คาลิกูล่า (Caligula) จักรพรรดิแปลกๆแห่งโรมัน(2): ละเมอว่าเป็นเทพ

0
762

ในตอนที่แล้ว ทิเบียริอุสได้สวรรคตลงในปี ค.ศ.37 บัลลังก์โรมันจึงตกอยู่แก่ไกอุส รัชทายาทที่เขาแต่งตั้งเอาไว้ หากแต่ว่าเขาไม่ได้แต่งตั้งให้ไกอุสเป็นรัชทายาทคนเดียว เขาได้แต่งตั้งให้ทิเบียริอุส เจอร์เมลลุส (Tiberius Gemellus) เป็นรัชทายาทร่วมกับไกอุสด้วย

หลังจากนี้ผมขอเรียกไกอุสว่าคาลิกูล่า ชื่อที่เขาเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป

หากแต่ว่าคาลิกูล่าเป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนมากกว่ามาก สืบเนื่องจากการที่เจอร์มันนิอุส (Germanicus) เป็นวีรบุรุษที่ได้รับการยกย่องมาก คาลิกูล่าถือโอกาสที่ตัวเขาเป็นที่นิยมจากประชาชนมาก ทำการปฏิเสธพินัยกรรมของทิเบียริอุสที่จะให้เจอร์เมลลุสขึ้นมาครองตำแหน่งจักรพรรดิร่วมกับตน เขาอ้างว่าเจอร์เมลลุสเป็นบ้า ไม่อาจจะครองตำแหน่งได้ สุดท้ายคาลิกูล่าจึงได้เป็นจักรพรรดิโรมันแต่เพียงผู้เดียว

รูปปั้นคาลิกูล่า Cr:Tomk2ski

จักรพรรดิคาลิกูล่า

เหล่าประชาชนโรมันต่างคลั่งไคล้คาลิกูล่าอย่างมาก ซูโทนิอุส นักประวัติศาสตร์โรมันเล่าว่า ชาวโรมันเซ่นสรวงสัตว์มากถึง 160,000 ตัวเพื่อเฉลิมฉลองที่คาลิกูล่าขึ้นครองราชย์ เมื่อคาลิกูล่าป่วย เหล่าประชาชนถึงกับแห่ไปสวดมนต์ที่วิหารเพื่อให้คาลิกูล่าหายป่วย บางคนร่ำร้องว่าขอให้เทพเจ้าจูปิเตอร์เอาชีวิตของเขาไปแทนคาลิกูล่าก็มี

คาลิกูล่าพยายามสร้างความนิยมให้กับตนเองต่อไป เขาจัดงานศพให้ทิเบียริอุส จักรพรรดิคนก่อนอย่างยิ่งใหญ่ เขาร้องไห้อย่างมากมายในงานศพ หลังจากนั้นคาลิกูล่าก็เดินทางไปรับร่างมารดาและพี่ชายกลับมาอย่างกรุงโรมเพื่อนำมาฝังอย่างดี เขายังได้เปลี่ยนชื่อเดือนเก้าเป็นชื่อเจอร์มันนิอุส บิดาของเขาผู้ที่ประชาชนรักใคร่ นอกจากนี้ยังมอบเงินโบนัสมากมายให้กับบรรดาทหารต่างๆ เรียกตัวนักโทษการเมืองกลับมาจากเนรเทศ ลดภาษีต่างๆ และให้เงินช่วยเหลือเพื่อบ้านเรือนของชาวโรมันไฟไหม้

นอกจากนี้คาลิกูล่ายังมีผลงานอีกพอสมควร เขาจัดให้มีงานมหรสพให้ประชาชนได้เข้าชม สั่งการซ่อมแซมวิหารต่างๆ ที่เสื่อมโทรมให้อยู่ในสภาพที่ดีขึ้น

ช่วงเวลานี้ชาวโรมันมีความสุขมาก พวกเขาเชื่อว่าคาลิกูล่าปราดเปรื่อง มีคุณภาพ และรักประชาชนเหมือนกับเจอร์มันนิอุส บิดาของเขา ซูโทนิอุสวิจารณ์ไว้อย่างตลกว่าในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของ “จอมจักรพรรดิไกอุส” แต่ต่อไปจะเป็นช่วงของ “จอมปีศาจไกอุส”

เมื่อช่วงฮันนีมูนจบลง ช่วงเวลาของ “จอมปีศาจไกอุส” ก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว!

ละเมอว่าเป็นเทพเจ้า

ในเดือนตุลาคม ค.ศ.37 หรือหกเดือนเศษหลังจากคาลิกูล่าขึ้นครองราชย์ คาลิกูล่าป่วยหนัก บ้างว่าเขาถูกวางยาพิษ คาลิกูล่าหายจากอาการป่วยดังกล่าวในที่สุด แต่เขากลับมีอุปนิสัยที่เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง

เรื่องแปลกเรื่องแรกคือ เขาต้องการให้ทุกคนปฏิบัติต่อเขาราวกับว่าเขาเป็นเทพเจ้า

เขาสั่งให้นำรูปปั้นของเทพเจ้าจูปิเตอร์ที่กรีซมาตัดศีรษะ และทำรูปปั้นเหมือนใบหน้าของเขาไปใส่ไว้แทนที่ หลังจากนั้นก็สั่งให้ขยายวังไปถึงศาลเจ้า (Shrine) ของสองพี่น้อง แคสเตอร์ (Castor) และพอลลักซ์ (Pollux) และรวมศาลเจ้าทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของวังของเขา

เมื่อรวมวังกับศาลเจ้าเสร็จแล้ว คาลิกูล่าได้เปลี่ยนตรงกลางของศาลเจ้าที่มีรูปปั้นของแคสเตอร์และพอลลักซ์เป็นห้องโถงที่ใช้พบปะกับแขก เมื่อบรรดาแขกเข้ามาถึง คาลิกูล่าจะเข้ามายืนระหว่างรูปปั้นสองพี่น้อง และให้ผู้คนเคารพเขาราวกับว่าเป็นเทพองค์หนึ่ง

ซากของศาลเจ้าของแคสเตอร์และพอลลักซ์

นานวันเข้า คาลิกูล่าก็ประกาศอย่างเป็นทางการว่าให้เรียกเขาว่า “จูปิเตอร์” และเรียกตนเองว่าเป็นพระเจ้าต่อหน้าสมาชิกสภาเซเนต รวมไปถึงเหล่ากษัตริย์แห่งเมืองประเทศราชที่อยู่ใต้อำนาจจักรวรรดิโรมันด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ คาลิกูล่าได้สร้างศาลเจ้าที่สักการะตัวเขาเองขึ้นมา เขาจัดเหล่านักบวชให้มาประจำที่เหล่าศาลเจ้าเหล่านี้ และนำรูปปั้นขนาดเท่าตัวจริงของตัวเขาเองมาวางไว้ในศาลเจ้าแห่งนั้น ในทุกวันเหล่านักบวชและผู้ดูแลจะต้องเปลี่ยนเครื่องแต่งกายของรูปปั้นทองคำให้เหมือนกับสิ่งที่คาลิกูล่าใส่ในวันนั้น ส่วนเรื่องการบูชายัญจะต้องใช้สัตว์ที่มีราคาแพงที่สุด เรื่องราคาไม่ต้องเกี่ยง คาลิกูล่ายินดีที่จะเปย์

สรุปคือคาลิกูล่าเสียตังซื้อสัตว์ต่างๆ มาบูชาตัวเอง เพราะคิดว่าตนเองเป็นเทพเจ้า!

คาลิกุล่า Cr: Sailko

เมื่อเวลาผ่านไป คาลิกูล่าก็ยิ่งคิดว่าตนเองเป็นเทพเจ้าจริงๆ ในวันจันทร์เพ็ญ คาลิกูล่าจะอัญเชิญเทพีแห่งดวงจันทร์มาที่เตียงของเขา (เสมือนว่ามาหลับนอนกับเขา) ส่วนในตอนกลางวัน คาลิกูล่าก็มักจะเดินไปกระซิบใส่ที่หูของรูปปั้นเทพจูปิเตอร์ หรือไม่ก็เอาหูไปนาบที่ปากของรูปปั้น (เสมือนว่ารูปปั้นพูดกับเขา) บางทีคาลิกูล่าเกิดโมโหเทพเจ้าขึ้นมา เขาเคยตะโกนบอกรูปปั้นด้วยเสียงดังลั่นว่า

แกจะโยนฉันไม่ก็ฉันโยนแก

ต่อมาเขาก็ประกาศว่าเทพเจ้าจูปิเตอร์ขอร้องให้เขามาอยู่ที่วิหารด้วย เขาจึงสร้างสะพานเชื่อมวิหารเทพกับวังของตน ในเวลาต่อมาก็สร้างบ้านหลังใหม่ใกล้กับวิหารดังกล่าว

ลักษณะอาการของคาลิกูล่าดูเหมือนว่า เขาจะมีโอกาสหลอน (Hallucination) และสำคัญตนผิด (Delusion) อันเป็นอาการของโรคจิตเภท (Psychosis)

ดังนั้นผู้ที่คาลิกูล่าควรไปเจอเป็นอย่างยิ่งคือจิตแพทย์ แต่ในสมัยโรมัน วิทยาการดังกล่าวยังไม่น่าจะมี คาลิกูล่าจึงอยู่ความเพี้ยนต่อไป

นี่เป็นจุดเริ่มต้นของ “จอมปีศาจไกอุส” เท่านั้น ไกอุส คาลิกูล่า (ชื่อที่ปรากฏในหน้าพงศาวดาร) ยังก่อเรื่องได้มากกว่านี้มาก และจะยิ่งแปลก ยิ่งพิสดาร ยิ่งโหดขึ้นเรื่อยๆ

คาลิกูล่าจะทำอะไรต่อไป ติดตามได้ในตอนหน้าครับ

Sources:

  • Suetonius, The Twelve Caesars
  • Cassius Dio, Roman History
  • Tacitus, Annals