4 เครื่องมือสร้าง Landing page ชั้นยอดช่วยปั้นยอดขายให้สุดปัง

0
30

Landing page เป็นหน้าที่สำคัญที่สุดของเว็บไซต์ e-commerce เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นหน้าแรกที่ลูกค้าได้พบเห็นธุรกิจออนไลน์ของคุณ ไม่ว่าลูกค้าจะมาจากการโฆษณาวิธีใดก็ตาม

ถ้าจะให้เปรียบเทียบกับร้านค้าทั่วไปแล้ว Landing page ก็เหมือนกับหน้าร้านของคุณ ถ้าหน้าร้านของคุณดูสวย ดูดี และน่าเชื่อถือก็จะเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าซื้อสินค้าและบริการของคุณไปด้วย

การออกแบบ Landing page ที่ทั้งสวยงามและมีประสิทธิภาพในการชักจูงลูกค้าจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แต่มือใหม่หลายคนอาจจะสงสัยว่า การจะสร้าง Landing page คุณภาพสูงจะต้องทำอย่างไร หรือว่าเราจะต้องจ้างฟรีแลนซ์กันแน่?

จริงอยู่ว่าการจ้างฟรีแลนซ์ก็เป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้ามีเครื่องมือที่ช่วยสร้าง Landing Page ชั้นเยี่ยมที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะคุณไม่จำเป็นต้องจ้างฟรีแลนซ์ซ้ำซ้อนในกรณีที่เกิดปัญหา นอกจากนี้เครื่องมือเหล่านี้ยังมาพร้อมกับตัวช่วยในการขายอื่นๆ ด้วยครับ

เราไปดูกันดีกว่าเครื่องมือเหล่านี้มีอะไรบ้าง

ข้อควรทราบ 1: หลายๆ บริษัทในรายชื่อนี้กำลังมีปัญหาเรื่อง Customer Support เพราะผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้น เห็นได้จากคะแนนรีวิวในหลายแพลตฟอร์มที่ตกลงมาก ในช่วงนี้ผมแนะนำให้หลีกเลี่ยงไปก่อนครับ

1. Unbounce

ถ้าถามว่าโปรแกรมไหนเป็นโปรแกรมชั้นนำในการสร้าง Landing page ผมสามารถตอบว่า Unbounce อย่างไม่ลังเลครับ เพราะฟีเจอร์ทุกอย่างของ Unbounce เน้นไปที่การสร้าง Landing page คุณภาพสูงที่ช่วยให้ลูกค้าซื้อสินค้าของคุณอย่างเดียวเท่านั้น

Unbounce

ฟีเจอร์ของ Unbounce มีหลากหลายมาก อาทิเช่น

  • Landing Page Builder – Unbounce ให้ template ที่ถูกดีไซน์มาแล้วอย่างดีให้เลือกมาถึง 100 แบบด้วยกัน คุณสามารถใช้วิธี drag and drop (ลากวาง) เพื่อแก้ไขให้หน้า landing page เป็นเหมือนกับที่คุณต้องการ โดยไม่ต้องมีทักษะเรื่อง coding ใดๆ
  • Custom Functionality – คุณสามารถวาง text, รูป, button ได้ที่ไหนก็ได้ตามใจคุณ ต่างจากบางเครื่องมือที่มีข้อจำกัด
  • Free Hosting – สำหรับธุรกิจที่ยังไม่มี Hosting สามารถ Host กับทาง Unbounce ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
  • Pop Ups – คุณคงเคยเข้าเว็บไซต์แล้วเห็นกล่องสี่เหลี่ยมใหญ่ๆ ซึ่งเป็นโฆษณาเข้ามาบังหน้าเว็บ สิ่งนี้เองเรียกว่า Pop Ups เจ้าสิ่งนี้มีประโยชน์มากในการดึงความสนใจของลูกค้า คุณสามารถจัดโปรโมชั่นพิเศษ แล้วโปรโมตให้ลูกค้าทราบด้วยการใช้ Pop Ups ครับ
  • Sticky Bars – กล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่จะปรากฏด้านบนหรือด้านล่างของเว็บไซต์ เจ้ากล่องอย่างนี้มีประโยชน์ในการดึงความสนใจลูกค้าเช่นกัน
  • Real-Time Conversion Analytics – ตัวเก็บข้อมูลสถิติของผู้เข้าชม ยอดขาย ฯลฯ คุณสามารถนำไปใช้วิเคราะห์ได้ครับ
  • Auto Image Optimizer – รูปภาพที่คุณใช้จะถูก optimize โดยอัตโนมัติ ขนาดไฟล์จะถูกทำให้เล็กลง โดยยังคงคุณภาพแบบเดิมอยู่
  • Speed Boost – ใช้วิธีต่างๆ ทำให้ landing page โหลดเร็วขึ้น
  • เชื่อมต่อกับ WordPress ได้อย่างง่ายดายผ่าน WP Landing Page plugin
  • เชื่อมต่อกับเครื่องมือ CRM ได้อีกมากกว่า 100 ตัว
  • Mobile-Responsive – หน้า Landing Page จะปรับตาม device ที่ลูกค้าใช้ หมดปัญหาเว็บไซต์ใช้งานได้ยากในมือถือ

ฟีเจอร์เหล่านี้จะเป็นฟีเจอร์พื้นฐานเท่านั้น ซึ่งคุณจะได้ใน plan แรกของการเป็นสมาชิก แต่จริงๆ แล้วฟีเจอร์ระดับสูงยังมีอีกมากมาย อาทิเช่น

Dynamic Text Replacement (DTR) – เทคโนโลยีตัวนี้ผมบอกเลยว่าสุดยอดครับ เพราะคุณจะได้หน้า Landing Page ที่สามารถปรับได้ตาม Keyword การ search ของลูกค้าโดยอัตโนมัติ นอกจากลูกค้าจะได้เห็นสิ่งที่เขาต้องการแล้ว คุณยังไม่จำเป็นต้องสร้าง Landing page หลายๆ หน้าอีกต่อไป เทคโนโลยีนี้ยังเหมาะกับการโฆษณาแบบ PPC ads อย่าง Google Adwords ด้วยครับ (เพราะช่วยในเรื่องของ Quality Score) นั่นเอง

A/B Test – ถ้าคุณเคยสงสัยว่า จะวางรูปตรงนี้ดีหรือไม่ หรือว่าวางที่อีกจุดหนึ่งดี คุณสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยการใช้ A/B Test ครับ ด้วยการทดสอบไปเลย Unbounce จะช่วยให้คุณทำ A/B Test ได้กับทุกสิ่งบน landing page สุดท้ายแล้วคุณจะค้นพบว่า landing page แบบไหนที่ทำให้ลูกค้าซื้อสินค้ามากที่สุดครับ

Smart Traffic – เพิ่มพลัง conversion ด้วยการใช้ AI ในเลือก Landing Page ที่ดีที่สุดบนแพลตฟอร์มของคุณแก่ลูกค้า จากสถิติแล้วพบว่าหลังจากใช้ AI แล้ว ยอดการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นถึง 20% เลยทีเดียว

ลูกค้าของ Unbounce เป็นบริษัทใหญ่ๆ ระดับโลกหลายแห่ง อย่างแบรนด์ New Balance เพิ่มยอดขายถึง 200% หลังจากใช้เครื่องมือสร้าง landing page ของ Unbounce ครับ นอกจากนี้นักการขายระดับเทพอย่าง Neil Patel ยังเป็นแฟนตัวยงของ Unbounce ด้วยครับ

สรุปแล้วผมมองว่า Unbounce เหมือนกับเครื่องมือ Landing page ที่มาพร้อมกับเครื่องมือ marketing ชั้นเยี่ยมมากมายในตัว ดังนั้น Unbounce จึงน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจ e-commerce ครับ

ค่าบริการของ Unbounce จะคิดเป็นแบบสมาชิก โดยประกอบด้วยแพลนต่อไปนี้

  • Launch ($80 หรือ 2,400 บาทต่อเดือน)
  • Optimize ($120 หรือ 3,600 บาทต่อเดือน)
  • Accelerate ($200 หรือ 6,000 บาทต่อเดือน)
  • Scale ($300 หรือ 9,000 บาทต่อเดือน)

ทั้งนี้ถ้าคุณจ่ายเป็นรายปีจะได้ลดราคา 10% ครับ

ความแตกต่างของแต่ละแพลนจะอยู่ที่ฟีเจอร์และทรัพยากรที่ได้ อย่างเช่น Launch จะได้เฉพาะฟีเจอร์ทั่วไปเท่านั้น และไม่ได้ฟีเจอร์ระดับสูงเลย นอกจากนี้จำนวน conversions และ visitors ต่อเดือนจะจำกัดมากกว่าด้วย คุณสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

จากที่ผมตรวจสอบดู ผมมองว่าแพลน Optimize คุ้มค่าที่สุด เพราะว่าได้ฟีเจอร์ระดับสูงครบทั้งหมดอย่าง DTR, A/B Test, Smart Traffic และฟีเจอร์ระดับธรรมดาครบทั้งหมด แพลนที่สูงกว่าจะเพิ่มแค่จำนวน Visitors ต่อเดือน การสร้าง AMP และ Advanced Targeting ซึ่งผมมองว่าไม่จำเป็นสำหรับเว็บไซต์ e-commerce ขนาดเล็กหรือกลางครับ

อย่างไรก็ดีข้อเสียของ Unbounce คือการบังคับให้สมัคร plan ที่สูงขึ้นหรือเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ถ้าเกิดคุณขายได้ดีมากขึ้นมามากกว่าที่กำหนดไว้ (500/1,000/2,000/3,000) คนต่อเดือน (แต่ลูกค้า 1 คนเข้ามาซื้อหลายครั้งนับเป็นคนเดียวครับ)

ทั้งนี้คุณสามารถลองใช้ Unbounce ได้ฟรีเป็นเวลา 14 วัน สมัครได้เลยที่ Unbounce

2. Instapage

ถ้าพูดถึงคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับ Unbounce ผมมองว่า Instapage คือหนึ่งในนั้น เพราะฟีเจอร์หลากหลายและครบเครื่องไม่แพ้กัน

Instapage

ฟีเจอร์ของ Instapage ประกอบด้วย

  • Landing Page Builder – โปรแกรมการสร้าง Landing page ที่ใช้ง่ายสุดๆ โดยมี layouts ให้เลือกใช้มากกว่า 500 รูปแบบ และทุกแบบเป็นแบบ mobile-responsive ทั้งหมด คุณไม่ต้องมีความรู้เรื่อง coding แต่อย่างใด เพราะ Builder ใช้ระบบ drag & drop
  • Page Speed – เพิ่มความเร็วของการโหลดให้เป็นดั่งจรวดด้วยการใช้ AMP หรือ Thor Render Engine
  • Experimentation – ใช้ A/B Test เพื่อใช้ทดสอบการเปลี่ยนแปลงบน landing page ว่าแบบไหนใช้ดีกว่ากัน
  • Personalization – เทคโนโลยี DTR (เหมือนกับ Unbounce) ช่วยให้ลูกค้าเห็นหน้า landing page ตามความต้องการของแต่ละคน
  • Ad Map – Sync ad ของคุณเข้ากับ Instapage เพื่อการจัดการและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น
  • Heat Map – ตัวนี้บอกเลยว่าน่าสนใจมาก เพราะคุณสามารถเก็บข้อมูลได้ว่า ลูกค้าของคุณใช้เวลาที่ส่วนไหนของ Landing Page มีประโยชน์มากๆ ต่อการคิดกลยุทธ์การขายการโปรโมตต่างๆ
  • Conversion Analytics – เก็บข้อมูลสถิติต่างๆ ของลูกค้าที่ใช้บริการ หรือเข้ามาเยี่ยมเยือน Landing page
  • Multi-Step Forms – สร้างฟอร์มไว้เก็บข้อมูลของลูกค้า
  • SSL Encryption – ให้ SSL ฟรีซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งสำหรับการค้าขายออนไลน์
  • Integration – เชื่อม landing page ของคุณกับโปรแกรม CRM อย่าง Hubspot และอื่นๆ อีกมากมาย
  • เชื่อมต่อกับ WordPress ด้วย Instapage Plugin

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

ถ้าดูจากฟีเจอร์แล้ว Landing page ก็เหมือนกับ Unbounce นั่นคือเป็นทั้ง Landing page builder + Marketing tools ชั้นยอดครับ

สำหรับเรื่องราคานั้น Instapage มีราคาเดียว นั่นคือ $149 ต่อเดือน หรือประมาณ 4,500 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจจะดูราคาสูง แต่ข้อดีมากๆ ของ Instapage คือจะไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มถ้ามี Conversions หรือ Visitors เกินกำหนด ซึ่งจะต่างจาก Unbounce และอีกหลายผู้ให้บริการที่จะมีคิดเพิ่มครับ

3. Elementor

ใครที่มีเว็บไซต์ที่สร้างโดยใช้ CMS อย่าง WordPress น่าจะรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อของ Elementor มาบ้าง ในปัจจุบัน Elementor น่าจะเป็น plugin ที่ใช้การสร้าง landing Page อันดับ 1 ของ WordPress เลยก็ว่าได้ครับ โดยมีผู้ใช้งานมากกว่า 5 ล้านคน

อย่างไรก็ดี Elementor สามารถใช้สร้าง page ใดๆ ก็ได้บนเว็บไซต์ของคุณ โดยมีฟีเจอร์ดังต่อไปนี้

  • Drag & Drop Editor – สร้างเพจต่างๆ แบบ mobile-responsive ในเว็บไซต์ของคุณด้วยวิธี Drag & Drop อันสะดวกสบาย element ใดๆ ที่คุณสร้างแล้ว สามารถ save เก็บไว้ และนำมาใช้ใหม่ได้อีกเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับ template ที่พร้อมใช้งานถึง 300 ตัว
  • Design Solution – เพิ่มทรัพยากรทางการออกแบบมากมาย สำหรับผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการสร้าง landing page เช่น Motion Effects ต่างๆ
  • Popup Builder – สามารถสร้าง Popup ขึ้นมาโฆษณาได้
  • Form Builder – สร้าง Form เพื่อเก็บข้อมูลลูกค้าได้
  • Widget – มี Widget มากกว่า 90 ตัวเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการโฆษณา อาทิเช่น Countdown (นับเวลาหมดของโปรโมชั่น) หรือ Counter (แสดงจำนวนยอดที่ขายได้)
  • Integration – เชื่อมต่อ Landing page ได้กับโปรแกรม CRM และ Social Network ได้อย่างมากมาย
  • Woocommerce Builder – Elementor เป็นมากกว่า Landing Page Builder เพราะคุณสามารถออกแบบเว็บไซต์ที่ใช้งาน Woocommerce ได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ Elementor มีรูปแบบสมาชิก 4 แบบได้แก่

  • Free
  • Personal ($49 ต่อปี หรือเฉลี่ยแล้วประมาณ $4 หรือ 120 บาทต่อเดือน)
  • Plus ($99 ต่อปี หรือเฉลี่ยแล้วประมาณ $8.25 หรือประมาณ 250 บาทต่อเดือน)
  • Expert ($199 ต่อปี หรือเฉลี่ยแล้วประมาณ $16.6 หรือประมาณ 500 บาทต่อเดือน)

แบบ Free จะได้ฟีเจอร์ต่างๆ ที่จำกัด และขาด template ไปเยอะมาก ดังนั้นเหมาะสำหรับการลองใช้เท่านั้น

ส่วนแพลนแบบเสียเงินนั้น คุณไม่มีความจำเป็นต้องใช้แบบ Plus และ Expert ครับ เพราะตัวฟีเจอร์เหมือนกับ Personal ทุกประการ เพียงแต่สามารถลงได้หลายเว็บไซต์มากกว่าเท่านั้น มีให้เหล่าฟรีแลนซ์สมัครเพื่อนำไปออกแบบให้ลูกค้าครับ

คุณจะเห็นว่า Elementor ถูกกว่า Unbounce กับ Instapage อย่างมากเลยทีเดียว ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจครับ เพราะ Elementor ใช้งานได้เฉพาะ WordPress แถมเครื่องมือ Marketing ดีๆ อย่างเช่น DTR หรือ A/B Test ไม่มีให้ใช้นั่นเองครับ แต่ถ้าถามว่าดีหรือไม่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าดีครับ

ลองใช้งาน Elementor ได้ที่นี่

4. Landingi

Landingi เป็นอีกผู้ให้บริการการสร้าง landing page ที่มีคุณภาพสูง และเหมาะกับเจ้าของธุรกิจออนไลน์หน้าใหม่ จะไปแล้วซอฟต์แวร์ตัวนี้ก็มีอะไรหลายๆ อย่างที่คล้ายกับ Unbounce แต่ราคาเป็นมิตรกว่าอย่างมากเลยทีเดียว

Landingi

แต่ก่อนจะไปว่ากันถึงเรื่องราคา เราไปดูฟีเจอร์กันก่อนดีกว่า

  • Landing Page Builder – เครื่องมือที่ช่วยให้คุณสร้าง landing page ออกมาได้อย่างสวยงาม โดยมี template ที่พร้อมใช้งานมากกว่า 200 ตัว และทั้งหมดเป็นแบบ responsive ครับ นอกจากนี้ยังมี Image library และ Google Fonts อีก 800 ชนิดให้ใช้งาน แต่ถ้าคุณไม่พอใจ สามารถ Upload ของตัวเองเข้ามาใช้ได้ครับ
  • SSL-ready – ให้ SSL มาให้กับคุณพร้อม
  • Image Optimization – จัดการ Optimize รูปภาพของคุณให้มีขนาดเล็ก แต่คงคุณภาพเอาไว้อย่างครบถ้วน
  • Lead Organization – จัดการทุก lead ได้เหมือนกับโปรแกรม CRM และสามารถเชื่อมต่อกับโปรแกรม CRM และโปรแกรมอื่นๆได้อีกนับร้อย
  • A/B Testing – ตรวจสอบปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของ Landing page
  • Form Creator/Validation – สร้างฟอร์มเพื่อเก็บข้อมูลจากลูกค้า
  • Cloud Hosting – Landing page ของคุณจะ Host บน Cloud Hosting ของ AWS ดังนั้นสามารถไว้ใจได้เรื่องความเสถียร เร็ว และแรง
  • เชื่อมต่อกับ WordPress ด้วย Landingi Landing Pages Plugin

ค่าใช้จ่ายของแต่ละแพลนจะอยู่ที่

  • Core ($39 ต่อเดือน)
  • Create ($59 ต่อเดือน)
  • Automate ($79 ต่อเดือน)

ถ้าคุณจ่ายเป็นรายปี ราคาจะลดลงไปอีก 25% ครับ

แต่ละแพลนจะต่างกันที่ฟีเจอร์ จำนวนผู้ใช้งาน ทรัพยากรและ support อย่างเช่น A/B Testing จะมีให้ใช้แค่สมาชิกระดับ Automate เท่านั้น และถ้าคุณอยากได้ทรัพยากรในการออกแบบเยอะๆ เช่น Font เพิ่ม รูปเพิ่ม คุณจะต้องใช้แพลน Create หรือ Automate ครับ รายละเอียดทั้งหมดอ่านได้ที่นี่

ทั้งนี้ Landingi จะไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มในกรณีที่มี Conversion เกินกำหนด แต่จะคิดเพิ่มในกรณีที่มี Visitors เกินกำหนด (100,000/150,000/200,000 คนต่อเดือน) ซึ่งจำนวนนี้ผมมองว่ายากมากที่จะเกินครับ

ใช้โปรแกรมสร้าง Landing Page ตัวไหนดี?

ถ้าคุณใช้ WordPress/Woocommerce และมีงบน้อย ผมมองว่า Elementor เป็นตัวเลือกที่ดีเกินพอสำหรับคุณครับ หลังจากธุรกิจของคุณขยับขยายแล้ว คุณค่อยใช้บริการโปรแกรมที่มีแพงขึ้นมาในภายหลังก็ได้

แต่ถ้าคุณมีงบที่ต้องการจะลงทุน และต้องการเครื่องมือดีๆ ช่วยกระตุ้นยอดขาย Landingi, Unbounce และ Instapage เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ถ้าเทียบกันทั้ง 3 ตัวแล้ว Landingi ราคาถูกที่สุด แต่ฟีเจอร์จะน้อยกว่าอีกสองตัวครับ

สำหรับ Unbounce และ Instapage ในเรื่องของฟีเจอร์จะคล้ายกันมาก ส่วนราคารายเดือนของ Instapage จะแพงกว่า แต่จะไม่เรียกเก็บเพิ่มในกรณีที่ยอดขายเดือนนั้นสูงมาก ผมมองว่าขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละธุรกิจแต่ละแห่ง ผมแนะนำให้คุณพิจารณาดีๆ ก่อนที่จะตัดสินใจครับ