เมืองกรานาดา (Granada) ในสเปนมีสถานที่ไหนน่าไปเที่ยวบ้าง?

0
47

กรานาดา (Granada) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศสเปน เมืองแห่งนี้เป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมอันโดดเด่น เพราะว่าเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกกลางอย่างลงตัว และแสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ในช่วงยุคกลางของสเปนได้เป็นอย่างดี

เราจะมาเริ่มต้นกันที่ประวัติและข้อควรทราบของเมืองกรานาดาก่อน และตามมาด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจเป็นลำดับต่อไปครับ

Alhambra Image by David Mark from Pixabay

รู้จักกรานาดา (Granada)

กรานาดาเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ติดกับเทือกเขา Sierra Nevada และตั้งอยู่ที่จุดบรรจบของแม่น้ำทั้งสี่นั่นคือแม่น้ำ Darro, Genil, Monachil และ Beiro เมืองแห่งนี้จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญมาตั้งแต่ครั้งโบราณ

ต่างจากเมืองอื่นๆ ทางตอนใต้ของสเปนอย่างเช่นเมือง Cordoba หรือ Sevilla เมืองกรานาดาไม่ได้เคยเป็นเมืองโรมันที่เจริญรุ่งเรืองมาก่อน ความรุ่งเรืองของกรานาดาเริ่มต้นในช่วงยุคกลาง หรือหลังจากที่กองทัพมุสลิมพิชิตสเปนได้สำเร็จในช่วงศตวรรษที่ 8

Granada Image by Yanko Peyankov from Pixabay

ผู้ปกครองมุสลิม (หรือที่เรียกว่าชาวมัวร์) ได้สร้างเมืองขึ้นที่นี่เพราะเห็นว่ามีทำเลดี ที่สูงโดยรอบเป็นป้อมปราการธรรมชาติให้กับเมือง เช่นเดียวกับแม่น้ำทั้งสี่ที่นำพาความอุดมสมบูรณ์มาให้ เมืองกรานาดาจึงถือกำเนิดขึ้นนับตั้งแต่บัดนั้น และกลายเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดเมืองหนึ่งในอาณาจักรมุสลิมอย่างรวดเร็ว

แม้ว่าผู้ปกครองจะเป็นชาวมุสลิม แต่ชาวเมืองส่วนใหญ่ในช่วงนั้นกลับเป็นชาวยิว เพราะบริเวณนี้เคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวยิวมาก่อนที่จะสร้างเมือง รัฐบาลมุสลิมเองก็ไม่ได้กดขี่ข่มเหงแต่อย่างใด แต่ให้ชาวยิวอาศัยอยู่อย่างสันติสุข ทำให้เมืองกลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมยิว รวมไปถึงการศึกษาเล่าเรียนด้วย

ความรุ่งเรืองของชาวยิวในกรานาดาดำเนินอยู่นานนับร้อยปี แต่สุดท้ายก็ถึงจุดจบในช่วงศตวรรษที่ 11 เพราะเกิดความขัดแย้งทางเชื้อชาติและศาสนากับชาวมุสลิม แต่ตัวเมืองกรานาดายังคงพัฒนาต่อไป

ในช่วงศตวรรษที่ 13 กองทัพชาวคริสต์เชื้อสายสเปนตีเมือง Cordoba เมืองหลวงของอาณาจักรมุสลิมในสเปนแตก มูฮัมหมัด แม่ทัพชาวมัวร์จึงได้สถาปนาอาณาจักรของตนขึ้นที่ภาคใต้สุดของสเปน โดยมีกรานาดาเป็นเมืองหลวง อาณาจักรแห่งนี้มีชื่อในประวัติศาสตร์ว่า Emirate of Granada

แม้ว่าจะอาณาจักรจะมีขนาดเล็กมาก แต่กรานาดาติดทะเล และอยู่ใกล้กับอาณาจักรมุสลิมอื่นๆ ในแอฟริกา ดังนั้นกรานาดาจึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางการค้าขายระหว่างโลกตะวันตกกับโลกมุสลิม กษัตริย์ชาวมัวร์แห่งราชวงศ์ Nasrid ที่ปกครองกรานาดาเปิดกว้างทางศาสนา ทำให้ช่วงเวลานี้เมืองกรานาดาจึงเจริญรุ่งเรืองมากและมีพลเมืองหลากหลายเชื้อชาติที่เข้ามาค้าขายและอาศัยอยู่อย่างเป็นสุข

ถึงกระนั้นตลอดช่วงศตวรรษที่ 13-14 กรานาดาประสบกับการรุกรานของอาณาจักร Castile ของชาวสเปนอยู่บ่อยครั้ง แต่ด้วยความร่ำรวยจึงแก้ปัญหาด้วยการใช้เงินมาโดยตลอด (จ่ายเงินเป็นบรรณาการให้ทุกปี) แต่สำหรับชาวสเปนแล้วการพิชิตกรานาดาเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องทำให้ได้เพื่อที่จะขับไล่ผู้รุกรานที่ครอบงำดินแดนแม่มานานหลายร้อยปี สงครามใหญ่เพื่อพิชิตกรานาดาจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้

กรานาดาเผชิญการรุกรานครั้งใหญ่เป็นเวลานานสิบปีระหว่างช่วงปี ค.ศ.1482-1492 สุดท้ายต้านทานไม่ไหวจึงต้องยอมแพ้ ผู้ปกครองชาวสเปนไม่ได้เปิดกว้างเหมือนกับชาวมัวร์ที่นับถือศาสนาอิสลาม ชาวเมืองกรานาดาที่ไม่ใช่ชาวคริสต์จึงมีทางเลือกอยู่สองทาง นั่นคือยอมเปลี่ยนศาสนาหรือว่าอพยพออกไปจากเมืองเสีย ชาวมุสลิมจำนวนมากจึงเลือกที่จะทิ้งเมือง และไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่แอฟริกาเหนือ

กษัตริย์แห่งกรานาดาพระองค์สุดท้ายยอมจำนนต่อกษัตริย์สเปน

การพิชิตกรานาดาส่งผลอย่างมากต่อประวัติศาสตร์สเปน เพราะทำให้สเปนรวมเป็นหนึ่งเดียวและปราศจากภัยคุกคาม ชาวสเปนจึงทุ่มทรัพยากรทั้งหมดในการสำรวจโลก และสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยการสถาปนาจักรวรรดิสเปน (Spanish Empire) ในเวลาต่อมา

ภายใต้การปกครองของรัฐบาลสเปน กรานาดาถูกเปลี่ยนกลับเป็นเมืองคริสต์หลังจากที่เป็นเมืองมุสลิมมานานหลายร้อยปี มัสยิดหลายแห่งถูกทำลายหรือว่าเปลี่ยนเป็นโบสถ์ นอกจากนี้ยังมีการสร้างโบสถ์และมหาวิหารในศาสนาคริสต์ขึ้นในเมืองอย่างมากมาย

อย่างไรก็ดีนับตั้งแต่นั้นกรานาดาไม่ได้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์อีกเลย ปัจจุบันกรานาดาเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญในดินแดน Andalusia และประเทศสเปน นักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศต่างเดินทางมาชมสิ่งก่อสร้างอันสวยงามจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นในศิลปะอันหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นแบบคริสเตียนและมุสลิมครับ

ถัดไปเราไปดูกันดีกว่า เมืองกรานาดา (Granada) แห่งสเปนจะมีสถานที่ไหนน่าไปเที่ยวบ้าง

1. Alhambra

ในบรรดาสิ่งก่อสร้างทั้งหมดในเมืองกรานาดา พระราชวัง Alhambra เป็นประจักษ์พยานที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของเมืองในยุคมุสลิมปกครองได้ดีที่สุด พระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของกษัตริย์ (หรือสุลต่าน) ชาวมัวร์แห่งราชวงศ์ Nasrid เป็นเวลานานกว่า 250 ปี

Alhambra Image by Pablo Valerio from Pixabay

ตัวพระราชวังถูกสร้างขึ้นด้วยศิลปะมุสลิมอย่างวิจิตรยิ่ง โดยแบ่งออกเป็นสี่ส่วนด้วยกัน ได้แก่

  • Alcazaba – ป้อมปราการสไตล์มัวร์ที่สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 13 และเป็นจุดที่เก่าแก่ที่สุดในพระราชวัง
  • Nasrid Palace – พระราชวังหลักที่กษัตริย์ชาวมัวร์เคยพำนัก ด้านนอกพระราชวังอาจจะดูธรรมดา และด้านในถูกตบแต่งอย่างสวยงามมาก
  • Palace of Charles V – พระราชวังฤดูร้อนของจักรพรรดิแห่งสเปน สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16 โดยทำลายบางส่วนและพระราชวังเดิม และสร้างพระราชวังใหม่ขึ้นมาแทนที่
  • Generalife – สวนสไตล์มัวร์ที่สวยงดงามเป็นที่เลื่องลือ เพราะคุณสามารถเห็นภูเขาที่ล้อมรอบเมืองได้จากที่นี่ด้วยครับ ในอดีตกษัตริย์ชาวมัวร์จะมานั่งพักผ่อนที่นี่ในช่วงฤดูร้อน แต่สิ่งที่คุณเห็นอยู่ไม่ตรงกับลักษณะสวนในสมัยมุสลิมเดิมแต่อย่างใด เพราะตัวสวนถูกสร้างใหม่เกือบทั้งหมดในสมัยที่สเปนปกครองครับ
Generalife Image by Ralf Kronenberger from Pixabay

2. Granada Cathedral

Granada Cathedral หรือ Catedral Santa María de la Encarnación เป็นมหาวิหารที่เป็นสถานที่ตั้งของศาสนจักรแห่งกรานาดา (Archdiocese of Granada) มหาวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นบนสถานที่ที่เคยเป็นมัสยิดหลวงเมื่อครั้งที่ชาวมุสลิมยังปกครองเมือง

Granada Cathedral By Berthold Werner, CC BY-SA 3.0

ศิลปะที่ใช้สร้างมหาวิหารนี้เป็นแบบ Spanish Renaissance และถือว่าเป็นหนึ่งในผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของศิลปะแขนงนี้เลยก็ว่าได้ แต่เนื่องจากมหาวิหารใช้เวลาสร้างนานเกือบสองร้อยปี ทำให้มีศิลปะรูปแบบอื่นอย่างเช่น Baroque ปรากฏให้เห็นด้วยเช่นกันครับ

ด้านในมหาวิหารมีเสาขนาดใหญ่โตเรียงรายกันไป เช่นเดียวกับรูปปั้นและภาพเขียนที่สวยงามที่ช่วยเสริมอลังการของสถานที่ ถ้าคุณชอบการชมมหาวิหารแล้ว คุณไม่ควรพลาดที่นี่เลยครับ

3. Albaicin

Albaicin เป็นย่านที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองเกรนาดา โดยมีประวัติย้อนไปถึงสมัยที่ชาวมุสลิมปกครอง ย่านนี้เป็นย่านที่ชาวอาหรับเคยอาศัยอยู่ครับ ภายในย่านมีสิ่งก่อสร้างสวยๆ มากมายที่มีอายุหลายร้อยปี อาทิเช่น

Albaicin Image by granadandyou from Pixabay
  • Church of San Nicolas – โบสถ์สมัยศตวรรษที่ 16 ที่เป็นศูนย์กลางของย่าน แม้ว่าจะสร้างขึ้นหลังอาคารหลายหลังในย่านก็ตาม
  • Church of San Salvador – โบสถ์ที่สร้างขึ้นด้วยศิลปะแบบ Mudejar หรือศิลปะคริสเตียนที่ได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปะมุสลิม
  • Carrera del Darro – ถนนที่เก่าแก่ที่สุดสายหนึ่งของเกรนาดา และเป็นจุดชมตัวพระราชวัง Alhambra ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งครับ

4. Capilla Real de Granada

Capilla Real de Granada หรือ Royal Chapel of Granada เป็นโบสถ์หลวงที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1517 ตัวโบสถ์สร้างขึ้นเพราะกษัตริย์เฟอร์ดินานด์และราชินีอิซาเบลล่า ผู้ตีชิงเกรนาดากลับคืนจากชาวมัวร์ ทั้งสองปรารถนาที่จะให้ฝังพระศพที่เมืองแห่งนี้หลังจากที่สวรรคตไปแล้ว

Capilla Real de Granada By Heparina1985, CC BY-SA 4.0,

ตัวโบสถ์ถูกสร้างขึ้นด้วยสไตล์ Isabelline Gothic อย่างสวยงาม และได้รับการสร้างเพิ่มเติมให้ยิ่งใหญ่มากขึ้นในสมัยของจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 5 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งจักรวรรดิสเปน

ในปัจจุบันตัวโบสถ์ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ภายในโบสถ์มีภาพเขียนที่สวยงามมากมาย รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ที่กษัตริย์และราชินีเคยใช้ด้วยครับ

5. Sacromonte

Sacromonte เป็นย่านที่ชาวยิปซีอาศัยอยู่มาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 16 ตัวบ้านของพวกเขาจะตบแต่งด้วยศิลปะที่ต่างกันจากศิลปะสเปนทั่วไป โดยจะตบแต่งเป็นเซรามิกสีฉูดฉาดครับ

บ้านถ้ำที่ Sacromonte By Giorgiomonteforti, Public Domain,

นอกจากนี้ชาวยิปซียังได้สร้างบ้านถ้ำขึ้นตามช่องเขาด้วย ในปัจจุบันสามารถเข้าไปชมได้ครับ นอกจากนี้ถ้าคุณมาเที่ยวที่นี่ คุณยังมีโอกาสได้ชมการแสดงพื้นเมืองของสเปนที่เรียกว่า flamenco ด้วย แต่การแสดงของที่นี่จะต่างจาก flamenco ที่อื่นในสเปน เพราะจะมีการผสมผสานระบำหน้าท้องแบบอาหรับเข้ามาด้วยครับ

6. La Alcaiceria

La Alcaiceria เป็นตลาดเก่าแก่ที่ขายเครื่องเทศและผ้าไหมมาตั้งแต่สมัยชาวมัวร์ยังปกครองที่นี่ แต่สิ่งที่คุณเห็นเป็นส่วนของตลาดใหม่ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1843 เพื่อทดแทนตลาดเดิมที่ถูกทำลายเพราะไฟไหม้

อย่างไรก็ดีบรรยากาศแบบเดิมยังมีให้เห็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นร้านขายผ้าไหมหรือเครื่องเทศในตรอกแคบๆ ครับ

7. Bañuelo

Bañuelo เป็นโรงอาบน้ำสไตล์อาหรับแบบดั้งเดิมที่หลงเหลืออยู่ไม่กี่แห่งในสเปน และน่าจะเป็นแห่งที่ได้รับการดูแลรักษาที่ดีที่สุดด้วย คุณสามารถชมดูได้ว่าโรงอาบน้ำแบบแท้ๆ เป็นอย่างไร แต่ถ้าอยากจะลองอาบ คุณต้องไปอาบที่อื่นครับ ซึ่งก็มีให้เลือกหลายแห่งในเมือง

8. สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในกรานาดา (Granada)

Monasterio de la Cartuja หรือ Granada Charterhouse – อารามเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 16 ที่ได้รับการประดับประดาอย่างอลังการและสวยงามด้วยสไตล์ Spanish Baroque ปัจจุบันก็ยังสวยงามอยู่ แม้วาจะได้รับความเสียหายหนักมากในช่วงสงครามกับนโปเลียนก็ตาม

San Jerónimo Monastery – อารามในศาสนาคริสต์แห่งแรกที่สร้างขึ้นหลังจากที่ตัวเมืองถูกปลดปล่อย โดยหินทุกก้อนที่ใช้ถูกนำมาจากประตูเมืองเก่าของกรานาดาครับ ปัจจุบันภายในอารามอยู่ในสภาพสมบูรณ์และสวยงามมาก

Basilica of Angustias – หนึ่งในโบสถ์ Baroque ที่ว่ากันว่าสวยที่สุดในสเปน ภายในมีรูปปั้นของเหล่า Apostles และภาพเขียนที่ประณีตเรียงรายกันไป ทำให้มีความอลังการและงดงามมากครับ

ไปเที่ยวกรานาดา (Granada) อย่างไรดี

คุณสามารถเริ่มทริปของคุณที่มาดริด เมืองหลวงของสเปน ทั้งนี้ตัวเลือกในการเดินทางของคุณมีทั้งรถไฟ รถบัส และเครื่องบิน ถ้าจากมาดริด การเดินทางจะใช้เวลา 3-4 ชั่วโมงโดยใช้รถไฟหรือรถบัส และ 1 ชั่วโมงโดยใช้เครื่องบินครับ แต่คุณไม่น่าจะได้เดินทางมาจากมาดริดตรงๆ เลยอยู่แล้ว เพราะคุณควรแวะเที่ยวเมืองสวยอื่นๆ ของสเปนตามทางก่อนครับ

สำหรับตารางการเดินทาง รวมไปถึงการจองตั๋วรถไฟ รถบัส หรือเครื่องบิน สามารถทำได้อย่างง่ายดายผ่านเว็บไซต์ Omio ทั้งหมดเลยครับ