วาระสุดท้ายของ “ไป๋ฉี” ยอดขุนพลผู้เก่งกล้าแต่เหี้ยมโหด

ชัยชนะที่ฉางผิงของไป๋ฉีเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าที่ใครจะคาดคิด ภายในคีนเดียวไป๋ฉีทำลายกองทัพจ้าวจำนวนสี่แสนคนจนจมพสุธา ภายในเมืองหานตาน เมืองหลวงของแคว้นจ้าวมีแต่ความโศกเศร้าและความประหวั่นพรั่นพรึง

หากแต่ว่าสวรรค์ได้ลิขิตแล้วว่าสงครามที่ฉางผิงเป็นสงครามครั้งสุดท้ายของไป๋ฉี

ไป๋ฉี

การล็อบบี้

ไป๋ฉีตั้งใจว่าเขาจะอาศัยชัยชนะครั้งใหญ่นี้บุกตีเมืองหานตาน เมืองหลวงของแคว้นจ้าวและทำลายให้วอดวายไปเลย สถานการณ์ของแคว้นจ้าวจึงคับขันยิ่งนัก

หากแต่ว่าแคว้นจ้าวยังไม่สิ้นคนดี ผิงหยวนจวิน สมุหนายกแคว้นจ้าวและหนึ่งในองค์ชายแห่งยุคจ้านกว๋อ (เช่นเดียวกับเมิ่งฉางจวิน) ยังมีชีวิตอยู่ ผิงหยวนจวินจึงมอบหมายให้ซูไต้ น้องชายซูฉินและนักล็อบบี้ตัวฉกาจให้เดินทางไปแคว้นฉินทันทีเพื่อหาทางแก้สถานการณ์

ซูไต้เข้าไปพูดคุยกับฟ่านสุ่ย สมุหนายกแคว้นฉิน ซูไต้บอกฟ่านสุ่ยว่า ถ้าไป๋ฉีทำลายแคว้นจ้าวได้ เขาจะมีความดีความชอบยิ่งใหญ่ ทำให้ฟ่านสุ่ยต้องอยู่ใต้อำนาจไป๋ฉี ฟ่านสุ่ยจะยอมได้หรือ

ฟ่านสุ่ยจึงเกิดอิจฉาและไม่ต้องการให้ไป๋ฉีได้ความดีความชอบดังกล่าว เขาทูลชักนำให้ฉินหวางสั่งให้กองทัพทั้งหมดถอยทัพ ฟ่านสุ่ยอ้างว่ากองทัพฉินเสียหายอย่างหนักควรได้รับการพักฟื้น ควรสงบศึกกับแคว้นจ้าวและให้แคว้นจ้าวตัดดินแดนมามอบให้ก็เพียงพอแล้ว

ฉินจาวเซียงหวางหลงเชื่อคำกล่าวของฟ่านสุ่ย เขาจึงสั่งให้กองทัพฉินทั้งหมดออกจากดินแดนแคว้นจ้าว ทำให้แคว้นฉินเสียโอกาสทองที่จะทำลายแคว้นจ้าวไปอย่างน่าเสียดาย ส่วนแคว้นจ้าวรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด

สำหรับไป๋ฉีแล้ว เขาขัดใจยิ่งนักที่ฟ่านสุ่ยมาขัดขวางโอกาสที่ตนเองจะได้สร้างความดีความชอบอันยิ่งใหญ่ ตั้งแต่บัดนั้นไป๋ฉีกับฟ่านสุ่ยก็เป็นศัตรูกันอย่างเปิดเผย

ทหารฉินในยุคจ้านกว๋อ By Camphora – Own work, CC BY-SA 4.0,

คราวเคราะห์ของไป๋ฉี

เมื่อกลับมาที่แคว้นฉิน ไป๋ฉีพูดกับบรรดาแขกบ้านว่า

ข้าเสียดายยิ่งนัก ที่แคว้นฉินเราพลาดโอกาสทำลายแคว้นจ้าว เมื่อข้าสังหารทหารจ้าวสี่แสนคนที่ฉางผิง แคว้นจ้าวแทบไร้กำลังทหาร ราษฎรต่างไม่มีกำลังใจสู้รบ ถ้าเราไปตีต้องไปตีได้แน่ แต่นี่ฟ่านสุ่ยมาทูลให้ยกทัพกลับสูญเสียโอกาสทองในการทำลายแคว้นจ้าวไปจนสิ้น

คำกล่าวของไป๋ฉีไปเข้าหูฉินจาวเซียงหวาง ฉินหวางจึงกล่าวว่า

ท่านหวู่อันจวินมีวิธีทำลายแคว้นจ้าวแล้วทำไมไม่บอกข้าเล่า ข้าจะให้เขาเป็นแม่ทัพไปตีแคว้นจ้าวอีกครั้ง

แต่ไป๋ฉีเกิดล้มป่วยจนไม่สามารถไปคุมกองทัพได้ ฉินจาวเซียงหวางจึงให้หวางหลิงเป็นแม่ทัพยกไปตีแคว้นจ้าว

ในครั้งนี้จ้าวหวางให้เหลียนโปเป็นแม่ทัพใหญ่ แม้แคว้นจ้าวจะมีกำลังทหารน้อย เหลียนพอแก้สถานการณ์ด้วยการใข้เงินมากมายจ้างทหารรับจ้างแล้วจึงบุกออกปล้นค่ายกองทัพฉินทั้งกลางวันกลางคืน

กองทัพฉินของหวางหลิงเสียหายอย่างหนัก ตั้งอยู่หน้าเมืองหานตานได้ไม่นานก็ต้องถอยทัพกลับ

เมื่อไป๋ฉีหายป่วย ฉินจาวเซียงหวางต้องการให้เขาคุมทัพไปตีแคว้นจ้าวอีกครั้ง แต่ไป๋ฉีทูลว่า

ข้าพระองค์ในบัดนั้นทำลายกองทัพของแคว้นจ้าวจนสิ้น ชาวเมืองและทหารจ้าวต่างหวาดกลัวกองทัพฉิน ถ้าเราไปตีเมืองหานตานย่อมตีแตกได้อย่างง่ายดาย หากแต่ว่าในบัดนี้ผ่านไปหลายปีแล้วจากสงครามที่ฉางผิง กองทัพจ้าวเริ่มฟิ้นฟูขึ้นมาแล้ว จ้าวหวางทรงให้แม่ทัพเหลียนโปที่มีความสามารถเป็นแม่ทัพ ไม่ใช่จ้าวคว่ออีกแล้ว ชาวจ้าวเริ่มลืมความกลัวไปแล้ว การต่อสู้ป้องกันยิ่งเข้มแข็ง ข้าพระองค์ไม่เห็นว่ากองทัพฉินจะเข้าเมืองหานตานได้อย่างไร แล้วบรรดาแคว้นอื่นเล่า เขาเห็นแคว้นจ้าวกำลังจะล่มสลายจะมิยกมาช่วยหรือ”

ฉินจาวเซียงหวางยืนยันว่าต้องการให้ไป๋ฉีเป็นแม่ทัพ แต่ไป๋ฉีปฎิเสธอย่างแข็งขันโดยอ้างว่าป่วย ฉินหวางจึงต้องให้หวางเหอนำกองทัพใหญ่ไปตีหานตาน

หวางเหอยกไปล้อมเมืองหานตานนานถึงห้าเดือนแต่ก็ไม่สามารถตีให้แตกได้เช่นเดิม สุดท้ายถูกซิ่นหลิงจวิน ราชนิกูลแคว้นเว่ยยกกองทัพมาช่วยแคว้นจ้าว ซิ่นหลิงจวินตีกองทัพฉินแตกยับเยิน

ไป๋ฉีจึงกล่าวกับแขกว่า

ข้าทูลต้าหวางไปแล้วว่า กองทัพฉินไปรบจะต้องพ่ายแพ้ ต้าหวางทรงไม่เชื่อคำพูดของข้า เห็นหรือไม่ว่าเป็นอย่างไร

คำพูดดังกล่าวรู้ไปถึงหูฟ่านสุ่ย ฟ่านสุ่ยจึงรีบไปเพ็ดทูลและไส่ไข่ต่อฉินจาวเซียงหวางว่า ไป๋ฉีบอกกับแขกว่าแคว้นฉินต้องให้ไป๋ฉีเป็นแม่ทัพเท่านั้นถึงจะรบชนะแคว้นจ้าว

ฉินหวางจึงส่งคนมาเร่งรัดให้ไป๋ฉีมาเป็นแม่ทัพอีก แต่ไป๋ฉีอ้างป่วยเช่นเดิม ฉินจาวเซียงหวางเริ่มไม่พอใจและโกรธขึ้นมาอย่างเงียบๆ

หลังจากนั้นฉินหวางทราบว่าไป๋ฉีไม่ได้ป่วยจริง แต่ไม่ยอมเป็นแม่ทัพ ฉินจาวเซียงหวางโกรธมากจึงสั่งให้ริบยศศักดิ์ของไป๋ฉีทั้งหมด แล้วขับไล่ออกจากเมืองเสียนหยาง (ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของเมืองซีอาน) ไปเป็นทหารเลว

อย่างไรก็ตามในหนังสือประวัติศาสตร์จ้านกว๋อเช่อเขียนไว้ว่า ไป๋ฉีมองขาดว่าถ้าตนเองยกทัพไปตีเมืองหานตานน่าจะพ่ายแพ้ เขาไม่ต้องการจะสูญเสียชื่อเสียงของความเป็นแม่ทัพไร้พ่ายในสมรภูมิ เขาเคยกล่าวกับแขกบ้านว่า

ข้ายอมโดนฉินหวางประหารชีวิตดีกว่าพ่ายแพ้ในสมรภูมิ

ไป๋ฉีเดินทางไปถึงจุดพักม้าโต้วยี่ว์ ระหว่างนั้นเองมีพระบรมราชโองการมาจากฉินหวางมอบให้ไป๋ฉีโดยตรง พร้อมกับกระบี่เล่มหนึ่งด้วย

ทั้งนี้ระหว่างที่ไป๋ฉีเดินทางออกไปนั้น ฟ่านสุ่ยได้เพ็ดทูลกับฉินหวางว่า

ไป๋ฉีมีความสามารถในทำการสงครามไม่มีผู้ใดในใต้หล้าจะต่อสู้ได้ บัดนี้เขาถูกต้าหวางปลดออกจากตำแหน่ง ย่อมมีความแค้นใจ แล้วถ้าเขาไปอาศัยแคว้นอื่นเล่า จะเป็นอันตรายกับแคว้นฉิน ข้าพระองค์ขอให้ต้าหวางทรงจัดการอะไรสักอย่างกับเขาเถิด

ฉินจาวเซียงหวางจึงตัดสินใจส่งพระบรมราชโองการดังกล่าวตามไปเพื่อให้ไป๋ฉี “พิจารณาตนเอง”

เมื่อไป๋ฉีอ่านพระบรมราชโองการเสร็จ เขาก็มีน้ำตาไหลนอง ไป๋ฉีพูดออกมาว่า

ในอดีตท่านฟ่านหลี่แห่งแคว้นเยว่เคยมีคำพูดว่า กระต่ายชาญฉลาดตาย จับสุนัขล่าเหยื่อต้มกิน  ข้าไป๋ฉีเป็นแม่ทัพแคว้นฉินมาหลายสิบปี ตีหัวเมืองนับร้อยของแคว้นอื่นเพื่อแคว้นฉิน ข้าสมควรจะถูกต้มกินแล้ว หากแต่ว่าข้ารับใช้แคว้นฉินด้วยความซื่อสัตย์มาตลอดชีวิต ข้ามีความผิดอะไร สวรรค์ถึงได้ลงโทษข้าให้พบกับจุดจบเช่นนี้กันเล่า

ว่ากันว่าไป๋ฉีกล่าวเช่นนี้ซ้ำๆ จนดูเหมือนว่าเขาจะคิดสิ่งหนึ่งออกมาได้ เขากล่าวว่า

ข้านึกออกแล้ว ที่ฉางผิง ทหารแคว้นจ้าวมาสวามิภักดิ์ต่อข้าสี่แสนคน ข้าใช้กลลวงหลอกพวกเขามาสังหารทั้งหมดในคืนเดียว ทหารจ้าวได้ทำตามกฎของสงครามเหตุไฉนต้องมีโทษถึงตาย สวรรค์ถึงลงโทษข้าเช่นนี้เอง ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนี้ข้าก็สมควรแล้วที่จะต้องตายแบบนี้

หลังจากนั้นไป๋ฉีก็เชือดคอตาย เป็นอันจบสิ้นยอดแม่ทัพแห่งยุคจ้านกว๋อผู้นี้

นักประวัติศาสตร์สมัยโบราณไม่ให้เกียรติยอดแม่ทัพผู้นี้เท่าไรนัก แต่เน้นไปที่ความเหี้ยมโหดของเขามากกว่า เช่นเดียวกับเหล่าประชาชนในสมัยโบราณทั่วไป ในเขตเกาผิงหรือที่สมรภูมิฉางผิงนั้น บรรดาชาวบ้านนิยมรับประทานอาหารชนิดหนึ่งที่ทำมาจากเต้าหู้ เรียกว่า “เนื้อของไป๋ฉี” เพื่อระบายความแค้นที่มีต่อไป๋ฉี

ยังมีตำนานว่าหลังจากไป๋ฉีฆ่าตัวตายไปแล้วหลายร้อยปี มีชาวบ้านพบเห็นวัวตัวหนึ่งในสมัยราชวงศ์ถัง วัวตัวนี้มีรอยสักเป็นอักษรสองตัวว่า “ไป๋ฉี” และถูกฟ้าผ่าตายในเวลาต่อมา ชาวบ้านลือกันว่า เมื่อยังมีชีวิตไป๋ฉีได้สังหารผู้คนมากมาย หลังจากตายไปแล้ว เขาจึงต้องชดใช้กรรมด้วยการเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานให้สวรรค์ลงโทษ

Sources:

  • Sima Qian, Records of The Grand Historian
  • วิวัฒน์ ประชาเรืองวิทย์, เลียดก๊ก เล่ม 3
error: Content is protected !!