แกรนด์ดยุคไมเคิล ว่าที่จักรพรรดิคนสุดท้ายของรัสเซีย?

0
809

ก่อนที่ผมจะเล่าตอนต่อไป ในเรื่อง วันสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟ ผมขอเล่าถึงชีวิตของชายผู้นี้เสียก่อน

เขาคือ ชายคนหนึ่งที่อุทิศตนให้กับความรัก ถึงแม้ความรักนั้นจะไม่ถูกต้องสักเท่าไรก็ตาม ชีวิตรักของเขาดราม่ายิ่งกว่า Club Friday ทุกซีซั่น โดยไม่ต้องให้คนเขียนบทคนใดมาแต่งเติม

เขาคือ นายทหารผู้กล้าหาญที่ไม่หวั่นกลัวต่อความตาย เขานำกองพันของเขาที่แนวหน้าต่อสู้กับข้าศึก ชนิดที่ว่าทหารยังกลัวว่าเขาจะเสียชีวิตกลางสมรภูมิ

เขาคือ แกรนด์ดยุคผู้ต้องรับหน้าเสื่อกับปัญหาที่พี่ชายโยนมาให้ เขาพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ภายใต้แรงกดดันมหาศาล

เขาผู้นี้คือ แกรนด์ดยุคไมเคิล หรือ มิคาอิล อเล็กซานดรอวิช (Grand Duke Michael Alexandrovich, Михаи́л Александрович) น้องชายคนสุดท้องของซาร์นิโคลัสที่ 2 และในทางปฏิบัติ เขาคือ จักรพรรดิหรือซาร์คนสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟแห่งรัสเซีย

แกรนด์ดยุคไมเคิล

ไมเคิลในวัยเด็ก

ไมเคิลเป็นบุตรชายของซาร์อเล็กซานเดอร์ 3 และซาริซามาเรีย เขาเกิดก่อนที่ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 จะถูกปลงพระชนม์ไม่กี่ปี หลังจากนั้นอเล็กซานเดอร์ที่ 3 ได้มีรับสั่งให้ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่พระราชวังกัตชินา (Gatchina Palace) ทำให้ไมเคิลไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับพระราชวังอื่นในวัยเด็กเลย เขาจึงคิดว่าพระราชวังแห่งนี้เป็น “บ้าน” ของเขาเสมอมา

ชีวิตในวัยเด็กของไมเคิลไม่ต่างอะไรกับนิโคลัส และพี่น้องคนอื่น นั่นก็คือเขาถูกเลี้ยงดูอย่างเรียบง่ายแต่เข้มงวด ไมเคิลต้องเรียนอย่างหนักจากติวเตอร์ตลอดทั้งวัน

เหล่าสมาชิกในครอบครัวเรียกไมเคิลว่า “มิชา” (Misha) ในบรรดาพี่น้อง เขาสนิทกับโอลกา น้องสาวของเขามากที่สุด เพราะว่ามีอายุใกล้เคียงกัน ความสนิทสนมนี้จะทำให้ไมเคิลช่วยเหลือเกี้อกูลโอลกาในเรื่องความรักในเวลาต่อมา

ครอบครัวของไมเคิล เด็กชายซ้ายสุดของรูปคือ ไมเคิล

อเล็กซานเดอร์ที่ 3 เป็นซาร์ที่ทุกคนในรัสเซียยำเกรง และเป็นพ่อที่ลูกๆ ทุกคนกลัว แต่สำหรับไมเคิล อาจจะไม่เป็นเช่นนั้น

มีอยู่วันหนึ่ง อเล็กซานเดอร์และไมเคิลเดินอยู่ในสวนที่กัตชินา อเล็กซานเดอร์ได้คว้าท่อขึ้นมาและฉีดน้ำจนไมเคิลเปียกไปทั้งตัว ไมเคิลไม่พูดอะไรเลย เขารีบเดินเข้าวังไป และไปเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา อเล็กซานเดอร์โผล่หน้าออกมาจากระเบียงเพื่อรับลม หลังจากที่ทำงานเสร็จใหม่ๆ ไมเคิลที่อยู่ชั้นบนของวังรออยู่แล้ว เขาเทน้ำทั้งถังสาดลงมาใส่ซาร์แห่งรัสเซีย ทำให้บิดาของเขาตัวเปียกไปหมด

แทนที่อเล็กซานเดอร์จะโกรธไมเคิล แต่เขากลับถือว่าเป็นเรื่องตลก เขาเล่าให้คนขับรถฟังถึงพฤติกรรมของบุตรชายตัวดีคนนี้

นิโคลัสย่อมไม่กล้าทำแบบนี้กับบิดาของเขาอย่างแน่นอน เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความกล้าที่จะแข็งข้อของไมเคิล

เมื่อไมเคิลอายุได้ 16 ปี อเล็กซานเดอร์ที่ 3 จากไปอย่างไม่มีวันกลับที่พระราชวังลิวาเดียในไครเมีย นิโคลัสพี่ชายของเขาขึ้นเป็นซาร์แห่งรัสเซีย ด้วยความที่นิโคลัสยังไม่มีบุตรชาย ทำให้ไมเคิลอยู่ในตำแหน่งรัชทายาทอันดับสอง รองจากจอร์จ พี่ชายของเขา

กลายเป็นรัชทายาท

หลังจากเรียนกับติวเตอร์จนจบแล้ว ไมเคิลก็ได้เข้าเรียนต่อในโรงเรียนทหารตามแบบอย่างเชื้อพระวงศ์โรมานอฟทั่วไป เขาเรียนจบจากโรงเรียนทหารและเข้ารับราชการเป็นกองทหารม้าปืนใหญ่รักษาพระองค์

ไมเคิลรักกองทหารมาก เพราะมันเป็นครั้งแรกที่เขามีเพื่อนจริงๆ และทำอะไรก็ได้ตามที่ใจปรารถนา ไมเคิลสนุกกับการเล่นกีฬากับเพื่อนร่วมกองพันอยู่บ่อยครั้ง เพื่อนๆ ในกองทัพต่างรักไมเคิล เพราะเขาไม่ถือตัว มีมารยาท และเป็นคนอารมณ์ดี

ภาพวาดแกรนด์ดยุคไมเคิล

ในปี ค.ศ.1898 เมื่อไมเคิลอายุได้ 20 ปี เขาก็บรรลุนิติภาวะเต็มตัว และได้รับการทำพิธีในโบสถ์เพื่อเป็นการแสดงออกว่าเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว ต่อไปเขาจะได้รับเงินประจำปีเป็นของตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพิงผู้ปกครองอีกต่อไป

แปดเดือนต่อมา จอร์จ พี่ชายของเขาที่เป็นวัณโรค ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต และนิโคลัสยังไม่มีบุตรชายที่เป็นตัวเป็นตน ไมเคิลต้องกลายเป็นรัชทายาทของรัสเซียไปโดยปริยาย

ไมเคิลเกือบจะได้เป็นซาร์แห่งรัสเซีย เพราะสองปีต่อมานิโคลัสป่วยหนักด้วยโรคไทฟัส โรคที่ในสมัยนั้นถ้าเป็นแล้ว โอกาสเป็นตายเท่ากัน เหล่าเสนาบดีจึงประชุมอย่างเคร่งเครียดว่าจะทำอย่างไรกันดีถ้านิโคลัสจากไป

หากแต่ว่าผู้ที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้ไมเคิลครองราชย์คือ ซาริซาอเล็กซานดรา มเหสีของนิโคลัส เธออยากให้ลูกชายที่กำเนิดจากเธอขึ้นครองราชย์ต่อไป ในเวลานั้นอเล็กซานดรากำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ 4 และเธอคาดว่าจะเป็นชาย เธอหวังว่าถ้านิโคลัสจากไปจริงๆ พวกเสนาบดีจะประกาศให้ลูกของเธอในครรภ์เป็นซาร์ โดยมีตัวเธอเป็นผู้สำเร็จราชการไปพลางก่อน

สำหรับพวกเสนาบดีที่นำโดยเซอร์เกย์ วิตต์แล้ว สิ่งที่อเล็กซานดราคิดเป็นเรื่องตลกมากๆ เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าอเล็กซานดราจะไม่ให้กำเนิดบุตรที่เป็นหญิงเหมือนกับคราวก่อน และมีประเทศใดในโลกที่ประกาศว่าบุตรในครรภ์ที่ยังไม่รู้เพศเป็นประมุขของประเทศกันเล่า

อีกอย่างหนึ่งวิตต์เองก็ชอบในตัวของไมเคิลอย่างลับๆ เขาคิดว่าจริงๆ แล้วถ้าว่าตามบุคลิกไม่ใช่สถานะ ไมเคิลเหมาะจะเป็นซาร์มากกว่านิโคลัสเสียอีก

การคัดค้านของวิตต์ ทำให้อเล็กซานดราเกลียดชังวิตต์มาก และเธอไม่เคยญาติดีกับเขาอีกเลยหลังจากนั้น

ตัวไมเคิลเองไม่ได้อยากจะเป็นซาร์สักเท่าใดนัก และไม่อยากจะให้พี่สะใภ้อย่างอเล็กซานดรามาเกลียดชังเขาด้วย ไมเคิลเลยแสดงออกน้อยมากในฐานะรัชทายาท เขาทำตามหน้าที่ที่ได้รับคำสั่งมาเท่านั้น

สุดท้ายแล้ว อเล็กซานดราก็ให้กำเนิดบุตรสาวคนที่ 4 หรือ อนาสตาเซียนั่นเอง ดังนั้นถ้านิโคลัสสิ้นชีวิต ไมเคิลต้องเป็นซาร์คนต่อไปทันทีตามกฎมณเฑียรบาล แต่โชคดีที่นิโคลัสรอดชีวิต ทำให้ไมเคิลไม่ต้องเป็นซาร์ในเวลานั้น

แกรนด์ดยุคไมเคิล

ในปี ค.ศ.1904 การเกิดของ อเล็กเซย์ บุตรชายของนิโคลัสและอเล็กซานดรา ทำให้ไมเคิลหลุดจากตำแหน่งรัชทายาทลงไปเป็นอันดับสองตามเดิม แต่ไมเคิลไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย เขาไม่ได้ต้องการบัลลังก์ เขาดีใจด้วยซ้ำไปที่ไม่ต้องต่อกรกับอเล็กซานดราอีกแล้ว และไม่ต้องกังวลเรื่องการสืบตำแหน่งซาร์อีก

หากแต่ว่าอเล็กเซย์ดันป่วยเป็นโรคฮีโมฟีเลีย และมีโอกาสสูงมากที่จะอายุสั้น โอกาสที่ไมเคิลจะสืบบัลลังก์ต่อก็ยังมีอยู่ ไมเคิลได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการของอเล็กเซย์ร่วมกับอเล็กซานดรา ถ้านิโคลัสจากไปก่อนที่อเล็กเซย์จะบรรลุนิติภาวะ

อุปสรรคแห่งความรัก

ไมเคิลมีความรักกับสตรีสามนาง แต่ไมเคิลแทบไม่เคยสมหวังเลย จนกระทั่งคนสุดท้าย

คนแรกที่ไมเคิลตกหลุมรักคือ เจ้าหญิงเบียทริซ แห่ง Saxe-Coburg เธอเองก็มีใจให้กับไมเคิลเช่นเดียวกัน ทำให้มีกระแสว่าทั้งสองจะแต่งงานกัน

เจ้าหญิงเบียทริซ

หากแต่ว่าเจ้าหญิงเบียทริซเป็นลูกพี่ลูกน้องของไมเคิล เพราะเธอเป็นลูกสาวของอาของไมเคิล คริสตจักรรัสเซียนออโธดอกซ์ไม่ยินยอมให้มีการแต่งงานระหว่างลูกพี่ลูกน้องลักษณะนี้ได้ ดังนั้นนิโคลัสจึงไม่อนุญาตให้ทั้งสองแต่งงานกัน

ภายในเวลาไม่นาน ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงพังทลายลงไป ไมเคิลจำใจเขียนจดหมายบอกเลิกเธอด้วยความเจ็บปวด เมื่อเบียทริซได้รับจดหมาย เธอเสียใจมากถึงกับซึมเศร้าอยู่พักใหญ่ๆ ไมเคิลต้องเขียนจดหมายส่งไปหาเธออีกหลายฉบับ เพื่อขอให้เธอลืมเขาเสีย

ไมเคิลตกหลุมรักสาวคนใหม่ในช่วงปี ค.ศ.1904-1905 เธอชื่อว่าอเล็กซานดรา โคสสิคอฟสกายา หรือ ดินา ความรักครั้งนี้เป็นความรักที่เห็นได้ชัดว่ามันจะล้มเป็นท่าในอีกไม่นาน

สาเหตุคือ ดินา เป็นสามัญชน เธอเป็นนางกำนัลของโอลกา น้องสาวของไมเคิล ดินาไม่ใช่คนสวย แต่เป็นคนฉลาดมาก เธอมีความรู้ และมีความเชื่อมั่นในตัวเอง

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการแต่งงานเป็นไปไม่ได้ นิโคลัสผู้ที่เคร่งกฎของราชวงศ์มากย่อมไม่อนุญาตอย่างแน่นอน เพื่อนของไมเคิลเลยเสนอว่าให้ไมเคิลรับเธอเป็นภรรยาน้อย เหมือนกับที่แกรนด์ดยุคทั่วไปเค้าทำกัน

แต่ไมเคิลปฏิเสธ เขาต้องการแต่งงานกับดินาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดินาเองก็เป็นปัญญาชน เธอย่อมไม่ต้องการเป็นภรรยาน้อย

นั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่เมื่ออเล็กเซย์เกิดมา ไมเคิลรู้สึกดีใจมาก เขาบอกนิโคลัสว่า

ฉันไม่ได้อยู่ในลิสต์แล้วนะ

ไมเคิลหวังว่าในเมื่อเขาไม่ต้องเป็นรัชทายาทแล้ว เขาจะทำอะไรก็ได้ สิ่งที่เขาต้องการที่สุดในเวลานั้นก็คือแต่งงานกับดินา

ไมเคิลส่งจดหมายขอร้องนิโคลัสในปี ค.ศ.1906 ด้วยการช่วยเหลือของพ่อของดินาที่เป็นทนายความ ภายในจดหมายอ้างว่ากฎหมายห้ามเชื้อพระวงศ์แต่งงานกับสามัญชนนั้น ซาร์แห่งรัสเซียสามารถยกเว้นให้ใครก็ได้ ดังนั้นไมเคิลหวังว่า พี่ชายจะยอมยกเว้นให้กับตน

นิโคลัสกลับปฏิเสธและยืนกรานจะไม่ยอมให้แต่งท่าเดียว นอกจากจะไม่ให้แต่งแล้ว นิโคลัสยังระบุว่า ถ้าไมเคิลแอบไปแต่งงานเอง เขาจะขับไมเคิลออกจากกองทัพ และไล่ออกนอกรัสเซียให้ไปอยู่ที่อื่น

หากแต่ว่าผู้ที่ทำให้ความรักของไมเคิลและดินาพังทลายไม่ใช่นิโคลัส แต่กลับเป็นอดีตซาริซามาเรีย แม่ของไมเคิลเอง เธอรู้สึกช็อคที่ไมเคิลอยากแต่งงานกับนางกำนัล เธอจึง “ไล่” ดินาออกจากการเป็นนางกำนัลให้โอลกา และขอให้เธอออกนอกประเทศ ส่วนไมเคิล มาเรียก็หิ้วเขาไปเยี่ยมญาติของเธอที่เดนมาร์ก เพื่อไม่ให้เขาคิดฟุ้งซ่าน

แต่นั่นไม่สามารถหักห้ามไมเคิลได้ ไมเคิลพยายามแอบไปพบดินา ทั้งสองแผนจะแอบแต่งงานกันด้วยในต่างประเทศ หากแต่ว่าแผนการทั้งหมดถูกยับยั้งโดยตำรวจลับที่ถูกสั่งให้ดูไมเคิลไว้ตลอดเวลา

ความรักของไมเคิลจึงพังทลายลงไปเป็นครั้งที่สอง แต่นั่นจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ไมเคิลจะแอบแต่งงาน

หนีไปแต่งงาน

หญิงสาวที่ไมเคิลตกหลุมรักเป็นคนที่สามแน่นอนว่าคือ นาตาเลีย วูลเฟิร์ต (Natalia Wulfert) หรือ นาตาชา ผมได้เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับเธอไว้แล้วพอสมควรในโพสนี้

นาตาชานี้ยิ่งกว่าดินาเสียอีก เธอเป็นสามัญชนไม่พอ เธอยังมีสามีแล้วสองคนด้วย แถมมีลูกติดอีกต่างหาก ในครั้งนี้ความสัมพันธ์ของไมเคิลและนาตาชาเลยเถิดไปถึงขนาดที่ นาตาชาตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรของไมเคิลชื่อว่า จอร์จ

ถึงแม้อดีตสามีของนาตาชาจะยอมหย่าให้ แต่นิโคลัสยังไม่อนุญาตให้ไมเคิลแต่งงานกับนาตาชา ส่วนหนึ่งก็เพราะอเล็กซานดราเกลียดนาตาชามาก (น่าจะจากการมีสามีสามคน และพฤติกรรมอื่นๆ ของนาตาชา)

ไมเคิลและนาตาชา

ไมเคิลรักนาตาชาจริงๆ และนาตาชาก็รักเขามาก นาตาชาต้องอดกลั้นต่อการโจมตีอย่างหนักของสังคมรัสเซียที่มีต่อเธอ นานวันเข้าคนรอบตัวของไมเคิลปฏิบัติต่อนาตาชาอย่างกับเธอไม่มีตัวตน เพราะว่าเธอไม่ใช่ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายและศาสนา ไมเคิลจึงยิ่งอยากแต่งงานกับนาตาชามากขึ้นทุกวัน ตัวเขาเองก็เริ่มเกลียดชังสังคมระดับสูงในเซนต์ปีเตอร์สเปิร์กมากขึ้นทุกที

สุดท้ายแล้ว ทั้งสองตัดสินใจว่าจะ “หนีไปแต่งงาน” เพื่อตัดปัญหาที่ทุกคนไม่ยอมรับนาตาชา

ไมเคิลเรียนรู้จากบทเรียนครั้งก่อนว่า ตนเองถูกติดตามอย่างละเอียดถี่ยิบจากพวกตำรวจลับ เขาต้องจัดการกับพวกตำรวจลับเหล่านี้เสียก่อน เขาถึงจะแต่งงานกับนาตาชาได้

ที่เบอร์ลิน ไมเคิลประกาศอย่างเป็นทางการว่า เขากับนาตาชาจะเดินทางไปยังเมืองคานส์ทางรถไฟ เขาได้สั่งให้พวกผู้ติดตามเดินทางไปยังคานส์ด้วยทางรถไฟด้วยกันทั้งหมด

หากแต่ว่าจริงๆแล้ว ไมเคิลขับรถยนต์ไป ในขบวนรถไฟจึงไม่มีไมเคิลและนาตาชาอยู่ ไมเคิลพานาตาชาไปยังเมืองเวียนนา และพุ่งตรงไปที่โบสถ์ของศาสนาคริสต์ออโธดอกซ์ของชาวเซิร์บที่นั่น ทั้งสองแต่งงานกันอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ.1912

การแต่งงานของไมเคิลทำให้นิโคลัส และมาเรีย พี่ชายและแม่ของเขาโกรธมาก นิโคลัสยังโกรธที่ไมเคิลเอาอาการของอเล็กเซย์มาเป็นข้ออ้างในการแต่งงานกับนาตาชาด้วย

กล่าวคือไมเคิลเขียนจดหมายบอกนิโคลัสว่า เขากลัวว่าถ้าอเล็กเซย์ตายไป เขาจะต้องเป็นรัชทายาทอีกครั้ง และจะไม่ได้แต่งงานกับนาตาชา นอกจากนี้การที่เขาแต่งงานกับนาตาชาไปแล้วทำให้เขาเป็นรัชทายาทไม่ได้แล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ไมเคิลไม่อาจจะเสียนาตาชาไปได้แล้ว

นิโคลัสตอบโต้ด้วยการขับไมเคิลออกจากกองทัพ และไล่เขาไปอยู่นอกรัสเซีย พร้อมกับไม่ให้ไมเคิลดูแลทรัพย์สินของตนเองอีกด้วย

สงครามโลกครั้งที่ 1

ไมเคิลได้ขอกลับมารับใช้ชาติเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มต้นขึ้น นิโคลัสอนุญาตให้ตามคำขอ ไมเคิลได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพลตรี และให้ทำหน้าที่กองพลทหารม้าคอเคซัสที่ตั้งขึ้นใหม่ รวมไปถึงยังยอมรับให้จอร์จเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายของไมเคิลด้วย

ภายใต้การนำของไมเคิล กองพลทหารม้าคอเคซัสเป็นกองพลที่ต่อสู้ได้มีประสิทธิภาพมากที่สุดในกองทัพรัสเซีย และได้สมญาว่า Savage Division

ไมเคิลอยู่ที่แนวหน้าและร่วมทุกข์ร่วมสุขกับทหารของเขา ทำให้ทหารมุสลิมเหล่านี้รักเขามาก ไมเคิลนำกองทัพสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ในการต่อสู้ที่เทือกเขาคาร์พาเธียนในปี ค.ศ.1915 ไมเคิลจึงได้รับเหรียญกล้าหาญเซนต์จอร์จ อันเป็นเหรียญกล้าหาญสูงสุดในกองทัพ

ไมเคิลและกองพล Savage Division ของเขา

เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบที่ไมเคิลเสี่ยงตายในสงคราม นิโคลัสมอบอำนาจในการดูแลทรัพย์สินทั้งหมดคืนให้กับไมเคิล พร้อมกับเลื่อนยศ ตำแหน่งและหน้าที่ให้ไมเคิลตามลำดับ

ในปี ค.ศ.1916 เหล่าแกรนด์ดยุคทั้งหลายรวมทั้งไมเคิลเห็นว่า การปฏิวัติคงจะมาถึงในไม่ช้าถ้าอเล็กซานดรายังอยู่ในอำนาจต่อไป ไมเคิลตัดสินใจเขียนจดหมายฉบับหนึ่งไปเตือนพี่ชาย แต่กลับไม่ได้คำตอบใดๆ กลับมา

ขึ้นปีใหม่ ไมเคิลตัดสินใจกลับไปยังกองพลของเขาในแนวหน้า เพราะสถานการณ์ในกรุงเปโตรกราดเลวร้ายเหลือเกิน เสนาบดีหลายคนพยายามขอให้ไมเคิลช่วยเตือนนิโคลัส พี่ชายของเขา แต่ไมเคิลบอกว่าเขาไม่สามารถทำอะไรได้ เขาเคยลองทำแล้ว พี่ชายของเขาก็ทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว แต่ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย

การปฏิวัติรัสเซีย

ไมเคิลอยู่ในกรุงเปโตรกราดระหว่างที่เกิดการปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ.1917 เขาร่วมมือกับสภาดูมาในการต่อรองกับพวกผู้ชุมนุมว่า จะเปลี่ยนประเทศเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) เพื่อทำให้ผู้ชุมนุมพอใจ แต่ไม่เป็นผล พวกผู้ชุมนุมบังคับให้นิโคลัสสละราชสมบัติแทน

ดังนั้นนิโคลัสตัดสินใจสละราชสมบัติให้ไมเคิล เพราะว่าเขาไม่ต้องการแยกจากอเล็กเซย์ ในเวลาห้าทุ่มของคืนวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ.1917

กว่าไมเคิลจะรู้ข่าวก็เช้าแล้ว แต่ปัญหาไม่ได้มีเพียงเท่านั้น ปัญหาอยู่ที่ว่าปวงชนรัสเซียจะยอมรับไมเคิลได้หรือไม่ เหล่าสมาชิกรัฐบาลชั่วคราวเองก็แจ้งให้ไมเคิลทราบว่าทุกอย่างนั้นไม่แน่นอน และมีความเสี่ยงไม่น้อย

ในกรณีที่ไมเคิลจะขึ้นนั่งบัลลังก์รัสเซีย เพราะเหล่ามวลชนอาจจะยอมรับไม่ได้ก็ได้ โดยเฉพาะพวกเปโตรกราดโซเวียต

ไมเคิลจึงอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลอย่างหาที่เปรียบมิได้

ไมเคิลในปี ค.ศ.1917

ท้ายที่สุดไมเคิลตัดสินใจประกาศว่า ตัวเขาจะขึ้นนั่งบัลลังก์หรือไม่ขอให้ประชาชนรัสเซียเป็นผู้ตัดสินหลังจากได้สภาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ถ้าประชาชนเลือกระบอบซาร์ เขาก็ยินดีที่จะขึ้นปกครองประเทศในฐานะซาร์แห่งรัสเซีย

นั่นเท่ากับว่า ไมเคิลไม่ได้ปฏิเสธตำแหน่ง แต่ก็ไม่ได้ยอมรับตำแหน่งด้วย รัสเซียจึงกลายเป็นสาธารณรัฐไปชั่วคราวก่อน

ระหว่างที่อยู่ในการปกครองของรัฐบาลชั่วคราว ไมเคิลถูกคุมขัง แต่ในเวลาต่อมาก็ได้รับการปล่อยตัว เมื่อพวกบอลเชวิคทำการปฏิวัติซ้อน ไมเคิลจึงถูกจับกุมอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว

ชะตากรรมของไมเคิลจะเป็นอย่างไรกันแน่?

อ่านตั้งแต่ตอนแรกและติดตามตอนต่อไป ได้ใน วันสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟ

หนังสืออ้างอิง อยู่ที่นี่