หา “หุ้นเยอรมัน” ที่ดีมีคุณภาพทั้งในและนอกดัชนี DAX อย่างไร?

0
40

สำหรับนักลงทุนไทยที่ไปลงทุนหุ้นในยุโรปแล้ว หุ้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดประเทศหนึ่งคือ หุ้นเยอรมัน เพราะประเทศเยอรมนีเป็นพี่ใหญ่ทางเศรษฐกิจของ EU รวมไปถึงเป็นศูนย์กลางทางการเงินด้วย หุ้นที่เข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เยอรมันจึงมีมากมาย

นักลงทุนหลายคนอาจจะเน้นการลงทุนในดัชนี DAX ซึ่งเป็นดัชนีหลักที่มีผู้ติดตามมากของประเทศเท่านั้น เพราะอาจจะไม่ทราบหรือไม่คุ้นเคยกับหุ้นเยอรมันตัวอื่นๆ

แต่จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมา ผมบอกได้เลยว่าหุ้นเยอรมันหลายตัว โดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าหุ้นในดัชนี DAX เสียอีก เพราะหุ้นเหล่านี้เป็นหุ้นเติบโต (Growth stock) มีอัตรากำไร (Net Margin) ที่สูง

อย่างผมเองถือหุ้นพลังงานทดแทนเยอรมันขนาดเล็กตัวหนึ่งมาหลายปีแล้ว และได้ผลกำไรมากกว่า 150% โดยที่ไม่รวมปันผลใดๆ แม้ว่าราคาจะไม่พุ่งหวือหวาเหมือนกับหุ้นบางตัว แต่ก็ไปข้างหน้าอย่างมั่นคงครับ

ดังนั้นในโพสนี้ ผมจะแนะนำวิธีและเครื่องมือต่างๆ ที่สามารถช่วยเหลือคุณเจาะหาขุมทรัพย์หุ้นเยอรมันออกมา แต่ในโพสนี้จะไม่มีการแนะนำหุ้นเยอรมันเป็นรายตัวแต่อย่างใดครับ

แต่ก่อนอื่นผมขอแนะนำดัชนีหุ้นเยอรมันที่คุณควรทราบก่อนครับ

Frankfurt Stock Exchange By Mylius, GFDL 1.2,

ดัชนีหุ้นเยอรมันไม่ได้มีแค่ DAX

DAX หรือ DAX 30 เป็นดัชนีหุ้นเยอรมันที่คนไทยน่าจะรู้จักมากที่สุด DAX คือดัชนีที่นำมาใช้วัดผลตอบแทนของหุ้นเยอรมันที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุด 30 อันดับ โดยตัวดัชนีจะเป็นแบบ capitalization-weighted นั่นแปลว่าตัวที่มี market cap มากที่สุดจะส่งผลต่อดัชนีมากที่สุด ต่างจากดาวโจนส์ (Dow Jones) ของอเมริกาที่จะเป็นแบบ price-weighted ครับ

แม้ว่าโครงสร้างของดัชนีจะไม่เหมือน แต่นักลงทุนทั่วไปมักจะเปรียบว่า DAX เหมือนกับดาวโจนส์ของหุ้นเยอรมัน ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร เพราะ DAX มีแต่หุ้นใหญ่ และยังมีจำนวน 30 ตัวเหมือนกับดาวโจนส์ด้วย

หุ้นในดัชนี DAX มีหลายตัวที่คนไทยรู้จักกันดี อาทิเช่นบริษัทเครื่องแต่งกายอย่าง Adidas, บริษัทรถยนต์อย่าง BMW, บริษัทประกันภัยอย่าง Allianz และบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง Siemens ครับ

อย่างไรก็ดีการจะหาหุ้นเยอรมันดีๆ นั้นคุณไม่ควรจะจำกัดอยู่แค่ใน DAX เพราะตัวดัชนี DAX เป็นแค่ส่วนน้อยของจักรวาลหุ้นเยอรมันทั้งหมดครับ

ดัชนีหุ้นเยอรมันที่คุณควรจะทำความรู้จักมีดังต่อไปนี้

  • MDAX – ดัชนีที่ประกอบด้วยหุ้นขนาดกลางที่ไม่ใช่เทคโนโลยีจำนวน 60 ตัว ในกลุ่มนี้มีหุ้นของบริษัทที่คนไทยน่าจะรู้จักบ้าง นั่นก็คือ Airbus หรือ Hugo Boss
  • SDAX – ดัชนีที่ประกอบด้วยหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวน 70 ตัว ในกลุ่มนี้มีหุ้นของสโมสรฟุตบอล Borussia Dortmund ที่คนไทยที่ติดตามฟุตบอลน่าจะรู้จักครับ
  • TecDAX – ดัชนีหุ้นที่รวมหุ้นเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดจำนวน 30 ตัว บางตัวอาจจะอยู่ในดัชนีอื่นๆ ได้ด้วยครับ

นอกเหนือจากดัชนีเหล่านี้แล้ว ยังมีหุ้นเยอรมันอีกจำนวนมากมายที่ไม่ได้อยู่ในดัชนี และรอคุณให้ไปสำรวจอยู่ แต่ดัชนีเหล่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการศึกษาหุ้นเยอรมันรายตัว

ถัดไปเราไปดูกันดีกว่าจะมีวิธีไหนในการหาหุ้นเยอรมันดีๆ บ้าง

1. หาข้อมูลหุ้นเยอรมันเป็นภาษาอังกฤษ

ปัญหาสำคัญในการลงทุนในหุ้นเยอรมัน โดยใช้ปัจจัยพื้นฐานก็คือ การที่ข้อมูลทางการเงินจำนวนมากอยู่ในภาษาเยอรมัน ซึ่งนักลงทุนไทยอย่างเราๆ อ่านไม่ออก

แม้ว่าบริษัทขนาดใหญ่จะให้ข้อมูลที่เป็นภาษาอังกฤษแบบครบถ้วน นั่นแปลว่าถ้าคุณลงทุนแค่ใน DAX จะไม่มีปัญหา แต่บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางนั้นไม่ใช่เลย ที่ผมเคยเจอมาบางบริษัทให้ข้อมูลทางการเงินเป็นภาษาเยอรมันยาวเหยียด แต่ให้ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษน้อยมากถึงมากที่สุด

ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องเตรียมก่อน นั่นก็คือแพลตฟอร์มที่ให้ข้อมูลหุ้นเยอรมันเป็นภาษาอังกฤษที่คุณเชื่อถือและไว้ใจได้ครับ แพลตฟอร์มเหล่านี้จะอธิบายลักษณะธุรกิจและสรุปข้อมูลทางการเงินย้อนหลังเอาไว้พร้อม ทำให้คุณไม่ต้องมาทำตารางใน Excel เองจาก Annual Report แต่ละปี

นอกจากนี้แพลตฟอร์มเหล่านี้ยังคิดอัตราส่วนทางการเงิน (เช่น ROE, Margin, D/E) เอาไว้พร้อมแล้ว คุณจึงไม่ต้องเสียเวลาคิดเองครับ

แพลตฟอร์มข้อมูลหุ้นเยอรมันที่ผมแนะนำคือ

ในแพลตฟอร์มทั้งหมดนี้ ผมชอบ Gurufocus มากที่สุด เพราะว่าเป็นเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อนักลงทุนแบบ Value Investing โดยตรง ดังนั้นบนเว็บไซต์ข้อมูลทางการเงินของหุ้นเยอรมันละเอียดที่สุด (ย้อนหลังไปถึง 30 ปี ถ้าบริษัทมีอายุถึง) และยังมีฟีเจอร์เหล่านี้ให้คุณใช้งาน

  • Backtesting – ทดสอบว่ากลยุทธ์ของคุณเหมาะกับหุ้นเยอรมันหรือไม่ ด้วยการทดสอบย้อนหลัง
  • Valuation Tools – เครื่องมือนับสิบที่ช่วยประเมินมูลค่าเหมาะสมของหุ้นเยอรมันแต่ละตัว
  • All-in-one Screener – ใช้ screener ในการสแกนหุ้นเยอรมันที่ตรงตามความต้องการของคุณ
  • Warning Signs/Good Signs – เครื่องมือที่คอยเตือนว่าบริษัทที่คุณสนใจมีสถานะการเงินดีหรือไม่ดีตรงไหน มีจุดที่ต้องระวังหรือไม่
  • Interactive Chart – รวม Chart ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับหุ้นเยอรมัน ไม่ว่าจะเป็นกราฟเทคนิค หรือว่ากราฟรายได้ กำไร ฯลฯ รวมแล้วมีกราฟกว่า 200 แบบให้เลือกใช้
  • Headlines – ข่าวสารต่างๆ ที่เกี่ยวกับหุ้นตัวนั้น
  • ข้อมูลเชิงลึกอื่นๆ อย่างเช่น Dividend, Insider, Ownership ฯลฯ
  • และอื่นๆ อีกมากมาย

ทั้งนี้ Gurufocus ไม่ได้ให้เฉพาะข้อมูลหุ้นเยอรมันอย่างเดียว ถ้าคุณจ่ายค่าสมาชิกเป็นรายปี (เริ่มต้น $399 หรือประมาณ 12,000 บาทต่อปี) คุณจะได้ข้อมูลของหุ้นทุกตัวใน EU ไม่ว่าจะเป็นหุ้นเยอรมัน ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี หรือเนเธอร์แลนด์ หุ้นที่คุณไม่ได้มีแค่สหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์เท่านั้น (ถ้าอยากได้ต้องเสียเพิ่มอีก $269 หรือประมาณ 9,100 บาทต่อปีครับ)

ข้อเสียอย่างเดียวของ Gurufocus คือ ตัว User Interface ดูโบราณและแออัดกันมากไปหน่อย แต่ถ้าถามว่ามีปัญหาในการใช้งานหรือไม่ คำตอบคือไม่มีครับ

ทาง Gurufocus ให้คุณใช้ฟรีเป็นเวลา 7 วัน ถ้าสนใจไปลองใช้กันได้ที่นี่

ส่วน Morningstar, Reuters, Marketscreener นั้นคุณสามารถใช้งานได้ฟรี ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการประหยัดงบ ข้อมูลของทั้งสองเว็บไซต์จะไม่ละเอียดเท่า Gurufocus แต่ก็พอใช้งานได้ในระดับหนึ่งครับ

2. ใช้ Stock Screener ในการคัดหุ้น

เนื่องจากหุ้นเยอรมันมีจำนวนมาก มันจึงเป็นไม่ได้ที่เราจะไปศึกษาข้อมูลกิจการของหุ้นแต่ละตัว สิ่งที่เราต้องใช้นั่นคือ Stock Screener เพื่อกรองหุ้นให้เหลือแต่หุ้นที่เราสนใจเท่านั้น หลังจากนั้นถึงจะนำไปศึกษาเป็นรายตัวต่อไป

สำหรับแพลตฟอร์มที่ผมบอกได้ทั้งหมดด้านบน (Gurufocus, Morningstar, Reuters, Marketscreener) นั้นมี Stock Screener ที่สามารถสรรหาหุ้นเยอรมันที่ตรงกับความต้องการของคุณทุกแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ Financial Times ก็ยังมีให้ใช้เช่นเดียวกัน

ใครที่เป็นสมาชิกของ Gurufocus ผมแนะนำให้ใช้ screener ของ Gurufocus เพราะมีคุณภาพสูงที่สุด แต่สำหรับสายฟรี ผมแนะนำ MarketScreener ครับ เพราะใช้งานง่ายที่สุด และเหมาะทั้งนักลงทุนมือใหม่และมีประสบการณ์สูง

Screener ของ Marketscreener เลือกเงื่อนไขกรองหุ้นได้ตามคำสั่งของคุณ หรือว่าจะให้ตัวแพลตฟอร์มแนะนำให้ก็ได้ (ตัวที่มี Investor Rating สูงๆ) ซึ่งจากที่ผมเคยลองใช้มา ผมพบว่าหุ้นตัวที่แพลตฟอร์มแนะนำมามีคุณภาพสูงพอสมควรเลยครับ เพราะเคยได้หุ้นแบบ Winner (กำไร 200% ถึง 2-3 ตัว) จาก screener นี้แหละครับ

หลังจากที่ได้ใช้ Stock Screener แล้วก็ถึงเวลาตรวจสอบหุ้นด้วยตัวของคุณเองแล้วครับ ผมขอออกตัวเลยว่าห่างไกลจากความเป็นเซียนเรื่องการเลือกหุ้นมาก แต่จะขอให้คำแนะนำให้การเลือกหุ้นเยอรมันดังต่อไปนี้ครับ

3. ไม่ควรซื้อหุ้นเล็กมาก

ตลาดหุ้นเยอรมันมีหุ้นจำนวนมากที่มีมูลค่าตลาดต่ำมาก ทำให้การซื้อขายในตลาดต่ำมาก ไม่ต่างอะไรกับหุ้นที่มีขนาดเล็กมากในตลาดหุ้นไทย

หลายคนอาจจะสงสัยว่าต่ำในที่นี้คือเท่าไหน?

ต่ำในที่นี้คือมูลค่าตลาดต่ำกว่า 200 ล้านยูโรครับ ส่วนมูลค่าการซื้อขายจะต่ำกว่า 50,000 หุ้นต่อวัน

สาเหตุที่ไม่ควรซื้อก็เพราะสภาพคล่องต่ำ ทำให้ช่วง Bid-Offer กว้างมาก เวลาขายจะขายยากมาก และคุณอาจจะต้องเสียกำไรไปหลายเปอร์เซนต์เลยทีเดียว แถมบางวันยังไม่มีคนตั้ง Bid-Offer เลยอีกต่างหาก

นอกจากนี้ถ้าบริษัทมีมูลค่าตลาดเล็ก งบการเงินจะเชื่อถือได้น้อยกว่าบริษัทใหญ่ ภายในยุโรปไม่ใช่ว่าไม่มีบิดเบือนงบการเงินนะครับ ผมบอกเลยว่ามีเยอะ ตัวผมเจอมาเองกับตัว เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นเยอรมันที่มีขนาดเล็กเกินไปครับ

4. ทำความเข้าใจอุตสาหกรรมให้ดี

ประเทศเยอรมนีเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีเทคโนโลยีอันล้ำสมัยทั้งทางด้านการบริการ อุตสาหกรรม IT เภสัชกรรม ทำให้บริษัทเยอรมันมีความหลากหลายมากกว่าบริษัทในตลาดหุ้นไทยอย่างชัดเจน

นักลงทุนที่ก่อนหน้านี้ลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างเดียวอาจจะไม่คุ้นเคยกับลักษณะธุรกิจเหล่านี้ และทำให้การตัดสินใจลงทุนผิดพลาดได้ ผมจึงแนะนำว่าควรจะศึกษารูปแบบธุรกิจให้เข้าใจก่อนครับ

บริษัทเยอรมันที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์มีเว็บไซต์แทบจะทุกบริษัท แต่ผมเคยเจอว่ามีบางบริษัทเหมือนกันที่ไม่มีเว็บไซต์ สำหรับบริษัทใดๆที่ไม่มี ผมแนะนำให้ตัดทิ้งออกจาก list ไปเลยครับ แม้ว่าข้อมูลทางการเงินจะมีให้อ่านในแพลตฟอร์มอย่างเช่น Gurufocus ก็ตาม สาเหตุคือไม่มีความน่าเชื่อถือครับ

หลังจากที่คุณเข้ามาถึงเว็บไซต์นักลงทุนสัมพันธ์แล้ว ผมแนะนำให้หาคำว่า “Presentation” ก่อนเลย เพราะว่าในนั้นจะสรุปทุกอย่าง ตั้งแต่งบการเงิน ข่าวสาร รวมไปถึงลักษณะธุรกิจ และแผนงานในอนาคตครับ หรือจะกลับไปอ่านแพลตฟอร์มในข้อ 1 ก็ได้เช่นกัน

สำหรับบริษัทที่ไม่ให้ข้อมูลทางการเงินภาษาอังกฤษเลย คุณต้องการกลับไปใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในแพลตฟอร์มที่ผมให้ไว้ในข้อ 1 ครับ ส่วนบริษัทที่ให้มาแล้ว คุณก็ไม่จำเป็นต้องมาไล่อ่านข้อมูลทางการเงินแต่ละปีเองในเว็บไซต์ อย่าลืมว่าแพลตฟอร์มด้านบนสรุปไว้หมดแล้วครับ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมจะให้เวลาตัวเองประมาณ 20 นาที ถ้าผมยังไม่สามารถเข้าใจได้ว่าบริษัทนี้ทำอะไร ผมจะทิ้งบริษัทนี้ไปทันที แต่ในส่วนนี้ก็แล้วแต่นักลงทุนแต่ละคนเช่นกันครับ

สำหรับการอัพเดตทางการเงิน หุ้นเยอรมันทุกตัวจะเผยแพร่เอกสาร (เหมือน MD&A ของตลาดหุ้นไทย) ที่เว็บไซต์นักลงทุนสัมพันธ์ (Investor Relations) ของบริษัทครับ และส่วนใหญ่จะมี Webcast ให้คุณเข้าไปฟังได้ด้วยครับ แต่อาจจะเป็นภาษาเยอรมันครับ

ทั้งนี้การทำความเข้าใจลักษณะธุรกิจของหุ้นเยอรมันสำคัญมาก เพราะในอดีตเคยมีหลายกรณีมาแล้วที่หุ้นตัวนั้นดูดีเกินกว่าความเป็นจริง (too good to be true) ซึ่งจริงๆ แล้วงบการเงินที่ดูดีมาจากการบิดเบือนและตบแต่งบัญชีครับ

ถ้าคุณไปลงทุนในหุ้นเหล่านี้แล้วขายไม่ทัน ผมบอกได้เลยว่าความเสียหายต่อพอร์ตของคุณจะมหาศาลครับ การเข้าใจลักษณะธุรกิจจะทำให้คุณฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า งบการเงินของบริษัทดีจนไม่น่าจะเป็นไปได้ ทำให้คุณตัดสินใจหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นดังกล่าวครับ

5. ไล่ดูหุ้นในดัชนีต่างๆ

แม้ว่า Stock Screener จะนำหุ้นที่ดีให้คุณมาระดับหนึ่ง แต่ถ้าถามว่าจะมีหุ้นที่ตกหล่นไปได้หรือไม่ คำตอบคือได้ครับ ดังนั้นสิ่งที่ผมทำอยู่บ่อยๆ คือ ไล่ screen หุ้นที่อยู่ในดัชนีอย่าง DAX, MDAX, SDAX, TecDAX ครับ

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะการที่หุ้นจะอยู่ในดัชนีได้ คุณภาพของหุ้นต้องมีระดับหนึ่ง (แต่ก็ไม่เสมอไปในกรณีของ Wirecard AG ที่มีกรณีฉาวการบิดเบือนงบการเงิน) ผมจะไล่ตรวจสอบไปทีละตัวว่ามีตัวไหนบ้าง ถ้าสนใจจะนำไปศึกษาต่อไปครับ

รายชื่อหุ้นในดัชนีทั้งหมดสามารถดูได้จาก borse frankfurt ครับ