ยุทธการแห่งโม่เป่ย: เมื่อกองทัพฮั่นสยบพวกซงหนูได้อย่างเด็ดขาด

ยุทธการแห่งโม่เป่ย (漠北之战) เป็นหนึ่งในการต่อสู้ครั้งสำคัญในราชวงศ์ฮั่นตะวันตก และเป็นครั้งที่ราชวงศ์ฮั่นทำให้พวกซงหนู (หรือซยงหนู) เข็ดหลาบและไม่กล้ามารุกรานดินแดนจีนอีกนานหลายร้อยปี

แต่ทว่าชัยชนะของฝ่ายฮั่นได้มาอย่างยากลำบากยิ่ง และเกือบจะพ่ายแพ้เสียด้วย

ทหารม้าและทหารราบฮั่นในช่วงราชวงศ์ฮั่นตะวันตก By drs2biz – Chinas National Treasures 147, CC BY-SA 2.0,

การรุกรานของพวกซงหนู

พวกซงหนูเป็นชนเผ่าอนารยชนที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของดินแดนจีน พวกเขามีความสามารถในการขี่ม้ายิงธนู วิถีชีวิตของพวกซงหนูไม่มีอะไรมาก นั่นคือเลี้ยงสัตว์ และนำมาเป็นอาหารเหมือนกับชนเผ่าในทุ่งราบทั่วไป

อย่างไรก็ตามด้วยความที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย ทำให้พวกซงหนูขาดแคลนอาหารบ่อยครั้ง พวกซงหนูเห็นว่าในดินแดนจีนอุดมสมบูรณ์ พวกเขาจึงนำกองทัพที่แข็งแกร่งลงมาปล้นบริเวณชายแดนอยู่โดยสม่ำเสมอตั้งแต่ในยุคจ้านกว๋อแล้ว

แม่ทัพหลี่มู่แห่งแคว้นจ้าวได้ทำหน้าที่สกัดกั้นกองทัพอนารยชนเหล่านี้ไว้ได้หลายครั้ง จนกระทั่งแคว้นจ้าวเสียให้กับแคว้นฉินในช่วงปลายยุคจ้านกว๋อ หน้าที่ในการป้องกันภาคเหนือจึงเป็นของราชวงศ์ฉินที่รวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งได้สำเร็จ

จิ๋นซีฮ่องเต้ (ฉินสื่อหวงตี้) แก้ปัญหาด้วยเชื่อมกำแพงสำคัญๆ ทางภาคเหนือเข้าด้วยกัน เกิดเป็นกำแพงขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “กำแพงเมืองจีน” (แต่ที่เหลือมาถึงปัจจุบัน น้อยมากที่จะเป็นกำแพงเมืองจีนสมัยฉิน) แล้วให้แม่ทัพเหมิงเถียนนำกองทัพไปประจำการเพื่อไม่ให้พวกซงหนูเข้ามาปล้นสะดมได้

หลังจากที่หลิวปังเอาชนะเซี่ยงอวี่ และสถาปนาราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาแล้ว หลิวปังพยายามจัดการปัญหาดังกล่าวด้วยการยกกองทัพไปปราบพวกซงหนู แต่ในเวลานั้นพวกซงหนูได้รวมตัวเป็นสหพันธ์ภายใต้การนำของโมตูฉานหยู (ฉานหยูคือชื่อประมุขของพวกซงหนู) และมีกำลังเข้มแข็งมาก

กองทัพซงหนูล้อมกองทัพฮั่นเอาไว้ ทำให้หลิวปังจวนจะพ่ายแพ้อยู่แล้ว แต่เฉินผิงได้หลอกให้ภรรยาเอกของโมตูฉานหยูช่วยเหลือ กองทัพฮั่นจึงถูกปล่อยออกมาจากที่ล้อมได้อย่างปลอดภัย

ความที่เกือบจะพ่ายแพ้ครั้งนั้น ทำให้หลิวปังต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ เพราะดินแดนจีนยังไม่ฟื้นคืนจากสงครามในช่วงยุคจ้านกว๋อ และในยุคปลายราชวงศ์ฉินดีนัก หลิวปังจำต้องเก็บหน้าที่การทำลายพวกซงหนูให้เป็นเรื่องของชนรุ่นหลัง

ในตอนนั้นราชสำนักฮั่นจำต้องประนีประนอมกับพวกซงหนูไปก่อน ด้วยการมอบเจ้าหญิงให้ไปเป็นชายาเอกของฉานหยูของซงหนู และส่งบรรณาการให้จำนวนมาก แลกกับการที่พวกซงหนูไม่รบกวนบริเวณชายแดนตอนเหนือ

แม้จะพยายามประนีประนอมแล้ว แต่พวกซงหนูตระบัดสัตย์อยู่เสมอด้วยการปล้นสะดมอยู่เป็นนิตย์ หลายสิบปีต่อมา ฮั่นหวู่ตี้ จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮั่นคิดว่าราชสำนักจะไม่ทนกับการรุกรานอันไม่มีที่สิ้นสุดของพวกซงหนูอีกต่อไป ฮั่นหวู่ตี้จึงให้ปรับปรุงกองทัพขนานใหญ่ ราชสำนักจ้างพวกซงหนูจำนวนมากเข้ามาเป็นครูฝึกสอนทหารม้า เพื่อสร้างกองทหารม้าที่เข้มแข็งขึ้นมา

ฮั่นหวู่ตี้

ผ่านไปหลายปี กองทัพฮั่นพร้อมแล้วที่จะเปิดศึกกับพวกซงหนู ในปี 133 BC (ก่อนคริสตกาล 133 ปี) ฮั่นหวู่ตี้ให้เว่ยชิงกับฮั่วชี่ว์ปิ้งเป็นแม่ทัพนำกองทัพไปตีพวกซงหนู สงครามระหว่างฮั่นกับซงหนูจึงเริ่มต้นขึ้น

ทั้งเว่ยชิงและฮั่วชี่ว์ปิ้งเป็นแม่ทัพที่มีความสามารถมาก พวกซงหนูถูกตีแตกย่อยยับไปหลายครั้ง และถูกผลักดันให้ถอยร่นไปทางเหนือตามลำดับ แต่ฮั่นหวู่ตี้ยังให้ทั้งสองนำกองทัพขึ้นเหนือไล่ตีพวกซงหนูไปอีกหลายครั้ง ด้วยเจตจำนงที่จะกวาดล้างพวกซงหนูให้ราบคาบให้ได้

ฉานหยูของพวกซงหนูประสบกับความพ่ายแพ้หลายครั้งจึงถอนกำลังขึ้นเหนือ เขาหวังว่าทะเลทรายโกบีจะเป็นแหล่งคุ้มภัยให้กับพวกซงหนูได้ แต่เขาคาดผิดโดยสิ้นเชิง

ในปี 119 BC ฮั่นหวู่ตี้สั่งให้ทั้งสองนำกองทัพใหญ่ยกไปตีพวกซงหนูอีกครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้กองทัพฮั่นจะยาตราทัพขึ้นเหนือ ข้ามทะเลทรายโกบี แล้วไปบดขยี้พวกซงหนูที่หนีไปให้ราบคาบ

ไม่เป็นไปอย่างที่คิด

กองทัพฮั่นแบ่งออกเป็นสองกอง กองหนึ่งควบคุมโดยเว่ยชิง อีกกองหนึ่งควบคุมโดยฮั่วชี่ว์ปิ้ง แต่ละกองมีทหารม้าห้าหมื่นนาย ทหารราบอีกหนึ่งแสนนาย

ในเวลานั้นฮั่นหวู่ตี้โปรดปรานฮั่วชี่ว์ปิ้งเป็นพิเศษ กองทัพม้าที่เก่งกล้าและมีประสบการณ์มากที่สุดจึงไปอยู่ในการบังคับบัญชาของฮั่วชี่ว์ปิ้งทั้งหมด ฮั่นหวู่ตี้หวังว่าฮั่วชี่ว์ปิ้งจะนำกองกำลังนี้เข้าปะทะกับกองทัพหลวงของพวกซงหนู และทำลายพวกซงหนูให้ราบคาบไป ดังนั้นเมื่อได้ทราบว่ากองทัพหลวงซงหนูอยู่ทางทิศตะวันออก ฮั่นหวู่ตี้จึงส่งกองทัพของฮั่วชี่ว์ปิ้งไปทางดังกล่าวทันที และให้เว่ยชิงคุมอีกกองทัพยกไปทางทิศตะวันตก

หากแต่ว่าการข่าวของราชสำนักฮั่นผิดพลาด เพราะกองทัพหลวงของฉานหยูอยู่ที่ทิศตะวันตก ดังนั้นกองทัพของฮั่วชี่ว์ปิ้งจึงไม่พบกับกองทัพหลวงของศัตรูเลย ฮั่วชี่ว์ปิ้งบดขยี้กองทัพซงหนูในฝั่งตะวันออกได้อย่างง่ายดาย และไล่ตามตีพวกซงหนูไปจนถึงทะเลสาบไบคาล

ดังนั้นงานหนักจึงตกอยู่กับเว่ยชิงที่นำกำลังไปทางฝั่งตะวันออก ทหารม้าของเว่ยชิงมีประสบการณ์น้อยกว่ากองทัพของฮั่วชี่ว์ปิ้งมาก แถมเว่ยชิงนำกองทัพเข้าดินแดนซงหนูมาแล้วถึง 800 กิโลเมตร ทำให้ทหารของเขาเหนื่อยอ่อนและอิดโรย

ระหว่างที่เดินทัพ เว่ยชิงและทหารทุกนายต่างตกตะลึง เพราะกองทัพม้าเจนศึกของซงหนูจำนวน 80,000 คน และทหารราบมากกว่า 100,000 คนตั้งอยู่ที่นี่ และกำลังเข้าโจมตีกองทัพฮั่น พวกซงหนูดักรอกองทัพฮั่นของเว่ยชิงอยู่นานแล้ว ทหารม้านับหมื่นของซงหนูได้รับคำสั่งให้เข้าโจมตีทันที

เว่ยชิงจะทำอย่างไรกันแน่?

ป้อมปราการที่เคลื่อนไหวได้

เว่ยชิงเป็นแม่ทัพเจนศึก เขาสั่งให้ปรับรูปกระบวนทัพอย่างรวดเร็ว เหล่าทหารราบทั้งหลายเข้าไปอยู่ตรงกลางกองทัพ แล้วให้รถศึกหุ้มเกราะที่นำมาด้วยเคลื่อนที่เป็นวงกลมล้อมรอบทหารราบฝ่ายฮั่นเอาไว้ เพื่อไม่ให้ทหารม้าซงหนูเข้าชาร์จกองทหารราบฝ่ายฮั่นได้

ส่วนกองทหารม้าให้รออยู่ด้านในด้วยเพื่อเข้าปะทะทหารม้าซงหนูบางนายที่เล็ดลอดเข้ามาในแนวป้องกันได้

ด้วยเหตุนี้รถศึกจำนวนมากจึงทำหน้าที่เป็น “ป้อมปราการที่เคลื่อนไหวได้” คุ้มกันเหล่าทหารราบฝ่ายฮั่นเอาไว้ ทหารม้าซงหนูที่เข้าโจมตีจึงไม่สามารถใช้การชาร์จของตนเองให้เป็นประโยชน์ได้ และทุกนายต่างเริ่มสับสนว่าจะทำอย่างไรดี พลธนูฝ่ายฮั่นที่อยู่ด้านในจึงระดมยิงธนูเข้าใส่พวกซงหนู ภายในเวลาไม่นานทหารม้าซงหนูหนึ่งหมื่นนายก็นอนตายกลาดเกลื่อนสมรภูมิ

เมื่อพวกซงหนูเข้าทำลายกองทัพฮั่นไม่ได้อย่างใจคิด กองทัพซงหนูจึงชะงักชะงันและไม่กล้าเข้าโจมตีกองทัพฮั่น ทั้งสองฝ่ายตั้งทัพในสภาพดังกล่าวจนถึงเวลาเย็น

เย็นของวันนั้น พายุทรายเริ่มพัดอย่างรุนแรง เว่ยชิงตระหนักว่ากองทัพที่ซุ่มโจมตีศัตรูย่อมไม่ระมัดระวัง เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่เขาจะ “ซุ่มโจมตี” กองทัพที่พยายามจะ “ซุ่มโจมตี” กองทัพของเขา

เว่ยชิงฉวยโอกาสที่ทัศนวิสัยไม่ดีนัก ส่งกองทหารม้าทั้งหมดเข้าโจมตีพวกซงหนู กองทหารม้าฮั่นแยกเป็นสองกอง และเข้าโจมตีกองทัพซงหนูจากทั้งสองด้าน

พวกซงหนูต่างตื่นตระหนกที่กองทัพฮั่นเข้าโจมตีพวกตนระหว่างที่มองอะไรแทบไม่เห็นเลย พวกเขาจึงแตกหนีอย่างลนลาน เปิดโอกาสให้ทหารม้าฮั่นไล่สังหารจนล้มตายจำนวนมาก หลังจากนั้นกองทัพทั้งหมดของเว่ยชิงก็เข้าตีพวกซงหนู

ทหารซงหนูทั้งหมดแตกกระจัดกระจาย ทหารม้าฮั่นติดตามไปถึงร้อยกว่ากิโลเมตร และสังหารทหารซงหนูไปตลอดทาง กองทัพซงหนูย่อยยับเกินกว่าที่จะเป็นกองทัพได้ โดยรวมแล้วทหารซงหนูตายไปอย่างน้อย 90,000 คน และตกเป็นเชลยอีกหลายหมื่นคน กองกำลังของพวกซงหนูจึงถูกทำลายราบคาบในยุทธการที่โม่เป่ยครั้งนี้ครั้งเดียว

ผลที่ตามมา

ความปราชัยครั้งนี้ได้ทำให้พวกซงหนูเสียหายหนักมาก นับตั้งแต่บัดนั้นพวกซงหนูไม่สามารถรวบรวมกองทัพที่เข้มแข็งที่คู่ควรกับการต่อกรกับกองทัพฮั่นได้อีกต่อไป พวกซงหนูอ่อนแอและถูกผลักดันขึ้นเหนือไปไกลถึงไซบีเรีย ปิดโอกาสที่จะกลับมารบกวนพรมแดนฮั่นไปนานนับร้อยปี

แต่ทว่าในสมัยที่เกิดความวุ่นวายในรัชกาลของหวางหมั่ง พวกซงหนูพยายามหวนกลับมาดินแดนที่พวกตนอยู่เดิม ทำให้ราชวงศ์ฮั่นตะวันออกต้องส่งกองทัพไปขับไล่อีกครั้งหนึ่ง ในปี ค.ศ.89 กองทัพฮั่นทำลายพวกซงหนูได้อย่างเด็ดขาดที่เทือกเขาอัลไต และสังหารฉานหยูของพวกซงหนูด้วย

พวกซงหนูที่เหลืออยู่หนีไปทางตะวันตก ทำให้เหลือที่พวกซงหนูที่สวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ฮั่นเท่านั้น อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของพวกซงหนูถูกทำลายจนไม่มีอยู่อีก

อย่างไรก็ตามในสมัยราชวงศ์จิ้น พวกซงหนูกลับมาผงาดได้อีกครั้งหนึ่ง (พวกนี้เป็นพวกที่เคยสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ฮั่น) แต่การผงาดของพวกซงหนูก็อยู่ได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น พวกซงหนูถูกทำลายโดยชนเผ่าอื่นและไม่ปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์อีกเลย

มีทฤษฎีว่า “ชาวฮั่น” ที่รุกรานจักรวรรดิโรมันเป็นพวกซงหนูที่ถูกราชวงศ์ฮั่นไล่ตีจนหนีไปทางทิศตะวันตก ปัจจุบันเรายังไม่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน ว่าทฤษฎีดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ แม้ว่าจะมีนักวิชาการหลายคนสนับสนุนก็ตาม

error: Content is protected !!