ธุรกิจ ตลาดหุ้น อยากลงทุนใน "หุ้นอเมริกา" เองจะเปิดพอร์ตกับโบรกเกอร์ไหนดี?

อยากลงทุนใน “หุ้นอเมริกา” เองจะเปิดพอร์ตกับโบรกเกอร์ไหนดี?

ผมเชื่อว่าคนไทยจำนวนมากน่าจะอยากไปลงทุนในประเทศอเมริกาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการกระจายความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ ในประเทศไทย หรือว่าอยากลงทุนในบริษัทระดับโลก หรือบริษัทเทคโนโลยีที่มีวิทยาการอันล้ำสมัยอย่างเช่น Tesla เป็นต้น

ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้นักลงทุนรายย่อยไทยสามารถนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินของต่างประเทศได้อย่างอิสระภายใต้วงเงินที่กำหนด (อ้างอิงจากหลักเกณฑ์และคู่มือนี้ รวมไปถึงข่าวธปท. ฉบับที่ 66/2562 ข้อ 2.1) ทำให้การลงทุนเองในหุ้นอเมริกาไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป

ทั้งนี้การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศแบ่งออกได้ 2 ช่องทางตามนิยามของธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แก่

  • ลงทุนเอง – นักลงทุนไทยจะต้องติดต่อโบรกเกอร์ต่างชาติเอง
  • ลงทุนผ่านตัวแทนการลงทุนในไทย – นักลงทุนไทยติดต่อโบรกเกอร์ในไทยเพื่อเป็นตัวกลางในการซื้อขายสินทรัพย์ต่างประเทศ

ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเลือกแบบไหนก็ตาม คุณจะต้องติดต่อและเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ทั้งสิ้น ในโพสนี้ผมจะมาแนะนำว่า ถ้าคุณอยากจะซื้อขายหุ้นอเมริกาเอง คุณควรจะเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับโบรกเกอร์ไหนดีครับ

การลงทุนหุ้นอเมริกาเอง vs ผ่านตัวกลาง

การเปิดโบรกเกอร์ลักษณะนี้มีข้อดีหลายประการ อาทิเช่น

  • ค่าคอมมิชชั่นจะถูกมาก หลายโบรกเกอร์จะไม่คิดคอมมิชชั่นคุณเลยด้วยซ้ำไป
  • สามารถเข้าร่วมการประชุมผู้ถือหุ้นได้ และลงคะแนนโหวตได้
  • สินทรัพย์ที่มีให้ลงทุนและซื้อขายมากกว่าการลงทุนผ่านตัวกลางในไทยอย่างมาก
  • แพลตฟอร์มทันสมัย มีทรัพยากรให้ใช้ทั้งด้าน fundamental, technical, portfolio management, quantitative หรือแม้กระทั่ง Machine Learning

อย่างไรก็ดีถ้าคุณอยู่ในประเทศไทย การลงทุนแบบนี้จะมีประสบปัญหาเรื่องความซับซ้อนที่อาจก่อให้เกิดความยุ่งยากหลายประการ อาทิเช่น

  • คุณจะต้องแจ้งความประสงค์ไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย และปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด (อ่านวิธีการและขั้นตอนต่างๆ ได้ตามนี้) ขั้นตอนนี้นักลงทุนที่จะไปลงทุนเองจะต้องผ่านกันทุกคน นอกเสียจากว่าคุณไม่ได้อาศัยอยู่ที่ประเทศไทยครับ
  • การยืนยันตัวตนและที่อยู่อาจจะทำได้ลำบากสำหรับนักลงทุนบางคน เพราะต้องการเอกสารที่มีชื่อสกุลตลอดจนที่อยู่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด
  • การฝากเงินเข้าบัญชีแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายสูง เพราะต้องใช้ Wire Transfer/Credit Card หรือวิธีอื่นๆ
  • ถ้าเกิดปัญหา การติดต่อกับโบรกเกอร์จะต้องใช้เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ไม่สามารถใช้ภาษาไทยได้

สำหรับข้อดีและข้อเสียการลงทุนในหุ้นอเมริกาผ่านตัวกลางนั้นจะสลับกัน นั่นคือไม่ต้องประสบกับปัญหาอันยุ่งยาก แต่ค่าคอมมิชชั่นของคุณจะสูงกว่า สินทรัพย์มีให้ซื้อน้อยกว่ามากเป็นต้น

ข้อควรทราบ: สิ่งที่ผมเขียนในโพสนี้เป็นเพียงแค่การแนะนำโบรกเกอร์ที่น่าสนใจตามประสบการณ์ที่พบเจอเท่านั้น ไม่ใช่การแนะนำการลงทุนแต่อย่างใด นอกจากนี้ข้อมูลเหล่านี้มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตอีกด้วย

1. Interactive Brokers

Interactive Brokers เป็นโบรกเกอร์ที่ผมใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ตลอดเวลาที่ผ่านมา การใช้งานแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย แถมยังสะดวกสบายมากๆ เพราะเครื่องมือที่คุณใช้ในการเทรดหุ้นอเมริกานั่นมีอยู่พร้อมเพรียงเลยครับ หรือพูดง่ายๆ ครบเครื่องที่สุดที่รายย่อยจะมีได้ครับ

อย่างด้านล่างคือส่วนหนึ่งของหน้าจอการเทรดของผมเอง ในส่วนนี้คุณสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกอย่างครับ อยากใส่กราฟใส่อะไรก็ใส่ได้ แต่ผมชอบ Watch List ให้มันใหญ่ๆ เอาไว้ก่อน มันเลยออกมาเป็นแบบนี้ครับ

ส่วนด้านล่างเป็นตัวอย่างของกราฟ Technical ครับ ในส่วนนี้มี Indicator หลายสิบตัวให้คุณเลือกใช้ คุณจะใส่อะไรยังไงก็ได้ ซึ่งผมเองก็ใช้ง่ายๆ อย่างเช่น Moving Average, MACD และ Volume ครับ

ในส่วนของกราฟนี้ มีให้ใช้พอสมควร แต่ความครบถ้วนไม่อาจจะเทียบได้กับโปรแกรมกราฟหุ้นอย่างเช่น Tradingview ครับ

ส่วนสาย Fundamental ก็มีข้อมูลหุ้นของบริษัทต่างๆ ให้เราใช้วิเคราะห์ได้ แม้ว่าข้อมูลจะไม่ละเอียดเท่ากับผู้ให้บริการข้อมูลทางการเงินโดยตรง แต่ก็มีภาพรวมให้เราเห็นได้ ทั้งเรื่องข่าวสาร งบการเงิน อัตราส่วนการเงิน มุมมองของนักวิเคราะห์ การจ่ายปันผล และรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ครับ ในส่วนนี้ใช้ฟรีไม่ต้องเสียเงิน (เคยต้องเสีย แต่ตอนนี้ยกเลิกแล้ว)

เครื่องมือต่างๆ ที่ Interactive Brokers มีให้ผมบอกเลยว่าเยอะจนใช้ไม่หมด ตั้งแต่เครื่องมือจัดการพอร์ตและเครื่องมือช่วยเทรด บางอย่างผมยอมรับเลยว่าไม่เคยใช้ครับ ถ้าอยากรู้ว่าทั้งหมดมีอะไรบ้าง ดูได้จากที่นี่ครับ

นอกจากนี้คุณยังสามารถอัพเกรดฐานข้อมูลของคุณได้เพื่อการเข้าถึงข่าวสารที่ฉับไว และข้อมูลที่ละเอียดขึ้น โดยใช้บริการของ third party หลายสิบเจ้า ทำให้คุณมีฐานข้อมูลเหมือนนักลงทุนสถาบันแบบย่อมๆ เลยทีเดียวในส่วนนี้จะเสียเงินรายเดือนเพิ่มครับ แต่บางบริการก็ให้ใช้กันได้แบบฟรีๆ เลยทีเดียว รายชื่อของบริการที่เสริมได้ทั้งหมดดูได้ที่นี่

สำหรับเรื่องความน่าเชื่อถือ ผมบอกเลยว่าไม่ต้องกังวลครับ เพราะ Interactive Brokers จดทะเบียนกับ SEC อเมริกาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และหุ้นของบริษัทยังอยู่ในตลาดหลักทรัพย์อเมริกาด้วยครับ บริษัทเองก็ทำธุรกิจโบรกเกอร์อย่างเดียว ไม่ได้ทำธุรกรรมทางการเงินแบบสุ่มเสี่ยงเหมือนกับสถาบันการเงินใหญ่ๆ ครับ

นอกจากค่าคอมมิชชั่นแล้ว สิ่งเดียวที่คุณจะต้องจ่ายเพิ่มคือค่า Real-time Market Data เพื่อทำให้คุณเห็นราคาสินทรัพย์แบบ Real-time นั่นเอง ทั้งนี้คุณสามารถเลือกระดับได้ว่าคุณต้องการข้อมูลที่ละเอียดขนาดไหน ถ้าละเอียดมาก (Level II Deep Book) ราคาก็จะแพงขึ้น

ตัวค่าใช้จ่ายจะคิดแบบเป็นรายเดือน ซึ่งไม่แพงอะไรครับ อย่างหุ้นอเมริกาจะอยู่เริ่มต้นที่ $4.50 หรือประมาณ 140 บาทต่อเดือนครับ สำหรับเทรดเดอร์ทั่วไปใช้เท่านี้ก็พอแล้ว แต่ถ้าคุณอยากเพิ่มกว่านี้ก็ทำได้สบายๆ ครับ

ผมขอสรุปจุดแข็งของ Interactive Brokers ดังต่อไปนี้

  • นอกจากหุ้นอเมริกาแล้ว คุณยังสามารถเทรดหุ้นได้อีกหลายสิบตลาดด้วยกัน รวมไปถึงสินทรัพย์อื่นๆ อย่างเช่น ETF, Bond, CFD, Futures, Options รวมแล้วถึง 135 ตลาดจาก 33 ประเทศ และ 23 สกุลเงิน เรียกได้ว่าโบรกเดียวทำได้ทุกอย่าง
  • ค่าคอมมิชชั่นต่ำมากในทุกๆ ตลาด สำหรับหุ้นอเมริกาแล้ว ค่าคอมมิชชั่นเริ่มต้นที่ $1 ($0 ถ้าคุณอยู่ในอเมริกา และสมัคร IBKR Lite)
  • เครื่องมือครบครันทุกอย่างทั้ง Market Data, Fundamental Research, Technical Research, Portfolio Management, Algo Trading ฯลฯ เทคโนโลยีการเทรดของ Interactive Brokers น่าจะดีที่สุดในอุตสาหกรรมสำหรับรายย่อย
  • เป็นโบรกเกอร์ไม่กี่แห่งที่ให้รายย่อยใช้งานทรัพยากรระดับนักลงทุนสถาบัน (แต่ต้องเสียเงินเพิ่ม)
  • เป็นโบรกเกอร์ใหญ่ เชื่อถือได้
  • การเปิด Account ไม่ซับซ้อน ทำทุกอย่างผ่านทาง online

อย่างไรก็ดีข้อเสียของ Interactive Brokers ก็มีเช่นกัน ได้แก่

  • IBKR Lite ที่ฟรีค่าคอมมิชชั่นมีให้บริการเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
  • มี Activity Fee $10 ทุกเดือน ถ้าคุณไม่ได้เทรดให้ค่าคอมมิชชั่นเกิน $10 และพอร์ตของคุณเล็กกว่า $100,000 ดังนั้นอาจไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่พอร์ตเล็กเท่าไรนัก
  • การใช้งานเบี้องต้นจัดว่ายากสำหรับมือใหม่ ฟีเจอร์ที่มากมายอาจจะทำให้คุณงงได้ ดังนั้นคุณจะต้องศึกษาก่อนครับ

สรุป: จากที่ได้ใช้งานมา ผมบอกได้แค่ว่า Interactive Brokers เหมาะกับเทรดเดอร์และนักลงทุนทุกคนที่สนใจจะซื้อขายหุ้นอเมริกาครับ

2. eToro

สำหรับใครที่อยากได้โบรกเกอร์หุ้นอเมริการุ่นใหม่ที่ใช้ง่ายกว่า ไม่ค่อยซับซ้อน แถมยังเทรดโน่นเทรดนี่ได้ไม่แพ้ Interactive Brokers ผมมองว่า eToro เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ

ในเรื่องการใช้งาน ผมเองได้สมัครไปแล้ว แต่ยังไม่เคยใช้เทรดจริงจัง อย่างไรก็ดีผมมองว่าคอนเซปต์ของโบรกเกอร์นี้น่าสนใจดีเลยขออนุญาตมารีวิวสั้นๆ ให้ทราบกันครับ

etoro

รู้จัก eToro

eToro เป็นโบรกเกอร์ที่ถือกำเนิดในประเทศอิสราเอล แต่ได้รับความนิยมสูงมากไปทั่วโลก เพราะโมเดลทางธุรกิจแบบใหม่ที่ต่างจากโบรกเกอร์เดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นการไม่เก็บค่าคอมมิชชั่น แพลตฟอร์มที่ให้เทรดเดอร์ลอกการบ้านกันได้ และสินทรัพย์ใหม่ๆที่มีให้เทรดจำนวนมาก

ปัจจุบัน eToro มีจำนวนเทรดเดอร์ที่ใช้บริการอยู่มากกว่า 10 ล้านคนเลยทีเดียว

eToro มีสำนักงานอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และอีกหลายประเทศครับ ทั้งนี้ eToro เป็นผู้ให้บริการทางการเงินที่ถูกกฎหมายแบบ 100% โดยถูกกำกับดูแลโดยหน่วยงานรัฐอย่าง FCA ของสหราชอาณาจักร, FINRA ของสหรัฐอเมริกา และ ASIC ของออสเตรเลียครับ ดังนั้นไว้ใจได้เลยว่าเป็นโบรกเกอร์ถูกกฎหมายอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ eToro ยังมีระบบรักษาปลอดภัยเพิ่มเติมด้วย นั่นคือเงินของคุณที่ฝากกับ eToro จะถูกเก็บไว้อีกบัญชีหนึ่งที่แยกจากบัญชีของบริษัทอย่างสมบูรณ์ สินทรัพย์ของคุณจะปลอดภัย 100% ในกรณีที่ eToro ล้มละลายครับ

ฟีเจอร์หลัก

จุดแข็งของ eToro คือมีสินทรัพย์มากมายให้เทรดไม่ว่าจะหุ้น, ETF, Cryptocurrency, CFD, Forex และ Commodities อย่างน้ำมันและทองคำครับ ซึ่ง eToro ให้คุณเริ่มเทรดได้ด้วยการ deposit เงินแค่ $200 ซึ่งถือว่าน้อยมากๆ เลยทีเดียว

แพลตฟอร์มของ eToro จะใช้ง่ายมากๆ ไม่เวียนหัวเลยครับ คุณแทบจะไม่ต้องเรียนรู้ใดๆ ทั้งสิ้น

eToro Platform

สำหรับหุ้นนั้น eToro มีให้เทรดหลายตลาดด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นอเมริกา (NYSE, Nasdaq), ตลาดหุ้นยุโรปอย่างเช่นอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน เยอรมัน และอิตาลี นอกจากนี้คุณจะเทรดตลาดหุ้นฮ่องกงได้เช่นกัน

อย่างไรก็ดีตัวเลือกหุ้นในแต่ละตลาดที่คุณซื้อได้จะเยอะไม่เท่ากับโบรกเกอร์อย่าง Interactive Brokers ครับ ส่วนมากจะมีแต่ตัวใหญ่ๆ หรือขนาดกลาง ถ้าเป็นหุ้นเล็กที่ Volume การเทรดต่ำจะไม่ค่อยมีให้เทรดครับ อย่างตลาดหุ้นอเมริกาจะมีให้เทรดประมาณ 1,300 ตัวครับ

ผมมองว่าถ้าคุณเทรดแต่หุ้นเด่นๆ Volume หนาๆ อยู่แล้วอย่างเช่น Apple, Tesla, Facebook, Amazon คุณจะไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ แต่ถ้าชอบควานหาหุ้นเองก็จะมีปัญหาเพราะไม่มีหุ้นให้เทรดนั่นเอง

สำหรับค่าคอมมิชชั่นจะไม่มีเก็บเลยครับ คุณจะเทรดฟรีโดยไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด อย่างไรก็ดีค่า Spread (Bid/Ask) ที่คุณได้ในการเทรดจะแย่กว่าตลาดในช่วง Real-time เล็กน้อย นี่เป็นจุดที่ eToro ทำเงินนั่นเองครับ

ในส่วนที่เหลือก็จะเหมือนกับโบรกเกอร์หุ้นปกติทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการจ่ายปันผล การซื้อเศษหุ้นก็จะได้ตามปกติครับ

ฟีเจอร์ที่ทำให้ eToro ดังขึ้นมาก็คือ CopyTrader ครับ ฟีเจอร์นี้จะช่วยให้คุณเทรดตามเทรดเดอร์หรือนักลงทุนชั้นนำ (Popular Investor) ได้แบบอัตโนมัติ กล่าวคือคุณสามารถตั้งให้บัญชีของคุณซื้อขายตามเขาได้เลยในทันทีครับ (eToro แจ้งว่า order จะส่งไปภายในเวลาน้อยกว่า 1 วินาที หลังจากที่เทรดเดอร์ผู้นั้นส่งออเดอร์ไป)

CopyTrader

นั่นเท่ากับว่าคุณไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ให้เทรดเดอร์เหล่านั้นเทรดหุ้นให้คุณนั่นเอง ค่าใช้จ่ายอะไรก็ไม่มีเพิ่มเป็นพิเศษด้วยครับ

ในทางตรงกันข้ามคุณเองก็สามารถเป็น Popular Investor ให้นักลงทุนคนอื่นลอกการบ้านได้ด้วย ซึ่งถ้ามีคนลอกคุณเยอะ คุณจะได้เงินจาก eToro ด้วยครับ ถ้าคุณเทรดเก่งจริงๆ คุณมีโอกาสทำเงินได้มากถึง 2.5% ของ AUM (Asset Under Management) เหมือนกับว่าคุณมี Hedge Fund เล็กๆ ของตัวเองเลยทีเดียว

อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจก็คือ CopyPortfolios ซึ่งจะเป็นการให้ eToro จัดพอร์ตการลงทุนหุ้นตาม theme ที่น่าสนใจเช่นพลังงานทดแทน หรือรถไร้คนขับเป็นต้น ทำให้คุณไม่ต้องหาหุ้นเองและยัง Diversify ตามความเหมาะสมได้อีกด้วย หรืออยากลอกพอร์ตของนักลงทุนคนไหนเป็นพิเศษก็ทำได้เช่นกัน

CopyPortfolios

อย่างไรก็ดีคุณจะต้องลงทุนใน CopyPortfolios อย่างน้อย $5,000 ครับ

ค่าใช้จ่ายอื่นๆของ eToro

แม้ว่า eToro จะไม่เก็บคอมมิชชั่นในการเทรดหุ้นอเมริกา แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคุณจะใช้ฟรี นอกเหนือจากค่า Spread แล้ว คุณยังมีค่าใช้จ่ายเหล่านี้อีกครับ

  • Inactivity Fee – ถ้าคุณไม่เทรดเป็นเวลานานกว่า 1 ปี คุณจะเสียค่าใช้จ่าย $10 ต่อเดือน
  • Withdrawal Fee – เมื่อคุณถอนเงินจาก eToro จะมีค่าบริการ $5
  • Conversion Fee- ถ้าคุณฝากเงินที่ไม่ใช่ดอลลาร์สหรัฐ คุณจะได้รับโดนเก็บค่าบริการที่อัตราแลกเปลี่ยนเป็นจำนวน 0.5%

ข้อดีข้อเสียของ eToro

ข้อดี

  • ไม่เสียค่าคอมใดๆ และไม่เสีย Management Fee ด้วยเช่นกัน
  • เริ่มเทรดได้ตั้งแต่ $200 ซึ่งถือว่าต่ำมาก
  • โบรกเกอร์เดียวเทรดได้ทั้งหุ้น ETF, Crypto, FX ฯลฯ
  • แพลตฟอร์มใช้ง่ายมาก เทรดได้ทั้งในคอมหรือมือถือ
  • สามารถตั้งให้ Copy การลงทุนของเทรดเดอร์คนอื่นได้ หรืออยาก Copy Portfolio คนอื่นก็ได้เช่นกัน

ข้อเสีย

  • เครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยในการเทรดมีน้อยมาก (เรียกว่าไม่มีอาจจะดีกว่า) เช่นถ้าคุณต้องการการวิเคราะห์ Fundamental, Technical หรือ Quantitative คุณจะต้องไปหาเอง เช่นถ้าคุณต้องการเครื่องมือกราฟหุ้นดีๆ แบบ Real-time คุณอาจจะต้องใช้ Tradingview เป็นต้น แต่ถ้า Fundamental ก็จะต้องใช้ Gurufocus
  • ตัวเลือกหุ้นที่มีให้เทรดต่ำ ถ้าคุณอยากเทรดหุ้นอเมริกาตัวเล็กๆ จะไม่มีให้เทรด
  • โอนหุ้นไปมาระหว่างโบรกเกอร์ไม่ได้
  • มีค่าใช้จ่าย Inactivity Fee ที่สูงพอสมควร

โดยรวมแล้วผมมองว่า eToro มีคอนเซปต์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเจ้า CopyTrader นี่แหละครับ และยังเทรดได้หลายสินทรัพย์ด้วย สมมติว่าเบื่อหุ้นอเมริกาแล้ว อาจจะย้ายไปเทรดหุ้นยุโรป หรือแม้กระทั่ง Bitcoin ก็ได้ ทำให้คุณมีความยืดหยุ่นในการเทรดสุดๆ เลยทีเดียว

โบรกเกอร์หุ้นอเมริกาอื่นๆที่ควรพิจารณา

นอกเหนือจาก Interactive Brokers แล้ว ยังมีโบรกเกอร์หุ้นอเมริกาอื่นๆ ที่เชื่อถือได้ และควรค่าต่อการพิจารณาเช่นกัน

อย่างไรก็ดีผมต้องขอแจ้งให้ทราบก่อนว่า ผมไม่มีบัญชีในโบรกเกอร์เหล่านี้ ดังนั้นผมจึงไม่ทราบถึงกระบวนการ ขั้นตอน ตลอดจนการตอบรับในส่วนของใบสมัครที่คุณสมัครไป เพราะโบรกเกอร์เหล่านี้บางแห่งอาจจะต้องใช้ Social Security Number (SSN) ของอเมริกาครับ

ถ้าโบรกเกอร์ที่คุณเลือกต้องการ SSN คุณจะไม่สามารถเปิดพอร์ตได้ครับ แต่ Interactive Brokers ไม่ต้องใช้แน่ๆ เพราะผมไม่มีก็สามารถเปิดได้ครับ

โบรกเกอร์เหล่านี้ได้แก่

  1. TD Ameritrade
  2. Charles Schwab
  3. E*Trade
  4. Fidelity

ข้อควรทราบ

ก่อนที่คุณจะสมัครโบรกเกอร์ใดๆ ผมขอย้ำเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะต้องตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆ ของโบรกเกอร์ให้ดีก่อน โดยเฉพาะเรื่องการคิดค่าบริการต่างๆ เพราะคุณอาจจะโดนเรียกเก็บค่าใช้จ่ายแปลกๆ โผล่ขึ้นมาได้เหมือนกันครับ

ตัวผมเคยโดนไป $100 กับโบรกหนึ่ง (ไม่ใช่ Interactivebrokers) เพราะผมเลินเล่อเองครับ ผมไม่ได้ดูว่ามีค่าใช้จ่ายหยิบย่อยอะไรบ้างที่ทางโบรกเกอร์จะเรียกเก็บได้

error: Content is protected !!