror Avi – Own work, CC BY-SA 3.0,

ร่างของเอลลาและยาคอฟเลวาจึงถูกฝังลงในมหาวิหาร Mary Magdalene ของศาสนจักรรัสเซียนออโธดอกซ์ในเยรูซาเลมมาจนถึงทุกวันนี้

ส่วนร่างของเซอร์เกย์และเจ้าชายที่เหลือยังคงอยู่ที่ปักกิ่งต่อไป จนกระทั่งรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนได้เปลี่ยนสุสานดังกล่าวเป็นที่จอดรถ ปัจจุบันร่างของพวกเขาน่าจะยังอยู่ แต่อยู่ภายใต้ผืนดินที่เป็นที่จอดรถนั่นเอง

เอลลาและยาคอฟเลวาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นนักบุญในคริสตจักรรัสเซียนออโธดอกซ์ภายนอกรัสเซียในปี ค.ศ.1981 เช่นเดียวกับเซอร์เกย์และเจ้าชายทั้งสี่ แต่รีเมซกลับไม่ถูกสถาปนาในครั้งดังกล่าว

ต่อมาในปี ค.ศ.1992 คริสตจักรรัสเซียนออโธดอกซ์ได้สถาปนาเอลลาและยาคอฟเลวาขึ้นเป็นนักบุญ แต่ไม่ได้สถาปนาเซอร์เกย์ เจ้าชายทั้งสี่ และรีเมซ

ปัจจุบันนี้ในหลุมที่ทุกคนเสียชีวิตกลายเป็นแหล่งแสวงบุญสำหรับชาวรัสเซียนออโธดอกซ์ ชาวเมืองได้สร้างโบสถ์ขึ้นที่นั่นเพื่อระลึกถึงการจากไปของพวกเขา

Rest In Peace

หนังสืออ้างอิงอยู่ ที่นี่

อ่านตั้งแต่ตอนแรกได้ที่ วันสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟ

บทความล่าสุด

Victory Tale ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปโพสที่ใดทุกกรณี การฝ่าฝืนมีโทษทางกฎหมาย

error: Content is protected !!