5 เรื่องจริงเกี่ยวกับ “หุ้นปันผลสูง” ที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจลงทุน!

0
247

หุ้นปันผล (Dividend Stocks) เป็นรูปแบบของหุ้นที่นักลงทุนจำนวนมากมายชื่นชอบ เพราะว่าเราสามารถได้เงินสดจากหุ้นเหล่านี้ในจำนวนที่มากกว่าการฝากธนาคารหลายเปอร์เซนต์ โดยเฉพาะหุ้นที่เป็นหุ้นปันผลสูงด้วยแล้ว ยิ่งทำให้หลายคนชื่นชอบเข้าไปใหญ่

อย่างไรก็ดี หุ้นปันผลพวกนี้ไม่ใช่ว่าจะปราศจากกับดัก สิ่งที่ผมจะอธิบายในโพสนี้คือ 5 เรื่องจริงเกี่ยวกับหุ้นปันผลเหล่านี้ที่ทุกคนควรรู้ก่อนที่จะลงทุน

1. หุ้นปันผลบางตัวมีฐานะทางการเงินไม่ดี

ก่อนอื่น ผมต้องอธิบายคร่าวๆ ก่อนเลยว่า หุ้นปันผลทุกตัวมีระดับ นั่นก็คือมีทั้งแบบที่คุณภาพดี และคุณภาพไม่ดี

หนึ่งในปัจจัยที่จะวัดได้ว่าหุ้นปันผลตัวนี้มีคุณภาพดีหรือไม่ดีก็คือ ฐานะทางการเงิน ซึ่งเราสามารถดูได้จากงบการเงินทั้งสาม นั่นก็คืองบแสดงฐานะทางการเงิน (Balance Sheet) งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ (Income Statement) และ งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement)

หุ้นปันผลที่ไม่ดี มักจะมีงบการเงินแบบนี้ (เอาแบบง่ายๆ)

  1. ขาดทุนย่อยยับ
  2. หนี้ (Debt) ท่วมบัญชี
  3. ไม่มี Free Cash Flow

ถ้าเกิดกรณีทั้งสามนี้ โดยทั่วไปแล้วบริษัทไม่น่าจะจ่ายปันผลได้ แต่บางบริษัทก็สร้างอภินิหารด้วยการจ่ายปันผลให้กับนักลงทุน แถมบางทีจ่ายแบบเยอะๆ ด้วย

แทนที่เราจะรู้สึกฮึกเหิมและกระโจนซื้อหุ้นตัวนั้นทันที เราควรจะตั้งสติให้ดี และเตือนตัวเองว่านี่มันผิดปกติ อะไรที่ไม่ชอบมาพากลอาจจะซ่อนอยู่ก็เป็นได้ เราควรจะก้าวข้ามหุ้นตัวนี้ไปเสีย และหันไปหาหุ้นที่มีงบการเงินแข็งแกร่งแทน

หุ้นปันผลที่ดีมักจะมีฐานะการเงินแบบนี้

  1. มีกำไรสม่ำเสมอ และเป็นขาขึ้น (หรืออย่างน้อยก็เสมอตัวทุกปี)
  2. หนี้สิน (Debt) น้อยมาก และไม่มีเลย
  3. มี Free Cash Flow สูง

2. อัตราปันผลตอบแทนไม่ได้บอกทุกสิ่ง

เมื่อนักลงทุนหลายคนเลือกหุ้นปันผล สิ่งแรกที่มักจะดูกันคือ อัตราปันผลตอบแทน (Dividend Yield)

แต่จริงๆ แล้วค่านี้ดูเผินๆ ไม่ได้ มันมีอะไรแอบแฝงอยู่เยอะมาก

เราลองมาผ่าตัดค่านี้กันก่อนดีกว่าแบบง่ายๆ

Dividend Yield คิดมาจากการนำ จำนวนเงินปันผลทั้งปีต่อหุ้นมาหารกับราคาหุ้น แล้วเอามาคูณ 100 เพื่อให้ออกมาเป็นเปอร์เซนต์

ดังนั้นถ้าหุ้น A จ่ายปันผลทั้งปีต่อหุ้นที่ 5 บาท แต่ราคาหุ้นอยู่ที่ 100 เท่ากับว่า อัตราปันผลตอบแทนหรือ Dividend Yield อยู่ที่ 5%

ฟังดูเรียบง่าย ไม่มีพิษมีภัยใช่หรือไม่ละครับ

แต่จริงๆ แล้วปัญหามันอยู่ที่ “จำนวนเงินปันผลทั้งปีต่อหุ้น” นี่แหละ

บางบริษัทอาจจะให้เงินปันผลปีนี้มากกว่าปกติ หรือที่เรียกกันว่า “เงินปันผลพิเศษ” (Special dividends) ซึ่งจะทำให้จำนวนเงินปันผลทั้งปีมากกว่าปกติ และทำให้อัตราปันผลตอบแทนมากกว่าความเป็นจริงไปด้วย

ยกตัวอย่างเช่น จำนวนเงินปันผลของหุ้น A เป็นเงินปันผลธรรมดา 3 บาท และเงินปันผลพิเศษอีก 2 บาท ปีหน้าจะไม่มีเงินปันผลพิเศษแล้ว ทำให้อัตราปันผลจริงๆ อยู่ที่ 3% เท่านั้นไม่ใช่ 5% ความน่าลงทุนในหุ้นบริษัท A จึงลดต่ำลง

แต่ปัญหาไม่ได้สิ้นสุดแต่เพียงเท่านี้ เพราะค่าอัตราปันผลตอบแทนไม่ได้บอกเราเลยว่า บริษัทเอาเงินที่ไหนมาจ่ายปันผลให้กับเรา!

การจ่ายปันผลที่ดีคือ บริษัทเหลือกระแสเงินสดจากการบริหารจัดการ การลงทุน และอื่นๆ ดังนั้นบริษัทจึงตอบแทนผู้ถือหุ้นด้วยการจ่ายเงินปันผล

แต่ในโลกของความเป็นจริง มันไม่ได้งดงามเหมือนกับหนังสือ Finance ในมหาวิทยาลัยเล่มโตๆ ที่นักศึกษาจำไปสอบ

ผู้บริหารของหลายๆบริษัทรู้ดีว่า การจ่ายเงินปันผลเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความมั่นคงของบริษัท ดังนั้นในบางเคสที่ไม่ควรจ่ายเงินปันผล บางบริษัทกลับดึงดันที่จะจ่ายให้กับผู้ถือหุ้น บางแห่งอาจจะถึงกับบริษัทอาจจะกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายให้กับเรา

ถ้าเป็นแบบนี้ การจ่ายเงินปันผลไม่มีคุณภาพใดๆ เพราะเงินปันผลในที่นี้ไม่ใช่ “เงินที่เหลือใช้” แต่เป็น “เงินที่มีค่าใช้จ่าย” และมันไม่สามารถดำเนินแบบนี้ไปเรื่อยๆ ตลอดชั่วกัลปาวสาน เนื่องจากบริษัทไม่สามารถกู้โดยไม่จำกัดได้อยู่แล้ว

เราจึงต้องตรวจสอบด้วยวิธีต่อไปนี้

ให้เราเอาเงินปันผลทั้งปีต่อหุ้น (Dividend per share) หารกับกำไรสุทธิทั้งปี (Earnings per share หรือ EPS) เราจะได้สิ่งที่เรียกว่า Dividend payout ratio หรืออัตราการจ่ายปันผลต่อกำไรออกมา

ดังนั้นเราจะได้รู้ว่าเงินปันผลที่บริษัทจ่ายมาเป็นกี่เปอร์เซนต์ของกำไรสุทธิของบริษัท

เช่นบริษัท A มีเงินปันผลทั้งปีต่อหุ้นอยู่ที่ 5 บาท ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 10 บาท เท่ากับว่า Dividend payout ratio จะอยู่ที่ 0.5 หรือพูดง่ายๆ คือ 50%

ถ้าค่านี้มากกว่า 1 หรือ 100% เราจะเห็นชัดเจนว่าบริษัทไปหาเงินที่อื่นที่ไม่ใช่กำไรสุทธิในปีนั้นๆ มาจ่ายปันผลอย่างแน่นอน ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรนัก

แต่ที่แย่ที่สุดคือ ค่านี้เป็นลบ ถ้าค่านี้เป็นลบคือ บริษัทจ่ายเงินปันผลทั้งๆ ที่กำลังขาดทุน ซึ่งเป็นเคสที่แย่ที่สุดที่จะเป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าค่านี้ต่ำกว่า 100% ไม่ได้แปลว่าจะไว้ใจได้ เราต้องตรวจสอบย้อนกลับไปในแต่ละปีว่าค่านี้ของบริษัทเป็นอย่างไร มีแนวโน้มเป็นอย่างไร ค่านี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลงเรื่อยๆ รึเปล่า เช่น ปี ค.ศ.2017 ค่านี้อยู่ที่ 40% ปี ค.ศ.2018 พุ่งมาที่ 45% และปี ค.ศ.2019 พุ่งมาที่ 80% เลย

การเพิ่มขึ้นของค่านี้เรื่อยๆ ควรจะทำให้เรารู้สึกสงสัยว่าเป็นเพราะอะไร ถ้าเป็นเพราะว่ากำไรลดลงทุกปี แบบนี้ถือว่าหุ้นและบริษัทนี้เริ่มส่งกลิ่นแปลกๆ และอาจจะไม่ใช่หุ้นปันผลที่ดีอีกต่อไปแล้ว

สถานการณ์ที่ perfect ที่สุดสำหรับผมคือ บริษัทสามารถทำค่านี้ให้เท่าเดิมในทุกปี เช่น 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถคงค่านี้ให้อยู่ที่ 40% เสมอโดยตลอด มันแสดงให้เห็นว่าบริษัทนี้มีความมั่นคงสูง

ค่าที่คล้ายคลึงกับ Dividend payout ratio คือ Dividend coverage Ratio ซึ่งจะคิดโดยการใช้ กระแสเงินสดต่อหุ้น (Cash Flow per share) หารด้วยจำนวนเงินปันผลทั้งปีต่อหุ้น (Dividend per share)

ถ้าแค่นี้สูงกว่า 1 ไปเยอะๆ แสดงให้เห็นว่ากระแสเงินสดของบริษัทครอบคลุมเงินปันผลทั้งหมด ทำให้อยู่ในสถานะสมดุลที่จะจ่ายปันผลต่อไปได้ครับ

สรุป: หุ้นปันผลสูงมากๆ ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป ต้องดูไส้ในประกอบด้วยครับ

3. ลักษณะธุรกิจของหุ้นปันผลเป็นสิ่งสำคัญ

ลักษณะธุรกิจเป็นปัจจัยที่สำคัญมากในการเลือกหุ้นปันผลมาลงทุน เพราะผมเชื่อว่านักลงทุนที่เลือกลงทุนในหุ้นปันผลจะต้องการความมั่นคงในระดับหนึ่งอยู่แล้ว

บริษัทที่จ่ายปันผลอาจจะประกอบธุรกิจไม่เหมือนกัน บางบริษัทอาจจะทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเช่นน้ำมันหรือถ่านหิน ส่วนบางบริษัทอาจจะเป็นบริษัททำธุรกิจผลิตน้ำสะอาด ร้านอาหาร หรือเครือข่ายโทรศัพท์

ดังนั้นธุรกิจของบางบริษัทหรือมี cycle หรือช่วงของมัน บางบริษัทจะมีช่วงที่ดีสุดๆ สลับกับช่วงที่แย่สุดๆ เช่นบริษัทน้ำมันที่ผันผวนตามราคาน้ำมัน ส่วนบางบริษัทอาจจะอยู่นิ่งๆ เติบโตไปอย่างช้าๆ เช่นปีละ 3%-5% แต่มีความมั่นคงสูงมาก

เพราะฉะนั้นบริษัทแบบแรกอาจจะจ่ายปันผลสูงในบางปี บางปีจ่ายต่ำมาก ส่วนบางปีไม่จ่าย เพราะสถานการณ์ไม่เอี้อให้จ่าย แต่บริษัทแบบที่สองสามารถจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ ในจำนวนที่เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะผลประกอบการดีขึ้นทีละน้อย

ความสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่เราต้องการอยากได้ในหุ้นปันผล โดยเฉพาะนักลงทุนที่เข้าสู่วัยเกษียณและดำรงชีวิตด้วยเงินเหล่านี้ ถ้าสามารถหาหุ้นปันผลที่จ่ายปันผลมาแล้วมากกว่า 15 ปีขึ้นไป และจ่ายในจำนวนที่เพิ่มขึ้นทุกปีจะดีมาก

ไม่เพียงเท่านั้น

เราไม่ควรดูย้อนไปในอดีตเท่านั้น เราควรดูไปถึงอนาคตด้วย

การที่เราดูงบการเงินและลักษณะธุรกิจที่ผ่านมาอาจเปรียบได้กับ “การมองอดีต”

แต่เราควรจะ “มองไปยังอนาคต” ด้วยว่าบริษัทนี้ยังจะดีเหมือนเดิมหรือไม่

ในปี ค.ศ.2019 และหลังจากนี้ เทคโนโลยีกำลังจะเปลี่ยนแปลงเราหลายอย่าง และมันจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อหุ้นปันผลด้วย เงินปันผลที่มาจากบริษัทที่เคยมั่นคงก็อาจจะไม่มั่นคงอีกต่อไป

เพราะเหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น?

เราปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายบริษัทที่มั่นคงและจ่ายเงินปันผลอย่างดีมาตลอดหลายสิบปีดำเนินธุรกิจแบบเก่า เมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา ทำให้บริษัทเหล่านี้ปรับตัวตามกระแสที่เปลี่ยนผ่านของโลกอย่างรวดเร็วไม่ทัน จากที่เคยได้กำไรก็กลายเป็นขาดทุน เพราะลูกค้าหายไป

ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Blockbuster บริษัทให้เช่าวิดีโอ VCD และ DVD ของอเมริกาที่จ่ายปันผลอย่างดีติดต่อกันมาเกือบ 20 ปี ไม่สามารถสู้กับเทคโนโลยี streaming ของบริษัทอย่าง Netflix ได้ Blockbuster จึงมีผลการดำเนินงานที่ย่ำแย่อย่างรวดเร็ว จนต้องลดเงินปันผลลงเรื่อยๆ สุดท้ายก็ระงับการจ่ายปันผล และประกาศล้มละลายหลังจากนั้นไม่นาน

นักลงทุนที่ดูงบการเงินของ Blockbuster ในอดีตย่อมไม่เห็นว่า Blockbuster กำลังเดินหน้าไปสู่หุบเหวในอนาคต และติดกับดัก “ความมั่นคงในอดีต” เข้าไปเต็มๆ

ดังนั้นหุ้นปันผลที่ดีควรจะ อยู่ในธุรกิจที่มีแนวโน้มเป็นขาขึ้น หรืออย่างน้อยไม่มีอะไรมาคุกคามได้ในเวลาอันสั้น

ถ้าหุ้นปันผลตัวนั้นอยู่ในธุรกิจขาขึ้น ทำให้มีโอกาสที่บริษัทจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น บริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนมากขึ้นด้วย (ถ้าบริษัทคง dividend payout ratio ให้เท่าเดิม) ราคาหุ้นก็อาจจะขึ้นตามไป ทำให้นักลงทุนได้ทั้งเงินปันผล และผลกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น

สรุปแล้วก่อนที่จะลงทุนในหุ้นปันผลตัวใดตัวหนึ่ง เราควรจะพิจารณาสภาพและลักษณะธุรกิจของบริษัทด้วยว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร ถ้ามีแนวโน้มไม่ดี เราไม่ควรลงทุนในหุ้นของบริษัทนั้นเพื่อหวังจะเอาเงินปันผลที่สุ่มเสี่ยงครับ

4. หุ้นปันผลอาจจะแพงเกินไป

ในยุคที่ดอกเบี้ยต่ำเตี้ยอย่างในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ.2009-2019) ทำให้ผลตอบแทนจากพันธบัตรต่ำลงมาก นักลงทุนจึงแห่มาซื้อหุ้นปันผลเพื่อหวังผลตอบแทนที่ดีกว่า

การที่มีนักลงทุนจำนวนมากแห่มาซื้อทำให้หุ้นปันผลสามารถ “แพง” ได้เหมือนกับหุ้นตัวอื่นๆ

เมื่อหุ้นปันผล “แพง” ทำให้ความเสี่ยงที่เราจะได้รับเพิ่มมากขึ้นไปด้วย โดยเฉพาะถ้าหุ้น A แพงเกินมูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) ไปมากๆ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหุ้น A มีมูลค่าที่แท้จริงอยู่ที่ 60 บาท แต่ซื้อขายกันที่ 100 บาทเพราะช่วงตลาดหุ้นฟองสบู่ โดยที่ 100 บาทนั้น หุ้น A ให้ปันผล 2% และหุ้น A เป็นธุรกิจโตช้าด้วย

ถ้าตามทฤษฎีลงทุนแบบ value investing แล้ว ในระยะยาวราคาหุ้นทุกตัวจะขึ้นหรือลงไปสู่มูลค่าที่แท้จริงเสมอ

ดังนั้นในเคสนี้หุ้น A เป็นธุรกิจโตช้า ทำให้มีโอกาสต่ำมากที่มูลค่าที่แท้จริง (60 บาท) จะพุ่งขึ้นมาทันราคาที่ 100 บาท โอกาสที่ราคาหุ้น A จะพุ่งลงไปยัง 60 บาทจึงมีมากกว่า

ถ้าหุ้น A ลงไป 60 บาทจริงๆ เท่ากับว่านักลงทุนจะขาดทุน 40% โดยที่ได้รับปันผลปีละ 2% มันช่างไม่คุ้มเลย

การหวังราคาหุ้นให้กลับมาถึงช่วงฟองสบู่ก็หวังอะไรไม่ได้ ทำให้นักลงทุนเหมือนติดอยู่บนยอดเขาเอเวอเรสต์ไปนานแสนนาน

อย่างไรก็ดี การหามูลค่าแท้จริงของหุ้นตัวใดตัวหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ความรู้ทาง finance สูงในระดับหนึ่ง แต่ถึงแม้จะมีความรู้ครบถ้วน เราก็ต้องประมาณค่าตัวแปรบางค่าเองอยู่ดี ทำให้มีความคลาดเคลื่อนได้สูงมาก

เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ค่อยใช้วิธีนี้เท่าไร ผมหันไปใช้พวก multiples อย่างเช่น P/E (Price to earnings), Dividend Yield และตัววัดอื่นๆ แทน

หลังจากได้หุ้นปันผลที่ต้องการมาแล้ว ผมจะลองเปรียบค่า P/E และ Dividend Yield ในปัจจุบันกับค่าเฉลี่ยในอดีต (5 ปีขึ้นไป มากเท่าไรยิ่งดี)

  • สำหรับ P/E ถ้าค่าในปัจจุบันสูงเกินค่าเฉลี่ยในอดีตไปมากๆ เช่น ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 10 ตอนนี้อยู่ที่ 20 มันบอกให้เราทราบชัดเจนว่าตอนนี้แพงสุดๆ (ดังนั้นถ้าได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย หรือใกล้เคียงค่าเฉลี่ยถือว่าดี)
  • ส่วน Dividend Yield ถ้าค่าในปัจจุบันต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตไปมากๆ เช่น ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 5% ตอนนี้อยู่ที่ 2% มันบอกให้เราทราบว่าตอนนี้แพงสุดๆ (ดังนั้นถ้าได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย หรือใกล้เคียงค่าเฉลี่ยถือว่าดี)

หมายเหตุ: เกณฑ์นี้ไม่สามารถใช้ได้กับหุ้นที่มี cycle หรือ cyclical stocks ทั้งหลาย

อีกวิธีหนึ่งคือ เราประเมินความต้องการของเราเอง เช่น

ผมรู้อยู่แล้วว่าหุ้นปันผลส่วนมากจะมีอัตราการเติบโต (Growth rate) ที่ต่ำ ดังนั้นค่า P/E ไม่ควรจะสูงมากนัก ผมรับได้มากที่สุดคือ 15 เท่า สำหรับหุ้นปันผลที่มีธุรกิจที่มั่นคง มีแนวโน้มดี มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง จ่ายปันผลสม่ำเสมอมาตลอด ส่วน Dividend Yield อยู่ที่ 4% ขึ้นไปเป็นต้น

สรุปแล้วคือ ในการเลือกหุ้นปันผล การคำนึงถึงความถูกแพงเป็นสิ่งที่สำคัญเสมอ การได้หุ้นปันผลที่ดีแต่แพงเกินไปจะเป็นการลงทุนที่แย่สำหรับนักลงทุนหลายคน

5. การเปิดธุรกิจใหม่อาจส่งผลต่อการจ่ายปันผล

สำหรับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เราจะเห็นว่ามีการแตกไลน์เปิดธุรกิจใหม่อยู่บ่อยๆ

อย่างที่ผมได้อธิบายไปแล้ว เงินปันผลที่ดีมาจากเงินปันผลที่เหลือมาจากการดำเนินงานและบริหารทั้งหมดของบริษัท ถ้าบริษัทลงทุนเปิดธุรกิจใหม่ นั่นหมายความว่าบริษัทจะใช้เงินเพิ่ม ดังนั้นมันจะกระทบจำนวนเงินปันผลของนักลงทุนเต็มๆ แต่ถ้าเป็นโครงการเล็กก็อาจจะไม่กระทบเลย หรือ กระทบน้อยมาก

แน่นอนว่าธุรกิจมีโอกาสจะสำเร็จและล้มเหลว ผลของมันจะกระทบกับนักลงทุนในหุ้นตัวนั้นอย่างมากถ้าธุรกิจใหม่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่

เพราะอะไรกันแน่?

ถ้าธุรกิจใหม่ประสบความสำเร็จ หุ้นปันผลที่นักลงทุนถืออยู่อาจจะกลายสภาพเป็นหุ้นเติบโต ราคาหุ้นอาจจะพุ่งขึ้น เช่นเดียวกับจำนวนเงินปันผลต่อปีที่จะได้รับ อย่างไรก็ดีนโยบายการจ่ายเงินปันผลของแต่ละบริษัทก็อาจจะเปลี่ยนไปด้วย บางบริษัทอาจจะต้องการเงินไปลงทุนเพิ่มขึ้น ทำให้จ่ายปันผลน้อยลง ถ้าเคสนี้เกิดขึ้น เราต้องคิดดูว่าจะถือต่อไป หรือขายทิ้งทำกำไร

แต่ถ้าธุรกิจใหม่ล้มเหลว บริษัทอาจจะเสียเงินจำนวนมากไปกับอะไรที่ทำให้บริษัทแย่ลง (อย่างที่ Peter Lynch เรียกว่า diworseification) และผลการดำเนินงานรวมของบริษัทจะตกต่ำลงด้วย เพราะธุรกิจใหม่ขาดทุนดึงให้กำไรรวมทั้งหมดลดลง โอกาสที่จะนักลงทุนได้รับเงินปันผลน้อยลง หรือถูกตัดทั้งหมดก็มีสูง

ดังนั้นเราจะเห็นว่า ธุรกิจใหม่ที่มีขนาดใหญ่ส่งผลมากต่อบริษัทที่จ่ายปันผล ถ้าเราถือหุ้นปันผลของบริษัทนั้นอยู่ เราควรจะติดตามข่าวสาร และวิเคราะห์รายงานของบริษัทให้ดีว่ามีแนวโน้มอย่างไรครับ