มือใหม่จะใช้งาน “WordPress Hosting” ของบริษัทไหนดี?

0
96

สำหรับมือใหม่ที่อยากจะเปิดเว็บไซต์โดยใช้ CMS อย่าง WordPress การหา Hosting ที่ดีและเหมาะสมสำหรับเว็บไซต์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบริษัท Hosting ที่ให้บริการนั้นมีมากมายนับร้อย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ตั้งอยู่ในไทยและต่างประเทศ

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลมากมายยั้วเยี้ยที่คุณต้องศึกษาเต็มไปหมด บางอย่างก็เป็นสิ่งที่ยากต่อการเข้าใจ อย่างผมเองที่ในเวลานั้นไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลยก็หัวหมุนไปเลยครับ

แต่ในโพสนี้ ผมจะแนะนำวิธีการเลือก WordPress Hosting ที่ดีอย่างคร่าวๆ สำหรับมือใหม่ที่ไม่มีความรู้เรื่อง IT เลยจากประสบการณ์จริงของผม หลังจากนั้นจะแนะนำบริษัทที่น่าสนใจเป็นลำดับต่อไปครับ

WordPress Admin by Kevin Phillips from Pixabay

วิธีการเลือก WordPress Hosting สำหรับมือใหม่

ผมเชื่อว่ามือใหม่หลายคนอาจจะพุ่งเป้าที่ WordPress Hosting ที่ให้ใช้ฟรี หรือว่าราคาถูกที่สุดก่อน ผมบอกเลยว่าคุณกำลังตัดสินใจผิด โดยเฉพาะถ้าคุณจริงจังกับการสร้างเว็บไซต์หรือ blog ของคุณ

WordPress Hosting ที่ให้ใช้ฟรีหรือว่าถูกมากนั้นส่วนมากจะมี “สาเหตุ” ที่ทำให้ราคาค่า Host ถูกแฝงอยู่ แน่นอนว่าการโฆษณาและให้ข้อมูลของบริษัทเหล่านั้นย่อมไม่บอกสิ่งเหล่านี้กับคุณ เพราะที่จะได้หลอกล่อคุณให้ติดกับแล้วตีหัวเข้าบ้าน

การตีหัวเข้าบ้านของบริษัทเหล่านี้คือจะเป็นการให้คุณจ่ายเงินค่าสัญญาระยะยาว (2-3 ปี) ถ้าคุณหลุดเข้าไปแล้ว พบว่าการบริการไม่ได้เรื่อง (แม้ว่าทุกบริษัทจะให้ลองใช้งาน 30 วัน แต่บางเรื่องต้องผ่านไปนานหลายเดือน คุณถึงจะรู้ว่ามันไม่ดี) คุณก็ต้องหา Host ใหม่ โดยที่คุณไม่ได้เงินค่าสัญญาคืนสักบาทเดียว หรือไม่ก็ยอมทนต่อไปเพราะการย้าย Host ซับซ้อนและยุ่งยากมาก

ในฐานะที่เคยใช้ WordPress Hosting ที่ถูกมาก่อน ผมจึงไม่แนะนำเลยแม้แต่น้อย ผมมองว่าถ้าหา Host ที่ดีได้ตั้งแต่แรก และอยู่กันไปยาวๆ ได้เลยจะดีกว่า

สำหรับมือใหม่ สิ่งที่คุณควรจะหาจาก WordPress Hosting ย่อมไม่ใช่ราคาที่ถูกที่สุด แต่เป็นสิ่งเหล่านี้

  • ความง่ายในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการ Install WordPress ไปจนถึงการออกแบบเว็บไซต์ และจัดข้อมูลของเว็บไซต์ ทุกอย่างต้องง่ายและมีไม่กี่ขั้นตอน
  • Customer Support หรือ การช่วยเหลือจาก Host ในส่วนนี้สำคัญมากเพราะเมื่อคุณเป็นมือใหม่ คุณจะจับโน่นจับนี่ผิดบ้างถูกบ้าง บางครั้งพังยับถึงขนาดเข้าหน้า Admin ไม่ได้เลยก็มี (ผมเคยทำครับ) ดังนั้นเจ้าหน้าที่จะต้องช่วยเหลือคุณได้ทุกเวลา ผมแนะนำอย่างยิ่งว่า Host ของคุณต้องมี Live Chat แบบ 24/7/365 ครับ ถ้าไม่ได้ตามนี้ แนะนำให้ไป Host อื่นครับ เพราะในการทำเว็บไซต์ บางเรื่องมันรอไม่ได้จริงๆ
  • Security – ความปลอดภัยของเว็บไซต์จากการคุกคามทางด้าน Cybersecurity อย่างเช่น malware ในส่วนนี้คุณควรเลือก Host ที่มีประวัติดี ไม่เคยมีปัญหาเรื่อง Security Breach แบบใหญ่โตชนิดที่ว่าเป็นข่าวไปทั่ววงการ และถ้าทาง Host ยินดีล้างเว็บไซต์จากโดน Hack ให้คุณฟรีด้วยจะยิ่งดีครับ
  • Uptime – คงไม่มีใครอยากให้เว็บตัวเองล่ม โดยเฉพาะถ้ามันล่มโดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรเลย หรือล่มนานเป็นชั่วโมง ดังนั้น WordPress Hosting ที่ดีควรมี Uptime ที่ใกล้ 100% เท่าที่จะเป็นไปได้ ค่าเฉลี่ย Uptime ของ Host ทั่วไปอยู่ที่ 99.9% ถ้าต่ำกว่านั้นผมแนะนำให้หลีกเลี่ยงครับ
  • Speed – ความเร็วของเว็บไซต์ การที่เว็บไซต์ของคุณเร็วจะทำให้ผู้ใช้งานไม่ปิดเว็บไซต์ของคุณก่อนที่จะโหลดเสร็จ นอกจากนี้ความเร็วยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อ SEO ด้วย เว็บยิ่งเร็ว search engine ยิ่ง rank แต่ละโพสของคุณให้อยู่ในอันดับต้นๆ ครับ
  • Resources: ทรัพยากรต่างๆ ที่ทาง Host ให้มาไม่ว่าจะเป็น Hosting Space, Bandwidth ฯลฯ ในส่วนนี้จะต้องให้มาอย่างเหมาะสม ไม่ใช่ว่าให้มาน้อยมาก ลงนิดลงหน่อยก็เต็มแล้วเป็นต้น
  • Tools: เครื่องมืออื่นๆ มีอะไรให้มาบ้าง ที่นิยมให้กันก็จะเป็น SSL (จำเป็นอย่างมากสำหรับทุกเว็บไซต์) แต่บาง Host จะแถม CDN, Backup, Caching, Staging มาด้วยครับ

Shared vs Managed Hosting

อีกหนึ่งสิ่งที่คุณควรจะทราบในฐานะมือใหม่คือ WordPress Hosting นั้นมีสองแบบหลักๆ นั่นคือ Shared Hosting (ซึ่งบางทีจะใช้คำว่า WordPress Hosting ธรรมดา) และ Managed WordPress Hosting (หรือสั้นๆ ว่า Managed Hosting)

ข้อควรทราบ: จริงๆ มีแบบอื่นด้วยเช่น VPS, Dedicated และ Cloud แต่พวกนั้นไม่ใช่สำหรับมือใหม่เลยขอตัดไปก่อนครับ

ถ้าจะให้อธิบายให้สั้นและง่ายที่สุด Managed Hosting คือ Shared Hosting ที่ใส่บริการพิเศษระดับพรีเมียมเข้าไป ดังนั้นจะแพงกว่ามากถึงมากๆ แต่คุณแทบจะไม่ต้องยุ่งกับเรื่อง Technical ใดๆ ของเว็บไซต์เลย เพราะ Host ของคุณจะทำหน้าที่นี้ให้ทั้งหมด

ยกตัวอย่างเช่น Managed Hosting อย่าง Kinsta จะ optimize เรื่องความเร็วและ database ของเว็บไซต์แถมล้าง malware ออกจากเว็บไซต์ของคุณให้ฟรีเลยด้วย

ดังนั้นหน้าที่ของคุณคือเขียน content ใส่ลงไปในเว็บไซต์เท่านั้น คุณจึงไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับ WordPress เพราะมีปัญหาอะไรก็โยนให้ Host ของคุณจัดการ

อย่างไรก็ดี Managed Hosting แต่ละแห่งจะช่วยเหลือคุณไม่เท่ากันครับ บางแห่งนี่จะทำพอสมควร แต่จะมีส่วนที่ไม่ทำให้ก็มี โดยทั่วไปแล้วการทำมากทำน้อยจะสังเกตได้ง่ายๆ จากราคาครับ

ส่วน Shared Hosting นั้น Host จะจัดการปัญหาเบี้องต้นให้กับคุณเท่านั้น อย่างเช่นแก้เว็บล่ม หรือ Plugin conflict แต่เรื่องซับซ้อนอย่างการแก้ Hack นั้นไม่มีแน่ๆ คุณจะต้องจัดการด้วยตัวเอง หรือไม่ก็ให้บริษัทที่เชี่ยวชาญการล้าง malware มาจัดการ

บาง Host อาจจะถึงกับปิดเว็บไซต์ของคุณชั่วคราวด้วยซ้ำไป เพราะกลัวว่าเว็บไซต์ของคุณจะแพร่ malware ให้กับเว็บไซต์อื่นๆ ที่อยู่ในเซิร์ฟเวอร์เดียวกัน

อย่างไรก็ดีการจ่ายแพงกว่าไม่ได้แปลว่าจะได้ทรัพยากรที่มากกว่าเสมอไป ส่วนใหญ่แพลน Managed Hosting ได้ทรัพยากรไม่ต่างกับ Shared Hosting ด้วยซ้ำ แถมคุณอาจจะถูกจำกัดการลง WordPress Plugin บางตัว เพราะ Host ของคุณมองว่า “อันตราย” เกินไป

ดังนั้นสรุปแล้วจะว่าไปหลักๆ Managed Hosting เหนือกว่า Shared Hosting ตรงที่มีผู้ช่วยเหลือที่ดีกว่า แต่ถ้าเจ้าของเว็บไซต์บางคนสามารถทำได้เอง หรืออยากสร้างสรรค์เว็บไซต์ด้วยตนเองก็จะไม่เลือก Managed Hosting แต่เลือก Shared Hosting ธรรมดาครับ

ในปัจจุบันผู้ให้บริการ WordPress Hosting ใหญ่ๆ แทบทุกเจ้าอย่างเช่น Bluehost และ Godaddy จะมีตัวเลือกทั้งสองแบบให้คุณเลือก แต่ก็บางบริษัทเหมือนกันที่ให้บริการเฉพาะ Managed Hosting เท่านั้นครับ

ถัดไปเราไปดูกันดีกว่ามี WordPress Hosting คุณภาพสูงเจ้าไหนที่คุณควรพิจารณาบ้าง

ตัวเลือก WordPress Hosting ราคาประหยัด

ผู้ให้บริการ Hosting ต่อไปคือตัวเลือก WordPress Hosting ราคาประหยัดที่คุณสามารถเข้าถึง

1. SiteGround

SiteGround เป็นผู้ให้บริการ WordPress Hosting กลุ่มลูกค้ารายย่อย ทำให้เหมาะอย่างมากต่อผู้ที่ต้องการเปิดเว็บไซต์และมีงบจำกัด แต่นั่นไม่ได้แปลว่าทรัพยากรที่ SiteGround ให้จะจำกัดไปด้วยครับ

ทั้งนี้บริการที่ SiteGround มีคือ Managed Hosting เป็นหลัก โดยจะมีทรัพยากรและฟีเจอร์ตามภาพ

ถ้าจะให้ผมสรุปให้ก็คือมีฟีเจอร์หลักๆ ต่อไปนี้ครับ

  • Managed WordPress – เริ่มต้นใช้งานอย่างง่ายดายด้วย WP Starter, Autoupdate WordPress และ Plugin ทุกตัว รวมไปถึงมี Staging Tool ไว้สำหรับทดลองลูกเล่นใหม่ๆ บนเว็บไซต์
  • Daily Backup – SiteGround จะสร้าง Backup ให้คุณทุกวัน เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลของคุณ
  • Free SSL – ให้ SSL ฟรีสำหรับการสร้างเว็บไซต์ที่ใช้ https
  • Free CDN – ใช้งาน CDN ของ Cloudflare ได้ทันที ตัว CDN จะช่วยให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้นสำหรับ User ที่อยู่ไกลจาก server ของคุณ
  • Free Email – สร้างอีเมล์แบบมืออาชีพตามโดเมนของคุณ
  • Caching – เพิ่มความเร็วของเว็บไซต์ด้วยโปรแกรม Caching ในตัว (สำหรับ Grow Big ขึ้นไปเท่านั้น)

หลักๆ แล้วแต่ละแพลนจะต่างกันที่ทรัพยากรครับ ถ้าแพลนแรกสุดอย่าง StartUp จะมี Web Space แค่ 10 GB และรองรับ User ได้เพียง 10,000 คนต่อเดือนเท่านั้น แต่แพลนที่สูงขึ้นจะมี Web Space มากขึ้นเช่นเดียวกับจำนวน User ที่รองรับได้ครับ

สำหรับความเร็วสำหรับผู้ใช้งานไทย ผมบอกเลยว่าไม่แพ้โฮสที่ตั้งอยู่ที่ไทย และอาจจะเร็วกว่าด้วย เพราะ SiteGround มี Data Center อยู่ที่สิงคโปร์และมีเครื่องมือช่วยเสริมความเร็วหลายตัว ดังนั้นเร็วสุดๆ อย่างแน่นอน โดยเฉพาะถ้าคุณใช้งาน Free CDN บนแพลตฟอร์มครับ

ในส่วนของเรื่อง Customer Support นั้นสามารถติดต่อง่ายดายด้วย Live Chat, email และจริงๆ โทรศัพท์ด้วย แต่โทรศัพท์นี่คุณจะต้องโทรไปต่างประเทศ ทำให้ไม่สะดวกเท่าไร หลักๆ แล้วแค่ Live Chat ก็เพียงพอแล้วครับ

สำหรับเรื่องราคานั้น ปัจจุบันถูกปรับขึ้นมาแล้วเรียบร้อย โดยจะเริ่มต้นที่ $6.99 (210 บาท), $9.99 (300 บาท) และ $14.99 (450 บาท) ตามรูปด้านบน

อย่างไรก็ดีสิ่งที่คุณควรทราบก็คือ ราคานี้จะเป็นราคา Contract แรกเท่านั้น หมายความว่าหลังจากที่ Contract แรกหมดอายุ (1-3 ปี) คุณจะต้องจ่ายในราคา $14.99 (450 บาท), $24.99 (750 บาท) และ $39.99 (1,200 บาท) ตามลำดับ

สิ่งที่ผมชอบในตัว SiteGround คือ แม้ว่าจะเป็น Managed Hosting แต่ราคายังถือว่าย่อมเยามากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แม้ว่าการช่วยเหลืออาจจะไม่ได้ครบทุกด้านเหมือนกับเจ้าอื่นๆ อย่าง Kinsta แต่การที่ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรมาก นั่นแปลว่าจะให้คุณมีอิสระมากกว่าในการพัฒนาเว็บตามที่ใจต้องการครับ

อย่างไรก็ดี SiteGround ไม่ใช่ WordPress Hosting ที่ perfect เพราะมีข้อเสียเช่นกัน นั่นคือ

  • ในปัจจุบันไม่ได้ใช้ cPanel แล้ว
  • โดเมนเนมในปีแรกไม่ได้ฟรีเหมือนกับบางแห่ง
  • ในระยะหลังมีผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้นหลายเท่า ทำให้ Customer Support อาจจะช้าลงบ้าง แต่โดยรวมยังถือว่าดีอยู่ครับ

รีวิวเพื่อประกอบการพิจารณาTrustpilot – 4.7/5.0, g2 – 4.1/5.0

ถ้าลองใช้บริการแล้วไม่ประทับใจ SiteGround ยินดีคืนเงินให้ในเวลา 30 วันครับ

2. Z.com

Z.com เป็นผู้ให้บริการ Web Hosting ในเครือ GMO ของประเทศญี่ปุ่น แต่ในปัจจุบันเปิดสาขาและมี Data Center อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ทำให้เหมาะเป็นพิเศษสำหรับการสร้างเว็บไซต์ที่มี User เป็นคนไทยจำนวนมากครับ

Z.com

ทุกวันนี้มีเว็บไซต์ไทยมากถึง 750,000 แห่งที่ใช้บริการ Z.com ครับ และโดยมีบริษัทใหญ่ๆ จำนวนมากไม่ว่าจะเป็น Workpoint, Oishi Group ฯลฯ

ในปัจจุบันบริการของ Z.com จะเป็น Shared Hosting เป็นหลัก โดยจะมีแพลนดังต่อไปนี้

  • Plan S (150 บาทต่อเดือน)
  • Plan M (317 บาทต่อเดือน)
  • Plan L (650 บาทต่อเดือน)

แต่ละแพลนจะต่างกันที่ทรัพยากรที่ให้ครับ อย่างเช่นในแพลนแรก Website space จะเริ่มต้นที่ 10 GB และจะเพิ่มไปตามลำดับครับ

ข้อดีหลักๆ ของ Z.com คือคุณจะได้ Customer Support ที่เป็นทีมงานคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง และ 7 วันต่อสัปดาห์โดยไม่มีวันหยุด นอกจากนี้ยังไม่จำกัด Bandwidth อีกด้วย ทำให้สามารถรองรับจำนวน User เท่าไรก็ได้ และปิดท้ายด้วยการให้ SSL ฟรีครับ

ตัวเลือก WordPress Hosting ระดับพรีเมียม

ถัดไปสิ่งที่ผมจะแนะนำคือ WordPress Hosting ระดับพรีเมียม ทั้งหมดจะเป็น Managed Hosting ครับ หมายความว่าคุณจะได้รับการบริการระดับพรีเมียมจากผู้บริการ อุปกรณ์และเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ จะมีให้คุณใช้มากกว่าระดับประหยัด เช่นเดียวกับการบริการที่เข้าถึงมากกว่าครับ แต่แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายจะสูงกว่า

3. Kinsta

WordPress Hosting ระดับพรีเมียมที่ต้องกล่าวถึงเลยคือ Kinsta เพราะเป็นที่ไว้วางใจโดยเว็บไซต์ชั้นนำของบริษัทระดับโลกมากมาย อาทิเช่น Ubisoft, GE หรือ Tripadvisor ครับ นอกจากนี้การให้บริการของ Kinsta ยังเจาะจงไปที่ WordPress 100% ทำให้มีผู้เชี่ยวชาญมากมายที่คอยให้คำปรึกษาคุณครับ

Kinsta

ด้วยความที่เป็น Managed Hosting ทำให้ฟีเจอร์ที่ Kinsta ให้มีหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็น

  • Managed Hosting – ช่วยดูแลตรวจสอบเว็บไซต์ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบ Uptime (ทุก 2 นาที) รวมไปถึงคอยตรวจสอบทั้ง Server และ Application ว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ ต้องการการอัพเดตรึเปล่า นอกจากนี้ยังมี Self-healing technology ช่วยกู้เว็บไซต์ที่ล่มโดยอัตโนมัติอีกด้วย
  • Security – Kinsta เป็น Host ที่ให้ความสำคัญกับ Security อย่างมาก คุณจะได้ทั้ง DDos detection, Hardware Firewalls รวมไปถึง SSL Support แต่ที่เด็ดที่สุดคือ Kinsta จะล้าง malware หรือแก้การโดน hack ให้คุณฟรี โดยที่คุณไม่ต้องแก้เองหรือว่าหาคนมาช่วยครับ
  • Backup – Kinsta จะสร้าง Backup ให้กับเว็บไซต์ของคุณทุกวัน โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม
  • Staging – มีแพลตฟอร์มสำหรับการทดลองโน่นนี่บนเว็บไซต์ก่อนที่จะใช้งานจริง
  • Kinsta Caching – Plugin ของ Kinsta ที่จะช่วยในการ Caching เพื่อเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์
  • Free CDN – ใช้งาน CDN เพื่อให้ content ของคุณโหลดได้อย่างรวดเร็วทั่วโลก (แต่ข้อเสียคือมีจำกัด Traffic)
  • Automatic Scaling – Kinsta จะช่วยให้คุณทำการ scaling โดยอัตโนมัติเพื่อให้รับกับจำนวน Traffic ที่เพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าอย่างกะทันหันได้อย่างสบายๆ (เช่นคุณทำ Viral Campaign เป็นต้น)
  • ดูเพิ่มเติมได้ที่ Features

นอกจากนี้ในส่วนของ Infrastructure นั้น Kinsta ใช้งานเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีคุณภาพสูงที่สุดในวงการอย่าง Nginx, php 7.4, LXD containers, MariaDB และ Google Cloud เพื่อที่เว็บไซต์ของคุณจะได้โหลดอย่างรวดเร็ว และยังเสถียรอีกด้วยครับ

ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาก และคุณสามารถเลือก Server ที่อยู่ใกล้ประเทศไทยอย่างสิงคโปร์ได้ ทำให้เว็บไซต์ที่ Host กับ Kinsta มีความเร็วสูงปรี๊ดเลยครับ

สำหรับเรื่องราคานั้น Kinsta เริ่มต้นที่ราคาต่อไปนี้

  • Starter ($30 หรือ 900 บาทต่อเดือน) รองรับได้ 20,000 คนและ SSD Storage 10 GB
  • Pro ($60 หรือ 1,800 บาทต่อเดือน) รองรับได้ 40,000 คน และ SSD Storage 20 GB
  • Business ($100+ หรือ 3,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป) รองรับได้ 100,000 คน และ SSD Storage 30 GB

ถ้าคุณจ่ายเป็นรายปี คุณจะได้ฟรีค่า Hosting 2 เดือนครับ อย่าง Starter ก็จะเหลือเดือนละ $25 หรือ 750 บาทต่อเดือนครับ

แต่ละแพลนของ Kinsta จะมีฟีเจอร์ที่เหมือนกันเกือบทั้งหมด สิ่งที่แตกต่างคือจำนวนทรัพยากรที่มีอยู่ในแพลนครับ รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่ Kinsta Plans ครับ

Managed Hosting อย่าง Kinsta นั้นจะมีสิ่งที่เรียกว่า Overage fee หรือว่าค่าใช้จ่ายในกรณีที่คุณใช้ทรัพยากรมากกว่าที่แพลนของคุณให้ในเดือนนั้นๆ โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะมี 3 ส่วนได้แก่

  • Visits overage – ถ้าจำนวน User ที่เข้ามาในเว็บไซต์มากกว่าที่รองรับได้ ส่วนเกินดังกล่าวจะขึ้น $1 หรือ 30 บาทต่อ 1,000 คน
  • Disk space overage – ถ้าขนาดเว็บไซต์ของคุณใหญ่กว่า SSD Storage ในแพลน ส่วนที่เกินมา คุณจะต้องเสีย $2 ต่อ GB
  • CDN overage – ถ้า Traffic ที่ใช้งาน CDN ของคุณเกินกว่าที่กำหนดไว้ในแพลน ส่วนที่เกินมาจะต้องเสีย $0.1 ต่อ GB

ถ้าไม่อยากเสียค่าจ่ายตรงนี้ คุณก็ต้องอัพเกรดแพลนให้สูงขึ้นนั่นเองครับ ในส่วนนี้อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นข้อเสียของ Kinsta เลยก็ว่าได้

สำหรับ Customer Support ของ Kinsta นั้นจะใช้ Live Chat กับ Email ในการจัดการปัญหาต่างๆ ที่คุณต้องการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องใดๆ ก็ตามที่คุณมีอยู่ก็สามารถถามได้ในพริบตา เพราะมีทีมงานมืออาชีพที่รู้จริงเกี่ยวกับ WordPress ประจำอยู่ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

รีวิวเพื่อประกอบการพิจารณา: Trustpilot – 4.7/5.0, g24.7/5.0

ในปัจจุบัน Kinsta ให้คุณใช้งานได้ฟรี 30 วัน ถ้าไม่พอใจสามารถคืนเงินได้ทุกดอลลาร์ที่จ่ายไป

สรุป

ถ้าคุณต้องการใช้งาน WordPress Hosting และได้ทีม Customer Support เป็นคนไทย Z.com จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณครับ

ถ้าคุณต้องการได้ Managed Hosting ในราคาที่ย่อมเยาไม่ต่างกับ Shared Hosting ผมมองว่า SiteGround เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่คุณจะหาได้

แต่ถ้าคุณมีงบมาก และต้องการการบริการระดับพรีเมียมจริงๆ Kinsta จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณครับ