ชมยอดเขาเอเวอร์เรสต์ (Everest) แบบไม่ปีนเขาจะทำอย่างไร?

0
27

ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ (Everest) เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก และเป็นยอดของเทือกเขาหิมาลัย หลายคนคงอยากจะชมความงามของยอดเขาแห่งนี้สักครั้ง โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงตายปีนเขาขึ้นไปชมใกล้ๆ แต่ขอเป็นเทรคกิ้งแบบไม่ต้องลำบากมากนักจะได้หรือไม่

คำตอบคือได้ครับ!

จริงๆ แล้วเอเวอร์เรสต์เป็นยอดเขาที่มีจุดชมวิวสวยๆ หลายแห่งมาก ทั้งในฝั่งจีน (ทิเบต) และฝั่งเนปาล ในโพสนี้เราจะมาดูกันทั้งสองฝั่งว่ามีวิธีไหนที่คุณสามารถชมยอดเขาเอเวอร์เรสต์ได้โดยไม่ต้องปีนเขาแบบเสี่ยงตายบ้างครับ

ยอดเขาเอเวอร์เรสต์จาก Gokyo Ri

เอเวอร์เรสต์ฝั่งเนปาล

ฝั่งเนปาลเป็นฝั่งที่ได้รับความนิยมมากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย สาเหตุสำคัญก็คือการคมนาคมต่างๆ สะดวกสบายกว่า ใกล้เมืองใหญ่มากกว่า แถมไม่ต้องมีปัญหายุ่งยากการเดินทางเข้าทิเบตเหมือนกับฝั่งจีนด้วยครับ แต่ถ้าคุณอยากจะชมเอเวอร์เรสต์ฝั่งนี้ คุณจะต้องเดินเทรคกิ้งหรือนั่งเฮลิคอปเตอร์ครับ

1. Pikey Peak Trek

Pikey Peak Trek เป็นเส้นทางเทรคกิ้งเส้นทางใหม่ที่เพิ่งเปิดไม่นานมานี้ และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะเส้นทางที่สั้นกว่าเส้นทางอื่น (3-9 วันแล้วแต่ความฟิตและเส้นทางที่เลือก) ความสูงของเส้นทางก็ไม่มากนัก นั่นคือไม่เกิน 4,000 เมตร และตลอดทางยังมีบ้านพักของชาวเชอร์ปา ทำให้สามารถนอนพักในบ้านพักคุณภาพดีๆ ได้ตลอดเส้นทาง และยังได้สัมผัสกับวัฒนธรรมของพวกเขาอย่างใกล้ชิดด้วย

ตลอดเส้นทางคุณจะได้เห็นวิวของยอดเขาในเทือกเขาหิมาลัยหลายยอด ไม่ว่าจะเป็น Dhaulagiri, Kanchanjunga, Lhotse และแน่นอนว่า Everest ทั้งนี้วิวยอดเขาเอเวอร์เรสต์จากเส้นทาง Pikey Peak จะเป็นวิวจากระยะไกล แต่ก็ไม่ไกลจนเกินไป ทำให้คุณเห็นความสวยงามในรูปแบบพาโนรามาครับ

ในอดีตเซอร์ Edmund Hillary หนึ่งในผู้พิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์เคยเดินเทรคตามเส้นทางนี้ และขนานนามว่าวิวยอดเขาเอเวอร์เรสต์จากที่นี่ถือว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งของเนปาลครับ

2. Tengboche Trek

Tengboche เป็นชื่อของมหาวิหารใกล้กับเมือง Namche Bazaar ชุมชนชาวเชอร์ปาที่มีสิ่งก่อสร้างที่มีสีสันฉูดฉาด และเปี่ยมไปด้วยวัฒนธรรมที่โดดเด่น เส้นทางสู่มหาวิหารแห่งนี้เป็นอีกเส้นทางเทรคกิ้งที่ดีที่สุดในการชมยอดเขาเอเวอร์เรสต์และยอดเขาอื่นๆ ในเทือกเขาหิมาลัยครับ

เส้นทางนี้ถือว่าเดินยากกว่าเส้นทาง Pikey Peak Trek แต่ก็ยังถือว่าไม่ได้ลำบากหรือเหนื่อยจนมากเกินไป ความสูงก็ไม่เกิน 3,800 เมตร แต่ที่แน่ๆ คือวิวจะสวยไม่แพ้กันเลยครับ เวลาที่ใช้เดินส่วนมากจะอยู่ที่ 7-12 วัน

3. Everest Base Camps Trek

เส้นทางเทรคกิ้งสู่ Everest Base Camps น่าจะเป็นเส้นทางเดินเทรคกิ้งที่เป็นที่นิยมสูงสุดของเนปาลเลยก็ว่าได้ เส้นทางนี้จะนำคุณขึ้นไปบนเบสแคมป์ คือแคมป์ตั้งต้นของนักปีนเขาที่จะปีนขึ้นสู่ยอดของยอดเขาเอเวอร์เรสต์ครับ

Everest Base Camps By Rick McCharles, Flickr, CC By 2.0

การเทรคกิ้งตามเส้นทางนี้จะใช้เวลาประมาณ 9-19 วัน แล้วแต่ว่าคุณจะใช้เฮลิคอปเตอร์ในการเดินทางกลับหรือไม่ รวมไปถึงว่าคุณต้องการออกนอกเส้นทางหลักมากเพียงใดด้วย ทั้งนี้เส้นทางนี้จะคาบเกี่ยวกับเส้นทาง Tengboche อยู่มากครับ เรียกว่าใช้เส้นทางเดียวกันเลยก็ว่าได้ แต่ว่าคุณจะเดินขึ้นไปสูงกว่าเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ดีจุดชมวิวยอดเขาเอเวอร์เรสต์ที่สวยที่สุดในเส้นทางนี้ไม่ได้อยู่ที่ Everest Base Camps แต่อยู่ที่ภูเขาที่อยู่นอกเส้นทางไปเล็กน้อยที่เรียกว่า Kala Patthar วิวจากจุดนี้เป็นวิวที่ใกล้และสวยที่สุดในการชมยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในกรณีที่คุณไม่ปีนเขาครับ

เส้นทางนี้จะสูงกว่าสองเส้นทางแรกอย่างชัดเจน จุดสูงสุดจะอยู่ที่ Everest Base Camp (5,364 เมตร) เพราะฉะนั้นมีโอกาสแพ้ความสูงได้ครับ

4. Gokyo

Gokyo เป็นเส้นทางเทรคกิ้งลับที่น้อยคนจะทราบ แต่เป็นเส้นทางที่วิวสวยสุดจะพรรณนา บางคนถึงกับเอ่ยปากว่าวิวจาก Gokyo สวยงามกว่าที่ Kala Patthar เสียอีก ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะว่าจุดชมวิวจะห่างออกมาจากเอเวอร์เรสต์มากกว่าครับ

นอกจากวิวยอดเขาเอเวอร์เรสต์แล้ว สิ่งที่โดดเด่นของเส้นทางนี้คือธรรมชาติอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบสี turquoise อย่าง Gokyo Lakes ธารน้ำแข็ง Ngozumpa Glacier ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในเขตเทือกเขาหิมาลัย รวมไปถึงช่องเขาที่งามที่สุดแห่งหนึ่งของเนปาลอย่าง Renjo La Pass ครับ

เส้นทางนี้ผ่านที่สูงไม่แพ้ Everest Base Camp โดยจุด Gokyo Ri จะสูงถึง 5,400 เมตรเลยครับ ทำให้มีโอกาสแพ้ความสูงได้อย่างแน่นอน ในการเดินจะใช้เวลา 14-16 วันครับ

ทางเลือกอื่น

ทางเลือกอื่นนอกจากการเทรคกิ้งคือ การนั่งเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไปยัง Base Camp หรือว่าชมผ่านเครื่องบินเล็กที่บินผ่านแนวเทือกเขาหิมาลัย ค่าใช้จ่ายจะสูงถึงสูงมาก แต่ว่าคุณไม่ต้องเหนื่อย และได้เห็นวิวสวยๆ ของยอดเขาเอเวอร์เรสต์อย่างเต็มตาครับ

เอเวอร์เรสต์ฝั่งจีน

แม้ว่าจะตั้งอยู่ไกลจากเมืองใหญ่มากกว่า (ระยะทางจากลาซา เมืองหลวงของทิเบตมายัง Everest Base Camp ฝั่งจีนอยู่ที่ 600 กิโลเมตร) และไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากการนังรถ แต่คุณไม่จำเป็นต้องเดินเทรคกิ้งใดๆ เพื่อเข้าชมเอเวอร์เรสต์ฝั่งจีนครับ เพราะรถยนต์สามารถนำคุณมาถึงหน้าจุดชมวิวเลย เพราะฉะนั้นหมดปัญหาเรื่องการเดินเทรคกิ้งไกลๆ เหมือนกับฝั่งเนปาลครับ

นอกจากนี้วิวจากฝั่งจีนยังสวยไปอีกแบบหนึ่งด้วย เพราะว่าคุณจะเห็นอีกด้านหนึ่งของยอดเขาเอเวอร์เรสต์ครับ

อย่างไรก็ดีในปัจจุบัน Everest Base Camp ฝั่งจีนถูกรัฐบาลจีนสั่งปิดเป็นการชั่วคราว เพราะปัญหามลภาวะจากขยะที่เกิดจากการท่องเที่ยวครับ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคุณจะเที่ยวเอเวอร์เรสต์ฝั่งจีนไม่ได้เลย เพราะยังมีบางจุดที่สวยและเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้อยู่ครับ

1. Rongbuk Monastery

Rongbuk Monastery เป็นจุดที่ใกล้เอเวอร์เรสต์ฝั่งจีนมากที่สุด เนื่องจาก Base camp ถูกปิด อย่างไรก็ดีที่อารามแห่งนี้คุณยังสามารถเห็นยอดเขาดังกล่าวได้อย่างเต็มตา และยังได้เห็นธารน้ำแข็งที่ไหลลาดลงมาจากภูเขาหิมะด้วยครับ

อารามแห่งนี้เป็นอารามที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูงกว่า 5,154 เมตร ทำให้คุณต้องระวังเรื่องอาการแพ้ที่สูงด้วยครับ

2. Gawula Pass

Gawula Pass เป็นช่องเขาที่เป็นสถานที่ถ่ายภาพชั้นยอด ว่ากันว่าที่นี่เป็นจุดที่ดีที่สุดที่จะถ่ายภาพเทิอกเขาหิมาลัย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งจีนหรือฝั่งเนปาลก็ตาม สาเหตุก็เพราะจากช่องเขาแห่งนี้คุณสามารถเห็นยอดเขาเอเวอร์เรสต์ (Everest), Lhotse, Cho Oyu, Makalu และ Shishapangma เรียงรายกันไป แต่ละยอดล้วนแต่สูงกว่า 8,000 เมตรทั้งสิ้นครับ

ข้อควรทราบ:

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการไปเที่ยวยอดเขาเอเวอร์เรสต์ (Everest) คือช่วงฤดูใบไม้ผลิ หรือ ฤดูใบไม้ร่วง หรือช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม หรือ กันยายนถึงพฤศจิกายนครับ เพราะอากาศจะดีปราศจากฝนและพายุหิมะ อากาศก็เย็นสบายไม่หนาวจนเกินไปเหมือนฤดูหนาว ส่วนในฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม) ควรหลีกเลี่ยง เพราะเป็นฤดูมรสุมครับ เส้นทางการเดินเทรคกิ้งจะเละ และเต็มไปด้วยปลิงครับ