ท่องเที่ยวชมยอดเขาเอเวอร์เรสต์ (Everest) แบบไม่ปีนเขาจะทำอย่างไร?

ชมยอดเขาเอเวอร์เรสต์ (Everest) แบบไม่ปีนเขาจะทำอย่างไร?

ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ (Everest) เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก และเป็นยอดของเทือกเขาหิมาลัย หลายคนคงอยากจะชมความงามของยอดเขาแห่งนี้สักครั้ง โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงตายปีนเขาขึ้นไปชมใกล้ๆ แต่ขอเป็นเทรคกิ้งแบบไม่ต้องลำบากมากนักจะได้หรือไม่

คำตอบคือได้ครับ!

จริงๆ แล้วเอเวอร์เรสต์เป็นยอดเขาที่มีจุดชมวิวสวยๆ หลายแห่งมาก ทั้งในฝั่งจีน (ทิเบต) และฝั่งเนปาล ในโพสนี้เราจะมาดูกันทั้งสองฝั่งว่ามีวิธีไหนที่คุณสามารถชมยอดเขาเอเวอร์เรสต์ได้โดยไม่ต้องปีนเขาแบบเสี่ยงตายบ้างครับ

ยอดเขาเอเวอร์เรสต์จาก Gokyo Ri

เอเวอร์เรสต์ฝั่งเนปาล

ฝั่งเนปาลเป็นฝั่งที่ได้รับความนิยมมากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย สาเหตุสำคัญก็คือการคมนาคมต่างๆ สะดวกสบายกว่า ใกล้เมืองใหญ่มากกว่า แถมไม่ต้องมีปัญหายุ่งยากการเดินทางเข้าทิเบตเหมือนกับฝั่งจีนด้วยครับ แต่ถ้าคุณอยากจะชมเอเวอร์เรสต์ฝั่งนี้ คุณจะต้องเดินเทรคกิ้งหรือนั่งเฮลิคอปเตอร์ครับ

1. Pikey Peak Trek

Pikey Peak Trek เป็นเส้นทางเทรคกิ้งเส้นทางใหม่ที่เพิ่งเปิดไม่นานมานี้ และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะเส้นทางที่สั้นกว่าเส้นทางอื่น (3-9 วันแล้วแต่ความฟิตและเส้นทางที่เลือก) ความสูงของเส้นทางก็ไม่มากนัก นั่นคือไม่เกิน 4,000 เมตร และตลอดทางยังมีบ้านพักของชาวเชอร์ปา ทำให้สามารถนอนพักในบ้านพักคุณภาพดีๆ ได้ตลอดเส้นทาง และยังได้สัมผัสกับวัฒนธรรมของพวกเขาอย่างใกล้ชิดด้วย

ตลอดเส้นทางคุณจะได้เห็นวิวของยอดเขาในเทือกเขาหิมาลัยหลายยอด ไม่ว่าจะเป็น Dhaulagiri, Kanchanjunga, Lhotse และแน่นอนว่า Everest ทั้งนี้วิวยอดเขาเอเวอร์เรสต์จากเส้นทาง Pikey Peak จะเป็นวิวจากระยะไกล แต่ก็ไม่ไกลจนเกินไป ทำให้คุณเห็นความสวยงามในรูปแบบพาโนรามาครับ

ในอดีตเซอร์ Edmund Hillary หนึ่งในผู้พิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์เคยเดินเทรคตามเส้นทางนี้ และขนานนามว่าวิวยอดเขาเอเวอร์เรสต์จากที่นี่ถือว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งของเนปาลครับ

2. Tengboche Trek

Tengboche เป็นชื่อของมหาวิหารใกล้กับเมือง Namche Bazaar ชุมชนชาวเชอร์ปาที่มีสิ่งก่อสร้างที่มีสีสันฉูดฉาด และเปี่ยมไปด้วยวัฒนธรรมที่โดดเด่น เส้นทางสู่มหาวิหารแห่งนี้เป็นอีกเส้นทางเทรคกิ้งที่ดีที่สุดในการชมยอดเขาเอเวอร์เรสต์และยอดเขาอื่นๆ ในเทือกเขาหิมาลัยครับ

เส้นทางนี้ถือว่าเดินยากกว่าเส้นทาง Pikey Peak Trek แต่ก็ยังถือว่าไม่ได้ลำบากหรือเหนื่อยจนมากเกินไป ความสูงก็ไม่เกิน 3,800 เมตร แต่ที่แน่ๆ คือวิวจะสวยไม่แพ้กันเลยครับ เวลาที่ใช้เดินส่วนมากจะอยู่ที่ 7-12 วัน

3. Everest Base Camps Trek

เส้นทางเทรคกิ้งสู่ Everest Base Camps น่าจะเป็นเส้นทางเดินเทรคกิ้งที่เป็นที่นิยมสูงสุดของเนปาลเลยก็ว่าได้ เส้นทางนี้จะนำคุณขึ้นไปบนเบสแคมป์ คือแคมป์ตั้งต้นของนักปีนเขาที่จะปีนขึ้นสู่ยอดของยอดเขาเอเวอร์เรสต์ครับ

Everest Base Camps By Rick McCharles, Flickr, CC By 2.0

การเทรคกิ้งตามเส้นทางนี้จะใช้เวลาประมาณ 9-19 วัน แล้วแต่ว่าคุณจะใช้เฮลิคอปเตอร์ในการเดินทางกลับหรือไม่ รวมไปถึงว่าคุณต้องการออกนอกเส้นทางหลักมากเพียงใดด้วย ทั้งนี้เส้นทางนี้จะคาบเกี่ยวกับเส้นทาง Tengboche อยู่มากครับ เรียกว่าใช้เส้นทางเดียวกันเลยก็ว่าได้ แต่ว่าคุณจะเดินขึ้นไปสูงกว่าเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ดีจุดชมวิวยอดเขาเอเวอร์เรสต์ที่สวยที่สุดในเส้นทางนี้ไม่ได้อยู่ที่ Everest Base Camps แต่อยู่ที่ภูเขาที่อยู่นอกเส้นทางไปเล็กน้อยที่เรียกว่า Kala Patthar วิวจากจุดนี้เป็นวิวที่ใกล้และสวยที่สุดในการชมยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในกรณีที่คุณไม่ปีนเขาครับ

เส้นทางนี้จะสูงกว่าสองเส้นทางแรกอย่างชัดเจน จุดสูงสุดจะอยู่ที่ Everest Base Camp (5,364 เมตร) เพราะฉะนั้นมีโอกาสแพ้ความสูงได้ครับ

4. Gokyo

Gokyo เป็นเส้นทางเทรคกิ้งลับที่น้อยคนจะทราบ แต่เป็นเส้นทางที่วิวสวยสุดจะพรรณนา บางคนถึงกับเอ่ยปากว่าวิวจาก Gokyo สวยงามกว่าที่ Kala Patthar เสียอีก ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะว่าจุดชมวิวจะห่างออกมาจากเอเวอร์เรสต์มากกว่าครับ

นอกจากวิวยอดเขาเอเวอร์เรสต์แล้ว สิ่งที่โดดเด่นของเส้นทางนี้คือธรรมชาติอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบสี turquoise อย่าง Gokyo Lakes ธารน้ำแข็ง Ngozumpa Glacier ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในเขตเทือกเขาหิมาลัย รวมไปถึงช่องเขาที่งามที่สุดแห่งหนึ่งของเนปาลอย่าง Renjo La Pass ครับ

เส้นทางนี้ผ่านที่สูงไม่แพ้ Everest Base Camp โดยจุด Gokyo Ri จะสูงถึง 5,400 เมตรเลยครับ ทำให้มีโอกาสแพ้ความสูงได้อย่างแน่นอน ในการเดินจะใช้เวลา 14-16 วันครับ

ทางเลือกอื่น

ทางเลือกอื่นนอกจากการเทรคกิ้งคือ การนั่งเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไปยัง Base Camp หรือว่าชมผ่านเครื่องบินเล็กที่บินผ่านแนวเทือกเขาหิมาลัย ค่าใช้จ่ายจะสูงถึงสูงมาก แต่ว่าคุณไม่ต้องเหนื่อย และได้เห็นวิวสวยๆ ของยอดเขาเอเวอร์เรสต์อย่างเต็มตาครับ

เอเวอร์เรสต์ฝั่งจีน

แม้ว่าจะตั้งอยู่ไกลจากเมืองใหญ่มากกว่า (ระยะทางจากลาซา เมืองหลวงของทิเบตมายัง Everest Base Camp ฝั่งจีนอยู่ที่ 600 กิโลเมตร) และไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากการนังรถ แต่คุณไม่จำเป็นต้องเดินเทรคกิ้งใดๆ เพื่อเข้าชมเอเวอร์เรสต์ฝั่งจีนครับ เพราะรถยนต์สามารถนำคุณมาถึงหน้าจุดชมวิวเลย เพราะฉะนั้นหมดปัญหาเรื่องการเดินเทรคกิ้งไกลๆ เหมือนกับฝั่งเนปาลครับ

นอกจากนี้วิวจากฝั่งจีนยังสวยไปอีกแบบหนึ่งด้วย เพราะว่าคุณจะเห็นอีกด้านหนึ่งของยอดเขาเอเวอร์เรสต์ครับ

อย่างไรก็ดีในปัจจุบัน Everest Base Camp ฝั่งจีนถูกรัฐบาลจีนสั่งปิดเป็นการชั่วคราว เพราะปัญหามลภาวะจากขยะที่เกิดจากการท่องเที่ยวครับ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคุณจะเที่ยวเอเวอร์เรสต์ฝั่งจีนไม่ได้เลย เพราะยังมีบางจุดที่สวยและเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้อยู่ครับ

1. Rongbuk Monastery

Rongbuk Monastery เป็นจุดที่ใกล้เอเวอร์เรสต์ฝั่งจีนมากที่สุด เนื่องจาก Base camp ถูกปิด อย่างไรก็ดีที่อารามแห่งนี้คุณยังสามารถเห็นยอดเขาดังกล่าวได้อย่างเต็มตา และยังได้เห็นธารน้ำแข็งที่ไหลลาดลงมาจากภูเขาหิมะด้วยครับ

อารามแห่งนี้เป็นอารามที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูงกว่า 5,154 เมตร ทำให้คุณต้องระวังเรื่องอาการแพ้ที่สูงด้วยครับ

2. Gawula Pass

Gawula Pass เป็นช่องเขาที่เป็นสถานที่ถ่ายภาพชั้นยอด ว่ากันว่าที่นี่เป็นจุดที่ดีที่สุดที่จะถ่ายภาพเทิอกเขาหิมาลัย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งจีนหรือฝั่งเนปาลก็ตาม สาเหตุก็เพราะจากช่องเขาแห่งนี้คุณสามารถเห็นยอดเขาเอเวอร์เรสต์ (Everest), Lhotse, Cho Oyu, Makalu และ Shishapangma เรียงรายกันไป แต่ละยอดล้วนแต่สูงกว่า 8,000 เมตรทั้งสิ้นครับ

ข้อควรทราบ:

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการไปเที่ยวยอดเขาเอเวอร์เรสต์ (Everest) คือช่วงฤดูใบไม้ผลิ หรือ ฤดูใบไม้ร่วง หรือช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม หรือ กันยายนถึงพฤศจิกายนครับ เพราะอากาศจะดีปราศจากฝนและพายุหิมะ อากาศก็เย็นสบายไม่หนาวจนเกินไปเหมือนฤดูหนาว ส่วนในฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม) ควรหลีกเลี่ยง เพราะเป็นฤดูมรสุมครับ เส้นทางการเดินเทรคกิ้งจะเละ และเต็มไปด้วยปลิงครับ

สำหรับตั๋วเครื่องบิน คุณสามารถได้ตั๋วราคาดีๆ จากเว็บไซต์อย่าง Trip.com, CheapOAir, หรือ Omio ครับ 

นอกจากนี้การจะไปเที่ยวที่ไหนก็ตาม คุณจะขาดประกันการเดินทางไม่ได้เลย ผมแนะนำให้ใช้ Gettgo ในการเปรียบเทียบราคาและเงื่อนไขต่างๆ ก่อนซื้อครับ 

ในเรื่องของที่พัก แน่นอนว่าคุณสามารถจองได้ทุกที่ทุกแห่งผ่าน Agoda หรือ Hotels.com ซึ่งมีนโยบาย Best Price Guarantee ถ้าคุณเจอที่พักแบบเดียวกันที่ถูกกว่า คุณสามารถรับเงินส่วนต่างคืนไปได้ครับ 

บทความท่องเที่ยว

Victory Tale ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปโพสที่ใดทุกกรณี การฝ่าฝืนมีโทษทางกฎหมาย

error: Content is protected !!