ไก่ทอดบอนชอน เติบใหญ่เพราะเห็นโอกาสในต่างประเทศ

0
87

ไก่ทอดบอนชอน (Bonchon Chicken) เป็นร้านอาหารเกาหลีที่เป็นนิยมอย่างสูงมากในประเทศไทย และเป็นอีกแบรนด์ที่มีการเปิดร้านอาหารใหม่อย่างรวดเร็ว ทำให้ปัจจุบันบอนชอนมีสาขาประมาณ 40 แห่งในประเทศไทย และกำลังจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างก้าวกระโดดทีเดียว

หากแต่ว่าท่านทราบหรือไม่ ปัจจุบันบอนชอนมีสาขาในเกาหลีใต้เพียงสาขาเดียวเท่านั้น! (แม้แต่เว็บไซต์ที่เกาหลีก็เข้าไม่ได้) ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของบอนชอนมาจากต่างประเทศอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นสำคัญ

ไก่ทอดบอนชอน By istolethetv, CC BY 2.0,

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นกันแน่?

ผู้ให้กำเนิดไก่ทอดบอนชอน

เดิมทีชาวเกาหลีมักจะปรุงไก่เป็นอาหารโดยอาศัยการต้มเป็นหลัก เช่นไก่ตุ๋นโสม ที่เวลาไปเที่ยวเกาหลี ทัวร์มักจะพาไปกินครั้งหนึ่ง

หากแต่ว่าในช่วงสงครามเกาหลี ทหารอเมริกันหลายแสนคนเข้าไปในเกาหลี และได้นำธรรมเนียมการกินไก่ทอดแบบอเมริกันเข้าไปด้วย หลังจากนั้นชาวเกาหลีก็เริ่มกินไก่ทอดบ้าง ชาวเกาหลีได้พัฒนาสูตรไก่ทอดของตัวเอง อาทิเช่นการทอดไก่ 2 ครั้ง ทำให้ไก่ทอดแบบเกาหลีกรอบมาก และเป็นจุดเด่นของไก่ทอดเกาหลี

กระแสกินไก่ทอดเริ่มกินมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 90 แล้ว แบรนด์ดังๆของเกาหลีอย่าง Kyochon เปิดในปี ค.ศ.1999

แต่กว่าบอนชอนจะเปิดก็มี ค.ศ.2002 แล้ว เจ้าของผู้ให้กำเนิดบอนชอนคือ จินดุ๊ก เซย์ (Jinduk Seh) ชายชาวปูซานผู้หนึ่ง เขาตั้งชื่อร้านของเขาว่า “บอนชอน” อันแปลว่า “บ้านเกิดของฉัน”

แม้บอนชอนจะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง และมีหลายสาขา แต่บอนชอนไม่สามารถแข่งกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งอยาง Kyochon และร้านอื่นๆ ทั่วไปที่ขายไก่ทอดเกาหลีเหมือนกันได้ ตลาดไก่ทอดเกาหลีอัดแน่นไปด้วยร้านไก่ทอดนับพันๆ หมื่นๆ ร้าน เรียกได้ว่าทุกหนแห่งเต็มไปด้วยร้านไก่ทอด

จินดุ๊กจึงเห็นว่า ตลาดไก่ทอดเกาหลีตันแล้ว เขาจึงมองข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปที่แผ่นดินใหญ่ของอเมริกา ประเทศแห่งโอกาสทางธุรกิจ

รุ่งโรจน์ในอเมริกา

ร้านแรกของบอนชอนที่อเมริกาเปิดที่เมือง Fort Lee รัฐนิวเจอร์ซี ในปี ค.ศ.2006 ปรากฏว่าร้านประสบความสำเร็จมาก เพราะรสชาติไก่ทอดที่แปลกใหม่สำหรับชาวอเมริกัน รสสัมผัสที่ชุ่มชื้นมากกว่าไก่ทอดอเมริกันทั่วไป และเครื่องเคียงที่แปลกตาทำให้บอนชอนกลายเป็นร้านฮิตติดลมบนอย่างรวดเร็ว หนังสือพิมพ์และนิตยสารอเมริกันบางฉบับถึงกับขนานนามว่า บอนชอนเป็นไก่ทอดที่ดีที่สุดในอเมริกา

บอนชอนขยายตลาดด้วยการเปิดแฟรนไชส์ ทำให้ร้านในสหรัฐอเมริกาเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว บอนชอนเปิดที่นิวยอร์กซิตี้ และเมืองต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาจนในปัจจุบันมีสาขามากกว่า 80 แห่ง และกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ด้วย บอนชอนวางแผนว่าภายในเวลา 5 ปีหลังจากนี้ บริษัทจะมีสาขาในสหรัฐอเมริกาถึง 300 แห่งเลยทีเดียว

ในการเปิดแฟรนไชส์ในสหรัฐอเมริกานั้น เจ้าของร้านสามารถเลือกได้ว่าต้องการให้ร้านเป็นรูปแบบใดจาก 3 แบบต่อไปนี้

  • Sports bar – ร้านอาหารลักษณะบาร์ที่มีโทรทัศน์ไว้สำหรับลูกค้าที่ต้องการมากินอาหาร ดื่มเหล้า และดูการถ่ายทอดสดการแข่งกีฬาสำคัญๆ ไปด้วย
  • Traditional sit-down – ร้านอาหารแบบทั่วไปที่มีโต๊ะให้ลูกค้านั่ง เหมาะสำหรับครอบครัวและเพื่อนฝูง
  • Quick service – ลักษณะแบบฟาสต์ฟู้ดที่จะให้บริการลูกค้าที่ต้องการความรวดเร็ว

ค่าใช้จ่ายในการเปิดแฟรนไชส์หนึ่งแห่งในอเมริกาอยู่ที่ 510,000-935,000 เหรียญสหรัฐ บอนชอนตั้งข้อกำหนดไว้ว่าผู้ร่วมทุนจะต้องมีสินทรัพย์หมุนเวียนอย่างน้อย 250,000 เหรียญสหรัฐ และมีสินทรัพย์ทั้งหมดไม่น้อยกว่า 700,000 เหรียญสหรัฐ เพื่อที่ร้านจะได้เอาตัวรอดได้

ในทางด้านการเงิน บอนชอนให้ข้อมูลว่าได้ขยายกิจการโดยใช้เงินจากผู้ร่วมทุนแฟรนไชส์เสียเป็นส่วนใหญ่ (84 ร้านจาก 87 ร้านในอเมริกาเป็นร้านของผู้ร่วมทุน) ทำให้บริษัทมีความมั่นคงทางการเงิน ทั้งนี้ในต้นปี ค.ศ.2019 บอนชอนให้ข้อมูลว่ายังไม่สนใจที่จะนำบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นแต่อย่างใด

ทั้งนี้แม้สาขาจะเพิ่มมากขึ้นในอเมริกา บอนชอนยังคงใช้ซอสที่นำมาจากเกาหลีโดยตรงและส่งให้กับร้านทุกร้าน เพื่อที่รสชาติจะได้คงที่และเหมือนดั้งเดิมที่สุดมากเท่าจะเป็นไปได้ นอกจากนี้บอนชอนยังอ้างว่ามีเทคนิคพิเศษในการใช้ซอสที่คู่แข่งไม่มี และยังใช้ไก่ที่มีคุณภาพมากกว่าด้วย นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บอนชอนเป็นที่นิยม และมีผู้สนใจจะร่วมทุนและเป็นแฟรนไชส์ให้กับบอนชอนจำนวนมาก

ในปี ค.ศ.2018 บอนชอนมีรายรับเพิ่มมากถึง 35% และมีศักยภาพที่จะเพิ่มรายได้อีกมาก เพราะว่าเมืองจำนวนมากในสหรัฐอเมริกายังไม่มีบอนชอนอยู่เลย เช่นเดียวกับส่วนอื่นๆ ของโลก ในปัจจุบันบอนชอนตั้งเป้าว่าจะเปิดสาขาเพิ่มในตอนกลางของสหรัฐอเมริกาที่ยังไม่มีสาขามากนัก

ประสบการณ์ส่วนตัว

ผมมีโอกาสได้ไปกินอาหารที่ร้านบอนชอนในนิวยอร์ก ลักษณะร้านที่ผมไปเป็นแบบ Sports bar ร้านตบแต่งง่ายๆสบายๆมีไฟสว่างๆ ภายในร้านเปิดเพลง K-Pop และช่องทีวีจากเกาหลี ร้านจึงมีกลิ่นอายของบาร์ที่เกาหลีอยู่ด้วย และเหมาะกับการนั่งสังสรรค์ระหว่างกลุ่มเพื่อน คนอเมริกันที่ชอบ hang out อยู่แล้วย่อมชอบบอนชอนอย่างแน่นอน

สำหรับเรื่องรสชาติ ผมว่าคล้ายคลึงกับบอนชอนที่ประเทศไทย ไก่ทอดของบอนชอนยังมีความกรอบอันเป็น signature อยู่เช่นเดิม แต่รสชาติจะหวานน้อยกว่าเล็กน้อย ส่วนความเผ็ดนี้ผมว่าพอๆ กัน ถ้าเทียบกันแล้ว ผมว่าบอนชอนของไทยอร่อยกว่าของอเมริกานิดเดียว ส่วนนี้ผู้นำเข้าคงจะปรับสูตรให้เข้ากับลิ้นคนไทยแล้วเป็นที่เรียบร้อย (แต่คงปรับไม่เยอะ เพราะบริษัทมีเจตนารมณ์ต้องการให้รสชาติเหมือนกันทั้งโลก)

ส่วนเมนูอื่นๆ ก็มีขายเช่นเดียวกัน นั่นคืออาหารเกาหลีทั่วไปอย่างบีบิมบับเป็นต้น แต่ผมไม่ได้ลองเลยไม่ทราบว่ารสชาติเป็นอย่างไร

ส่วนเรื่องราคา แน่นอนว่าแพงกว่าประเทศไทย 50% ขึ้นไป บอนชอนให้ข้อมูลว่าค่าอาหารของลูกค้าแต่ละคนอยู่ที่ $31 หรือเกือบพันบาท ซึ่งถือว่ากลางๆค่อนไปทางสูง แม้ว่าจะใช้ระดับราคาของสหรัฐอเมริกาก็ตาม

อย่างไรก็ตามค่าอาหารส่วนใหญ่น่าจะมาจากอาหารอย่างอื่นที่ลูกค้าสั่งเสริมมาด้วย เพราะ 60% ของลูกค้าบอนชอนสั่งอาหารเกาหลีในเมนูเพิ่มเติมด้วย ทำให้รายได้ของร้านมีเพียง 43% เท่านั้นที่มาจากไก่ทอด

กล่องไก่ทอดบอนชอนจากฟิลิปปินส์

บอนชอนในประเทศต่างๆ

ความสำเร็จของบอนชอนในสหรัฐอเมริกา ทำให้จินดุ๊ก เซย์ขยายโมเดลลักษณะเดียวกันไปยังที่อื่นๆ ด้วย เขาขายแฟรนไชส์ให้กับผู้สนใจในประเทศต่างๆ อาทิเช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมไปถึงประเทศไทยด้วย

ปัจจุบันประเทศที่บอนชอนมีสาขามากที่สุดกลับไม่ใช่เกาหลีใต้หรือสหรัฐอเมริกา แต่กลับเป็นฟิลิปปินส์! บอนชอนมีสาขาถึงเกือบสองร้อยสาขา แน่นอนว่าทุกสาขาทำเงินค่าแฟรนไชส์ให้กับบอนชอนอย่างมากมาย

บอนชอนถูกนำเข้ามาในประเทศไทยโดนบริษัท มาชิสโสะ จำกัด และประสบความสำเร็จอย่างมาก อาจจะเรียกได้ว่าบอนชอนเป็นร้านอาหารเกาหลีที่เป็นที่นิยมที่สุดในเวลานี้ก็ว่าได้ ตัวเลขสาขาของในประเทศไทยในประเทศไทยน่าจะอยู่ที่ 40 สาขา และเพิ่มจำนวนขึ้นตามลำดับ

ปัจจุบันบอนชอนมีสาขาประมาณ 300 สาขา และแทบทั้งหมดอยู่ในต่างประเทศ เพราะสาขาที่เกาหลีเหลือเพียงสาขาเดียวเท่านั้น บอนชอนจึงคล้ายกับสเวนเซ่นส์ในแง่ที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศมากกว่าประเทศแม่

ดังนั้นเราอาจจะกล่าวได้ว่า ความสำเร็จของบอนชอนมาจากการแสวงหาโอกาสของจินดุ๊ก เซย์เอง ถ้าเขาไม่เปิดร้านแรกที่ต่างประเทศ บอนชอนอาจจะไม่มีอนาคตดังเช่นทุกวันนี้ก็ว่าได้

Sources: