เมื่อรัสเซียผนวกดินแดนของจีนโดยไม่เสียกระสุนเลยสักนัดเดียว

โดยทั่วไปคนทั่วไปมักจะคุ้นเคยกับเมืองที่ชื่อ “วลาดิวอสต็อก” (Владивосто́к) ดีในระดับหนึ่ง เพราะว่ามันเป็นเมืองปลายทางของเส้นทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียในฝั่งตะวันออก และเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในดินแดน Russian Far East ก็ว่าได้

แต่ท่านรู้หรือไม่ว่า วลาดิวอสต็อกและดินแดนอื่นๆ รายรอบเคยเป็นของจีนมาก่อน แต่รัสเซียได้ครอบครองดินแดนเหล่านี้ทั้งหมดในศตวรรษที่ 19 โดยไม่เสียกระสุนเลยสักนัดเดียว เหตุการณ์ดังกล่าวมีชื่อในหน้าประวัติศาสตร์รัสเซียว่า Amur Annexation

ดินแดนสีแดงเข้มในเส้นเหลืองคือ ดินแดนแมนจูเรียของจีน ส่วนดินแดนสีแดงอ่อนคือ ดินแดนแมนจูเรียที่จีนเสียให้กับรัสเซีย

แมนจูเรีย

แมนจูเรียคือดินแดนทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ดินแดนแมนจูเรียอยู่ในกำมือของจักรวรรดิจีนมาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวน ราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง สำหรับราชวงศ์ชิงแล้ว แมนจูเรียคือสถานที่ที่นู่เออร์ฮาชื่อ ปฐมจักรพรรดิรวบรวมชนเผ่าต่างๆ ให้เป็นหนึ่ง ก่อนที่ในสมัยต่อมาอาณาจักรชิงจะพิชิตแผ่นดินจีน

ดินแดนแห่งนี้จึงจัดเป็นแผ่นดินแม่ของราชวงศ์ชิงเลยก็ว่าได้ ราชวงศ์ชิงเคยขับไล่การรุกรานเล็กๆ ของนักสำรวจและทหารรัสเซียออกจากแมนจูเรียมาแล้วในสมัยศตวรรษที่ 17 ทั้งสองฝ่ายทำสนธิสัญญากันในชื่อสนธิสัญญา Nerchinsk

หากแต่ว่าร้อยกว่าปีต่อมา ราชวงศ์ชิงอ่อนแอลงมาก ส่วนรัสเซียเป็นจักรวรรดิที่กำลังรุ่งเรืองสูงสุดในสมัยของซาร์นิโคลัสที่ 1 และซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2

รัสเซียเริ่มส่งนักสำรวจและพวกคอสแซกเข้ามาในดินแดนจีนตามลำดับ ชาวรัสเซียเหล่านี้เข้ามาสร้างเมืองในพื้นที่รกร้างของจีน อย่างในปี ค.ศ.1850 นักสำรวจชาวรัสเซียได้สร้างเมืองเล็กๆ ชื่อ Nikolayevsk-on-Amur ทางตอนตะวันออกเฉียงเหนือสุดของแมนจูเรียในส่วนที่ติดกับแม่น้ำอามูร์

หลังจากนั้นรัสเซียก็ส่งนักสำรวจและพลเมืองเข้ามาในทางตอนเหนือของแมนจูเรียเรื่อยๆ ทางการชิงทราบว่าชาวรัสเซียเหล่านี้กำลังทำผิดกฎหมาย เพราะว่าได้ละเมิดเข้ามาในดินแดนของอาณาจักรจีนแล้ว แต่รัฐบาลชิงกลับเลือกที่จะปล่อยไป ในเวลานั้นจีนกำลังมีความสัมพันธ์ตึงเครียดกับชาติตะวันตก จีนจึงไม่ต้องการศัตรูเพิ่ม อีกประการหนึ่ง ดินแดนแถบนั้นก็รกร้างและไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย

สนธิสัญญาแห่ง Aigun

ช่วงที่จีนทำสงครามกับอังกฤษและฝรั่งเศสในสงครามฝิ่นครั้งที่สอง รัฐบาลรัสเซียสั่งให้ชาวรัสเซียลงไปอาศัยอยู่ในเมืองที่สร้างขึ้นในดินแดนของจีนมากขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ จนกระทั่งในปี ค.ศ.1858 ชาวรัสเซียอยู่ในดินแดนจีนหลายหมื่นคน นิโคไลย์ มูราฟยอฟ (Muravyov) ผู้แทนของรัฐบาลรัสเซียจึงเดินทางไปยังเมืองที่สร้างขึ้นริมแม่น้ำอามูร์ด้วยตัวเอง เพื่อไปพบกับเจ้าหน้าที่ของจีน

นิโคไลย์ มูราฟยอฟ

มูราฟยอฟยื่นสนธิสัญญาให้ฝ่ายจีนพิจารณา เขาขู่ว่าถ้าจีนไม่ยอมเซ็นในสนธิสัญญาดังกล่าว รัสเซียจะทำสงครามกับจีน

คำกล่าวของมูราฟยอฟเป็นคำโอ้อวดคำโต ในเวลานั้นรัสเซียกำลังน่วมจากสงครามไครเมียมาหมาดๆ รัสเซียไม่มีกำลังและทรัพยากรพอที่จะทำสงครามกับจีนแน่นอน

แต่มูราฟยอฟรู้ว่ารัฐบาลชิงกำลังวุ่นวายกับสงครามกับอังกฤษและฝรั่งเศส และการปราบกบฏไท่ผิง ดังนั้นรัฐบาลชิงจึงอยู่ในสภาพที่แย่กว่ารัสเซียเสียอีก เขาจึงตัดสินใจขู่จีนเช่นนั้น

รัฐบาลชิงตัดสินใจยอมรับข้อตกลงของรัสเซีย โดยจีนยอมมอบดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำอามูร์ให้กับรัสเซีย และอีกส่วนหนึ่งที่ติดทะเลญี่ปุ่นให้เป็นดินแดนที่สองประเทศตกลงว่าจะดูแลร่วมกัน

สนธิสัญญาดังกล่าวเซ็นที่เมือง Aigun ดังนั้นมันจึงได้ชื่อว่า สนธิสัญญา Aigun (Treaty of Aigun)

ดินแดนสีน้ำตาล คือ ดินแดนที่รัสเซียได้มาในสนธิสัญญา Aigun ส่วนสีแดงของดินแดนที่รัสเซียได้มาในสนธิสัญญาปักกิ่ง

การทูตระดับห้าดาว

มูราฟยอฟยังไม่หยุดเท่านั้น เขายังคงส่งนักสำรวจไปตามแม่น้ำอามูร์ต่อไป รวมไปถึงชายฝั่งทะเลญี่ปุ่นด้วย นักสำรวจรัสเซียมาถึงดินแดนที่จะเป็นเมืองวลาดิวอสต็อกในปี ค.ศ.1859

ในเวลานั้นรัสเซียอ่านขาดว่าจีนกำลังจะพ่ายแพ้สงครามอย่างแน่นอน รัสเซียจึงเริ่มทำตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้กับทั้งสองฝ่าย ในปี ค.ศ.1860 รัสเซียก็ส่งทูตวัย 27 ปี ชื่อนิโคไลย์ อิคนัตเยฟ (Nikolay Ignatyev) มาที่ราชสำนักชิงในฐานะคนกลางที่เข้ามาไกล่เกลี่ยระหว่างคู่สงคราม (ราชวงศ์ชิง vs อังกฤษ-ฝรั่งเศส)

อิคนัตเยฟในวัยชรา

อิคนัตเยฟทำตัวให้มีประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะกับฝ่ายราชวงศ์ชิงที่ต้องการให้กองทหารอังกฤษ-ฝรั่งเศสออกไปจากปักกิ่งเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะยังสยองกับการเผาทำลายพระราชวังของกองทัพพันธมิตร

ดังนั้นอิคนัตเยฟจึงใช้ความกลัวนี้เป็นประโยชน์ เขาสามารถทำให้ราชสำนักชิงเชื่อว่าเขาเท่านั้นที่สามารถทำให้กองทัพอังกฤษ-ฝรั่งเศสถอยไปจากปักกิ่งได้

เช่นเดียวกับฝ่ายพันธมิตรอังกฤษ-ฝรั่งเศส อิคนัตเยฟเดินทางไปที่เซี่ยงไฮ้พร้อมกับแผนที่ชั้นเยี่ยมของกรุงปักกิ่ง และล่ามประสบการณ์สูงหลายคน ทำให้ฝ่ายพันธมิตรเห็นว่าอิคนัตเยฟมีประโยชน์กับฝ่ายตนเช่นกัน

ดังนั้นเมื่อทั้งสองฝ่ายยอมรับในตัวอิคนัตเยฟ เขาจึงมีอิทธิพลในการเจรจาไกล่เกลี่ยสูงมาก

ราชสำนักชิงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากพยายามทำทุกอย่างให้อิคนัตเยฟสนับสนุนสถานะของตนในการสงบศึกกับอังกฤษ-ฝรั่งเศส ราชสำนักชิงจึงตัดสินใจยกดินแดนแมนจูเรียนอก (ดินแดนทางตอนเหนือของแม่น้ำอามูร์ และทางตะวันออกของแม่น้ำอูสซูรี) ทั้งหมดให้กับรัสเซียเป็นข้อแลกเปลี่ยน ถ้าอิคนัตเยฟสามารถเจรจากับพวกพันธมิตรตะวันตกได้

อิคนัตเยฟนำทั้งสองฝ่ายเข้ามาในโต๊ะการเจรจา ท้ายที่สุดแล้ว ราชสำนักชิงลงนามในสนธิสัญญาปักกิ่งเพื่อสงบศึกกับอังกฤษ-ฝรั่งเศสในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1860 จีนยอมรับในทุกข้อเสนอในสนธิสัญญาดังกล่าว

สนธิสัญญาข้อหนึ่งระบุว่า ราชสำนักชิงจะตัดดินแดนเหนือแม่น้ำอามูร์และดินแดนตะวันออกของแม่น้ำอูสซูรีให้กับรัสเซีย

รัสเซียจึงได้ครอบครองดินแดนดังกล่าว (รวมทั้งหมดใหญ่ถึง 910,000 ตร.กม.) ไปอย่างฟรีๆ โดยไม่ได้ลงแรงอะไรเลย กระสุนแม้แต่นัดเดียวก็ไม่ได้ใช้ มีแต่เพียงกระสุนที่ยิงในพิธีเล็กๆน้อยๆ เท่านั้น

ปัจจุบันดินแดนส่วนนี้ยังคงเป็นดินแดนของรัสเซียอยู่ หนึ่งในเมืองใหญ่ที่สุดในแถบนี้คือ วลาดิวอสต็อกนั่นเอง

error: Content is protected !!