5 “เมืองหลวง” อันยิ่งใหญ่ของจีนที่น่าไปเที่ยวสักครั้งหนึ่ง

0
823

ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 4,000 ปี ในช่วงเวลาอันยาวนานนี้ ทำให้เมืองหลวงของอาณาจักรที่สร้างขึ้นในดินแดนจีนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่บ่อยครั้ง แต่เมืองที่เป็นเมืองหลวงบ่อยที่สุดและกินระยะเวลานานที่สุดคือห้าเมืองนี้ ทำให้ห้าเมืองดังกล่าวมีสถานที่ที่น่าสนใจหลายแห่งอันควรค่าแก่การไปเที่ยวชม

เรามาดูกันเลยดีกว่ามีเมืองไหนบ้าง

1. ปักกิ่ง (เป่ยจิง)

ปักกิ่ง หรือ เป่ยจิง (Beijing) เป็นเมืองหลวงในปัจจุบันของสาธารณรัฐประชาชนจีน ปักกิ่งเป็นเมืองที่เก่าแก่มากเพราะมีประวัติความเป็นมาถึงเกือบสามพันปี ในสมัยยุคจ้านกว๋อ ปักกิ่งมีชื่อเรียกว่าจี้เฉิง และเป็นเมืองหลวงของแคว้นเยียน หนึ่งในแคว้นสำคัญในยุคนั้น

พระราชวังต้องห้าม สัญลักษณ์ของปักกิ่ง

ราชวงศ์สำคัญๆ หลายราชวงศ์ของจีนล้วนแต่ตั้งเมืองหลวงที่ปักกิ่ง อาทิเช่นราชวงศ์หยวนของชาวมองโกล ราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิงของชาวแมนจู ทั้งหมดกินเวลานานถึงหกร้อยปี หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้ปกครองแผ่นดินจีน ปักกิ่งถึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงอีกครั้งหนึ่ง

ด้วยความที่เป็นเมืองหลวงมาอย่างยาวนานนี้ ทำให้ปักกิ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ มากมาย อาทิเช่น กำแพงเมืองจีน, พระราชวังต้องห้าม ,พระราชวังฤดูร้อน และอื่นๆ อีกหลายแห่ง สถานที่เหล่านี้ล้วนแต่ยิ่งใหญ่และควรค่าแก่การไปเที่ยวชมอย่างยิ่ง

2. ซีอาน

ซีอาน เป็นเมืองหลวงอันเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน ประวัติความเป็นมาของซีอานนี้ย้อนไปได้มากกว่าสามพันปี ราชวงศ์สำคัญๆ ในอดีตล้วนแต่ตั้งเมืองหลวงที่ซีอานทั้งสิ้น

บริเวณแถวเมืองซีอานในปัจจุบันเคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์โจวตะวันตกมาก่อน ราชวงศ์โจวตะวันตกนี้เก่าแก่มากเพราะอยู่ในช่วงหนึ่งพันปีก่อนคริสตกาลเลยทีเดียว

ความยิ่งใหญ่ของซีอานพุ่งสูงขึ้นในสมัยที่ได้เป็นเมืองหลวงของแคว้นฉินและราชวงศ์ฉินที่รวบรวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่ง ในช่วงนั้นเมืองดังกล่าวมีชื่อเรียกว่าเมืองเสียนหยาง เมืองนี้เคยมีปราสาทราชวังใหญ่โต และห้องสมุดอันอลังการ แต่ทว่ากลับถูกทำลายทิ้งโดยเซี่ยงอวี่ในช่วง 210 BC โชคยังดีที่สุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้ (ฉินสื่อหวงตี้) ที่มีบรรดาทหารดินเผารอดมาได้ ทำให้โลกยังมีมรดกทางประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ให้เที่ยวชมมาจนถึงปัจจุบัน

กองทัพทหารดินเผาที่สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้

หลังจากนั้นเมืองซีอานยังได้เป็นเมืองหลวงของราชวงศ์สำคัญของจีนอีกหลายราชวงศ์เช่น ราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์สุย และราชวงศ์ถัง รวมไปถึงราชวงศ์ย่อยอีกหลายราชวงศ์ ทำให้ระยะเวลาที่ซีอานเคยเป็นเมืองหลวงรวมแล้วมากกว่าหนึ่งพันปี ปัจจุบันซีอานเป็นเมืองหลวงของมณฑลส่านซีในบริเวณตอนกลางของจีน

ท่านที่เคยอ่านนิยายสามก๊กน่าจะคุ้นเคยกับเมืองเตียงฮัน เมืองที่ขงเบ้งพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าที่จะพิชิตให้ได้ แต่ก็ไม่สำเร็จ เตียงฮันในภาษาจีนกลางคือ “ฉางอาน” นั่นก็คือชื่อโบราณของเมืองซีอานนั่นเอง

ภายในเมืองซีอานจึงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย อาทิเช่น เจดีย์ห่านป่าใหญ่ หอกลอง และกำแพงโบราณล้อมรอบเมืองที่ใหญ่โตพอที่จะขี่จักรยานด้านบนได้

3. ลั่วหยาง

ลั่วหยางเป็นเมืองหลวงเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของจีน ลั่วหยางแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาไม่แพ้ซีอาน ด้วยความที่ตัวเมืองอยู่กึ่งกลางของดินแดนจีนในเวลานั้น เพราะภาคใต้ของจีนยังไม่ได้รับการบุกเบิก ทำให้ลั่วหยางเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์สำคัญๆ หลายราชวงศ์ ในบางครั้งแม้ซีอานจะเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการ แต่สถานะของลั่วหยางเองได้รับการยกระดับเป็นเมืองหลวงที่สองและไม่ด้อยไปกว่าเมืองซีอานเลย

ถ้ำหลงเหมิน By Anagoria CC BY 3.0,

ยกตัวอย่างเช่น บูเช็คเทียน จักรพรรดินีหญิงพระองค์เดียวของจีนโปรดปรานเมืองลั่วหยางมาก แม้เมืองหลวงของจักรวรรดิจะอยู่ที่ซีอาน แต่พระนางกลับใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เมืองลั่วหยาง

อย่างไรก็ตามในหน้าประวัติศาสตร์ มีหลายช่วงที่ลั่วหยางได้รับสถานะเป็นเมืองหลวงหลักไม่ใช่เมืองหลวงที่สองเช่นช่วง ราชวงศ์โจวตะวันออก ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก และราชวงศ์เฉาเว่ยของโจผี คนไทยที่เคยอ่านเรื่องสามก๊กน่าจะรู้จักเมืองลั่วหยางในนามเมือง “ลกเอี๋ยง”

ด้วยเหตุนี้ลั่วหยางจึงมีสถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นมรดกโลกหลายแห่ง อาทิเช่นถ้ำหลงเหมิน ถ้ำที่มีพระพุทธรูปมากมายนับแสนองค์ และผ่านการสร้างมาหลายราชวงศ์ด้วยกัน หรือวัดไป๋หม่า วัดในพระพุทธศาสนาแห่งแรกของจีนที่มีอายุมากกว่าสองพันปี

ทั้งนี้การไปซีอานและลั่วหยางสามารถไปรวมกันในทริปเดียวได้ เพราะทั้งสองเมืองอยู่ไม่ห่างจากกันมากนัก

4. นานกิง (หนานจิง)

นานกิง หรือ หนานจิง เป็นเมืองหลวงของจีนมาหลายยุคหลายสมัย นานกิงต่างจากเมืองอื่นๆในรายชื่อนี้เพราะว่าตั้งอยู่ค่อนมาทางใต้ของจีน ดังนั้นนานกิงจึงเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ที่ตั้งอยู่ภาคใต้เสียเป็นส่วนใหญ่

ตัวเมืองได้รับการพัฒนาให้เป็นเมืองหลวงครั้งแรกในสมัยง่อก๊กของซุนกวน ท่านที่อ่านสามก๊กมาคงจะรู้จักนานกิงกันดีในชื่อ “เกี๋ยนเงียบ” ชื่อนี้เป็นชื่อภาษาฮกเกี้ยนของ เจี้ยนเย่ ชื่อโบราณของเมืองนานกิง

หลังจากง่อก๊กล่มสลาย เมืองนานกิงยังได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภาคใต้ของจีน เมื่อราชวงศ์จิ้นของสุมาเอี๋ยนเสียทั้งเมืองฉางอานและลั่วหยางแก่พวกหวู่หู เชื้อพระวงศ์ราชวงศ์จิ้นจึงได้หนีมาตั้งเมืองหลวงและราชวงศ์ใหม่ที่เมืองนานกิงแห่งนี้ ทำให้นานกิงมีสถานะเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรจิ้น

สุสานหมิงเสี้ยวหลิงที่นานกิงของจูหยวนจาง By Zhangzhugang , CC BY-SA 4.0,

ต่อมาแม้ราชวงศ์จิ้นตะวันออกจะล่มสลายไปแล้ว นานกิงก็ยังเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ทางใต้ที่สืบอำนาจติดต่อกันมาอีกเกือบสองร้อยปี จนกระทั่งสิ้นสุดลงเมื่อราชวงศ์สุยพิชิตราชวงศ์ทางตอนใต้ได้สำเร็จ

ช่วงเวลาระหว่างศตวรรษที่ 7-19 เป็นช่วงที่นานกิงไม่ได้เป็นเมืองหลวงเลย ยกเว้นแต่ช่วงสั้นๆ ไม่กี่ปีเท่านั้น แต่นานกิงได้รับการพัฒนาในฐานะศูนย์กลางการค้าขายทำให้นานกิงยังคงเป็นเมืองสำคัญมาโดยตลอด

นานกิงกลับได้รับเลือกให้เป็นเมืองหลวงสาธารณรัฐจีน หลังจากที่ราชวงศ์ชิงถูกล้มล้างไปแล้วในปี ค.ศ.1912 เมืองนานกิงจึงเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญที่กองทัพญี่ปุ่นต้องการพิชิตเมื่อเข้ารุกรานประเทศจีน

ในปี ค.ศ.1937 กองทัพญี่ปุ่นพิชิตเมืองนานกิงได้สำเร็จและก่ออาชญากรรมสงครามมากมายอย่างที่ทราบกันทั่วโลกว่าในนาม “Rape of Nanking” หลังจากสงครามสงบด้วยความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น นานกิงได้กลับเป็นเมืองหลวงของพรรคก๊กมินตั๋งก่อนที่พวกเขาจะพ่ายแพ้และหลบหนีไปไต้หวัน

ด้วยเหตุนี้สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ในนานกิงจึงมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสุสานอันยิ่งใหญ่ของซุนยัดเซ็น สุสานของจูหยวนจาง ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง หรือพิพิธภัณฑ์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับช่วงสงครามกับญี่ปุ่น

5. ไคเฟิง

ไคเฟิง เป็นเมืองหลวงสำคัญอันเก่าแก่อีกเมืองหนึ่งของจีน แม้ว่าระยะการเป็นเมืองหลวงจะสั้นกว่าเมืองอื่นๆในรายชื่อก็ตาม

ต้าเหลียง (ชื่อในอดีตของไคเฟิง) เคยเป็นเมืองหลวงของแคว้นเว่ย หนึ่งในแคว้นสำคัญในยุคจ้านกว๋อ แต่เมืองดังกล่าวกลับถูกทำลายเกือบทั้งหมดเมื่อแคว้นฉินพิชิตแคว้นเว่ยได้สำเร็จในสมัยฉินสื่อหวงตี้ กว่าที่เมืองนี้จะได้รับการสร้างใหม่ก็ปาเข้าไปในสมัยราชวงศ์ถังเลยทีเดียว

หลังจากที่คลองต้าอวิ๋นเหอสร้างเสร็จ ทำให้ไคเฟิงมีความสำคัญมากขึ้นเพราะเชื่อมต่อกับเส้นทางคมนาคมระหว่างภาคเหนือและภาคใต้ของจีน ประกอบกับเมืองฉางอานและลั่วหยางเสียหายหนักจากไฟสงคราม ไคเฟิงจึงได้รับเลือกให้เป็นเมืองหลวงในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ

เจดีย์เหล็ก By Gary Lee Todd, CC BY-SA 4.0,

เมืองแห่งนี้เองเป็นสถานที่ที่เปาบุ้นจิ้นเคยได้รับหน้าที่เป็นผู้ตรวจการ ปัจจุบันไคเฟิงยังมีศาลเปาบุ้นจิ้นให้เที่ยวชมอยู่

หลังจากราชวงศ์ซ่งเหนือล่มสลาย ไคเฟิงเป็นหนึ่งในเมืองหลวงของราชวงศ์จิน หลังจากราชวงศ์จินถูกพวกมองโกลทำลายล้าง ไคเฟิงไม่ได้เป็นเมืองหลวงอีกเลย แถมยังได้รับความเสียหายโดยน้ำท่วมหลายครั้งด้วย ไคเฟิงจึงแทบไม่เหลือความรุ่งเรืองในอดีตหลงเหลืออยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามสิ่งก่อสร้างบางส่วนที่เก่าแก่ยังหลงเหลืออยู่ อาทิเช่น เจดีย์เหล็กที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ เจดีย์นี้เคยประสบกับแผ่นดินไหว 38 ครั้ง น้ำท่วมใหญ่ 6 ครั้ง แต่มันอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาถึงทุกวันนี้

การไปเที่ยวไคเฟิงไม่ยากอะไรนัก เพราะมันอยู่ไม่ไกลจากลั่วหยางและซีอานเท่าไร การไปทั้งสามแห่งในทริปเดียวจึงสามารถทำได้อย่างสบายๆ

ไปเที่ยวเมืองหลวงของจีนเหล่านี้อย่างไรดี

เนื่องจากอดีตเมืองหลวงของจีนเหล่านี้อยู่ห่างไกลกันมาก มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะไปเที่ยวทุกเมืองในโพสนี้ภายในทริปเดียวครับ แต่จากที่เคยไปมา ผมพบว่าสามารถรวมซีอาน ลั่วหยาง และไคเฟิงเข้าเป็นทริปเดียวได้ เพราะว่าอยู่ห่างจากกันไม่มากนักครับ ส่วนนานกิง ผมแนะนำให้รวมไปกับเซี่ยงไฮ้, หางโจว และผู่โถวซานครับ

เมืองเหล่านี้ทุกเมืองสามารถไปเที่ยวเองได้ แต่ถ้าคุณเบื่อหรือขี้เกียจกับการจัดโปรแกรมเอง การใช้บริการทัวร์ไทยดีๆ ที่ชำนาญเส้นทางจีนอย่างเช่น merryland ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจครับ