ประวัติศาสตร์สี่ผู้ติดตามผู้หมดลมหายใจพร้อมครอบครัวโรมานอฟด้วยความกล้าหาญ (26)

สี่ผู้ติดตามผู้หมดลมหายใจพร้อมครอบครัวโรมานอฟด้วยความกล้าหาญ (26)

ในหมู่ข้าราชบริพารที่ติดตามครอบครัวโรมานอฟมาถึงทาบอสค์และเยกาเตรินเบิร์ก พวกเขารู้อยู่แล้วว่าการติดตามครอบครัวโรมานอฟมาไกลขนาดนี้เทียบเท่ากับการเดินเข้าสู่หลักประหาร ก่อนที่จะเข้าสู่บ้านอิปาตเยฟ ข้าราชบริพารที่ติดตามมาด้วยต่างถูกบังคับให้เซ็นสัญญายอมรับว่าขอให้พวกเขาอยู่ในสถานะเดียวกับพวกโรมานอฟ สัญญานี้ไม่ต่างอะไรกับสัญญาสั่งตาย

พวกเขาเหล่านี้ติดตามนิโคลัสและอเล็กซานดรามานานนับทศวรรษ นิโคลัสและอเล็กซานดราดูแลพวกเขาอย่างดี ทั้งสองไม่เคยถือตัว หรือแสดงออกด้วยความหยิ่งยโส บุคคลเหล่านี้จึงเกิดความรัก ความผูกพัน และความห่วงใยเกินกว่าที่จะทิ้งทั้งสองและลูกๆ ไปช่วงเวลาอันยากลำบากนี้

หลายคนรู้สึกกลัวต่อความตายที่กำลังจะคืบหน้ามาถึง แต่ความจงรักภักดี ความห่วงใย และความรักในตัวครอบครัวโรมานอฟมีมากกว่า ทำให้พวกเขาตัดสินใจเลือกเส้นทางสู่ปรโลก เพื่อที่จะดูแลครอบครัวโรมานอฟจนถึงวาระสุดท้าย

หากแต่ว่าพระเจ้าได้มอบโอกาสดังกล่าวแก่ชายหญิงทั้งหมดสี่คนเท่านั้น ข้าราชบริพารคนอื่นถูกสังหารหรือไม่ก็ถูกไล่ออกไปหมดแล้ว

สี่คนที่ได้รับโอกาสคือ นายแพทย์โบทกิน เชฟคาริโตนอฟ มหาดเล็กตรุป และนางกำนัลเดมิโดวา

โบทกิน

โบทกิน (บอทกินในภาษาอังกฤษ) หรือ เยฟเกนี เซอร์เกเยวิช โบทกิน (Евгений Сергеевич Боткин) ครอบครัวของเขาเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของซาร์แห่งรัสเซียมาหลายยุคหลายสมัย เซอร์เกย์ โบทกิน พ่อของเขาเคยเป็นอาจารย์ให้กับซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 และซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 และเป็นแพทย์ชื่อดังในจักรวรรดิรัสเซีย

โบทกิน

โบทกินเกิดในปี ค.ศ.1865 เขามีอายุมากกว่านิโคลัสสามปี โบทกินตัดสินใจเป็นแพทย์ตามบิดาและบรรพบุรุษ เขาเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ชั้นนำของรัสเซีย โบทกินจบการศึกษาด้วยคะแนนอันดับสาม หลังจากนั้นเขาได้ศึกษาต่อในยุโรป และได้รับปริญญาเอกสาขาการแพทย์ด้วย

ในปี ค.ศ.1904 โบทกินสมัครเป็นแพทย์ทหารและได้รับการส่งตัวไปยังแนวหน้า เขาปฎิบัติหน้าที่อย่างดีทำให้ได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติมาหลายเหรียญ

ซาริซาอเล็กซานดราเห็นว่าเขามีความสามารถมาก โบทกินจึงได้รับเชิญให้มาเป็นแพทย์ส่วนพระองค์ประจำครอบครัวโรมานอฟในปี ค.ศ.1908 เขาและแพทย์ท่านอื่นช่วยกันพยุงอาการของอเล็กเซย์ไว้หลายครั้ง ทำให้เด็กชายไม่ถึงแก่ชีวิต (แม้ว่าหนังสือประวัติศาสตร์หลายเล่มและตัวอเล็กซานดราเองจะมอบเครดิตให้รัสปูตินก็ตาม)

นอกจากเป็นแพทย์แล้ว โบทกินยังเป็นล่ามให้กับอเล็กซานดราด้วย เพราะอเล็กซานดราไม่เคยพูดภาษารัสเซียได้คล่อง โบทกินเคยทำงานในโรงพยาบาลเยอรมันมาหลายปี ทำให้เขาพูดภาษาเยอรมันได้ เขาจึงทำหน้าที่แปลภาษาให้กับอเล็กซานดราอีกหน้าที่หนึ่ง

โบทกินมีแนวคิดทางการเมืองตรงข้ามกับนิโคลัสและอเล็กซานดรา (โบทกินสนับสนุนการปฏิรูปการเมืองให้เป็นเสรีนิยม) แต่ความซื่อสัตย์และจงรักภักดีของโบทกิน ทำให้นิโคลัสและอเล็กซานดรามองข้ามแนวคิดทางการเมืองของเขาไปจนหมด ทั้งสองถือว่าโบทกินเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของครอบครัวโรมานอฟ

หลังการปฏิวัติ โบทกินไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องติดตามครอบครัวโรมานอฟอีก แพทย์เป็นที่ต้องการอย่างมากและได้รับการเชิดชูอย่างสูงในสังคมรัสเซีย แต่โบทกินกลับเลือกที่จะเดินทางไปยังทาบอสค์กับครอบครัวโรมานอฟ ระหว่างอยู่ที่ทาบอสค์ เขาได้เปิดคลีนิกเล็กๆ เพื่อรักษาคนไข้ในทาบอสค์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายสักรูเบิลเดียว

โบทกิน Cr: fund.me-ga.ru

เมื่อพวกบอลเชวิคมีอำนาจ พวกบอลเชวิคต้องการแพทย์มาก เพราะว่าในช่วงสงครามกลางเมือง แพทย์ขาดแคลนอย่างหนัก พวกบอลเชวิคให้อภิสิทธิ์แพทย์อย่างมาก แต่โบทกินกลับปฏิเสธ เขาเลือกติดตามครอบครัวโรมานอฟต่อไป ทั้งๆที่สุขภาพของเขาเองก็ย่ำแย่ เขาล้มป่วยจากอาการไตอักเสบ แต่ก็แข็งใจลุกขึ้น ถ้าครอบครัวโรมานอฟจำเป็นต้องให้เขาช่วย

อเล็กซานดราเป็นคนไว้ใจใครยาก แต่เธอไว้ใจโบทกินมาก เธอและนิโคลัสขอให้โบทกินเป็นคนกลางระหว่างครอบครัวโรมานอฟ และพวกบอลเชวิคอย่างอัฟดีฟและยูรอฟสกี้ ซึ่งโบทกินก็ทำได้เป็นอย่างดี เขาเกลี้ยกล่อมอัฟดีฟให้ทำตามที่ครอบครัวโรมานอฟร้องขอได้หลายครั้ง

ครอบครัวโรมานอฟหลายคนต้องใช้ยาระงับปวดตั้งแต่อเล็กเซย์ นิโคลัส และตัวอเล็กซานดราเอง แต่เธอกลับสั่งให้ทาเทียน่าฉีดมันให้กับโบทกิน เมื่อเธอเห็นเขาเจ็บปวดอย่างหนักจากอาการไตอักเสบที่ยังไม่หายเสียที

ในสายตาของครอบครัวโรมานอฟ โบทกินเหมือนกับเป็นสมาชิกครอบครัวคนหนึ่ง เขาร่วมแบ่งปันความสุขและความทุกข์กับครอบครัวโรมานอฟมาตลอดจนถึงวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ.1918

ครอบครัวโรมานอฟนอนหลับกันไปหมดแล้ว หากแต่ว่านายแพทย์โบทกินยังนั่งอยู่ เขากำลังเขียนจดหมายถึงครอบครัวเป็นครั้งสุดท้าย มีความว่า

ฉันกำลังพยายามครั้งสุดท้ายที่จะเขียนจดหมายจริงๆ — อย่างน้อยก็จากที่นี่ — แม้ว่าฉันจะคิดว่ามันไม่จำเป็นเลยก็ตาม ฉันไม่คิดว่าฉันถูกกำหนดให้เขียนถึงใครจากที่ใดก็ตาม การถูกคุมขังด้วยความสมัครใจของฉันที่นี่เริ่มร้ายแรงกว่าการมีตัวตนของฉันบนโลกแห่งนี้ ประเด็นสำคัญคือ ฉันตายแล้ว — ตายเพื่อลูกๆของฉัน — ตายเพื่องานของฉัน … ฉันตายไปแล้วแต่ยังไม่ได้ถูกฝังกลบ — แต่ไม่ว่าอย่างไรผลที่ตามมาก็เหมือนกัน …. ฉันไม่ลังเลที่จะทำให้ลูกของฉันต้องกำพร้าพ่อ เพื่อทำหน้าที่แพทย์จนถึงวาระสุดท้าย

ระหว่างที่โบทกินกำลังเขียนจดหมายฉบับนี้อยู่ ยูรอฟสกี้ก็มาเคาะประตูที่หน้าห้องของเขา ยูรอฟสกี้แจ้งว่าทุกคนจะต้องออกจากบ้านในเร็วๆ นี้ เขาขอให้โบทกินไปปลุกครอบครัวโรมานอฟทุกคนให้เตรียมพร้อม

หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น ทุกท่านก็น่าจะทราบกันดีอยู่แล้ว

โบทกินสิ้นชีวิตในเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ.1918 เขามีอายุได้ 53 ปี โบทกินได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นนักบุญโดยคริสตจักรรัสเซียนออโธดอกซ์นอกรัสเซียในปี ค.ศ.1981

คาริโตนอฟ

คาริโตนอฟ หรือ อีวาน มิไคโลวิช คาริโตนอฟ (Иван Михайлович Харитонов) เป็นพ่อครัวหรือเชฟของที่ติดตามครอบครัวซาร์ไปยังทาบอสค์ และเยกาเตรินเบิร์ก

คาริโตนอฟ

คาริโตนอฟเป็นหนึ่งในเชฟชั้นยอด เขาเดินทางไปศึกษาศาสตร์การทำอาหารที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงปี ค.ศ.1895 คาริโตนอฟก็ได้เข้ามาทำงานเป็นเชฟที่พระราชวังอเล็กซานเดอร์ เขามีตำแหน่งหน้าที่สูงขึ้นตามลำดับ อาหารที่เขาทำมีความประณีตมาก มีเรื่องเล่าว่าอาหารที่เหลือจากโต๊ะของซาร์และซารินาจะถูกมอบให้กับผู้ยากไร้ แม้ว่ามันจะเป็นของเหลือ แต่รสชาติยังยอดเยี่ยมกว่าอาหารทั่วไปที่หาได้ในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเปิร์กมาก

หลังจากการปฏิวัติเริ่มต้นขึ้น พ่อครัวจำนวนมากรวมไปถึงหัวหน้าห้องเครื่องตัดสินใจทิ้งครอบครัวโรมานอฟไป หัวหน้าของคาริโตนอฟหลบหนีออกจากรัสเซีย คาริโตนอฟจึงได้รับตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่องหลังจากนั้น

อันที่จริงแล้วคาริโตนอฟสามารถไปอยู่ที่ยุโรปได้อย่างสบายๆ เขามีอายุแค่ 47 ปี ฝีมือการทำอาหารเขาก็อยู่ในระดับยอดเยี่ยม ภัตตาคารดังๆ ในยุโรปย่อมรับเขาเข้าทำงานแน่นอน แต่คาริโตนอฟกลับปฏิเสธ เขาไม่อาจทิ้งเจ้านายของเขาไปได้ เขาติดตามทุกคนไปยังทาบอสค์และเยกาเตรินเบิร์ก และได้ถูกส่งตัวเข้าบ้านอิปาตเยฟไปโดยพวกบอลเชวิค

ระหว่างที่อยู่ที่บ้านอิปาตเยฟ คาริโตนอฟเคยบอกยูรอฟสกี้ว่า เขาไม่สามารถทำอาหารให้กับคนทั้ง 11 คนได้ โดยมีเนื้อสดแค่ 1 ใน 4 ปอนด์ หรือ 113 กรัม (อ้างอิงจากบันทึกของยูรอฟสกี้) เมื่อยูรอฟสกี้ปฏิเสธที่จะมอบเนื้อให้เพิ่ม เพราะทุกคนต้องรับการปันส่วน คาริโตนอฟจึงต้องใช้เนื้อเท่าที่มีอยู่

ด้วยความสามารถในการทำอาหารที่ยอดเยี่ยม คาริโตนอฟสามารถทำอาหารที่เอร็ดอร่อยจากวัตถุดิบเพียงน้อยนิด และ แปรรูปอาหารจากโรงอาหารโซเวียตที่ย่ำแย่ให้มีรสชาติดีได้

เขายังเป็นเพื่อนคนสำคัญของครอบครัวโรมานอฟ เขาสอนให้สี่สาวทำอาหารหลายๆ อย่าง อาทิเช่นขนมปัง และคอยปลอบครอบครัวโรมานอฟทุกคนในเวลาที่ย่ำแย่

คาริโตนอฟจากไปพร้อมกับครอบครัวโรมานอฟในวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ.1918 ด้วยวัย 48 ปี เขาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นนักบุญโดยคริสตจักรรัสเซียนออโธดอกซ์นอกรัสเซียในปี ค.ศ.1981

ตรูป

ตรุป หรือ อเล็กเซย์ เยโกโรวิช ตรุป (Алексе́й Его́рович Трупп) เป็นคนรัสเซียที่มีเชื้อสายลัตเวีย ตัวเขานับถือศาสนาโรมันคาทอลิก

ประวัติของตรุปมีน้อยมาก เขาเคยเป็นพลทหารในกองทัพรัสเซียมาก่อน ตรุปไต่เต้าจนได้เป็นนายทหาร เมื่อเขาอายุได้ 37 ปี ตรุปก็ได้เข้าทำหน้าที่เป็นมหาดเล็กที่ดูแลครอบครัวของซาร์นิโคลัสที่ 2 ต่อมาเขาได้เลื่อนเป็นหัวหน้ามหาดเล็กในพระราชวังอเล็กซานเดอร์

ตรุปและ ทาเทียน่าในวัยเด็ก

นิโคลัสและอเล็กซานดราไว้ใจตรุปมาก เพราะตรุปเป็นคนที่จงรักภักดีและซื่อสัตย์ ตรุปคอยดูแลลูกๆ ของนิโคลัสเมื่อพวกเขาไปเที่ยวเล่นอยู่เสมอ เขาเป็นพี่เลี้ยงที่คอยดูแลความปลอดภัยลูกๆของทั้งสองตั้งแต่ยังแบเบาะจนทุกคนเติบโตเป็นวัยรุ่น

การปฏิวัติในปี ค.ศ.1917 ทำให้พวกทหาร หรือแม้พวกมหาดเล็กจำนวนมากทิ้งครอบครัวโรมานอฟไป แต่ตรุปปฏิเสธ เขาติดตามครอบครัวโรมานอฟไปยังทาบอสค์และเยกาเตรินเบิร์ก และถูกส่งตัวเข้าไปอยู่ในบ้านอิปาตเยฟ ในเวลานั้นเขาอายุได้ 62 ปี เขาเป็นบุคคลที่อายุมากที่สุดที่สิ้นชีวิตในบ้านอิปาตเยฟ

ถึงแม้ตรุปจะนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เขากลับได้รับการสถาปนาเป็นนักบุญโดยคริสตจักรรัสเซียนออโธดอกซ์ภายนอกรัสเซียในปี ค.ศ.1981

เดมิโดวา

เดมิโดวา หรือ แอนนา สเตรปานอฟนา เดมิโดวา (Анна Степановна Демидова) เป็นข้าราชบริพารหญิงคนเดียวที่ได้ติดตามครอบครัวโรมานอฟในบ้านอิปาตเยฟ

เดมิโดวา

ครอบครัวของเธอเป็นพ่อค้าที่มีฐานะดี แอนนาจึงได้รับการศึกษาพอสมควร เธอสามารถพูดได้หลายภาษา และเล่นเปียโนได้อย่างคล่องแคล่ว

ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเดมิโดวาเข้ามาทำงานในวังได้อย่างไร ครอบครัวของเธอเล่าว่าอเล็กซานดราเห็นความสามารถของเธอในด้านการเย็บปักถักร้อยเมื่ออเล็กซานดราไปเยี่ยมเยือนมหาวิหารแห่งหนึ่งที่เดมิโดวาจัดแสดงผลงานของเธออยู่ อเล็กซานดราจึงชักชวนให้เธอเข้ามาอยู่ในวัง

เดมิโดวาเป็นนางกำนัลที่จงรักภักดีมาก นิโคลัสและอเล็กซานดราจึงมอบตำแหน่ง “อภิสิทธิ์ชน” ที่สืบทอดไปถึงลูกหลานให้กับเธอ

เช่นเดียวกับคนอื่นๆ เดมิโดวาปฏิเสธที่จะทิ้งอเล็กซานดราและครอบครัวของเธอไปหลังจากที่เธออยู่กับครอบครัวโรมานอฟมานานถึงเกือบ 20 ปี เธออาสาติดตามครอบครัวโรมานอฟไปยังเมืองทาบอสค์และเยกาเตรินเบิร์ก

ก่อนที่เดมิโดวาจะเดินทางไปยังเยกาเตรินเบิร์ก เดมิโดวาเปิดเผยว่าเธอกลัวพวกบอลเชวิคมาก เธอบอกกับกิปส์ ติวเตอร์ชาวอังกฤษว่า

ฉันกลัวพวกบอลเชวิคเหลือเกิน คุณกิปส์ ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาจะทำอะไรกับพวกเรา

ระหว่างที่อยู่ที่เยกาเตรินเบิร์ก เดมิโดวาเป็นคนที่ทำงานหนักที่สุดในบรรดาผู้ติดตาม เธอมีหน้าที่ซักผ้าของทุกคนในบ้าน อยู่ไปได้สักพักเหล่าสี่สาวโรมานอฟมักมาช่วยเธอทำงานเหล่านี้บ่อยๆ

ในวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ.1918 เดมิโดวาสิ้นชีวิตพร้อมกับเจ้านายที่เธอรักในห้องใต้ดินที่บ้านอิปาตเยฟ เธอมีอายุได้ 40 ปี

คริสตจักรรัสเซียนออโธดอกซ์ภายนอกรัสเซียสถาปนาเดมิโดวาเป็นนักบุญในปี ค.ศ.1981

อ่านตั้งแต่ตอนแรก และติดตามตอนต่อไปได้ที่ วันสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟ ติดตามตอนสุดท้าย (ตอนที่ 27) ได้ที่นี่

หนังสืออ้างอิงอยู่ ที่นี่

บทความล่าสุด

Victory Tale ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปโพสที่ใดทุกกรณี การฝ่าฝืนมีโทษทางกฎหมาย

error: Content is protected !!