กรรณะ วีรบุรุษผู้พ่ายแพ้แห่งมหาภารตะ (8): สงครามที่โหดร้าย

0
1042

จากตอนที่แล้ว อภิมันยุถูกสังหารกลางกระบวนรบจักรพยุหะโดยพวกเการพ ระหว่างที่อรชุนต่อสู้อยู่อีกด้านหนึ่งของสมรภูมิ

เมื่อสงครามในวันนั้นจบสิ้นลง อรชุนเดินทางกลับมายังค่ายพร้อมกับพระกฤษณะ เขาเห็นพี่น้องทุกคนหน้าเศร้าหมองกันไปทั้งหมด อรชุนจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น

เหล่าพี่น้องของเขาได้บอกเขาว่า อภิมันยุ บุตรชายที่เขารักยิ่งได้จากไปเสียแล้ว!

อรชุนได้ฟังถึงกับใจสลาย เมื่อได้ทราบว่าอภิมันยุถูกพวกเการพรุมสังหาร และชยัตรถเป็นสาเหตุที่คนอื่นไม่สามารถเข้าไปช่วยอภิมันยุได้ อรชุนจึงประกาศว่าในวันรุ่งขึ้น เขาจะสังหารชยัตรถเสียให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ก่อนดวงอาทิตย์ตกดิน เขาจะกระโจนเข้ากองไฟเสียเลย

อรชุนสังหารชยัตรถ

ความโกรธของอรชุน

ฝ่ายเการพทราบในการประกาศของอรชุนเช่นเดียวกัน โทรณะจึงหาหนทางป้องกันชยัตรถ ด้วยการจัด Shakatavyuha พยุหะที่เน้นการตั้งรับ โดยให้ชยัตรถอยู่ตรงกลางพยุหะ แล้วให้นักรบเการพอีกหลายแสนคนอยู่ด้านนอกเพื่อไม่ให้อรชุนเข้ามาถึงตัวชยัตรถได้

เช้าวันรุ่งขึ้น อรชุนที่โกรธเกรี้ยวที่ลูกตายก็กลายเป็นเสือร้าย ศรของเขาพุ่งออกไปจากคันธนูคันธีวะดอกแล้วดอกเล่า ทหารเการพถูกสังหารล้มตายจำนวนมหาศาล แต่ไม่ว่าอรชุนจะพยายามสักเท่าไรก็ตาม เขาก็เข้าไม่ถึงตัวชยัตรถ เพราะเหล่าแม่ทัพและทหารฝ่ายเการพเข้ามาสกัดกั้นเอาไว้อย่างหนาแน่น

ท้ายที่สุดแล้ว ดวงอาทิตย์เริ่มจะลับขอบฟ้า อรชุนก็ยังสังหารชยัตรถไม่สำเร็จ สถานการณ์เริ่มจะเลวร้ายลง เพราะถ้ามืดลงแล้ว เท่ากับว่าเขาจะต้องกระโดดลงกองไฟตามที่สาบานไว้

พระกฤษณะเห็นท่าไม่ดี พระองค์จึงใช้จักรสุทัสสนะ (Sudarshana Chakra) ทำการปิดดวงอาทิตย์เอาไว้ ทำให้ท้องฟ้ามืดลงในทันใด

พวกทหารและแม่ทัพฝ่ายเการพเห็นว่าฟ้ามืดลงแล้ว แสดงว่าอรชุนผิดคำสาบานแน่ๆ และจะต้องไปกระโดดเข้ากองไฟ ทหารเการพแต่ละนายจึงคลายการป้องกันชยัตรถ ตัวชยัตรถเองก็ขับรถออกมาล้อเลียนอรชุนว่าสังหารตนไม่สำเร็จ

การที่ชยัตรถออกมาเป็นโอกาสที่หาไม่ได้อีกแล้วของอรชุน พระกฤษณะจึงเร่งขับรถศึกตรงเข้าไปที่ชยัตรถ อรชุนรีบปลุกศรศักดิ์สิทธิ์ อินทราสตรา (Indrastra) หรือในบางฉบับเขียนว่าใช้ศรปสุปทัต (Pashupatastra) ที่พระศิวะใช้ทำลายล้างมาร หลังจากนั้นเขาจึงยิงศรดอกนั้นไปที่ศีรษะของชยัตรถทันที

ศรดอกนั้นตัดศีรษะชยัตรถออกจากร่างขาดกระเด็นไป ชยัตรถจึงสิ้นชีวิตลงทันที

หากแต่ว่าชยัตรถได้รับพรจากบิดาว่า ถ้าผู้ใดทำศีรษะชยัตรถตกลงพื้น ศีรษะของผู้นั้นจะแตกเป็นเสี่ยงๆ

พระกฤษณะจึงให้อรชุนร่ายคาถาให้ศรนำศีรษะของชยัตรถไปตกยังหน้าตักของบิดาของชยัตรถที่นั่งภาวนาอยู่ บิดาของชยัตรถตกใจที่เห็นศีรษะของลูกชาย เขารีบลุกขึ้นยืน ทำให้ศีรษะของชยัตรถตกลงสู่พื้นทันที

ศีรษะของบิดาชยัตรถจึงแตกออกเป็นเสี่ยงๆ (เพราะตนเองเป็นคนทำศีรษะของชยัตรถตกลงพื้น) ตามพรที่ตัวเองให้ไว้แก่ลูกชาย

พระกฤษณะเห็นอรชุนสังหารชยัตรถเรียบร้อยแล้ว เขาใช้จักรสุทัสสนะทำให้ฟ้าสว่างดังเดิม ทหารทั้งสองฝ่ายตกใจยิ่งนัก แต่ก็ยังคงต่อสู้กันต่อไป

ระหว่างที่อรชุนพยายามสังหารชยัตรถอยู่นั้น กรรณะเองก็พยายามหาอรชุนเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะพระกฤษณะใช้เวทย์กำบังตากรรณะเอาไว้ มิฉะนั้นกรรณะคงจะมาขัดขวางหรือถ่วงเวลาอรชุนไปได้อีกนาน

ศีรษะของชยัตรถลอยมาตกที่หน้าตักของบิดาของตนเอง

นี่คือประโยชน์อันมหาศาลของการที่ฝ่ายปาณฑพมีพระกฤษณะเป็นพวก

ถูกรบเร้าให้ใช้อาวุธลับ

ในวันที่ 14 ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจละเมิดกฎของสงครามที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรกว่า จะให้ต่อสู้กันจนตะวันลับขอบฟ้าเท่านั้น ในวันนั้นการต่อสู้ดำเนินไปถึงเวลากลางคืน เสียงอาวุธของทั้งสองฝ่ายดังก้องไปทั่วทุ่งกุรุเกษตร

ในเวลากลางคืน จะมีนักรบกลุ่มหนึ่งที่ได้เปรียบ นั่นก็คือพวกอสูร หรือ ยักษ์และรากษส พวกนี้จะเก่งกาจเป็นพิเศษหลังดวงอาทิตย์ตกดิน

ฝ่ายปาณฑพมีหน่วยอสูรเข้าร่วมอยู่ในกองทัพด้วย หน่วยนี้นำโดย ฆโฎตกัจ (Ghatotkacha) บุตรชายครึ่งคนครึ่งยักษ์ของภีมะ หนึ่งในเหล่าพี่น้องปาณฑพ

เมื่อตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว ฆโฏตกัจเหาะขึ้นไปอยู่บนอากาศและร่ายเวทมนตร์อสูรไล่สังหารพวกเการพล้มตายลงอย่างที่ไม่มีใครสู้ได้ ทหารเการพโดนเวทมนตร์อสูรล้มตายคนแล้วคนเล่า เหล่าแม่ทัพเการพเองก็เกรงกลัว ต่างคนต่างเกรงพลังอสูรของฆโฏตกัจจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้

ทุรโยธน์เห็นว่าถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป กองทัพของตนต้องพินาศทั้งหมดแน่ๆ เขาจึงตามกรรณะมาจัดการกับฆโฏตกัจทันที

ฝ่ายฆโฎตกัจเห็นกรรณะมาถึง เขาเริ่มโจมตีเข้าใส่กรรณะ การโจมตีของฆโฏตกัจทำให้ทหารเการพแตกหนีไปทั่ว เหลือแต่เพียงกรรณะเท่านั้นที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง เขาปลุกเสกอาวุธศักดิ์สิทธิ์และยิงเข้าใส่พวกอสูรและร่างแปลงของฆโฏตกัจทำให้พวกมันสลายไปจนหมดสิ้น

กรรณะต่อสู้กับฆโฏตกัจที่ยืนอยู่บนม้าศึก Cr: Ms Sarah Welch

ฆโฏตกัจเห็นว่าตนเองเหลือกำลังที่จะเอาชนะกรรณะได้ เขาจึงใช้มนต์กำบังกายและสาดอาวุธจำนวนมหาศาลลงมาจากอากาศสู่ไพร่พลเการพ เหล่าทหารเการพจึงร้องให้กรรณะสังหารฆโฏตกัจ

ทุรโยธน์รู้ว่ากรรณะมีหอกวัสวศักติ (Vasavi Shakti) ที่ได้มารับจากพระอินทร์ เขาขอร้องให้กรรณะใช้มันกับฆโฎตกัจเสียเลย หอกนี้กรรณะต้องการจะเก็บมันไว้ใช้กับอรชุนเท่านั้น เพราะหอกนี้คือหอกสั่งตายไม่ว่าใช้ใส่ใครก็จะตายทันทีโดยไม่มีข้อแม้

กรรณะทนการรบเร้าไม่ไหว สุดท้ายเขาจึงต้องใช้มัน กรรณะร่ายเวทเรียกหอกขึ้นมาอยู่ในมือ ทันใดนั้นลมก็กระโชกอย่างแรง และสายฟ้าก็ฟาดลงมายังสู่พื้นดิน กรรณะเขวี้ยงหอกดังกล่าวขึ้นไปบนฟ้า มันพุ่งทะลุร่างฆโฏตกัจทันที ฆโฏตกัจเห็นว่าตนเองจะต้องตายแน่ เขาจึงเนรมิตร่างตนเองให้ใหญ่ยักษ์อลังการราวกับเขาพระสุเมรุ หลังจากนั้นฆโฏตกัจก็ขาดใจตาย

ร่างอันใหญ่ยักษ์ของเขาตกลงทับใส่ทหารเการพตายไปอีก 1 อักเษาหินี

เหล่าพี่น้องปาณฑพทั้งห้าต่างมีน้ำตาไหลอาบแก้มเมื่อเห็นการเสียสละของฆโฏตกัจ โดยเฉพาะภีมะ บิดาของฆโฏตกัจ ทหารปาณฑพทุกคนล้วนแต่เศร้าสร้อย หากแต่ว่ามีอยู่ผู้เดียวที่มีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า เขาดีใจที่แผนของตนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

เขาผู้นั้นคือ พระกฤษณะนั่นเอง!!

พระกฤษณะวางแผนอะไรกันแน่ ติดตามได้ในตอนหน้าครับ