ถ้าคุณ “ฟังภาษาอังกฤษไม่ออก” จะแก้ปัญหานี้อย่างไรดี?

0
122

ปัญหา “ฟังภาษาอังกฤษไม่ออก” เป็นปัญหาที่ทุกคนที่เรียนภาษาอังกฤษต้องพบเจอ เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครสักคนจะสามารถเข้าใจภาษาที่สองได้เหมือนกับเจ้าของภาษา โดยที่ไม่มีอุปสรรคมาก่อน

อย่างไรก็ดีการฟังภาษาอังกฤษสำคัญยิ่งต่อการศึกษาระดับสูงและหน้าที่การงาน ถ้าคุณฟังภาษาอังกฤษไม่ออกจะทำให้คุณสื่อสารกับชาวต่างชาติไม่ได้เลย เพราะภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางของโลก โอกาสจะได้เรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ หรือทำงานที่ได้เงินเดือนสูงๆ ก็จะน้อยลงไปอย่างมาก

จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมบอกได้เลยว่าการแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่มันต้องอาศัยความขยันและความอุตสาหะอย่างยิ่งยวด อาจารย์ของผมคนหนึ่งเคยให้ข้อคิดว่า ทักษะภาษาอังกฤษมาจากการสะสม ไม่ใช่ว่าคุณจะพัฒนามันขึ้นมาได้ในเวลาอันสั้น แต่ถ้าคุณเพียรฝึกฝนไปเรื่อยๆ ทักษะดังกล่าวจะถูกพัฒนาขึ้นมาเองโดยที่คุณไม่รู้ตัวครับ

ในโพสนี้ผมจึงขอแบ่งปันวิธีการพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ จากฟังไม่ออกเลย จะกลายเป็นฟังออกบ้าง และเป็นฟังได้ครบถ้วนในที่สุดครับ

ภาษาอังกฤษ Image by Biljana Jovanovic from Pixabay

1. เรียนกับเจ้าของภาษาตัวต่อตัว

วิธีที่ผมพบว่าใช้ได้ผลที่สุด นั่นคือการเรียนกับเจ้าของภาษาตัวต่อตัว

การเรียนแบบนี้จะเป็นแบบ Immersion method หรือว่าเป็นการบังคับหูของคุณให้ชินกับภาษาอังกฤษไปโดยปริยาย และปิดการใช้งานภาษาไทยที่จะเป็นอุปสรรคในการพัฒนาภาษาอังกฤษ ในช่วงแรกคุณอาจจะรู้สึกว่ามีปัญหามาก แต่เมื่อเรียนไปเรื่อยๆ คุณจะเริ่มเก่งและชินกับการเรียนแบบนี้ คุณจะฟังได้มากขึ้น จนสุดท้ายสามารถฟังได้ทุกอย่างที่ครูของคุณสอนครับ

สำหรับคนที่กลัวว่าจะสื่อสารกับครูรู้เรื่องรึเปล่า เพราะฟังภาษาอังกฤษไม่ออกเลย ผมบอกได้เลยว่าไม่ต้องกลัว เพราะเจ้าของภาษาที่เป็นครูจริงๆ จะมีวิธีสื่อสารกับคุณโดยใช้รูปภาพและท่าทาง ทำให้ประเด็นนี้ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใดครับ นอกจากนี้เมื่อเรียนไปเรื่อยๆ คุณจะได้สำเนียงการพูดภาษาอังกฤษเหมือนกับเจ้าของภาษาแถมมาด้วยครับ

ถึงกระนั้นสิ่งหนึ่งที่คุณควรจะพิจารณาคือ ครูของคุณเป็นเจ้าของภาษาที่มาจากประเทศไหน อย่างเช่นสหราชอาณาจักร (UK) อเมริกา (US) หรือออสเตรเลีย เพราะหลังจากคุณเรียนไปสักพัก คุณจะเริ่มชินกับสำเนียงของชนชาตินั้นๆ เป็นพิเศษ

อย่างผมเองเคยเรียนกับเจ้าของภาษาที่เป็นชาวอเมริกัน และเรียนในมหาวิทยาลัยที่อเมริกาด้วย ดังนั้นหูของผมจะคุ้นกับสำเนียงอเมริกันอย่างมาก เวลาไปฟังสำเนียงภาษาอังกฤษของชนชาติอื่นจะรู้สึกแปลกๆ และเวลาฟังจะเข้าใจยากกว่าเล็กน้อยครับ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าควรจะเรียนกับเจ้าของภาษาเป็นแบบตัวต่อตัวหรือไม่ คำตอบคือควรครับ คุณจะได้ request ให้ครูพูดซ้ำ หรือพูดช้าลงในกรณีที่คุณฟังไม่ทัน แต่ถ้าเป็นกลุ่ม ควรจะเป็นกลุ่มเล็กๆ ไม่เกิน 5 คน เพราะครูของคุณจะได้ดูแลคุณอย่างทั่วถึงครับ

ส่วนคอร์สที่มีนักเรียนมากกว่านั้น ผมแนะนำให้หลีกเลี่ยงครับ เพราะประโยชน์น้อย ไม่คุ้มกับเงินที่เสียไปครับ

จริงๆ แล้วมีหลายสถาบันสอนภาษาในประเทศไทยที่มีให้เรียนกับครูเจ้าของภาษาแบบตัวต่อตัว แต่ราคาอาจจะสูงถึงสูงมาก ผมเคยเรียนในราคา 1,000-1,500 บาทต่อชั่วโมง

ดังนั้นทางเลือกที่ดีกว่าคือเรียนภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษาตัวต่อตัวทางออนไลน์ครับ สถาบันออนไลน์อย่างเช่น Lingoda และ Verbling มีคอร์สทางออนไลน์ที่ให้คุณเรียนกับครูเจ้าของภาษาที่มีประสบการณ์สอนอย่างล้นเหลือ แถมราคาก็ยังน่าคบหาด้วย

Lingoda

อย่างเช่น Lingoda นั้น ถ้าเป็ฯคอร์สกลุ่มจะมีนักเรียนไม่เกิน 4 คน และเริ่มต้นที่ 280 บาทต่อชั่วโมง ส่วนคอร์สแบบตัวต่อตัวเริ่มต้นที่ 700 บาทต่อชั่วโมง ถ้าเทียบแล้วจะถูกกว่าสถาบันทั่วไปพอสมควรเลยครับ

เนื่องจากตัวคอร์สของ Lingoda จะสอนทางออนไลน์ คุณสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกแห่ง ไม่ต้องนั่งรถให้เหนื่อยไปเรียนที่สถาบันในยุค social distancing อย่างทุกวันนี้ครับ แถมยังเลือกเวลาเรียนได้อีกด้วย ดังนั้นไม่มีการขาดเรียนหรือลืมไปเรียนแน่นอนครับ

ส่วนเรื่องคุณภาพนั้นวางใจได้เลย เพราะ Lingoda เป็นสถาบันที่เป็น Authorised Linguaskill Agent ของ Cambridge Assessment และการสอนจะใช้ระบบ CEFR (A1 – C1) ที่ได้ยอมรับทั่วโลกครับ

สถาบันอย่าง Lingoda มีให้คุณลองเรียนฟรีก่อนสมัครด้วย โดยจะให้เรียนกลุ่ม 3 ครั้งหรือเรียนเดี่ยว 1 ครั้ง ลองเรียนได้ที่นี่ครับ ผมแนะนำอย่างยิ่งว่าควรลองเรียนก่อนเสียเงินสมัครครับ

2. ดูภาพยนตร์หรือซีรีส์โดยไม่ใช้ Subtitle

การดูภาพยนตร์หรือซีรีส์ฝรั่งโดยไม่ใช้ Subtitle เป็นหนึ่งในวิธีที่ใช้พัฒนาการฟังภาษาอังกฤษได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง และยังสนุกเพลิดเพลินอีกด้วย

อย่างไรก็ดีภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่คุณจะดูควรจะมีบทพูดเยอะๆ และเป็นแบบในชีวิตประจำวันก็ยิ่งดี ถ้าเป็นแบบบู๊ล้างผลาญแบบ Mission Impossible หรือซูเปอร์ฮีโร่ Avengers แบบนั้นจะไม่ค่อยดีเท่าไรครับ

สาเหตุที่ต้องเลือกหนังประเภทพูดเยอะๆ ก็เพราะคุณจะได้ฟังภาษาอังกฤษมากๆ นั่นเอง และเป็นการฝึกให้หูของคุณคุ้นเคยกับสำเนียงภาษาอังกฤษ ปัญหาฟังภาษาอังกฤษไม่ออกจะได้หมดไปทีละน้อย

แต่ถ้าคุณไม่ไหวจริงๆ ในช่วงแรก ผมแนะนำให้ใส่ Subtitle ภาษาอังกฤษก่อน (ถ้าคุณเป็นสมาชิกของ Netflix จะมี subtitle ภาษาอังกฤษทุกเรื่องอยู่แล้ว) หลังจากผ่านไปสักพักนึงค่อยนำ subtitle ออกครับ

3. ใช้ Audiobooks

วิธีนี้หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยเท่าไร ซึ่ง Audiobooks จะเป็นหนังสือที่มี option เปิดเป็นเสียงอ่านหนังสือเสริมเข้ามาด้วย

ในปัจจุบัน Audiobooks เป็นที่นิยมอย่างมาก แม้กระทั่งในหมู่เจ้าของภาษาเอง เพราะสามารถเปิดตอนก่อนนอนได้ และไม่ต้องลำบากเพ่งตัวหนังสือในเล่มเองครับ

การฟัง Audiobooks จะช่วยเพิ่มทักษะการฟังของคุณได้มาก คุณจะได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ จากเสียงในหนังสือ รวมไปถึงสำนวนและรูปประโยคต่างๆ ที่เจ้าของภาษาใช้อีกด้วยครับ เมื่อคุณคุ้นเคยแล้ว การฟังของคุณก็จะดีขึ้นนั่นเอง

สำหรับการซื้อ Audiobooks สามารถซื้อได้ทาง Amazon หรือจริงๆ ใน Youtube ก็มี Audiobooks แบบนิยายอยู่หลายเล่มแต่คุณภาพเสียงอาจจะไม่เท่ากับของ Amazon เพราะไม่มีการตรวจสอบคุณภาพครับ

4. ฟัง Podcasts

Podcasts หรือรายการวิทยุทางออนไลน์เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมีความสนุก ความตื่นเต้น และยังได้ความรู้ต่างๆ นอกเหนือไปจากการพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ

รายการ Podcasts ภาษาอังกฤษนับร้อยนับพัน ผมได้ลองยกตัวอย่างรายการที่น่าสนใจเอาไว้แล้วคร่าวๆ ถ้าสนใจไปลองดูได้ที่ลิงค์นี้ครับ

นอกเหนือจากที่แนะนำไปแล้ว คุณยังสามารถหารายการ Podcasts ได้บน app อย่าง Spotify ครับ

5. วิธีอื่นๆ

นอกเหนือจาก 4 วิธีนี้แล้ว ยังมีอีกหลายวิธีที่ช่วยพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นการหาเพื่อนที่เป็นเจ้าของภาษา การดูคลิปใน Youtube ฟังเพลงภาษาอังกฤษ และอื่นอีกมากมาย

แต่ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คุณจะต้องให้เวลากับมันครับ ทางที่ดีคุณควรจะฟังภาษาอังกฤษอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงทุกวัน คุณอาจจะฟังตอนเบื่อๆ ในเวลาว่าง อย่างเช่นนั่งติดแหง็กอยู่ในรถก็เป็นทางเลือกที่ดีครับ

ถ้าคุณอดทนฟังไปเรื่อยๆ ทักษะของฟังภาษาอังกฤษของคุณจะดีขึ้นในเวลา 3-6 เดือนครับ คุณไม่ต้องใจร้อนหรือพยายามเร่งครับ คุณจะฟังได้ดีขึ้นตามลำดับอย่างแน่นอน ขอให้มีความขยันและอุตสาหะเท่านั้นเองครับ