3 All-in-one marketing tool สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก-กลางที่น่าใช้งานสุดๆ

All-in-one marketing tool/platform คือเครื่องมือหรือแพลตฟอร์มที่มีความสามารถในจัดการการตลาดได้หลากหลายรูปแบบ ทำให้ผู้ใช้งานสะดวกสบายมากขึ้น เพราะไม่ต้องเหนื่อยกับการจัดการหลากหลายแพลตฟอร์ม แถมเรื่องค่าใช้จ่ายก็ยังคิดคำนวณง่ายขึ้นมากอีกด้วย

อย่างไรก็ดีโดยมากแล้วนั้น All-in-one marketing tool มักจะมีราคาสูง ทำให้ธุรกิจขนาดเล็ก-กลางเอี้อมไม่ถึง ในโพสนี้ผมจึงขอมาแนะนำเครื่องมือราคาย่อมเยาที่น่าสนใจ และมีประสิทธิภาพสูงไม่แพ้ marketing tool ที่มีราคาสูงให้ทุกคนได้นำไปลองใช้ทำการตลาดครับ

เครื่องมือเหล่านี้จะมีตัวไหนบ้าง เราไปดูกันเลยดีกว่า

ข้อควรทราบ:

  • แม้ว่าจะเป็นแบบ All-in-one แต่ไม่ได้แปลว่าเครื่องมือเหล่านี้จะมีฟีเจอร์ในการทำการตลาดแบบสากลพิภพ แต่จะหมายถึงว่ามีเครื่องมือทุกตัวที่นิยมใช้งานกัน นอกจากนี้แต่ละตัวอาจจะมีฟีเจอร์บางอย่างที่โดดเด่นขึ้นมาก็ได้ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจถ้าฟีเจอร์ของแต่ละตัวไม่เหมือนกันครับ
  • ราคาและเงื่อนไขของ marketing tool อาจจะเปลี่ยนแปลงได้โดยที่ผมไม่ทราบ โปรดตรวจสอบกับทางเว็บไซต์อีกครั้งหนึ่งเพื่อความชัดเจนครับ

1. GetResponse

GetResponse เป็น marketing tool ที่เป็นตัวเลือกของบริษัทขนาดเล็กและขนาดใหญ่มากมาย อาทิเช่น Ikea, Stripe, Zendesk หรือแม้กระทั่ง Carrefour เป็นต้น ตัวแพลตฟอร์มได้พัฒนาตัวเองจาก Email Marketing ขึ้นมาจนในปัจจุบันสามารถทำอะไรหลายอย่างได้อย่างมากมายครับ

จุดเด่นของ GetResponse คือฟีเจอร์มากมายที่ตัวแพลตฟอร์มมีให้คุณใช้ที่ครอบคลุมทั้งด้านของการขาย ไม่ว่าจะเป็น Email marketing, Landing Pages, marketing automation และ conversion funnels ครับ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยคุณจัด webinar, จัดการ Facebook ads และอื่นๆ อีกมากมายครับ

จากฟีเจอร์ที่มากมายเหล่านี้ นักการตลาดบางคนถึงกับขนานนามว่า GetResponse น่าจะเป็น marketing tool ที่ใกล้คำว่า “All-in-one” มากที่สุดสำหรับธุรกิจขนาดเล็กเลยก็ได้

เราไปดูรายละเอียดของฟีเจอร์กันเลยดีกว่า

ฟีเจอร์ของ GetResponse

ฟีเจอร์หลักของ GetResponse มีดังต่อไปนี้

Email Marketing

ส่วนแรกคือส่วนของ Email Marketing โดย GetResponse จะช่วยให้คุณสร้างอีเมล์คุณภาพเยี่ยมที่มีโอกาสสูงที่ลูกค้าของคุณจะกดมัน การสร้างอีเมล์โดยใช้ GetResponse นั้นง่ายดายมาก เพราะมี templates และ design tools ให้คุณใช้งานแบบ Drag & Drop ครับ

Email Marketing Builder by GetResponse

รูปแบบอีเมล์ที่คุณส่งไปได้นั้นมีครบถ้วนที่คุณต้องการไม่ว่าจะเป็น

  • Newsletters – อีเมล์เดี่ยวสำหรับแจ้งเตือนข่าวสารหรือโปรโมชั่นลดราคา ตัวนี้สำคัญมากสำหรับในการทำการตลาดผ่านทางอีเมล์
  • Autoresponders – อีเมล์แบบชุด (sequences) ที่ตัวระบบจะส่งให้กับลูกค้าหรือผู้สนใจโดยอัตโนมัติ คุณสามารถตั้งได้หมดว่าจะส่งอะไรไป
  • Automation Emails – อีเมล์ที่จะส่งไปให้ลูกค้า ถ้าลูกค้าทำกิจกรรมอะไรสักอย่างหนึ่งในเว็บไซต์ของคุณ
  • Transactional Emails – อีเมล์ที่จะส่งไปให้ลูกค้าเมื่อมีการจ่ายเงิน หรือค้างชำระเงิน เช่นใบเสร็จรับเงิน (Receipt) หรือใบแจ้งหนี้ (Invoice)
  • Automated Blog Digest – GetResponse จะแชร์โพสใหม่ของคุณไปยังอีเมล์และ Social Media โดยอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มยอด reach ให้กับโพสของคุณ

ทั้งนี้อีเมล์ทุกรูปแบบของ GetResponse จะถูกส่งไปในเวลาที่เหมาะสมต่อความต้องการของคุณ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการพบเห็นและกดมากขึ้น นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้ dynamic content ซึ่งตัว text ในอีเมล์จะเปลี่ยนไปตามข้อมูลของ User แต่ละคนได้อีกด้วย

ในการเพิ่มสมาชิกที่สมัครรับ Email หรือ Email Subscribers นั้น GetResponse มี Signup Forms ที่ดูสวยงาม และสามารถทำเป็น Popup และเชื่อมต่อกับ Social Network ได้อีกด้วย ทำให้การหาสมาชิกหน้าใหม่ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากเกินไปครับ ไม่เพียงเท่านั้นถ้าคุณมี CRM Software อยู่แล้ว คุณก็สามารถเชื่อมกับซอฟต์แวร์เหล่านั้นเพื่อ import contact เข้ามาได้ครับ

ด้วยประสบการณ์ทางด้าน Email Marketing กว่า 20 ปีดังนั้นไม่มีข้อสงสัยเลยครับว่าฟีเจอร์ในส่วนนี้จะครบถ้วนและสมบูรณ์อย่างแน่นอน

Landing Pages and Ecommerce Marketing

GetResponse สามารถสร้าง Landing Pages คุณภาพสูงเพื่อรองรับ Traffic จากการโฆษณาทาง Facebook Ads และ Google Ads และช่องทางอื่นๆ อีกมากมาย ในการสร้างหน้า landing page คุณจะมีฟีเจอร์ให้ใช้งานมากมาย อาทิเช่น

  • Drag & Drop Builder – เครื่องมือที่จะช่วยคุณสร้างหน้า landing page คุณภาพเยี่ยมได้ภายในเวลาไม่กี่นาที โดยไม่ต้องอาศัยทักษะทางด้านการออกแบบใดๆ
  • A/B Tests – คุณสามารถทำ A/B Testing เพื่อตรวจสอบว่าหน้า landing page แบบไหนได้รับผลตอบแทนที่ดีมากกว่ากัน โดยใช้หลักการทางสถิติ
  • Countdown Timer – คุณจะใส่นาฬิกาจับเวลาลงในหน้า landing page ได้เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเร่งซื้อก่อนที่โปรโมชั่นพิเศษจะจบลง
  • Integration – หน้า Landing Pages ของคุณสามารถเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มและซอฟต์แวร์อื่นๆ มากมาย อาทิเช่น Woocommerce, Paypal, Instagram, Facebook, Shopify ฯลฯ

และเหนือสิ่งอื่นใด คุณสามารถวาง Signup Forms ของคุณไว้ใน Landing Page เพื่อที่คุณจะได้เพิ่มยอดซับอีเมล์ เพื่อนำไปการตลาดผ่านทางอีเมล์ต่อไปครับ

นอกจาก Landing Page แล้ว GetResponse ยังมีฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับ Ecommerce อื่นๆ ด้วย เช่นการสร้าง Product Library แล้วส่งอีเมล์ไปช่วยแนะนำสินค้าที่ลูกค้าน่าจะชอบโดยอัตโนมัติ รวมไปถึงการจัดการกับการที่ลูกค้านำของใส่ตะกร้าแล้วไม่ซื้อ (Cart Abandonment) ด้วยการส่งอีเมล์ไปเตือนพร้อมกับมอบโปรโมชั่นพิเศษที่จะทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจได้

Cart Abandonment Email by GetResponse

นอกจากข้อมูลที่ลูกค้ากรอกเข้ามาแล้ว GetResponse ยังเก็บข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมเยือนเว็บไซต์ของคุณ คุณจะได้นำข้อมูลส่วนนี้ไปสร้างเป็น profile และเก็บ contact scoring ของลูกค้าแต่ละคนเพื่อสร้าง personalized experience ที่ดีสำหรับลูกค้าต่อไปครับ

ถ้าคุณอยากสร้างแบบสอบถามเพื่อเก็บ feedback หรือว่าสำรวจตลาด คุณเองก็สามารถสร้างขึ้นมาใช้งานได้อย่างสบายๆ และไม่ต้องไปพึ่งซอฟต์แวร์อื่นอีกต่อไปครับ

GetResponse สามารถเชื่อมต่อกับ Facebook Pixel เพื่อให้ประสิทธิภาพของการโฆษณาผ่านทาง Facebook เพิ่มมากขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่นการทำ retargeting ads เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเครื่องมืออย่าง Social Ads Creator ที่ช่วยให้คุณสร้างโฆษณาที่สวยงามที่ดึงดูดความสนใจของลูกค้า เพิ่มโอกาสที่พวกเขาจะเข้ามาเยี่ยมชม landing page ของคุณให้มากขึ้นอีกด้วย

Webinars

GetResponse ช่วยให้คุณสามารถจัดสัมมนาออนไลน์บนเว็บไซต์ของคุณได้ ซึ่งจะเป็นการเปิดช่องทางการขายที่เป็นทางการอีกช่องหนึ่ง เช่นคุณเปิดบริษัทซอฟต์แวร์ที่ต้องการแนะนำ Product แบบเจาะลึกเป็นต้น

Webinar by GetResponse

นอกจากนี้ผู้ใช้งานบางคนอาจจะใช้ Webinar สอนคลาสออนไลน์แบบสดได้ เช่นเดียวกับสัมมนาที่มีราคาสูงได้อีกด้วย ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องไปใช้ Zoom ที่อาจจะมีความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยอีกต่อไป

ฟีเจอร์ Webinar นี้สามารถ livestream ได้ผ่านทาง Facebook และ Youtube เพื่อเพิ่มยอด reach ได้ถ้าคุณต้องการ อย่างไรก็ดีคุณอาจจะไม่ใช้ก็ได้ ถ้าคุณจัด event แบบ exclusive ครับ

ผู้ชม Webinar ทั่วไปสามารถโต้ตอบกับคุณได้ผ่านทาง Interactive Whiteboards หรือว่า Chatbox ขณะที่คุณสามารถแชร์ไฟล์ต่างๆ ให้พวกเขา ผ่าน Webinar ได้อีกด้วย และถ้าคุณอยากได้ feedback คุณก็สามารถสร้าง Poll หรือ Tests ได้เช่นกัน

อีกสิ่งหนึ่งที่ดีเยี่ยมคือ คุณสามารถใส่ปุ่ม CTA (Call-to-Action) ใน Webinar เพื่อให้ลูกค้าที่สนใจคลิกเพื่อซื้อสินค้าได้ทันทีครับ

โดยรวมแล้ว GetResponse จึงเป็นซอฟต์แวร์ที่มีศักยภาพสูงมาก เพราะช่วยสร้าง Conversion Funnel ให้คุณได้อย่างครบถ้วนทุกกระบวนความ แถมยังมีฟีเจอร์อัตโนมัติตามสไตล์ marketing automation ให้ใช้อีกด้วย Traffic จากทุกช่องทางจะถูกเปลี่ยนเป็น Conversion อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คุณไม่ต้องเสียค่าโฆษณาไปโดยเปล่าประโยชน์อีกต่อไป

Sales Funnel Creation By GetResponse

ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยครับว่า GetResponse จะเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในท้องตลาด สำหรับธุรกิจไหนที่ต้องการ marketing tool แบบ All-in-one ครับ

ฟีเจอร์ของ marketing tool ต่างๆ ที่รวมอยู่ใน GetResponse: Email Marketing, Landing Page, Customer Journey (Sales Funnel), Webinar, Surveys

ราคาของ GetResponse

ถัดไปผมจะมาอธิบายถึงเรื่องสำคัญที่สุดนั่นก็คือเรื่องราคาของ GetResponse นั่นเอง ซึ่งก็ใช้ระบบสมาชิกรายเดือนเช่นเดียวกับซอฟต์แวร์ทั่วไปครับ โดยประกอบด้วย 3 แพลนได้แก่

  • Basic – $15 หรือประมาณ 450 บาทต่อเดือนสำหรับสมาชิก Email Subscribers จำนวน 1,000 คน
  • Plus – $49 หรือประมาณ 1,470 บาทต่อเดือนสำหรับสมาชิก Email Subscribers จำนวน 1,000 คน
  • Professional – $99 หรือประมาณ 2,970 บาทต่อเดือนสำหรับสมาชิก Email Subscribers จำนวน 1,000 คน

ราคานี้เป็นราคาแบบจ่ายเดือนต่อเดือนครับ ถ้าเป็น contract 1 ปี ราคารายเดือนจะลดลงไป 18% ถ้าเป็น 2 ปีจะลดลงไป 30%

นอกจากนี้ราคายังขึ้นอยู่กับ Email Subscribers ของคุณด้วย ยกตัวอย่างเช่นราคารายเดือนของแพลน Basic อาจจะเพิ่มเป็น $45 หรือ 1,350 บาทต่อเดือนได้ ถ้าคุณมี Email Subscribers 5,000 คนครับ

แต่ละแพลนแตกต่างกันที่ฟีเจอร์ กล่าวคือแพลน Basic จะใช้ Webinar ไม่ได้ และใช้รูปแบบของ Automation อย่างเช่น Cart Abandonment ไม่ได้ แต่ฟีเจอร์อื่นๆ อย่าง Landing Page และ Email Marketing จะมีให้ใช้อย่างครบถ้วน

ส่วนแพลน Plus และ แพลน Professional จริงๆ แล้วเหมือนกัน นั่นคือมีฟีเจอร์ทุกอย่างให้ใช้งาน แต่แบบ Plus จะจำกัดมากกว่า Professional อย่างเช่น Webinar ก็จะมีคนเข้าร่วมได้แค่ 100 คน แต่ถ้าแบบ Professional ก็จะเข้าร่วมได้แค่ 300 คนเป็นต้น

โดยส่วนตัวผมมองว่าสำหรับธุรกิจทั่วไปที่ไม่คิดจะใช้ Webinar, ไม่ได้ขายสินค้าบนเว็บไซต์, หรือว่ามีร้านค้าร้านเล็กๆ การใช้แค่แพลน Basic ก็เพียงพอแล้วครับ เพราะคุณจะได้ฟีเจอร์หลักเกือบครบถ้วนอยู่แล้ว

แต่ถ้าคุณเป็นธุรกิจ e-commerce ขนาดกลางที่ขายสินค้าบนเว็บไซต์ การเลือกแพลน Plus ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะฟีเจอร์ในส่วนของ Marketing Automation จะเพิ่มเข้ามาเยอะมาก ซึ่งจะช่วยให้คุณสร้าง Customer Journey ที่มีประสิทธิภาพทางการขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนแพลนที่สูงกว่านั้นจะเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งอาจจะมีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า GetResponse ครับ

ทั้งนี้ GetResponse ให้คุณลองใช้ฟรีได้ 30 วันเต็มโดยที่ไม่ต้องใส่ข้อมูลเครดิตการ์ดแต่อย่างใด และยกเลิกได้ทุกเมื่อครับ

2. Constant Contact

Constant Contact เป็น marketing tool ในลักษณะที่คล้ายกับ GetResponse นั่นคือเริ่มต้นจาก Email Marketing และได้พัฒนามาเป็น marketing tool แบบ all-in-one ที่ทำได้หลายอย่างมาก

อย่างไรก็ดีฟีเจอร์ของ Constant Contact นั้นจะไม่เหมือนกับ GetResponse เท่าไรนัก ซึ่งอาจจะทำให้ Constant Contact เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับบางธุรกิจมากกว่าก็ได้ครับ

ฟีเจอร์ของ Constant Contact

แก่นหลักของฟีเจอร์ต่างๆ ของ Constant Contact นั้นอยู่ที่ Email Marketing แต่แพลตฟอร์มในปัจจุบันได้ขยายออกอย่างมาก ทำให้มีความยืดหยุ่นและหลากหลายในการใช้งานมากกว่าสมัยก่อนหลายเท่าตัวเลยครับ

Email Marketing

Constant Contact จะช่วยให้คุณสร้างอีเมล์สำหรับส่งให้กับลูกค้าอย่างสวยงาม และดูเป็นมืออาชีพด้วยระบบ Drag & Drop ไม่ว่าจะเป็นอีเมล์ให้กับสมาชิกหน้าใหม่หรือว่า Autoresponders คุณสามารถจัดกลุ่ม Email Subscribers ให้เป็นสัดส่วน (Segment) ได้อย่างง่ายดาย ทุกอย่างในอีเมล์สามารถถูกทดสอบด้วย A/B Testing เพื่อที่โอกาสการเปิดอ่านจะได้เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้คุณยังสามารถเพิ่มศักยภาพของคุณด้วยฟีเจอร์การสร้างอีเมล์ระดับสูง ไม่ว่าจะเป็น Personalized content ที่ปรับเปลี่ยนไปตามบุคคลที่คุณส่งอีเมล์ไปถึง, การที่ลูกค้าสามารถเลือกตอบรับและปฏิเสธข้อเสนอของคุณได้ทันทีในอีเมล์ รวมไปถึงการสร้าง Polls, Surveys และ Discount Coupons ให้ติดไปกับอีเมล์ของคุณ

สำหรับใครที่มีเว็บไซต์ E-commerce ทาง Constant Contact สามารถเชื่อมร้านค้าของคุณเข้ากับตัวแพลตฟอร์ม เพื่อที่จะส่งอีเมล์ไปตาม Action ของลูกค้าได้ เช่นเมื่อลูกค้ายังไม่ซื้อสินค้าในตะกร้าเป็นต้น นอกจากนี้คุณยังให้ระบบแนะนำสินค้าให้กับลูกค้าโดยตรงผ่านทางอีเมล์ของคุณที่ส่งไปได้อีกด้วย

ด้วยฟีเจอร์ในส่วนของ Email Marketing ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ทำให้เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า Constant Contact ยอดเยี่ยมในด้านนี้เป็นอันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรมครับ

Marketing

ฟีเจอร์เหล่านี้จัดว่าเป็นฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยเสริมความเป็น marketing tool แบบ All-in-one ของ Constant Contact ครับไม่ว่าจะเป็น

Social Marketing – Constant Contact จะทำหน้าที่บริหารจัดการ Facebook และ Instagram ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการ Inbox หรือแม้กระทั่ง Posts ต่างๆ ด้วยการช่วยให้คุณตั้งเวลาโพสจำนวนมากได้อย่างง่ายดาย ข้อมูลต่างๆ ใน account ของคุณจะถูกนำมารวบรวมเพื่อให้คุณวิเคราะห์ต่อไปได้อย่างละเอียด

นอกจากนี้คุณยังสามารถ optimize การโฆษณาของคุณผ่านทาง Constant Contact ได้อีกด้วย ทำให้โดยรวมแล้ว Constant Contact จึงทำหน้าที่เป็น Social Media Management ขนาดย่อมตัวหนึ่งครับ

Contact List Management – คุณสามารถ import ตัว contact list จากแพลตฟอร์ม CRM ของคุณเพื่อนำไปใช้ทำการตลาดด้วยวิธีต่างๆต่อไปได้ ส่วนวิธีการเพิ่ม Contact List หรือ Email Subscribers ก็ไม่ยากอะไร เพราะคุณสามารถใช้เครื่องมือต่างๆ อย่างเช่น Sign Up Forms ในการเพิ่มยอดสมาชิกอย่างรวดเร็วครับ

Website & Ecommerce – คุณสามารถใช้แพลตฟอร์มของ Constant Contact ในการสร้างเว็บไซต์ขายสินค้าขึ้นมาจาก scratch โดยเว็บไซต์ของคุณจะเป็นแบบ Mobile Responsive ที่มีโดเมนเนมเป็นของตนเอง มี SSL ให้มาพร้อม เช่นเดียวกับ Analytics และ Blog หลังจากสร้างเว็บไซต์เสร็จแล้ว คุณสามารถใช้ฟีเจอร์ Ecommerce ทำให้เว็บไซต์ของคุณขายสินค้าได้ โดยไม่จำกัดจำนวนชิ้นครับ (แต่คิด transaction fee 1.5%)

อย่างไรก็ดีผมไม่แนะนำให้ใช้ฟีเจอร์นี้ครับ เพราะเว็บไซต์ขายสินค้าของคุณจะมีฟีเจอร์ที่จำกัดมากเมื่อเทียบกับ WordPress/Woocommerce และ Shopify

คุณภาพของ Web Hosting ของ Constant Contact ก็ยากที่จะเทียบกับ Web Hosting ชั้นยอดอื่นๆ ได้ ซึ่งในระยะยาวแล้วทำให้เป็นตัวเลือกที่ไม่น่าสนใจเท่าไรนัก ผมมองว่าการไปเปิดเว็บที่อื่นและ integrate เข้ากับ Constant Contact เป็นตัวเลือกที่ดีกว่ามากเลยครับ

Landing Page – Constant Contact สามารถใช้สร้าง Landing Page ที่ใช้รองรับ traffic จากการโฆษณาอย่างเช่น Facebook และ Google Ads ได้

Logo Maker – Constant Contact มีเครื่องมือสร้างโลโก้ให้กับคุณในกรณีที่คุณยังไม่มีโลโก้ธุรกิจ

ฟีเจอร์ของ marketing tool ต่างๆ ที่รวมอยู่ใน Constant Contact: Email Marketing, Landing Page, Surveys, Social Media Management, Website Builder, Logo Maker

ราคาของ Constant Contact

Constant Contact ใช้ระบบสมาชิก โดยมีสองแพลนด้วยกันได้แก่

  • Email – $20 หรือประมาณ 600 บาทต่อเดือน สำหรับ Email Subscribers 500 คน
  • Email Plus – $45 หรือประมาณ 1,350 บาทต่อเดือน สำหรับ Email Subscribers 500 คน

ราคาทั้งสองจะลดไป 15% ถ้าคุณซื้อเป็นรายปีครับ และค่าใช้จ่ายตรงนี้จะสูงขึ้นถ้า Email Subscribers ของคุณเพิ่มขึ้นกว่าที่คุณได้โควตาเอาไว้

ทั้งสองแพลนนี้ผมว่าแตกต่างกันไม่เยอะ โดยฟีเจอร์ในส่วนของ Marketing นั้นจะได้เหมือนกันหมด แต่จะต่างกันที่ Email Marketing เท่านั้นเอง กล่าวคือในแพลน Email ธรรมดาคุณจะไม่ได้ฟีเจอร์การสร้างอีเมล์ระดับสูง เช่นการแนะนำสินค้าโดยอัตโนมัติผ่านทางอีเมล์ หรือว่าการแนบ Polls, Surveys หรือการใช้ Dynamic Content เป็นต้น

อย่างไรก็ดีผมมองว่าแพลน Email นี้เพียงพอแล้วสำหรับธุรกิจธรรมดาที่ต้องการทำการตลาด แต่ไม่ได้ขายสินค้าบนเว็บไซต์ครับ แต่ถ้าคุณมีเว็บไซต์ E-commerce คุณอาจจะพิจารณาอัพเกรดเป็น Email Plus

ในส่วนของราคา ถ้าเทียบกันแล้วถือว่า Constant Contact สูงกว่า GetResponse อย่างชัดเจน แต่ในส่วนฟีเจอร์ในแพลนนั้นจะไปคนละทางเลยก็ว่าได้ ในส่วนนี้ผมแนะนำให้ลองพิจารณาดูว่าคุณต้องการอะไรบ้าง แล้วถึงจะตัดสินใจครับ

Constant Contact ให้คุณใช้งานฟรี 60 วันโดยไม่ต้องใส่เครดิตการ์ดใดๆ ครับ

Victory Tale เป็น affiliate partner กับ Constant Contact ดังนั้นทางเว็บจะได้ส่วนแบ่งทางการขายจาก Constant Contact ถ้าคุณซื้อผ่านลิงค์ครับ

3. ActiveCampaign

ActiveCampaign เป็นแพลตฟอร์มที่มีชื่อเสียงในเรื่องของ Marketing Automation ที่ใกล้เคียงรูปแบบที่เรียกว่า All-in-one มากที่สุดอีกตัวหนึ่ง โดย ActiveCampaign สามารถเป็นได้ทั้งซอฟต์แวร์ CRM, Sales Automation, Email Marketing, Landing Pages และอื่นๆ อีกมากมายเลยครับ

ในเรื่องเทคโนโลยี ActiveCampaign น่าจะเป็น marketing tool ที่ทันสมัยที่สุดในลิสต์นี้เลยก็ว่าได้ เพราะมีการใช้ Machine Learning เข้ามาช่วยเหลือในการทำการตลาดอย่างมากมายครับ

ฟีเจอร์ของ ActiveCampaign

ฟีเจอร์ของ ActiveCampaign นั้นจัดว่ามากมายไม่แพ้ marketing tool ใดๆ เราไปดูกันเลยดีกว่าครับว่ามีอะไรบ้าง

Email Marketing

เช่นเดียวกับแพลตฟอร์มอื่นๆ นั่นคือ Email Marketing ยังเป็นแก่นสำคัญของตัวแพลตฟอร์มเช่นเดิม รูปแบบของอีเมล์ที่คุณสามารถใช้ทำการตลาดได้มีดังต่อไปนี้

  • Broadcast Emails – อีเมล์แบบ one-time ที่คุณจะส่งไปให้สมาชิกของคุณ อาจจะเป็นโปรโมชั่นพิเศษหรือว่าแจ้งข่าวสารอะไรก็ได้
  • Triggered Emails – อีเมล์ที่จะถูกส่งไปโดยอัตโนมัติ เมื่อลูกค้ามี interaction กับแพลตฟอร์มของคุณ อย่างเช่นซื้อสินค้า เข้าชมหน้าใดหน้าหนึ่ง ฯลฯ
  • Targeted Emails – อีเมล์ที่จะส่งไปตาม segment ที่คุณจัดขึ้นโดยตรง ทำให้อีเมล์มีโอกาสที่จะถูกเปิดอ่านมากขึ้น
  • Email Autoresponders – อีเมล์แบบชุดที่จะส่งไปอัตโนมัติ หน้าที่ของอีเมล์แบบนี้คือจะสื่อสารและให้ข้อมูลเบื้องต้นกับลูกค้า
  • Email Funnels – อีเมล์แบบชุดที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนผู้สนใจให้เป็นลูกค้าประจำของคุณ
  • Scheduled Emails – คุณสามารถตั้งเวลาให้ส่งอีเมล์พิเศษไปให้กับสมาชิกหรือลูกค้าได้ อาทิเช่นวันเกิดของลูกค้า หรือว่ามีกิจกรรมพิเศษเป็นต้น

สำหรับการสร้างอีเมล์นั้น ActiveCampaign มีทั้ง Drag & Drop Builder ซึ่งจะช่วยคุณสร้างอีเมล์ที่ดูเป็นมืออาชีพและน่าเปิดอ่านภายในเวลาไม่กี่นาที นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้ Dynamic Content เพื่อทำให้อีเมล์ของคุณมีความเป็น personal สำหรับแต่ละบุคคล ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกเป็นกันเอง และเพิ่มโอกาสที่พวกเขาจะจ่ายเงินซื้อสินค้ามากขึ้น

ถ้าคุณไม่มั่นใจว่าจะสร้างอีเมล์แบบไหนดี คุณสามารถใช้ A/B Testing ได้ ซึ่งจะช่วยคุณเลือกตัวเลือกที่ถูกโดยอาศัยข้อมูลเชิงสถิติครับ นอกจากนี้ในการเพิ่มสมาชิก คุณก็สามารถทำอย่างง่ายดายโดยใช้ Subscription Forms ที่มีให้เลือกสรรถึง 4 แบบด้วยกันครับ

ในการส่งอีเมล์นั้น คุณสามารถใช้เทคโนโลยี Machine Learning ที่ทันสมัยในการเลือกเวลาที่เหมาะสมได้ ดังนั้นอีเมล์ของคุณจะถูกส่งไปในเวลาที่ลูกค้าจะมีโอกาสกดมากที่สุดครับ

Marketing Automation

Marketing Automation ของ ActiveCampaign จะช่วยให้การทำการตลาดออนไลน์ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการสร้างระบบจัดการอัตโนมัติที่ช่วยสร้าง Customer Journey อย่างเป็นระบบ ทีมของคุณจะได้ประหยัดเวลาไม่ต้องเสียเวลาทั้งวันไปหาลูกค้าครับ

ไม่เพียงเท่านั้นตัวระบบจะยังช่วยติดตามผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณอย่างละเอียด เพื่อที่คุณจะได้ทราบว่าพวกเขาสนใจอะไรตั้งแต่ต้นจนจบ (โดยใช้ฟีเจอร์ Attribution) และจะได้นำเสนอสินค้าหรือบริการที่ตรงกับพวกเขาต้องการครับ

นอกจากนี้ตัวระบบยังสามารถให้คะแนนผู้สนใจแต่ละคนด้วย ยกตัวอย่างเช่นถ้าพวกเขาเปิดอีเมล์อ่าน พวกเขาจะได้เพิ่ม 10 คะแนน ซึ่งแต่ละคะแนนจะแสดงถึงโอกาสที่จะซื้อหรือความสนใจในผลิตภัณฑ์ของคุณ

เมื่อคะแนนสูงเกินที่คุณตั้งไว้ ตัวระบบจะแจ้งทีมการตลาดของคุณโดยอัตโนมัติ เพื่อที่พวกเขาจะได้เข้าไปติดต่อ ดูแล และแนะนำผู้สนใจที่ได้คะแนนสูงๆ และเปลี่ยนผู้สนใจให้กลายเป็นลูกค้าของคุณครับ

ระบบ Marketing Automation ของ ActiveCampaign นั้นใช้งานง่ายมาก เพราะใช้ระบบ Drag & Drop ดังนั้นไม่ว่าใครก็สามารถสร้างได้ในเวลาไม่กี่นาทีครับ นอกจากนี้คุณยังใช้ A/B Testing เพื่อตรวจสอบได้ด้วยว่า Workflow ของ Automation แบบไหนที่มีประสิทธิภาพมากกว่ากัน

Sales CRM with Automation

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่สำคัญยิ่งของ ActiveCampaign นั่นคือศักยภาพในการเป็น Sales CRM ที่มี Automation ให้กับคุณ ธุรกิจของคุณจะได้มี Sales Funnel ที่แข็งแกร่ง และมีกระบวนการขายที่ดำเนินไปอย่างราบรื่นครับ

ด้วยฟีเจอร์นี้ คุณจะจะจัดการทั้ง Lead และ Contact ของคุณอย่างอัตโนมัติตามขั้นตอนที่คุณได้ตั้งไว้ ซึ่งจะช่วยลดภาระของฝ่ายขายลงไปอย่างมาก

ยกตัวอย่างเช่นตัวโปรแกรมจะให้คะแนนในแต่ละ Lead (Lead Scoring) รวมไปถึงใช้ Machine Learning คำนวณโอกาสที่คุณจะปิดดีลได้สำเร็จ (Win Probability) ทำให้คุณจัดสรรให้ทีมงานของคุณไปช่วยเหลือลูกค้าที่สำคัญที่สุดก่อนเพื่อปิดดีลให้ได้ ขณะที่ Lead อื่นๆ ก็จะถูก Nurturing หรือดูแลโดยตัวระบบอย่างอัตโนมัติครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่ดีเยี่ยมคือ คุณและทีมงานจะเห็นทุก Contact ใน Sales Funnel รวมไปถึงประวัติการสื่อสารต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นทั้งหมดผ่านทางแพลตฟอร์ม ทำให้ไม่มีปัญหา Contact ใดๆ หล่นหายไปใน Inbox ของคุณอย่างแน่นอน

Support

ActiveCampaign สามารถใช้งานในการสร้าง Customer Experience ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่นคุณสามารถใช้ LiveChat และ Chatbot เพื่อรับทราบและตอบสนองความต้องการของลูกค้าในแบบ Real-time ทำให้ลูกค้าประทับใจและมีโอกาสที่จะเป็นลูกค้าประจำของคุณ

ตัว Live Chat และ Chatbot ของ ActiveCampaign เชื่อมต่อเข้ากับ Social Media ใน Unified Inbox บนแพลตฟอร์ม ทำให้แต่ละ Chat ถูกจัดการได้อย่างง่ายดายในที่เดียว การพูดคุยและตอบสนองกับลูกค้าจะได้ต่อเนื่อง ทีมงานของคุณจะได้รับช่วงต่อกันได้อย่างง่ายดาย โดยที่ลูกค้าไม่ต้องอธิบายซ้ำแต่อย่างใด

นอกจากนี้ตัวระบบจะให้คะแนนลูกค้าแต่ละคนของคุณด้วย และคุณอาจจะให้รางวัลกับลูกค้าชั้นดีของคุณ ด้วยการให้ระบบมอบโปรโมชั่นพิเศษแบบลับเฉพาะให้กับพวกเขา ลูกค้าจะได้อยู่กับคุณไปอย่างยาวนานครับ

ในทางตรงกันข้ามระบบคะแนนจะช่วยให้คุณทราบอย่างรวดเร็วว่า มีลูกค้าบางคนกำลังไม่พอใจในการบริการ (อย่างเช่นคะแนนตกลงอย่างรวดเร็ว) ดังนั้นคุณอาจจะส่งทีมงานเข้าไปติดต่อ ทำความเข้าใจ หรือขอโทษพวกเขาก่อนที่ลูกค้าเหล่านั้นจะจากไปพร้อมกับให้รีวิวในแง่ลบครับ

Marketing

นอกจากที่ผมอธิบายไปแล้ว ActiveCampaign ยังมีฟีเจอร์ที่เกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ให้คุณใช้อีกมากมายด้วย ไม่ว่าจะเป็น

Facebook Custom Audiences – คุณสามารถใช้ Facebook Ads เพื่อ target ลูกค้าหรือผู้สนใจที่อยู่ในแต่ละส่วนของ Customer Journey อย่างมีประสิทธิภาพ หรือว่าจะ target ตาม activity บนแพลตฟอร์มของคุณก็ได้ (ยกตัวอย่างเช่นคุณอาจจะเลือก audience เป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าไปเมื่อ 3 เดือนก่อนเป็นต้น)

Follow-up ads เหล่านี้มีส่วนช่วยให้เปลี่ยนผู้สนใจทั่วไปให้กลายเป็นลูกค้าได้อย่างมากเลยครับ

Landing Pages – สร้าง Landing Pages เพื่อรองรับการโฆษณาจาก Facebook และ Google อย่างเป็นระบบ ในการสร้างคุณจะได้ใช้ระบบ Drag & Drop ที่เรียบง่ายและสะดวกสบาย คุณจะใส่ทุกอย่างที่คุณต้องการลงไป อาทิเช่น Signup box สำหรับ Email Marketing เป็นต้น

Landing Pages by ActiveCampaign

นอกจากนี้ในการสร้าง pages เหล่านี้ คุณจะได้ใช้ Dynamic Content เพื่อที่รายละเอียดใน landing pages จะแตกต่างกันออกไปเฉพาะบุคคล ซึ่งจะตรงกับความสนใจกับลูกค้าอย่างยิ่งครับ

Integration – จุดเด่นสำคัญของ ActiveCampaign ก็คือเรื่อง Integration ที่มีอีกมากมายจริงๆ คุณสามารถเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์อื่นๆ เพื่อ import contact หรือว่าเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ได้อย่างก้าวกระโดดครับ

ฟีเจอร์ของ marketing tool ต่างๆ ที่รวมอยู่ใน ActiveCampaign: Sales CRM with Automation, Email Marketing, Marketing Automation, Landing Pages, Live Chat, Chatbot

ราคาของ ActiveCampaign

ในส่วนของเรื่องราคานั้น ActiveCampaign ใช้ระบบสมาชิกโดยแบ่งออกเป็น 4 แพลนได้แก่

  • Lite – $15 หรือประมาณ 450 บาทต่อเดือนสำหรับ 500 Contacts
  • Plus – $70 หรือประมาณ 2,100 บาทต่อเดือนสำหรับ 500 Contacts
  • Professional – $159 หรือประมาณ 4,770 บาทต่อเดือนสำหรับ 500 Contacts
  • Enterprise – $279 หรือประมาณ 8,370 บาทต่อเดือนสำหรับ 500 Contacts

ทั้งนี้นี่เป็นราคารายเดือน แต่ถ้าเป็นรายปีจะลดไปจากนี้อีก 20%-40% (แล้วแต่แพลน) ดังนั้นผมแนะนำว่าหลังจากลองใช้งานแล้วรู้สึกสนใจ การสมัครรายปีจะคุ้มกว่ามากครับ อย่างไรก็ดีราคานี้เป็นราคาสำหรับ 500 Contacts เท่านั้น ถ้าคุณมีมากกว่านี้ ค่าใช้จ่ายรายเดือนก็จะเพิ่มตามลำดับครับ

แต่ละแพลนจะแตกต่างกันที่ฟีเจอร์ครับ อย่างแพลนแรกสุดจะได้แค่ Email Marketing และ Marketing Automation เท่านั้น แต่ถ้าเป็นแพลน Plus จะได้ CRM ขึ้นมาด้วย เช่นเดียวกับ Landing Pages, Facebook Custom Audiences และ Lead Scoring ตลอดจนการใช้งาน Dynamic Content

อย่างไรก็ดีแพลน Professional จะเหนือกว่า Plus ตรงที่คุณจะได้ฟีเจอร์ระดับสูงได้แก่การใช้งาน Machine Learning ทั้งหมด เพิ่มเข้ามา ตลอดจนการเข้าถึงการปรึกษาทีมงานของ ActiveCampaign ในส่วนของกลยุทธ์ต่างๆ

สำหรับแพลน Enterprise นั้นฟีเจอร์จะไม่แตกต่างกับ Professional เท่าไรนัก แต่ผู้ใช้งานจะใช้ได้ไม่จำกัด (แพลน Pro จะใช้ได้ 50 คน) และยกระดับการ Support และได้ Custom Domain/Reporting ครับ

สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ผมมองว่าแพลนที่น่าใช้คือแพลน Plus เท่านั้น เพราะว่ามีฟีเจอร์หลักทุกอย่างที่คุณต้องการ ในส่วนของ Machine Learning ที่ขาดไปนั้นก็ดีอยู่ แต่เรื่องค่าใช้จ่ายอาจจะสูงเกินไปหน่อย และจริงๆ แล้วไม่ใช่สิ่งที่คุณจำเป็นต้องใช้ครับ

ส่วนแพลน Lite นั้นเรียกได้ว่าเป็นแค่ Email Marketing Tool เลยดีกว่าไม่ใช่แบบ All-in-one เพราะว่าขาดฟีเจอร์หลักๆ ไปแทบทั้งหมดครับ

อย่างไรก็ดี ActiveCampaign ถือว่าเป็น Marketing Tool ที่ใช้งานยากกว่าตัวอื่น แต่ในส่วนนี้ก็ไม่ต้องกังวล เพราะมี Guide ให้คุณเรียนรู้การใช้งานแบบ Step by Step ครับ

ActiveCampaign ให้คุณใช้งานแบบฟรี โดยไม่ต้องใส่ข้อมูลเครดิตการ์ดเป็นเวลา 14 วัน ถ้าสนใจลองไปใช้งานได้เลยครับ

ข้อเสียของ All-in-one Marketing Tool

จริงอยู่ว่า All-in-one Marketing Tool มีข้อดีมากมายอย่างที่ผมได้อธิบายไปแล้ว แต่ข้อเสียก็มีเช่นกัน และเป็นสิ่งหนึ่งที่คุณควรจะพิจารณาก่อนที่จะใช้งาน

ข้อเสียที่ว่าก็คือ ฟีเจอร์ต่างๆ ใน Marketing Tool เหล่านี้จะเทียบไม่ได้กับซอฟต์แวร์ที่ถูกดีไซน์มาอย่างเฉพาะทาง ยกตัวอย่างเช่นการสร้าง Landing Page โดยใช้ GetResponse แน่นอนว่าสู้ซอฟต์แวร์โดยตรงอย่าง Instapage หรือ Unbounce ไม่ได้

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ “ทำได้ทุกอย่าง แต่ว่าแต่ละอย่างไปได้ไม่สุด” นั่นเองครับ ดังนั้นถ้าคุณต้องการจะเป็นอันดับ 1 เหนือกว่าคู่แข่งในด้านนั้นๆ อย่างชัดเจน All-in-one Marketing Tool อาจจะไม่สามารถพาคุณไปถึงจุดนั้นได้

อย่างไรก็ดีถ้าคุณใช้ All-in-one Marketing Tool คุณมีวิธีการแก้ปัญหาในส่วนนี้เช่นกัน นั่นคือถ้าคุณรู้สึกว่าฟีเจอร์บางอย่างยังไม่ตอบโจทย์คุณเท่าที่ควร หรือว่าแย่เกินไปกว่าที่ต้องการ คุณสามารถเลือกซอฟต์แวร์เฉพาะทางมาช่วยเติมเต็มในส่วนนี้ได้ ซึ่งโดยมากแล้ว marketing tool แบบ All-in-one จะมีตัวเลือก Integration อย่างมากมายอยู่แล้วครับ อย่าง ActiveCampaign นั้นมี integration ให้เลือกสรรนับร้อยแบบเลยทีเดียว

error: Content is protected !!