เคล็ดลับ 6 ข้อในการอ่าน “บทวิเคราะห์หุ้น” ให้ได้ประโยชน์สูงสุด

0
160

สำหรับนักลงทุนในหุ้นแล้ว ผมเชื่อว่าหลายว่าน่าจะเคยอ่าน “บทวิเคราะห์หุ้น” ที่จัดทำโดยนักวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ต่างๆ มาบ้างแล้ว แต่สำหรับคนที่ยังไม่ทราบ บทวิเคราะห์หุ้นคือรายงานสรุปของการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญว่าพวกเขามองหุ้นตัวนี้อย่างไร

โดยมากแล้วบทวิเคราะห์หุ้นจะมาพร้อมกับคำแนะนำอย่างเช่นว่า ให้ซื้อ (Buy) ถือ (Hold) หรือ ขาย (Sell) และยังมีราคาเป้าหมายหรือราคาที่เหมาะสมมาด้วย

อย่างไรก็ดีการอ่านบทวิเคราะห์หุ้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ถ้าคุณไม่ตระหนักให้ดี คุณอาจจะน้ำตาตกในได้เลยทีเดียว เรามาดูกันดีกว่า คุณจะอ่านบทวิเคราะห์หุ้นอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หมายเหตุ: เคล็ดลับนี้ครอบคลุมการลงทุนในหุ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ

1. ควรมีความรู้การลงทุนมาบ้างก่อนอ่าน

ผมว่าข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ นั่นคือ คุณควรจะมีความรู้ในด้านการลงทุนมาบ้างก่อนที่จะอ่าน

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

สาเหตุคือ คุณจะไม่เข้าใจว่านักวิเคราะห์ได้ตัวเลขนี้มาได้อย่างไร? และทำไมเขาถึงคิดเช่นนั้น ผลที่ตามมาคือคุณจะจดจ่อกับคำแนะนำของนักวิเคราะห์อย่าง ซื้อ ถือ และขาย และราคาเป้าหมายเท่านั้น และอาจจะทำให้ตัดสินใจในการลงทุนผิดพลาดได้ง่ายๆ

แล้วความรู้การลงทุนอะไรที่คุณจะรู้มาก่อน?

เนื่องจากนักวิเคราะห์ทั้งหมดวิเคราะห์โดยการใช้ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental analysis) ดังนั้นคุณควรจะมีความรู้ทางบัญชีอย่างง่าย นั่นคือคุณอ่านงบการเงินทั้งสามเป็นในระดับหนึ่ง เข้าใจว่า “ราคาที่เหมาะสม” คืออะไร และรู้ถึงวิธีในการประเมินมัน

คุณไม่มีความจำเป็นต้องรู้ขนาดสามารถคิดคำนวณหาค่าพวกนี้ออกมาได้เอง แต่อย่างน้อยคุณควรเข้าใจว่าสิ่งที่คุณอ่านคืออะไร

ถ้าคุณยังไม่ทราบมาก่อนเลย ผมแนะนำให้อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐาน 4 เล่มนี้ หรือไม่ก็หาคอร์สเรียนออนไลน์ ทั้งสองวิธีนี้จะช่วยคุณได้ครับ

2. เข้าใจบทบาทและสถานะของนักวิเคราะห์

บทบาทและสถานะของนักวิเคราะห์เป็นสิ่งที่คุณควรจะทราบไว้เช่นกัน เพราะมันส่งผลต่อการวิเคราะห์ของเขาไม่มากก็น้อย

อาชีพนักวิเคราะห์เป็นอาชีพที่เป็นตัวกลางระหว่างตัวคุณผู้เป็นนักลงทุน และบริษัทที่มีหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ นั่นคือเขาต้องสื่อสารกับทั้งสองฝั่ง

นักวิเคราะห์สื่อสารกับคุณผ่านทางบทวิเคราะห์ หรือการให้ความเห็นผ่านทางสื่อต่างๆ แต่ในอีกทางหนึ่งเขาก็ต้องรักษาความสัมพันธ์อันดีกับบริษัทไว้ด้วย เพราะเขาต้องการข้อมูลจากบริษัทมาวิเคราะห์ให้คุณอ่าน

ดังนั้นนักวิเคราะห์อาจจะเลือกที่จะไม่ให้คำแนะนำอย่าง “อุกอาจ” แบบตรงๆ ส่วนบางคนพร้อมทะลวงฟัน และไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรทั้งนั้น

ภาษาที่นักวิเคราะห์ใช้จึงส่งผลอย่างมากต่อความรู้สึกของผู้อ่านซึ่งก็คือนักลงทุนอย่างเราๆ เพราะฉะนั้นคุณควรจะอ่านอย่างระมัดระวังครับ หรือพูดง่ายๆ ฟังหูไว้หู นั่นแหละ

3. แยกข้อเท็จจริงกับความคิดเห็น

ภายในบทวิเคราะห์หุ้นแต่ละตัวนั้น คุณจะเห็นว่ามีทั้งข้อเท็จจริงและความคิดเห็นผสมกันอยู่

ข้อเท็จจริงก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นจริงแน่ๆแล้ว เช่นงบการเงินไตรมาสล่าสุด หรือเงินลงทุนที่บริษัทใช้ลงไปแล้ว

ส่วนข้อคิดเห็นนั้นมีหลากหลาย ตั้งแต่

  • งบการเงินในอนาคตที่นักวิเคราะห์พยากรณ์ออกมา
  • เงินปันผลที่จะจ่ายในอนาคต
  • ราคาที่เหมาะสม
  • คำแนะนำให้ซื้อขาย
  • การเติบโต และความสำเร็จของแผนการทางธุรกิจ

คุณควรจะแยกทั้งสองออกจากกัน เพราะมีบ่อยครั้งที่นักวิเคราะห์มองโลกในแง่ดีเกินไป ทำให้คุณอาจจะเคลิบเคลิ้มไปกับผลประกอบการอันสวยหรูที่นักวิเคราะห์พยากรณ์ออกมา และลืมพิจารณาตามหลักความเป็นจริง

ดังนั้นคุณควรจะเตือนตัวเองไว้เสมอว่าสิ่งที่คุณเห็นเป็นเพียงความคิดเห็นของคนๆ เดียวหรือสองคนเท่านั้น พวกเขาอาจจะผิดพลาดก็ได้

4. นำมาวิเคราะห์ต่อด้วยตนเอง

สำหรับตัวผมแล้ว ผมบอกเลยว่าผมเป็นคนขี้เกียจ ดังนั้นสิ่งที่ผมชอบที่สุดในการอ่านบทวิเคราะห์คือ ข้อเท็จจริงที่นักวิเคราะห์รวบรวมมาให้แล้วและจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านี้อาจจะมาจากการไปเยี่ยมเยือนบริษัทหรือจากปากผู้บริหารโดยตรงด้วย ทำให้ผมสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ลึกขึ้น และไม่จำเป็นต้องไปรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง

ผมจะนำข้อเท็จจริงเหล่านั้นมาวิเคราะห์เองอีกครั้งหนึ่ง และพิจารณาดูว่าสิ่งที่นักวิเคราะห์ให้ความคิดเห็นมามันสมเหตุสมผลหรือไม่

ส่วนในเรื่องความคิดเห็นของนักวิเคราะห์นั้น ผมมักจะนำมาดูว่านักวิเคราะห์กล่าวถึงประเด็นไหนที่เรายังไม่ทราบหรือไม่คำนึงถึงรึเปล่า และถ้ามีประเด็นที่ผมคิดไม่ถึงจริงๆ ผมจะได้ไปตรวจสอบและวิเคราะห์ต่อไปครับ

สรุปแล้ว คุณควรจะใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลที่ยอดเยี่ยมของนักวิเคราะห์ เพื่อนำมาวิเคราะห์ในรูปแบบของคุณเอง ส่วนความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ คุณควรจะนำมาเปรียบเทียบและใช้เป็นส่วนเสริมในการวิเคราะห์ของตัวคุณครับ

5. อย่าอ่านฉบับเดียว

อย่างที่ผมบอกไปแล้ว บทวิเคราะห์แต่ละฉบับเป็นความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ที่ทำ ซึ่งส่วนมากจะมีแค่ 1-2 คนเท่านั้น ดังนั้นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคุณคือ คุณควรหาบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์อื่นๆ มาอ่านประกอบด้วย

การอ่านบทวิเคราะห์หลายฉบับจะทำให้คุณได้ข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้น เพราะนักวิเคราะห์แต่ละคนอาจจะมองหุ้นตัวนี้จากปัจจัยที่แตกต่างกัน ทำให้คำแนะนำต่างกันออกไปด้วย นอกจากนี้คุณยังจะได้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมมาประกอบการวิเคราะห์ส่วนบุคคลอีกต่างหาก

สิ่งที่น่าสนใจจะเกิดขึ้นเมื่อนักวิเคราะห์ 2 โบรกเกอร์มองหุ้นตัวใดตัวหนึ่งแบบตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง อย่างเช่น นักวิเคราะห์บริษัท A ให้ซื้อ แต่นักวิเคราะห์จากบริษัท B ให้ขาย ดังนั้นถ้าคุณอ่านบทวิเคราะห์ของทั้งสองฝ่าย คุณจะซึมซับทั้งด้านบวกด้านลบ ทำให้การตัดสินใจลงทุนของคุณรอบคอบมากขึ้นครับ

6. ระวัง Herd mentality

ไม่ว่าจะตลาดหุ้นใดๆในโลก นักวิเคราะห์เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อตลาดสูงมาก เพราะพวกเขาสื่อสารกับนักลงทุนรายใหญ่ด้วย ดังนั้นคำแนะนำของพวกเขาจึงส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างมาก

อิทธิพลของนักวิเคราะห์จะสูงยิ่งโดยเฉพาะเมื่อนักวิเคราะห์ทุกคนต่างออกไปในทางเดียวกันหมดเลย อย่างเช่นเชียร์ให้ซื้อหมดเลยทุกคน

การที่ไม่มีใครคัดค้านเลยจะทำให้คุณและนักลงทุนคนอื่นๆ มีโอกาสที่จะซื้อหุ้นตัวนั้นตามที่นักวิเคราะห์ทุกคนแนะนำ

หรือพูดง่ายๆ คุณเห็นว่าคนส่วนใหญ่คิดว่าดี คุณเลยคิดว่ามันก็น่าจะดีจริงๆ สุดท้ายคุณเข้าร่วมกลุ่มด้วยโดยไม่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเลยแม้แต่น้อย

นี่แปลว่าคุณใช้อารมณ์ล้วนๆ และไม่ได้ใช้เหตุผลในการลงทุน

คอนเซ็ปต์นี้เราเรียกว่า “Herd mentality” นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่คุณมักจะเห็นหุ้นบางตัวพุ่งขึ้นอย่างเดียวอย่างไม่หยุดหย่อน (ที่ชอบเรียกกันว่า “หุ้นร้อน” หรือ “Hot stocks”) เพราะผู้จัดการกองทุนที่ดูแลเงินมหาศาลสามารถติดกับดักนี้ได้เช่นกัน และอัดเงินที่เขาดูแลอยู่เข้าใปในหุ้นเหล่านี้ด้วยอารมณ์ไม่ใช่เหตุผล

วิธีการแก้คือ คุณควรจะวิเคราะห์หุ้นด้วยตัวของคุณเองเสมอ โดยอ้างอิงจากข้อเท็จจริง แทนที่จะเป็นอารมณ์อยากจะไปเข้าร่วมปาร์ตี้กับเพื่อน

นอกจากนี้คุณควรตระหนักว่า ในตลาดหุ้นนั้นอะไรที่มันดูดีเกินไปมักจะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งแย่ๆ อย่างที่ Sir John Templeton นักลงทุนระดับตำนานกล่าวไว้ว่า

Bull markets are born on pessimism, grown on skepticism, mature on optimism, and die on euphoria

Sir John Templeton

ซึ่งแปลว่า

ตลาดกระทิงเกิดขึ้นจากการมองโลกในแง่ร้าย เติบโตบนความสงสัย โตเต็มวัยบนการมองโลกในแง่ดี และตายบนความเป็นสุขอย่างที่สุด

ความเป็นสุขอย่างที่สุดก็คือ การมองโลกในแง่ดีมากเกินไปนั่นเอง

ดังนั้นเวลาอ่านนักวิเคราะห์ของหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง แล้วเห็นว่านักวิเคราะห์เชียร์ให้ซื้อหมดทุกคนเลย คุณควรจะระมัดระวัง และอ่านอย่างฟังหูไว้หูให้มากเป็นพิเศษครับ