5 ตัวจัดการโฆษณาใน Facebook (Ad Management Tools) ที่น่าใช้งานที่สุด

ทุกวันนี้ผู้ประกอบการที่มีเพจธุรกิจของคุณอยู่บน Facebook น่าจะคุ้นเคยกับ Facebook Ads เป็นอย่างดี หลายคนน่าจะใช้เป็นช่องทางการโฆษณาหลักเพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาซื้อสินค้าของเราด้วยซ้ำไป

หากแต่ว่าจริงๆ แล้วการโฆษณาผ่าน Facebook จะต้องมีการควบคุมและจัดการ (Facebook Ad Management) ยกตัวอย่างเช่นการ targeting audience ให้ดี หรือการทำ ad optimization เป็นต้น

มิฉะนั้นมีโอกาสสูงมากที่เม็ดเงินโฆษณาผ่าน Facebook จะไม่สร้างยอดขายหรือ conversion ให้คุณเลยสักบาทเดียว แถมระยะหลังค่าโฆษณาทาง Facebook ยังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดด้วย

แม้ว่า Facebook จะมีเครื่องมือช่วยเหลือคุณพอสมควรอย่างเช่น Facebook Ads Manager แต่ การ optimize ตัว Facebook Ads ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องอาศัยการลองผิดลองถูกอย่างมาก ซึ่งอาจจะทำให้คุณย่อท้อในการทำไปเสียก่อน

แถมเมื่อคุณได้กลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จออกมาแล้ว Facebook อาจจะแก้ไข Algorithm หรือเปลี่ยนฟีเจอร์ทำให้กลยุทธ์ของคุณใช้ไม่ได้ผล คุณก็ต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์อยู่ร่ำไป

Image by Coffee Bean from Pixabay

ทางเลือกที่ผมมองว่าดีกว่ามากก็คือการใช้งานซอฟต์แวร์ Ad Management หรือว่าตัวจัดการโฆษณาสักตัวหนึ่งซึ่งจะใช้ AI มาวิเคราะห์และช่วยจัดการ Facebook Ads ให้มีประสิทธิภาพและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีโอกาสที่จะซื้อสินค้ามากที่สุดโดยอัตโนมัติ คุณจะประหยัดเวลา (และเงิน) ลองผิดลองถูกไปมากโข และสามารถนำเงินและเวลาไปทำสิ่งที่เกิดประโยชน์กับธุรกิจมากกว่าครับ

ในโพสนี้เราจะมาดูกันครับว่าซอฟต์แวร์ Facebook Ad Management หรือตัวจัดการโฆษณามีตัวไหนน่าสนใจบ้าง

ข้อควรทราบ: ราคาและเงื่อนไขต่างๆ อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามแต่ผู้ให้บริการ โปรดตรวจสอบกับเว็บไซต์ผู้ให้บริการอีกครั้งหนึ่งเพื่อความชัดเจนครับ

1. Adzooma (ฟรีตลอดชีพ)

Adzooma เป็น Facebook Ad Management Tools ที่ช่วยให้คุณจัดการ Ads ได้ทั้งใน Facebook, Google และ Bing จุดแข็งอันดับหนึ่งของ Adzooma ก็คือคุณจะได้ใช้ตัวจัดการโฆษณานี้ได้ฟรีตลอดชีพ โดยปราศจากข้อจำกัดใดๆ ต่างจากตัวจัดการโฆษณารายอื่นที่คุณจะต้องเสียเงินรายเดือนครับ

ในเรื่องความไว้วางใจ Adzooma เป็น partner ของทั้ง Facebook และ Google นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลมากมายอย่างเช่น UK Business Tech Awards มาแล้วครับ ดังนั้นในส่วนนี้คุณไม่ต้องกังวลเลยครับ

ฟีเจอร์ของ Adzooma

ฟีเจอร์ของ Adzooma มีดังต่อไปนี้

Opportunity Engine – ฟีเจอร์นี้เป็นหัวใจหลักของ Adzooma เลยก็ว่าได้ หลังจากที่คุณ Login เข้าไปแล้ว ตัวโปรแกรมจะวิเคราะห์ account ของคุณและการโฆษณาที่ผ่านมาว่ามีส่วนไหนที่คุณควรจะแก้ไขเพื่อทำให้ Facebook Ads ของคุณมี ROI มากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น Adzooma อาจจะแนะนำให้แก้ไข Landing Page, เพิ่มงบประมาณในการโฆษณา หรือว่าเลิกโฆษณาที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ฯลฯ

Optimization Engine by Adzooma

Automation – สำหรับฟีเจอร์นี้คุณจะสร้างกฎให้ Adzooma นำไปใช้จัดการ Facebook Ads ได้อย่างอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่นคุณสามารถสั่งให้ Adzooma ทำสิ่งต่อไปนี้

  • หยุดโฆษณาที่มีค่า CTR (Click-Through Rate) ต่ำ
  • ถ้า CPC (Cost Per Click) สูงเกินไป ให้ลดงบประมาณ (Budget) จาก 20,000 บาทเป็น 5,000 บาท
  • ถ้า ROAS (Return on Ad Spend) สูงกว่า 10% ให้เพิ่มงบประมาณจาก 30,000 เป็น 100,000 บาท
  • ถ้า Conversion Rate ต่ำกว่า 5% ให้หยุดโฆษณาทันที
  • และอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้คุณยังสามารถตั้งได้ถ้ามีการบังคับใช้กฎดังกล่าว เช่นถ้า Adzooma หยุดโฆษณาเพราะ CTR ต่ำ ทางโปรแกรมจะแจ้งให้คุณทราบทันที

หลังจากที่คุณตั้งกฎเสร็จเรียบร้อยแล้ว Adzooma จะเริ่มกฎดังกล่าวไปใช้งานโดยอัตโนมัติ (หรือตามวันและเวลาที่คุณต้องการ) คุณยังสามารถเลือกได้ว่าต้องการให้กฎเหล่านี้ใช้กับโฆษณาตัวไหนบ้าง หรือคุณอาจจะจัดเป็นกลุ่มแล้วสร้างกฎเฉพาะของแต่ละกลุ่มก็ได้ครับ เพราะจะทำให้คุณไม่ต้องจัดการโฆษณาแบบแยกเป็นรายตัวให้เสียเวลาอีกต่อไป

Reports – อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่มีประโยชน์มากของ Adzooma กล่าวคือคุณจะได้รับรายงานอย่างละเอียดของการโฆษณาต่างๆ เช่น Best & Worst Performers, Device Report, KPI Trend Report ฯลฯ คุณสามารถนำข้อมูลส่วนนี้ไปวิเคราะห์ต่อได้อีกมากมายครับ

สรุปแล้วจากที่ได้ตรวจสอบตัวแพลตฟอร์มมา ผมพบว่าการใช้งาน Adzooma นี้ง่ายมาก คุณไม่ต้องทำอะไรที่ยุ่งยากน่าปวดหัว แค่แก้ไขตามที่แพลตฟอร์มแนะนำ และใส่เงื่อนไขที่คุณต้องการลงไปก็เสร็จสิ้นแล้ว ตัวแพลตฟอร์มก็เรียบง่ายสบายตา ไม่มีอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกงงงวยแต่อย่างใด

ถ้าสงสัยในส่วนของฟีเจอร์ด้าน Facebook Ad Management ของ Adzooma ลองอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Partnership ครับ

อย่างไรก็ดีถ้าเปรียบเทียบกับฟีเจอร์ของตัวจัดการโฆษณาอื่นๆ ด้านล่างอย่างเช่น Revealbot และ Madgicx แล้ว Adzooma จะมีฟีเจอร์ที่น้อยกว่าพอสมควร เช่นจะไม่มี Strategy ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ หรือว่าการทำ A/B Testing ใดๆ ครับ

ราคา

อย่างที่บอกไปแล้วครับว่า Adzooma นั้นใช้ฟรี คุณสามารถใช้ได้ตลอดชีพโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ครับ เพราะฉะนั้นไปลองใช้กันเลยดีกว่า

รีวิว: Capterra 4.3/5.0, Trustpilot 4.3/5.0

2. Revealbot

Revealbot เป็นหนึ่งในตัวจัดการโฆษณาที่เป็น marketing partner กับทาง Facebook โดยตรง หน้าที่ของซอฟต์แวร์นี้คือจะจัดการเรื่อง Facebook Ad Management ให้กับธุรกิจรายย่อยโดยอัตโนมัติ ผู้ค้าหลายคนประสบความสำเร็จมากในการใช้งาน Revealbot อย่างเช่นลดค่าใช้จ่ายใน Facebook Ad ที่เสียเปล่าโดยไม่เกิดยอดขายไปได้ถึง 76% เลยทีเดียว

Revealbot

ปัจจุบัน Revealbot เป็นตัวจัดการโฆษณาใน Facebook และ Google ของลูกค้ามากกว่า 12,000 คน รวมมูลค่าแล้วมากกว่า 40 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ส่วนมากแล้วลูกค้าของ Revealbot จะเป็นธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMB) ครับ

ฟีเจอร์ของ Revealbot

  • Bulk Creation – เครื่องมือสำคัญที่จะช่วยคุณ optimize Facebook Ads ของคุณ โดย Revealbot จะสร้าง Ad หลายสิบตัวที่จะแตกต่างกันตามปัจจัยต่างๆ อย่างเช่น Headline, รูปภาพ, วีดิโอ ฯลฯ หลังจากนั้นจะทดสอบให้คุณโดยอัตโนมัติ (A/B Testing) ว่าแบบไหนใช้งานได้ดีที่สุดกับกลุ่ม audience แต่ละกลุ่มครับ
  • Automated Ad Routine – หลังจากที่คุณได้ Ad ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแล้ว Revealbot จะโฆษณาด้วยวิธีนั้นโดยอัตโนมัติทาง Facebook ให้กับคุณ
  • Custom Rules – คุณสามารถระบุกฎที่คุณต้องการลงไป เช่นสั่งให้หยุดโฆษณาทันทีถ้า CPC สูงกว่าที่กำหนดไว้ หลังจากนั้น Revealbot จะบังคับใช้มันลงไปใน Facebook Ad ทุกตัวที่คุณต้องการครับ
  • Custom Metrics – ควบคุมการโฆษณาด้วย metrics ต่างๆ เพื่อทำให้งบโฆษณาของคุณถูกใช้ไปกับ ad sets ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่านั้น
  • Auto-boosting Top posts – Revealbot จะตรวจสอบว่าโพสต์ไหนมีการตอบรับเป็นอันดับต้นๆ และจะ boost post ให้คุณโดยอัตโนมัติถ้าตรงกับเงื่อนไขที่คุณตั้งไว้ ทุกครั้งในการ boost post ตัวซอฟต์แวร์จะจัดการเรื่อง targeting ของโฆษณาให้คุณตาม lookalike audience และข้อมูล event ของผู้ใช้งาน Facebook ที่เก็บมาจาก tracking pixel
  • Strategies – ถ้าคุณยังใหม่กับการโฆษณาทาง Facebook คุณสามารถเลือกใช้กลยุทธ์ของผู้เชี่ยวชาญของ Revealbot ได้ ทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลาไปเรียนคอร์ส Facebook Ads แพงๆ แต่อย่างใด
  • Workflow Support – ฟีเจอร์ที่ช่วยให้คุณทำงานง่ายและเร็วขึ้น และหยุดความซ้ำซ้อน
  • Reports – Revealbot จะรายงานผลการทดสอบ ผลการโฆษณา หรือเรียกได้ว่าทุกอย่างให้กับคุณ เพื่อที่คุณจะได้นำไปวิเคราะห์เองโดยไม่ต้องพึ่งพา Agency โฆษณาครับ คุณจะได้ทราบว่าตัวจัดการโฆษณาของคุณทำอะไรลงไปบ้าง และช่วยให้เกิดประสิทธิผลมากน้อยเพียงไร
  • Alerts – ได้รับคำเตือนจากทาง Revealbot ทันทีถ้ามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น
  • และอื่นๆ อีกมากมาย

โดยรวมแล้วถ้าดูจากฟีเจอร์ ไม่ต่างอะไรกับการที่คุณ outsource ด้าน facebook ad management ทั้งหมดไปให้กับ Revealbot ครับ คุณและทีมการตลาดจะได้ใช้เวลาไปกับการทำงานด้านอื่นที่มีความสำคัญมากกว่าการไล่จัดการหรือตรวจสอบโฆษณารายตัวนั่นเอง

นอกจากนี้ Revealbot ยังเป็นมิตรกับมือใหม่มาก เพราะว่าคุณสามารถใช้กลยุทธ์ที่ทางผู้เชี่ยวชาญกำหนดไว้แล้วได้เอง และคุณก็ไม่ต้องมาเสียเวลาและเงินมาลองผิดลองถูกอีกต่อไป เพราะฟีเจอร์ Bulk Creation จะทดลองให้คุณและรายงานผลทุกอย่างเมื่อการทดสอบเสร็จสิ้น

อย่างด้านล่างคือตัวอย่างการ set rules หรือตั้งกฎให้กับโฆษณาบน Facebook ของคุณโดยใช้ Revealbot กล่าวคือ Facebook Ads ของคุณจะหยุดการโฆษณา (Pause) ทันทีในกรณีที่คุณจ่ายค่าโฆษณาไปแล้วมากกว่า 100 ดอลลาร์ แต่ไม่ได้ purchase หรือยอดขายจากลูกค้าเลย

ถ้าเกิดว่ามีการหยุดเกิดขึ้น Revealbot จะแจ้งคุณทันที ทำให้คุณรู้ตัวอย่างรวดเร็วว่าโฆษณาที่ทำอยู่นั้นไม่เวิร์ค คุณควรจะเปลี่ยนกลยุทธ์ เปลี่ยน target หรือแม้กระทั่งเลื่อนการโฆษณาออกไปก่อนครับ

หรือลองดูสรุปใช้งานได้จากในคลิปครับ (กด play ได้เลย)

ราคา

ในส่วนของเรื่องราคา Revealbot จะคิดเป็นรูปแบบสมาชิกรายเดือน โดยจะเริ่มต้นที่ $83 หรือ 2,490 บาทต่อเดือน (จะได้ราคานี้ก็ต่อเมื่อสมัครเป็นรายปีเท่านั้นครับ)

สำหรับราคานี้คุณจะใช้ Revealbot จัดการโฆษณาได้ในมูลค่า $10,000 หรือ 300,000 บาทต่อเดือน แต่ถ้าคุณใช้เงินในการโฆษณาต่อเดือนมากกว่านี้ คุณจะต้องจ่ายค่าสมาชิกเพิ่มครับ รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่นี่

นอกเหนือจากจะเป็นเครื่องมือสำหรับการทำ Facebook/Instagram Ad Management แล้ว Revealbot ยังเป็นตัวจัดการโฆษณาของ Google ได้อีกด้วยครับ เรียกได้ว่า 2 in 1 เลยทีเดียว และยังเต็มเปี่ยมไปด้วยฟีเจอร์ที่เน้นการใช้งานแบบ Marketing Automation อีกด้วย ทำให้โดยรวมแล้วเป็นซอฟต์แวร์ที่คุ้มค่ามากเลยครับ

สำหรับใครที่สนใจ Revealbot ลองให้คุณใช้ซอฟต์แวร์ฟรี 14 วันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายครับ ลองใช้งานด้วยการกดปุ่มด้านล่างได้เลย

รีวิวเพื่อประกอบการพิจารณา: Capterra – 4.6/5.0

3. AdEspresso

AdEspresso เป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์ที่อยู่สังกัด Hootsuite บริษัทที่ให้บริการเครื่องมือ Social Media Management รายใหญ่ ถ้าจะให้ผมเปรียบเทียบแล้ว AdEspresso น่าจะเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อที่สุดของ Revealbot เลยก็ว่าได้ เพราะการใช้งานใกล้เคียงกันมาก ครอบคลุมทั้ง Google Ads, Facebook Ads และ Instagram Ads ครับ

AdEspresso

ฟีเจอร์และราคาของ AdEspresso

  • Split Tests – ทำ Split Tests เพื่อตรวจสอบดูว่าส่วนไหนที่คุณใส่ไปแล้วเวิร์คหรือไม่เวิร์ค ทุกอย่างจะอ้างอิงหลักการทางสถิติทั้งหมด
  • Automatic Page Post Promotion – โปรโมตโพสต่างๆ บน Facebook Page โดยอัตโนมัติตามเงื่อนไขที่คุณได้ตั้งไว้
  • Dynamic Ads – เครื่องมือที่ช่วยให้คุณทำ targeting ads ได้ดีขึ้น ผู้ที่เห็นโฆษณาของคุณจะเห็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ เพิ่มโอกาสที่เกิด conversion ครับ
  • Optimization Rules – สร้างกฎในการโฆษณาตามที่คุณต้องการ หลังจากนั้น AdEspresso จะจัดการ Facebook Ads ของคุณโดยอัตโนมัติ
  • Bulk Update – แก้ไขรายละเอียดปลีกย่อยอย่างเช่นการสะกดผิดด้วยการ Bulk Edit หรือแก้ไข Campaign ที่มีปัญหาพร้อมกัน
  • Analysis & Reporting – AdEspresso จะรวบรวมข้อมูลและทำ data visualizations เพื่อให้คุณเข้าใจข้อมูลเชิงลึกต่างๆ ที่รวบรวมมาจากการทำโฆษณา นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะที่ช่วยให้คุณแก้ไขอีกด้วย
  • และอื่นๆ อีกมากมาย

สำหรับในเรื่องราคา AdEspresso คิดค่าบริการเป็น plan ดังต่อไปนี้

  • Starter ($49 หรือประมาณ 1,470 บาทต่อเดือน) – ครอบคลุมงบโฆษณาได้มากที่สุดแค่ $1,000 หรือ 30,000 บาทต่อเดือน
  • Plus ($99 หรือประมาณ 2,670 บาทต่อเดือน) – ครอบคลุมงบโฆษณาไม่จำกัด
  • Enterprise ($259 หรือประมาณ 7,770 บาทต่อเดือน) – ครอบคลุมงบโฆษณาไม่จำกัด

ฟีเจอร์ที่แตกต่างกันก็คือ แบบ Starter จะมีฟีเจอร์ที่จำกัด ถ้าคุณจะใช้ให้เต็มประสิทธิภาพจริงๆ จะต้องใช้แบบ Plus ครับ เพราะจะครอบคลุมทุกฟีเจอร์ ส่วนแบบ Enterprise อาจจะไม่จำเป็นสักเท่าใดนักสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก เพราะว่าสิ่งที่เพิ่มมาจะมีแค่การเสริมด้านการ support ของทีมงานรวมไปถึงมีผู้ใช้งานได้ไม่จำกัดครับ

AdEspresso ให้คุณใช้งานได้ฟรี 14 วันเช่นเดียวกัน

4. Qwaya

Qwaya เป็นเครื่องมือ Ad Management ที่โฟกัสไปที่ Facebook และ Instagram โดยเฉพาะ ดังนั้นฟีเจอร์ของ Qwaya เน้นไปที่การพัฒนาศักยภาพของการโฆษณาบนทั้งสองแพลตฟอร์มให้เกิดประสิทธิภาพที่สุด และเสริมในส่วนที่เครื่องมือของ Facebook ไม่สามารถให้คุณได้ครับ

Qwaya

ฟีเจอร์และราคาของ Qwaya

  • A/B Testing – Test ทุกอย่างที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเป็น audience หรือตัว Ads เพื่อทำให้คุณมั่นใจว่าโฆษณาของคุณจะถูกส่งไปถูกที่ถูกคนเพิ่มโอกาสที่จะสร้าง conversion ทั้งนี้ตัวซอฟต์แวร์เปิดให้คุณตรวจสอบได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยใดๆ ก็ตามครับ
  • Scheduling & Rules – ตั้งเวลาการโฆษณาและกฎที่คุณต้องการแก่ Facebook Ads ของคุณ
  • Ad Rotation – ป้องกันไม่ให้ผู้ชมรู้สึกเหนื่อยใจกับโฆษณาของคุณด้วยการเปลี่ยนโฆษณาไปมา คุณสามารถตั้งได้ว่าต้องการให้หมุนเวียนแบบใด
  • Workflow Support – ช่วยให้คุณจัดการเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยของการโฆษณาให้ดียิ่งขึ้น เช่นเพิ่มการจัดการ Tracking URL, Template และ ad set structure เป็นต้น

สำหรับราคาของ Qwaya นั้นแบ่งออกเป็น 3 แพลนได้แก่

  • Premium ($149 หรือ 4,470 บาทต่อเดือน)
  • Business ($249 หรือ 7,470 บาทต่อเดือน)
  • Agency ($349 หรือ 10,470 บาทต่อเดือน)

แพลนของ Qwaya ค่อนข้างเรียบง่าย เพราะทุกแพลนมีฟีเจอร์เหมือนกันหมด สิ่งที่แตกต่างกันมีอยู่อย่างเดียวคือจำนวนผู้ใช้บริการ ซึ่ง Premium จะใช้งานได้คนเดียว ส่วนอีกสองแพลนจะใช้งานได้ 5 และ 10 คนตามลำดับครับ

Qwaya ให้คุณใช้งานฟรีได้ 14 วันเช่นเดียวกัน

5. Madgicx

Madgicx เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับเครื่องมือด้าน Facebook Ad Management โดย Madgicx เป็นตัวจัดการโฆษณาที่เน้นการใช้งาน Automation ทางบริษัทเปรียบว่าเหมือนกับคุณมีทีมงานระดับสุดยอดในวงการโฆษณามาทำงานให้คุณในราคาเท่ากับซื้อซอฟต์แวร์แค่ตัวเดียวครับ

Madgicx

ฟีเจอร์และราคาของ Madgicx

  • AI Audience – ให้ AI เป็นผู้หา Audience ที่มีศักยภาพในการทำเงินมากที่สุดให้กับคุณ
  • Placement Optimization – AI จะเป็นผู้ตรวจสอบและหาช่องทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Facebook Stories, Facebook Feed ฯลฯ นอกจากนี้ยังตรวจสอบให้ด้วยว่าช่วงเวลาไหนของวันเหมาะที่สุดที่จะเริ่มโฆษณา
  • Data Targeting – รวบรวมข้อมูลเชิงสถิติมากมายเพื่อช่วยให้คุณจัดการ targeting โฆษณาของคุณได้ดียิ่งขึ้น
  • Build-in Tactics – Madgicx จะมีกลยุทธ์ที่ทีการศึกษามาอย่างดีให้แล้วให้ผู้ใช้งานเลือกใช้
  • Interest Prediction – AI จะวิเคราะห์หาโอกาสใหม่ๆ ในการโฆษณาให้กับคุณ โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่มีอยู่
  • Budget Optimization – AI จะจัดการการใช้เงินทุนโฆษณาของคุณ เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ไม่สูญเปล่า
  • Performance Analysis – แพลตฟอร์มจะรายงานคุณอย่างละเอียดว่าผลสัมฤทธิ์ของการโฆษณาเป็นอย่างไร ด้วยการใช้ Data Visualizations ทำให้ข้อมูลออกมาสวยงาม น่าอ่าน
  • และอื่นๆ อีกมากมาย

สำหรับเรื่องค่าใช้จ่ายแล้ว Madgicx คิดราคาเริ่มต้นที่ $49 หรือ 1,470 บาทต่อเดือน แต่เงินจำนวนนี้จะใช้โฆษณาได้เพียง $1,000 หรือ 30,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น ถ้าคุณต้องการโฆษณาเพิ่ม คุณจะต้องเสียค่าสมาชิกเพิ่มขึ้นตามลำดับ

อย่างถ้าคุณจ่าย $99 ต่อเดือน คุณจะใช้ MadgicX จัดการโฆษณาได้แค่ $5,000 ต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งถือว่าแพงกว่า Revealbot ที่ให้จัดการได้ $10,000 ต่อเดือน และ AdEspresso ที่ให้โฆษณาไม่จำกัดครับ

อย่างไรก็ดีเราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า Madgicx เป็นหนึ่งในตัวจัดการโฆษณาที่ล้ำสมัยที่สุดในตลาดตัวหนึ่ง (สูสีกับ Revealbot) นอกจาก Facebook แล้ว Madgicx ยังสามารถช่วยจัดการโฆษณาใน Instagram และ Google ด้วยครับ

Madgicx ให้คุณใช้ฟรีได้ 7 วัน

เลือกตัวจัดการโฆษณาสำหรับ Facebook ตัวไหนดี?

ถ้าคุณต้องการตัวจัดการโฆษณาที่ใช้ฟรี และไม่ได้อยากได้ฟีเจอร์ที่ซับซ้อนอะไรมากนัก แน่นอนว่า Adzooma คือตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ แต่ถ้าเกิดว่าคุณต้องการฟีเจอร์เพิ่มเติมที่เสริมเข้ามา อย่างเช่น A/B Testing ผมมองว่าการเลือกใช้ตัวจัดการโฆษณาที่เสียเงินอย่างเช่น Revealbot หรือ MadgicX ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกันครับ

จริงอยู่ว่าการใช้งานเครื่องมือด้าน Facebook Ad Management อย่างเดียวอาจจะเพียงพอสำหรับหลายธุรกิจ แต่ถ้าคุณใช้งานร่วมซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น Facebook Analytics, Social Listening หรือ Social Media Management อื่นๆ ด้วยแล้ว การตลาดใน Facebook ของคุณจะเข้าใกล้ระดับสุดยอด และเป็นจุดแข็งที่สำคัญยิ่งในการดำเนินธุรกิจของคุณครับ

error: Content is protected !!