ประวัติศาสตร์รัสเซียครอบครัวซาร์การเริ่มต้นของชีวิตที่ "ทาบอสค์" ของครอบครัวโรมานอฟ (9)

การเริ่มต้นของชีวิตที่ “ทาบอสค์” ของครอบครัวโรมานอฟ (9)

อดีตซาร์นิโคลัสที่ 2 อดีตซาริซาอเล็กซานดรา และครอบครัวที่เหลือได้อำลาพระราชวังอเล็กซานเดอร์ และเดินทางมาอยู่ที่ทาบอสค์ตามคำสั่งของคีเรนสกี้ ทั้งหมดได้เข้าพำนักที่บ้านอิสรภาพ บ้านที่เคยเป็นบ้านประจำตำแหน่งของผู้ว่าราชการเมืองทาบอสค์

ในใจของทุกคนยังคิดว่าน่าจะอยู่ที่นี่ไม่นานนัก เมื่อทุกอย่างลงตัวแล้ว ก็น่าจะได้ย้ายไปอยู่ที่อื่น

อดีตซาร์นิโคลัสที่ 2 ที่ทาบอสค์

การเยี่ยมเยือนที่น่าระแวงสงสัย

ครอบครัวโรมานอฟเริ่มรู้สึกว่าชีวิตที่ทาบอสค์จำเจมาก ทั้งหมดไม่ได้ใคร่ครวญหาความหรูหรา แต่ก็อยากติดต่อบุคคลภายนอกได้เหมือนคนทั่วไปบ้าง

ดังนั้นโคบีลินสกี้จึงอนุญาตให้ทุกคนสามารถเขียนจดหมายหาใครก็ได้ตามที่ใจปรารถนา

ครอบครัวโรมานอฟเองก็ไม่ปิดโอกาสตนเองที่จะติดต่อกับผู้คนในโลกภายนอก ตั้งแต่นิโคลัส อเล็กซานดรา และสี่สาวต่างเขียนจดหมายหาเพื่อนและข้าราชบริพารที่สนิทสนมและรักใคร่ของพวกเขา

ในยุคนั้นแน่นอนว่าไม่มี Social Network อย่าง Facebook, Twitter, Instagram, Line การเขียนจดหมายโทรเลข และโทรศัพท์ เป็นสามวิธีที่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ แต่โทรเลขและโทรศัพท์ตัดไปเพราะว่าไม่ได้รับอนุญาต

เมื่อครอบครัวโรมานอฟเขียนจดหมาย แน่นอนว่าต้องมีจดหมายตอบกลับด้วยเช่นกัน สมาชิกในครอบครัวแต่ละคนก็ส่งจดหมายไปเป็นจำนวนไม่น้อย จดหมายที่ตอบกลับมากลับมีจำนวนมากกว่าเสียอีก เพราะหลายคนก็คิดถึงและห่วงใยครอบครัวโรมานอฟเลยส่งจดหมายส่วนตัวมาเป็นของตัวเอง

ในเวลาไม่นาน จำนวนจดหมายที่มาถึงบ้านอิสรภาพจึงมีจำนวนมากมายขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ ทำให้โคบีลินสกี้รู้สึกไม่สบายใจเท่าไรนัก

แต่ทว่า การส่งจดหมายไม่สามารถทำให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลครอบครัวโรมานอฟระแวงได้เท่ากับ การที่ใครสักคนหนึ่งลงทุนมาถึงทาบอสค์เพื่อเยี่ยมครอบครัวโรมานอฟ

ริต้า คิโตรโว (Rita Khitrovo) เป็นเพื่อนวัย 22 ปี ของโอลกา เธอถึงกับเดินทางมายังทาบอสค์เพราะความต้องการที่จะเจอครอบครัวโรมานอฟอย่างแรงกล้า เธอหอบหิ้วข้าวของมากมาย เช่น ช็อคโกแลต บิสกิต น้ำหอม ของหวานต่างๆ รูปทางศาสนา และจดหมายอีกสิบห้าฉบับจากเพื่อนๆของโอลกา เพื่อมามอบให้กับเธอ

หากแต่ว่าโคบีลินสกี้กลับไม่ยอมให้คิโตรโวได้เข้าพบกับโอลกา แต่เขายินดีที่จะนำของทั้งหมดที่เธอนำมาไปมอบให้กับโอลกาอีกทีหนึ่ง

คิโตรโวยังไม่ยอมแพ้ เธอเดินทางไปที่บ้านคอร์นีลอฟเพื่อพบกับพวกข้าราชบริพาร และโบกไม้โบกมือให้กับโอลกาที่พยายามเดินออกมาที่ระเบียง เพื่อพบหน้าเพื่อนเก่าของเธอเช่นกัน

การได้พบหน้าเพื่อนเก่าแม้แต่เพียงนิดเดียว ทำให้โอลกาที่เป็นทุกข์มากที่สุดระหว่างการคุมขังในหมู่สี่สาว รู้สึกสบายใจขึ้นไม่มากก็น้อย

หากแต่ว่าการมาของคิโตรโวกลับเป็นที่ระแวงสงสัยโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลชั่วคราว อนึ่งพวกเขาได้พบว่าคิโตรโวได้ส่งโปสการ์ดหลายฉบับกลับไปยังเปโตรกราด เจ้าหน้าที่กลัวว่าเธอจะร่วมมือกับพวกนิยมกษัตริย์ในการชิงตัวครอบครัวโรมานอฟออกมา โดยเฉพาะกับแอนนา ไวรูโบวา ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวและหนีไปยังฟินแลนด์ได้แล้ว

แกรนด์ดัชเชสโอลกา กับ ริต้า คิโตรโว Cr: theromanovfamily

อนึ่งในเวลานั้นก็มีข่าวลือว่าทหารคอสแซกที่จงรักภักดีกับนิโคลัสจะร่วมมือกันบุกบ้านอิสรภาพเพื่อชิงตัวครอบครัวโรมานอฟออกมาด้วย มันยิ่งทำให้คีเรนสกี้กังวลมากขึ้นไปใหญ่

ดังนั้นคีเรนสกี้จึงสั่งมาจากระยะไกลให้ตรวจสอบสิ่งของทุกอย่างที่คิโตรโวนำมาให้โอลกา ตั้งแต่จดหมายสิบห้าฉบับไปจนถึงขนมและข้าวของอื่นๆ แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่เจออะไรที่น่าสงสัยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม คีเรนสกี้จึงได้ส่งคนที่เขาไว้ใจได้มาควบคุมครอบครัวโรมานอฟอีกคนหนึ่ง เขาผู้นั้นคือ วาซิลี แพนคราตอฟ (Vasily Pankratov) เขาเป็นชายร่างเล็กที่เกือบจะโดนตัดสินโทษประหารชีวิตเพราะเป็นนักปฏิวัติต่อต้านระบอบซาร์ และสังหารตำรวจ แต่บัดนี้เขาถูกส่งตัวมาเป็นผู้ควบคุมครอบครัวที่เขาเคยเกลียดนักหนา

ความสัมพันธ์กับชาวบ้านท้องถิ่น

คีเรนสกี้คาดไว้ว่าชาวบ้านที่ทาบอสค์จะเป็นมิตรกับครอบครัวโรมานอฟ และทุกสิ่งก็เป็นไปอย่างที่เขาคิด

เมื่อชาวบ้านที่ทาบอสค์ทราบว่าอดีตซาร์แห่งรัสเซียอาศัยอยู่ที่บ้านอิสรภาพ เมื่อพวกเขาเดินผ่าน พวกเขาจะถอดหมวก และทำสัญลักษณ์ไม้กางเขนเพื่อแสดงความเคารพ ในเวลาที่อเล็กซานดราและสี่สาวออกมานั่งใกล้กับหน้าต่างและระเบียง คนที่เดินผ่านไปมาจะก้มหัวให้เธอเล็กน้อย

บางทีผู้คนจำนวนมากจะมารวมตัวกันเพื่อแหงนหน้ามองพวกเธอ จนกระทั่งพวกทหารต้องออกไปห้ามว่าไม่ให้ใครชุมนุมที่หน้าบ้านอิสรภาพ

นอกจากนี้หลังจากที่ครอบครัวโรมานอฟมาอยู่ ชาวบ้านในเมืองตั้งแต่พวกพ่อค้า แม่ชี นักบวช และชาวนาต่างมอบอาหารและขนมจำนวนมากมายมาให้ครอบครัวโรมานอฟทุกวัน ทำให้ของขวัญที่ได้รับกองเป็นภูเขาเลยทีเดียว

โคบิลินสกี้อนุญาตให้ครอบครัวโรมานอฟเดินทางไปโบสถ์ในเมืองครั้งหนึ่ง พิธีจะจัดขึ้นในวิหาร Blagoveschensky เป็นพิเศษสำหรับครอบครัวโรมานอฟโดยเฉพาะ และจะจัดก่อนเวลาที่ชาวบ้านทั่วไปมาทำพิธีทางศาสนาที่โบสถ์ดังกล่าว

มหาวิหาร Blagoveschensky ในทาบอสค์ Special Thanks to theromanovfamily มหาวิหารถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์ทำลายทิ้งในปี ค.ศ.1960

โคบีลินสกี้สั่งให้ทหารทั้งหมดตั้งแถวหน้ากระดานเป็นแถวยาวไปยังโบสถ์ดังกล่าว และให้ครอบครัวโรมานอฟเดินจากบ้านอิสรภาพไปยังโบสถ์แห่งนั้น เหล่าชาวเมืองทาบอสค์ไม่วายมามุงดูครอบครัวโรมานอฟตลอดเส้นทาง

ชาวเมืองเหล่านี้ยังจงรักภักดีต่อราชวงศ์ไม่เสื่อมคลาย พวกเขาทำสัญลักษณ์ไม้กางเขนเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อครอบครัวโรมานอฟ

อย่างไรก็ตาม ชาวเมืองบางคน (ส่วนน้อย) ก็ยังเกลียดชังครอบครัวโรมานอฟอยู่ โดยเฉพาะซาริซาอเล็กซานดรา แต่พวกเขาไม่ได้แสดงออกอะไรมากกว่าการส่งโทรเลขหรือจดหมายมาคุกคามเบาๆ เจ้าหน้าที่ที่ได้รับสิ่งเหล่านี้ก็เฉยเสีย และไม่ได้แจ้งให้ครอบครัวโรมานอฟทราบ

ดังนั้นในภาพรวม ความสัมพันธ์ระหว่างชาวเมืองทาบอสค์และครอบครัวโรมานอฟจึงถือว่าดีมาก และบรรยากาศเช่นนี้ได้ทำให้เหล่าทหารเริ่มเป็นมิตรกับครอบครัวโรมานอฟด้วยเช่นกัน

การมาของแพนคราตอฟ

แพนคราตอฟมาถึงทาบอสค์พร้อมกับนิโคลสกี้ผู้ช่วยของเขา หน้าที่ของแพนคราตอฟคือดูแลจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับครอบครัวโรมานอฟ ส่วนโคบิลินสกี้ได้รับมอบหมายให้ดูแลเหล่าทหารเท่านั้น

วาซิลี แพนคราตอฟ ชายร่างเล็กที่ถูกส่งมาควบคุมและดูแลครอบครัวซาร์

ทั้งแพนคราตอฟและนิโคลสกี้ต่างเคยเป็นนักปฏิวัติที่เคยถูกเนรเทศไปยังไซบีเรียมาก่อนโดยรัฐบาลซาร์ แต่ตอนนี้พวกเขากลับต้องการควบคุมครอบครัวซาร์ ไม่ต้องสงสัยว่าทั้งสองตื่นเต้นไม่น้อย

หากแต่ว่าแพนคราตอฟกลับเป็นคนสุภาพเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เมื่อเขามาถึงบ้านอิสรภาพ เขาก็เดินไปหานิโคลัสและแนะนำตัวของเขา รวมไปถึงถามไถ่ว่านิโคลัสต้องการสิ่งใดหรือไม่ นิโคลัสพูดคุยกับเขาด้วยดี และขอให้แพนคราตอฟหาเลื่อยมาให้เขาเสียหน่อย เพื่อที่เขาจะได้ตัดไม้ (ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการออกกำลังกาย และใช้เป็นฟืน) และขอให้แพนคราตอฟส่งหนังสือพิมพ์ต่างประเทศมาให้เขาบ้าง เขาจะได้ติดตามสถานการณ์โลกภายนอกว่าเป็นอย่างไร

แพนคราตอฟยินยอมให้ตามที่นิโคลัสขอไป

อดีตซาร์นิโคลัสที่ 2 กับการตัดไม้ กิจกรรมสุดโปรดของเขาที่ทาบอสค์

นานวันเข้า แพนคราตอฟก็รู้สึกสงสารนิโคลัสขึ้นมาจริงๆ และชอบลูกๆ ทุกคนของนิโคลัสและอเล็กซานดรา โดยเฉพาะอเล็กเซย์ ผู้ที่เขามักจะเป็นห่วงเป็นใยยามที่อาการฮีโมฟีเลียของเด็กชายกำเริบ เขามักจะเล่าเรื่องของเขายามที่อยู่ที่ไซบีเรียให้อเล็กเซย์ฟังอยู่เสมอ

สำหรับนิโคลสกี้แล้ว เขาตรงกันข้ามกับแพนคราตอฟ เขารู้สึกโกรธแค้นนิโคลัส เพราะเขาเคยได้รับโทษจำคุกจากรัฐบาลซาร์ นิโคลสกี้เลยต้องการจะใช้โอกาสนี้ล้างแค้น ดังนั้นเขาจึงหยาบคายต่อครอบครัวโรมานอฟ แต่ก็ไม่ได้มากไปกว่า การแกล้งบีบมือของนิโคลัสแรงๆ ให้เขารู้สึกเจ็บ หรือเปิดประตูเข้ามาโดยที่ไม่ได้เคาะประตูห้อง สิ่งที่นิโคลสกี้ทำรุนแรงมากที่สุดคือ การนำไวน์ที่ส่งมาจากเปโตรกราดเพื่อมอบให้กับครอบครัวโรมานอฟทิ้งลงแม่น้ำ ่

ส่วนพวกทหารที่ติดตามมาด้วยนั้น บรรยากาศที่ทาบอสค์ทำให้พวกเขามีท่าทีอ่อนโยนขึ้นต่อครอบครัวโรมานอฟ พวกทหารมีระเบียบวินัยดีขึ้น และให้ความเคารพครอบครัวโรมานอฟมากกว่าเดิม

พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าครอบครัวโรมานอฟก็เป็นครอบครัวหนึ่งที่เรียบง่าย และรักกันมาก พวกเขาจึงเริ่มมีไมตรีให้ โดยเฉพาะต่อสี่สาวโรมานอฟ สี่สาวเองก็ไม่ได้หยิ่งยโสและปฏิเสธไมตรีที่พวกทหารมอบให้ พวกเธอมักจะพูดคุยกับพวกเขาอยู่เสมอและถามว่า พวกทหารแต่ละนายมาจากที่ใดบ้าง และครอบครัวเป็นอย่างไร โดยเฉพาะมาเรียที่สนิทกับพวกทหารเร็วมาก จนถึงขนาดจำชื่อลูกเมียของพวกเขาได้

สองเดือนผ่านไป ชีวิตที่ทาบอสค์เป็นชีวิตที่จำเจ แต่ก็ราบรื่นและมีความสุขดีสำหรับครอบครัวโรมานอฟ โดยเฉพาะถ้าเทียบกับเมื่อกับตอนอยู่ที่พระราชวังอเล็กซานเดอร์ที่ทุกคนต้องเผชิญกับความอัปยศ

หากแต่เมื่อเดือนตุลาคมมาถึง ทุกคนไม่รู้เลยว่าอะไรกำลังจะมาพร้อมกับฤดูหนาวที่น่าพรั่นพรึงของรัสเซีย

สิ่งที่ว่าก็คือ พวกบอลเชวิคนั่นเอง

อ่านตั้งแต่ตอนแรกและติดตามตอนต่อไป ได้ที่ วันสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟ หรืออ่านตอนที่ 10 ได้ที่นี่

หนังสืออ้างอิงอยู่ ที่นี่

บทความล่าสุด

Victory Tale ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปโพสที่ใดทุกกรณี การฝ่าฝืนมีโทษทางกฎหมาย

error: Content is protected !!