3 ปริศนาลึกลับที่เอฟบีไอยังไขไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้! (1)

0
654

สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก หน่วยงานต่างๆ ก็มีประสิทธิภาพอย่างมากในการคลี่คลายคดียากๆ แต่ 3 คดีต่อไปนี้ เป็นคดีที่ทำให้เจ้าหน้าที่ถึงกับหัวหมุน จนถึงทุกวันนี้เอฟบีไอและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังไม่ทราบว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

จะมีคดีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยครับ

1. D.B.Cooper

วันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ.1971 ชายคนหนึ่งที่อ้างตัวว่าชื่อ แดน คูเปอร์ (Dan Cooper) ได้ซื้อตั๋วเครื่องบินของสายการบิน Northwest Orient จากสนามบินพอร์ตแลนด์ เพื่อเดินทางไปยังเมืองซีแอตเทิล

เมื่อเครื่องบินบินขึ้นไปได้ไม่นาน คูเปอร์เดินไปยังแอร์โฮสเตสคนหนึ่ง และยื่นกระดาษให้กับเธอ แอร์โฮสเตสคนนั้นไม่คิดอะไร เธอจึงเก็บมันลงไปในกระเป๋าเงินโดยที่ไม่ได้ดู

ภาพสเก็ตช์ คูเปอร์ โดย FBI

คูเปอร์จึงพูดขึ้นว่า

คุณผู้หญิง คุณควรอ่านมันนะ ผมมีระเบิด

ภายในกระดาษเล็กๆ แผ่นนั้นเขียนว่า ตัวคูเปอร์มีระเบิดอยู่ในกระเป๋าหิ้วของเขา หลังจากนั้นเขาก็ขอกระดาษกลับคืนไป และขอให้แอร์โฮสเตสผู้นั้นมานั่งข้างๆ เขา (วันนั้นเครื่องบินค่อนข้างว่าง ทำให้ที่นั่งเหลือจำนวนมาก)

แอร์โฮสเตสขอให้เขาเปิดระเบิดให้ดู คูเปอร์จึงแง้มกระเป๋าให้เธอดูแวบหนึ่ง สิ่งที่เธอเห็นคือทรงกระบอกแปดชิ้นที่เชื่อมต่อกับสายไฟ แต่เขาปิดมันเร็วกว่าที่เธอจะเห็นมันได้อย่างชัดเจน

คูเปอร์บอกแอร์โฮสเตสผู้นั้นว่า เขาต้องการเงินสดจำนวนสองแสนเหรียญสหรัฐ ร่มชูชีพสี่ชุด และรถเติมน้ำมันที่ซีแอตเทิล เพื่อเติมน้ำมันให้กับเครื่องบิน

เมื่อได้ทราบเช่นนั้น แอร์โฮสเตสจึงเดินไปหากัปตันเพื่อแจ้งให้เขาทราบเรื่องดังกล่าว กัปตันจึงแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินทันที

บริษัท Northwest Orient ยินยอมที่จะจ่ายเงินที่คูเปอร์ต้องการ และขอให้เจ้าหน้าที่บริษัททุกคนปฏิบัติทำคำขอของคูเปอร์ นักบินในเครื่องที่ถูกจี้จำต้องบินวนอยู่บนอากาศอยู่ประมาณสองชั่วโมงเพื่อที่เจ้าหน้าที่ภาคพื้นจะได้รวบรวมสิ่งที่คูเปอร์ต้องการ นักบินทั้งสองแจ้งผู้โดยสารว่าเกิดปัญหาเล็กน้อย การเดินทางของเขาจะช้าไปบ้าง

สำหรับแอร์โฮสเตสและลูกเรือคนอื่นๆ ที่ได้ทราบความจริง พวกเขารู้สึกว่าคูเปอร์ดูไม่น่ากลัวเลย เขาเป็นชายวัยกลางคนที่ดูสุภาพเรียบร้อย ต่างจากสลัดอากาศในภาพยนตร์ฮอลลีวูดมาก เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เครื่องบินก็ลงจอดที่สนามบินซีแอตเทิล

คูเปอร์ได้อนุญาตให้ผู้โดยสารทุกคนและลูกเรือลงจากเครื่อง เหลือแต่เพียงนักบิน และช่างเครื่องเท่านั้นที่ยังอยู่บนอากาศกับเขา ระหว่างนั้นเองรถเติมน้ำมันก็เติมน้ำมันให้เครื่องบิน Boeing 727 ลำเดิมตามคำขอของคูเปอร์

ระหว่างนั้นคูเปอร์ได้แจ้งนักบินว่า เขาต้องการให้เครื่องบินเดินทางลงใต้ในเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังเม็กซิโกซิตี้ เมืองหลวงของประเทศเม็กซิโก ด้วยความเร็วต่ำที่สุดที่จะเป็นไปได้ และยังขอให้เครื่องบินไม่หุบล้อหลังขึ้นบินด้วย

นักบินแจ้งคูเปอร์ว่าเครื่องบินไม่สามารถบินตรงไปยังเม็กซิโกซิตี้ได้โดยปราศจากการเติมเชื้อเพลิง คูเปอร์และนักบินจึงตกลงกันได้ว่าจะให้มีการเติมเชื้อเพลิงอีกครั้งที่รัฐเนวาดา หลังจากนั้นเครื่องบินก็ขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้งหนึ่งในเวลาเกือบสองทุ่ม กองทัพสหรัฐได้ให้เครื่องบินรบสองลำติดตามไปด้วยอย่างใกล้ชิด

หลังจากเครื่องบินขึ้นไม่นาน คูเปอร์สั่งให้ทุกคนที่เหลืออยู่เข้าไปอยู่ในห้องนักบิน และให้ล็อกประตูไว้ให้แน่น ในเวลาประมาณสองทุ่ม นักบินก็ได้เห็นสัญญาณเตือนจากเครื่องบินว่า บันไดที่ด้านหลังเครื่องบินถูกเปิดออก และไม่ได้มีการปิดมันแต่อย่างใด

สองชั่วโมงต่อมา เครื่องบินที่ถูกเปิดออกทางด้านหลังก็ลงจอดที่รัฐเนวาดาตามที่คูเปอร์ได้ตกลงกับนักบินเอาไว้ เจ้าหน้าที่ FBI จำนวนมากเข้าล้อมเครื่องบิน และตรวจสอบอย่างละเอียด พวกเขาพบว่าคูเปอร์ไม่อยู่บนเครื่องบินแล้ว

จากการสืบสวน เอฟบีไอไม่สามารถระบุตัวตนได้ชัดเจนว่าคูเปอร์เป็นใคร ตัวคูเปอร์เองก็ไม่ปรากฎตัวให้ใครเห็นอีกเลย แม้จะมีหมายจับส่งไปทั่วประเทศก็ตาม นอกจากนี้เงินค่าไถ่จำนวนสองแสนเหรียญที่ให้คูเปอร์ก็ไม่เคยถูกใช้ เกือบสิบปีต่อมาเงินค่าไถ่บางส่วนถูกพบโดยเด็กอายุแปดขวบที่ไปตั้งแคมป์ริมแม่น้ำโคลัมเบีย ในรัฐวอชิงตัน พวกมันอยู่ในสภาพดูไม่ได้เลย

ส่วนหนึ่งของเงินค่าไถ่

ผ่านไปสี่สิบกว่าปี การสอบสวนก็ยังไม่คืบหน้า ทุกวันนี้เรายังไม่ทราบว่า สลัดอากาศคูเปอร์ผู้นี้เป็นใคร ทำไมเขาถึงกระโดดออกจากเครื่องบินไปเช่นนั้น ที่เขาทำไปมีจุดประสงค์อะไรกันแน่? เขารอดชีวิตจากการกระโดดดังกล่าวหรือไม่? ทุกอย่างล้วนแต่เป็นปริศนา

2. The Black Dahlia

The Black Dahlia เป็นคดีที่เกิดขึ้นกับนักแสดงหญิงวัย 22 ปีชื่อ เอลิซาเบธ ชอต (Elizabeth Short)

Black Dahlia หรือ Elizabeth Short

ในวันที่ 14-15 มกราคม ค.ศ.1947 เธอถูกพบเป็นศพเปลือยที่ถนนแห่งหนึ่งที่เมืองลอสแองเจลิส ชาวบ้านแถวนั้นพบร่างของเธอในเวลาสิบโมงเช้าของวันที่ 15 มกราคม ผู้พบเห็นตกใจมากกับสภาพศพจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

ร่างชองชอตเรียกได้ว่ายับเยิน ร่างกายท่อนล่างและท่อนบนขาดจากกันอย่างสมบูรณ์ ใบหน้าของเธอถูกฟันด้วยของมีคม หน้าอกของศพยังถูกตัดออกจากร่างอีกด้วย ทุกสิ่งดูเหมือนว่าทำโดยผู้เชี่ยวชาญ

ผิวหนังของเธอซีดขาว เพราะเลือดของเธอไหลออกมาจากร่างแทบทั้งหมด

การชันสูตรและสอบสวนเริ่มต้นทันที เจ้าหน้าที่พบว่าชอตเสียชีวิตจากอาการช็อคที่เกิดจากการถูกตีที่ของแข็งที่ศีรษะและหน้า และจากบาดแผลที่เกิดจากการฟัน การตรวจสอบยังพบว่าไม่มีอสุจิอยู่ในร่างกายของเธอ

การสังหารที่เหี้ยมโหดขนาดนี้กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์อเมริกัน สื่อมวลชนตั้งชื่อให้เธอว่า “Black Dahlia” เพราะว่าเธอมีผมสีดำและชอบแต่งกายด้วยชุดสีดำ ชื่อนี้กลายเป็นชื่อแทนตัวเธอตั้งแต่บัดนั้น

พวกเรียกร้องความสนใจบางคนพยายามแสดงตัวว่าเป็นผู้สังหารเธอ แต่จากการสอบสวนอย่างละเอียดพบว่าพวกเขา “โม้” ทั้งสิ้น

ตลอดเวลาหลายสิบปีไม่น่าเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ FBI ไม่สามารถสาวหาผู้กระทำผิดได้ แม้ว่าจะมีหลักฐานหลายอย่างก็ตาม พวกเขาทำทุกวิธีทางเพื่อจะปิดคดีนี้ให้ได้ แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ เคสนี้กลายเป็นอีกเคสหนึ่งที่กลายเป็นเคสที่หาคำตอบไม่ได้ ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นผู้ฆ่าเธอ

การตายของเธอกลายเป็นคดีอาชญากรรมที่ได้รับการยอมรับว่าโหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ และเมื่อตำรวจไม่สามารถปิดคดีได้ ทฤษฎีต่างๆ จึงผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดตลอดเจ็ดสิบปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับภาพยนตร์ นิยาย และซีรีส์อื่นๆ ที่มีการสร้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า

3. Zodiac Killer

Zodiac Killer หรือนักฆ่าจักรราศีเป็นคดีฆาตกรรมอำพรางที่มีชื่อเสียงที่สุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา เพราะความลึกลับ และการท้าทายตำรวจของตัวฆาตกรเอง

ภาพสเก็ตช์ Zodiac Killer

ในปี ค.ศ.1968-1969 ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย นักฆ่าคนหนึ่งไม่ทราบนามได้สังหารเหยื่อหลายคนด้วยวิธีที่ต่างๆ กัน อาทิเช่นใช้อาวุธปืนและของมีคม มีอยู่วันหนึ่ง สามบริษัทหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นได้รับจดหมายแปลกๆ จากผู้ที่เชื่อกันว่าเป็นนักฆ่า จดหมายทั้งสามฉบับเหมือนกันโดยไม่ผิดเพี้ยน ภายในจดหมาย ผู้เขียนอ้างว่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของเขาเอง

นอกจากนี้เขายังแนบรหัสประหลาดๆ ที่นักฆ่าอ้างว่าถ้ามีใครสามารถถอดได้ เจ้าหน้าที่จะรู้ตัวว่าเขาเป็นใคร

หลังจากนั้นไม่นาน ออฟฟิศของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งก็ได้รับจดหมายจากเขาอีกครั้ง เขาใช้ชื่อแทนตัวตนเองว่า “จักรราศี (Zodiac)” หลังจากนั้นทางการจึงใช้ชื่อดังกล่าวเป็นชื่อที่ระบุถึงตัวเขา นักฆ่าได้ระบุในจดหมายฉบับนี้ว่า เขาสังหารผู้คนเพราะความสนุก อนึ่งเขาก็ต้องการจะรวบรวม “ทาส” เพื่อใช้งานในชีวิตหลังความตายของเขาด้วย

ต่อมานักฆ่าจักรราศีคนดังกล่าวก็ได้ลงมือฆ่าคนอีกครั้งหนึ่ง และได้ส่งรหัสต่างๆ มาอีกเรื่อยๆ เพื่อท้าทายเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกคนที่ถูกนักฆ่าผู้นี้ปองร้ายจะเสียชีวิต มีอยู่ 1-2 เคสที่พวกเขารอดชีวิตมาได้ แต่พวกเขาไม่อาจช่วยเจ้าหน้าที่ในการระบุตัวได้อยู่ดี

สิ่งที่ Zodiac Killer ส่งมา

จดหมายของนักฆ่าผู้นี้ส่งมาเป็นฉบับสุดท้ายคือฉบับวันที่ 29 มกราคม ค.ศ.1974 หลังจากนั้นเขาไม่ได้ส่งจดหมายมาอีกเลย และดูเหมือนว่าจะไม่ได้ลงมือสังหารใครอีกแล้วด้วย เขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย รวมแล้วเขาพยายามสังหารคนไปเจ็ดคน แต่มีอยู่สองคนที่รอดชีวิต แม้ว่าตัวนักฆ่าจักรราศีจะเคยอ้างว่าเขาสังหารคนไป 37 คนก็ตาม

ในปัจจุบันเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่สามารถไขความน่าฉงนนี้ได้ แต่เคสนี้ก็ยังมีการสืบสวนต่อไป แม้จะผ่านมาสี่สิบกว่าปีแล้วก็ตาม คำตอบว่าใครคือนักฆ่าจักรราศีก็ยังเป็นปริศนา ปัจจุบันมีความพยายามในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง AI เข้ามาตรวจสอบว่าใครคือ Zodiac Killer กันแน่ จะได้ผลอย่างไร เราคงต้องรอดูกันต่อไป